ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข่าว ข่าวฟุตบอล
"ล้างอาถรรพณ์" กับสถิติที่ถูกทำลาย!!

"ล้างอาถรรพณ์" กับสถิติที่ถูกทำลาย!!

อัพเดตเมื่อ : April 28, 2016 12:24pm โดย : -Gongto-

     ใครจะไปเชื่อครับว่าสถิติไร้พ่ายในลีกสูงสุดของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ยืนยงคงกระพันร่วม 2 ปีจะถูกเบรกดังเอี๊ยด!!ไว้แค่ 44 นัดเท่านั้น โดยคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ปกติแล้วแพ้ทาง "ขุนพลเซาะกราว" มาตลอดอยู่เมื่อเชื่อวัน
    
     สกอร์บอร์ดบนสนามไอโมบาย สเตเดี้ยมไม่เคยหลอกใคร 0-3 ถ้าใครบอกบทสรุปของเกมนี้จะออกมาแบบนี้ในช่วงก่อนเกม เชื่อเถอะครับเกือบ "ร้อยทั้งร้อย" ต้องบอกว่าบ้าไปแล้ว!! แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ครับในเกม "ซูเปอร์บิ๊กแมตช์นัดหยุดโลก" ของศึกฟุตบอลโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก 2016 นัดที่ 8 ของฤดูกาล
    
     ที่น่าเซอร์ไพรส์กว่านั้นคือยังบังเกิดที่บ้านของ "ปราสาทสายฟ้า" ทั้งที่ปกติแล้วผลงานยามเฝ้ารังเขี้ยวลากดินยิ่งกว่าอะไรดี แถมสถิติยังข่มผูกปีชนะทางครู่อริ "กิเลนผยอง" มาตลอด ตัวเลขชี้ชัดเจนเลยว่าเซิ้งแข้งกันมาแล้วทั้งหมด 20 เกมก่อนแมตช์นี้เกิดขึ้น โดยเป็นฝั่ง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข่นชัยไป 11 นัด และเสมอกันอีก 9 นัด แน่นอนไม่มีคำว่าปราชัยให้กับทีมดังย่านแจ้งวัฒนะทีมนี้มาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์!!
    
     แต่อย่างที่บอกว่าสถิติมีไว้เพื่อทำลาย จะช้าจะเร็วเท่านั้นเอง และแล้ววันพุธที่ 27 เมษายน 2559 กลายเป็นวาระดีมหามงคลชัยของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ได้ฤกษ์ดีมาเต็มบุกไป "ล้างอาถรรพณ์" ได้สำเร็จ แถมสกอร์ยังออกมาขาดลอยเกินคาดซะอีก เหมือนทบต้นทบดอกกับความเก็บกดมานานหลายปี
    
     ถ้าใครได้เบิ่งเกมนี้นี้ต้องบอกว่าเป็นเกมของ "กิเลนผยอง" จริงๆ ชนะทั้งรูปเกมและสกอร์ เจ้าถิ่นอาจออกสตาร์ทได้ดีในช่วง 7-8 นาทีแรก แต่หลังจากนั้น "อาคันตุกะ" ครองเกมไว้ได้หมดแถมจุดเปลี่ยนของเกมทำให้สถานการณ์เข้าทาง "กิเลนผยอง" นั่นก็คือประตูแรกที่ได้มาเร็วมากตั้งแต่ 10 นาทีแรกจากดาวซัลโวประจำทีม คลีตัน ซิลวา
    
     ยังไม่หยุดแค่นั้น!! 6 นาทีต่อมา สกอร์เขยิบไปอีกเป็น 2-0 ของทีมเยือน จากการประสานงานกันของคู่เดิม คราวนี้เป็น อดิศักดิ์ ไกรษร ที่ยิงประตูทีมเก่า ซึ่งได้ลูกจ่ายจากหัวหอกแซมบ้า หลังจากลูกแรกศูนย์หน้าทีมชาติไทยเจ้าของฉายา "AK9" เป็นคน "แอสซิสต์"
    
     การโดนนำห่าง 0-2 ทำให้เกมของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ช็อตไปดื้อๆ เหมือนถูกฟ้าผ่ากลางสนาม ทำให้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สบโอกาสที่เจ้าถิ่นยังคงปั่นป่วน เป๋ไม่เลิก ไล่บุกกระหน่ำหวังตีให้แตก และก็ทำได้สำเร็จจากความสามารถเฉพาะตัวชั้นเทพของ "เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่โชว์สกิลเลี้ยงหลบแนวรับเจ้าถิ่นจนหัวปั่นหงายเงิบ 3-4 คน ก่อนถวายพานให้ "ซุป'ตาร์บราซิล" คลีตัน ซิลวา บวกเม็ดที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้
    
     สกอร์ 3-0 โดยที่ยังไม่จบ 45 นาทีแรกคล้ายกับเป็นการตอกฝาโลงเพื่อปิดเกมอย่างแท้จริงของ "กิเลนผยอง" เพราะแม้เวลาที่เหลือในครึ่งหลังเต็มๆ ลูกทีมของ "บอสเน" เนวิน ชิดชอบ ไม่สามารถทวงประตูตีไข่แตกกลับมาได้เลย แถมยังเกือบโดนเพิ่มอีกหลายจังหวะ โดยเฉพาะการสวนกลับที่วันนี้มีประสิทธิภาพและอันตรายเอามากๆของทีมเยือน
   

     สุดท้ายจบ 90 นาที กองเชียร์ "อุลตร้าเมืองทอง" เริงร่าเต็มที่ ซึ่งชัยชนะในเกมนี้ต้องยกเครดิตให้กับทุกคนในแคมป์ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไล่ตั้งแต่ ธชตวัน ศรีปาน กุนซือคนเก่ง ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช และผู้เล่นที่วันนี้ท็อปฟอร์มกันหมด โดยเฉพาะ "แมนออฟเดอะแมตช์" ของเกมอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา ที่เกมนี้เล่นได้สุดยอดในแดนหน้า ขาดอย่างเดียวไม่มีชื่อบนสกอร์บอร์ด ทั้งที่มีโอกาสจบสกอร์เยอะทีเดียว แต่ก็สร้างอันตรายและทำประโยชน์ให้ทีมมากมาย

    
     ด้านผู้แพ้อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ยอมรับโดยดุษณีแบบไม่มีข้อกังขาแก้ตัว โดย อเล็กซานเดอร์ กามา กุนซือใหญ่ ถึงกับเอ่ยปากชมทีมเยือนว่าเล่นได้ดีกว่าจริงๆ ตามที่กล่าวเอาไว้ "เกมนี้ขอชื่นชมว่าเมืองทองฯเตรียมทีมมาดีมาก และลูกทีมของตัวเองทำดีเพียงแค่ 7 นาทีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นเมื่อเมืองทองฯได้ประตูนำพวกเขาก็ทำได้ดีจนจบเกม ตนเองขอรับผิดชอบกับความพ่ายแพ้เกมนี้อย่างไม่แก้ตัว แต่อีกนัดเราจะกลับไปแก้แค้นให้ได้"
    
     การพ่ายแพ้ในเกมนี้นอกจากเจ็บช้ำอย่างที่สุดและตกจากบัลลังก์จ่าฝูงแล้ว ยังเป็นการเสียสถิติไร้พ่ายอันยาวนานอย่างที่เกรินไว้ในข้างต้น เพราะเกมสุดท้ายที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พ่ายในเกมไทยลีกต้องนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปในวันที่ 22 ตุลาคม 2557 เลยทีเดียว โดยเป็นเกมนัดที่ 35 ของไทยลีกครั้งที่ 18 ซึ่งพวกเขาบุกไปแพ้ แบงค็อก ยูไนเต็ด 0-2 ที่สนามศูนย์เยาวชนไทยญี่ปุ่น ดินแดง
    
     นับตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้(ก่อนเกมฉะเมืองทองฯ)ก็ร่วม 44 เกมพอดิบพอดี ที่ไม่มีสโมสรใดยัดเยียดความปราชัยให้ทีมดังแดนอีสานได้เลยสักทีมเดียว ยิ่งซีซั่นที่แล้วในไทยลีกครั้งที่ 19 "ขุนพลเซาะกราว" กำแหงใหญ่ถึงขึ้นคว้าแชมป์แบบไร้พ่ายตลอดฤดูดาล 34 นัดเลยด้วย
    
     แล้วอย่างนี้ใครจะกล้าคิดละครับว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะมาพลาดท่าพ่ายแพ้คารังของตัวเอง เพราะนับตั้งแต่เจ้าของสนามไอโมบาย สเตเดี้ยม เริ่มต้นแข่งขันในลีกสูงสุดในไทยลีกครั้งที่ 14 ในปี 2553 นั้น เพิ่งจะพลาดท่าเสียทีในบ้านของตนเองแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ด้วยฝีมือของ ชลบุรี เอฟซี กับ บีอีซี เทโรศาสน และเพิ่มเติมทีมที่ 3 ก็คือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด นี่ละครับ
    
     ความพ่ายแพ้นัดเดียวมันอาจไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารก็จริงอยู่ เพราะเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญในวงการลูกหนังอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันถือว่าพิเศษ(ใส่ไข่)และเซอร์ไพรส์พอสมควร เนื่องจากเป็นคู่แข่งแย่งแชมป์กันโดยตรง และเป็นสองสโมสรมหาอำนาจที่เป็นไม้เบื่อไม้เบาคู่ปรับกันมาตลอดปีดีดัก ฉะนั้นการแพ้ในลักษณะที่ขาดอยและสู้ไม่ได้เช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบไม่มากก็น้อย ทั้งเรื่องคะแนนไป-กลับ 6 แต้มบนอันดับตารางคะแนน สภาพจิตใจและศักดิ์ศรีอย่างที่ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ท่านเนวิน ชิดชอบ เคยกล่าวเอาไว้ว่า "แพ้ใครก็ได้แต่ไม่ใช่เมืองทองฯ" กลายเป็นวลีระดับตำนานไปแล้ว
    
     ต้องติดตามครับว่า "ฟีดแบ็ก" ที่ตามมาหลังจากนี้จะส่งผลอย่างไรบ้างกั "ปราสาทสายฟ้า" จะหลุดฟอร์มไปเลยมั้ย? แต่ผู้เขียนเชื่อว่าทีมระดับแชมป์ 6 โทรฟี่ในฤดูกาลเดียวคงกลับมาอย่างรวดเร็วและน่ากลัวกว่าเดิมจริงมั้ยครับ ไม่เชื่อลองดูนัดหน้ามีคำตอบแน่อนน เห็นทีจะสงสารทีมคู่แข่งอย่าง บีบีซียู เอฟซี "บ๊วย" ของตารางแล้วสิครับว่าจะเจออะไรบ้าง ตอนนี้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คงอยากระบายความอัดอั้นเต็มทีแล้ว 555
     
     ขณะที่ผู้มีชัย เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นการได้ใจมากโขเหลือขนาด เพิ่มกำลังใจในการไล่ล่าแชมป์ต่อไปอย่างสุดตีนถีบ เพราะชัยชนะนัดไหนคงไม่หอมหวานเท่ากับชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีกแล้ว วันนี้เป็นวันของ "กิเลนผยอง" อย่างแท้จริง เพราะแม้จะเริ่มออกสตาร์ทซีซั่นไปแค่ 8 เกมเท่านั้น เสมือน 1 ใน 4 ของเส้นทางเอง การแข่งขันยังอีกยาวไกล แต่มันก็พิสูจน์ว่าปีนี้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด พร้อมเต็มสูบแล้วกับการทวงแชมป์คืนมาให้ได้ แค่เริ่มต้นยังสนุกขนาดนี้ รับรองความมันส์ถึงใจยาวๆ แน่นอนครับสาวกแฟนบอลทั้งหลาย
    
     สุดท้ายนี้น่าเสียดายแทนสาวก "อุลตร้าเมืองทอง" นิดนึง ตรงที่ว่าการเฉลิมฉลองอาจยังไม่ถึงขีดสุดสิครับ เพอร์เฟ็กต์ทุกอย่าง ขาดไปอย่างเดียวก็คือได้แค่รั้ง "รองจ่าฝูง"  เท่านั้น
    
     เพราะทีมนำของตาราง ณ ปัจจุบันกลายเป็นทีมที่ชื่อว่า "แบงค็อก ยูไนเต็ด" นะสิครับ...

Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น