ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข่าว ข่าวฟุตบอล
ดั่งสารจาก 'CR7' ที่ส่งถึง "ลิโอเนล เมสซี่"

ดั่งสารจาก 'CR7' ที่ส่งถึง "ลิโอเนล เมสซี่"

อัพเดตเมื่อ : July 11, 2016 5:29am โดย : นับหนึ่ง.

     เสร็จสิ้นลงไปแล้วกับการแข่งขัน ยูโร 2016 ประจำซัมเมอร์นี้และผลการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศก็เป็น โปรตุเกส ที่พลิกปากกาเซียนโค่นเจ้าภาพอย่าง ฝรั่งเศส มาได้สำเร็จแบบเฉียดฉิวช่วง 120 นาที


     โดยเกมนี้ทางด้าน "ฝอยทอง" ต้องเจอกับเรื่องที่น่าผิดหวังตั้งแต่ช่วง 25 นาทีแรก หลัง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ดังตัวหลักของทีมต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจากการปะทะกับ ดิมิทรี ปาเยต์ จนเป็นเหตุให้ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามท่ามกลางคราบนํ้าตาบนใบหน้าตัวของเขาเอง


     อย่างไรก็ตาม แม้ "ตราไก่" จะโชว์ผลงานออกมาได้ดูดีกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องมาดวลกันที่ช่วงทดเวลาพิเศษ 120 นาที กระทั่งนาทีที่ 109 ตัวสำรองอย่าง เอแดร์ ที่ซัดไกลพังตาข่ายได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ช่วยให้ "ฝอยทอง" คว้าประตูชัยปิดเกมด้วยสกอร์ 1-0 สร้างความเซอร์ไพรส์ไปตามๆกันทั่วโลก


     สำหรับสถิติในเกมนี้หลายๆอย่างค่อนข้างออกมาเป็นใจกับทางเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็นการครองบอลเหนือกว่าที่ 56.5/43.5 เปอร์เซนต์, การจ่ายบอลสำเร็จที่ 89/83 เปอร์เซนต์, การแทคเคิลสำเร็จ 23/20 ครั้ง แต่การเอาชนะลูกกลางอากาศดีพอๆกันที่ 22/22 ครั้งด้วยกัน


     สิ่งที่น่าสนใจในเกมนี้คงหนีไม่พ้นการถูกตัดออกจากเกมของ "CR7" ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก ซึ่งแม้เจ้าตัวจะพยายามลุยต่อเพื่อช่วยทีมยันนาทีสุดท้าย แต่ด้วยสภาพอาการบาดเจ็บก็ทำให้ไม่อาจฝืนสังขารตัวเองได้จนต้องถูกจับเปลี่ยนตัวไป

     แม้จะไม่รู้ว่าจังหวะดังกล่าว ดิมิทรี ปาเยต จะตั้งใจเข้าหนักแบบนั้นหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือกระแสโซเชียลที่พุ่งเป้าด่าเขาอย่างหนักและผมเชื่อว่านับตั้งแต่วันนี้ต่อไปอีกราว 3 วันข้างหน้าการจังหวะการเข้าบอลครั้งนี้จะถูกพูดถึงอย่างไม่รู้ลืมทีเดียว

     ตัดกลับมาที่ โรนัลโด้ สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดคงหนีไม่พ้นสปิริตของเขาที่มีอยู่เต็มเปี่ยม!!


     แน่นอนการที่ไม่สามารถลงเล่นได้เต็มที่ในนัดชิงชนะเลิศรายการสำคัญแบบนี้ทำให้คนเราต้องเกิดอาการท้อใจและเจ็บใจตัวเองอยู่แล้ว แต่เขากลับไม่เลือกที่จะเอาแต่นั่งซึมอยู่ข้างสนาม สิ่งที่เขาทำในฐานะผู้เล่นและกัปตันทีมคือออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมทีมเต็ม 120 นาที นี่คือสิ่งที่คนจะเป็น "ผู้นำ" สมควรจะทำ

     ตอนที่ผมเห็น โรนัลโด้ ยืนเคียงข้างไปกับ เฟร์นานโด ซานโตส ภาพซ้อนที่ออกมาคืออนาคต "ผู้จัดการทีม" คนหนึ่งที่ออกมาสร้างแรงกระตุ้นให้กับลูกทีมอย่างไม่ลดละและผมเชื่อว่าเขาเหมาะสมกับบทบาทนี้ต่อไปในภายภาคหน้าแน่

     กระนั้นยอมรับกันตามตรงว่าตั้งแต่ดูนัดแรกมา.... ผมไม่คิดเลยว่า "ฝอยทอง" จะมีโอกาสลุ้นแชมป์ได้....


     เชื่อหรือไม่ว่าการแข่งขันตลอดการแข่งขัน 7 เกมที่ผ่านมา เหล่าแข่งเลือดโปรตุกีสสามารถเก็บชัยชนะใน 90 นาทีได้แค่เพียงนัดเดียวเท่านั้นระหว่างการเจอกับ เวลส์ ในรอบรองชนะเลิศ แถมดูจากรูปเกมแล้ว "ตราไก่" เข้าวินมาตั้งแต่ต้นเหนือกว่าเห็น

     แต่เกมนี้พวกเขาก็ได้แสดงออกมาให้เห็นแล้วว่า แม้จะไม่ได้มนักเตะระดับเกรดท็อปเทียบเท่ากับทีมชาติอื่นๆ แต่ด้วยพลังใจของพวกเขาก็สร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้ แม้จะไม่ใช่รูปแบบฟอร์มที่สวยงามนักก็ตาม


     การคว้าแชมป์ในครั้งนี้คือแชมป์รายการเมเจอร์ร่วมกับทีมชาติเป็นครั้งแรกของ "เจ็ทโด้" หลังช่วงเวลาที่ผ่านมาทำได้ดีที่สุดแค่เพียงการเป็นรองแชมป์ในรายการเดียวกันเมื่อปี 2004 เท่านั้น

     สิ่งที่ทำให้ผมสะเทือนใจมากที่สุดคือการได้เห็นภาพเจ้าหนู โรนัลโด้ ในวัยเพียง 19 ปี ต้องมายืนรํ่าไห้จากความผิดหวังต่อเกมที่พ่ายแพ้ให้ กรีซ เมื่อปี 2004 และในวันนี้กลับต้องมาเสียนํ้าตาอีกครั้งให้กับอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น
 

     กระนั้นแล้วด้วยชัยชนะในครั้งนี้ก็ทำให้เขาก้าวข้ามความผิดหวังมาได้สำเร็จ ซึ่งการออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมทีมทั้งที่เจ็บหนักก็นับเป็นเรื่องที่สะท้อนสภาพจิตใจของเขาได้อย่างดีทีเดียว เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงจิตใจที่ "ไม่ยอมแพ้" แม้ต้องเจอกับความผิดหวังมาอย่างยาวนาน

     "และมันเหมือนกับเป็นสารที่ส่งให้กับคู่แข่งตลอดการอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ เสียด้วย..."


     โดยก่อนหน้านี้ เมสซี่ ได้ออกมาตัดสินใจแบบช็อคโลกด้วยการอำลาทีมชาติอาร์เจนติน่าด้วยวัยเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังทุ่มเทอย่างเต็มที่ด้วยการพา "ฟ้าขาว" ทะลุเข้าชิงมาได้ทั้ง ฟุตบอลโลก 2014, โคปา อเมริกา 2015 และ โคปา อเมริกา 2016

     แน่นอนมันส่งผลถึงสภาพจิตใจที่อ่อนล้าอย่างหนักทีเดียว แม้เหล่าแฟนบอลทั่วโลกจะยังอยากให้เจ้าของรางวัล "บัลลงดอร์" ยังคงวาดฝีเท้ารับใช้ชาติต่อไปก็ตาม ซึ่งจนถึงตอนนี้ถึงจะมีการเปรยจากสื่อมาบ้างว่า เมสซี่ จะหวนกลับมารับใช้ชาติเร็วๆนี้ แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันจากปากใดๆจากเจ้าตัวทั้งสิ้น


     แต่ส่วนตัวผมก็ยังเชื่อว่า เมสซี่ เองก็ยังคงมีความกระหายต่อการคว้าแชมป์ ซึ่งการถือถ้วยของ โรนัลโด้ น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้กับดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อนร่วมวงการลูกหนังหรือคู่แข่งตลอดกาลก็ตาม

     หวังว่าจะได้เห็นนายถือถ้วยในชุดทีมชาติไม่ต่างจาก โรนัลโด้ สักวันนะ เมสซี่!!!

Credit Pic : Zimbio

Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น