ข่าว ข่าวฟุตบอล
โชว์สปิริตเลือดนักสู้แดนสยาม

โชว์สปิริตเลือดนักสู้แดนสยาม

อัพเดตเมื่อ : October 28, 2016 3:53pm โดย : -Gongto-

     ในท่ามกลางบรรยากาศความเศร้าโศกเสียใจอาดูรตลบอบอวลดินแดนสยามประเทศอยู่ในเพลานี้ แน่นอนเป็นเรื่องที่หล่าพสกนิกรชาวไทยต้องทำใจยอมรับให้ได้ แม้จะเป็นเรื่องที่ยากขนาดไหนและต้องใช้เวลานานเท่าไรก็ตาม แต่ชีวิตคนเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป หรือสำนวนฝรั่งที่ว่า "เดอะ โชว์ มัส โกออน"
    
     เช่นเดียวกันกับเส้นทางสายกีฬา แม้บอลลีกและบอลถ้วยภายในประเทศจะรูดม่านปิดฉากหาข้อสรุปกันไปเรียบร้อยอย่างสมานฉันท์ แต่ระดับชาติซึ่งต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างไม่ใช่ประเทศเราประเทศเดียว ฉะนั้นเราจึงไม่สามารถควบคุมหรือบริหารจัดการได้เต็มที่นัก แม้กระทั่งการยื่นคำร้องขอสลับเหย้า-เยือนกับ ออสเตรเลีย ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย
    
     ซึ่งแต่เดิมนั้นทีมไทยต้องเล่นในบ้านก่อนในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 แล้วค่อยไปเยือน "แดนจิงโจ้" ในนัดสุดท้าย วันที่ 5 กันยายน 2560 แต่ด้วยสถานการณ์ในบ้านเมืองเราเวลานี้คงไม่เหมาะสมในการแข่งขันกันเท่าไรนัก แต่ในเมื่อคำร้องขอของเราถูกตีกลับมาจากประเทศคู่แข่งขัน จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เราย่อมเดินหน้าสู้ตามโปรแกรมปกติต่อไป
    
     หากถาม ณ เวลานี้ว่าบรรยากาศการแข่งขันจะออกมาเป็นเช่นไร ผู้เขียนเองก็นึกไม่ออกครับ จะให้เฮฮาโห่ฮิ้ว ใส่เสื้อยูนิฟอร์มทีมชาติไทยสีน้ำเงิน แดง เพนท์หน้าเพนท์ตา อุปกรณ์การเชียร์ปี่ กลอง นกหวีด กรี๊ดสุดเสียง ถามหน่อยเถอะครับว่าความรู้สึกของคนไทยจะทำได้อย่างไร ถ้าไปเยือนอย่างน้อยกองเชียร์เรายังมีไม่มาก นักเตะก็อีกเรื่องหนึ่งอันนี้สู้สุดใจอยู่แล้วไม่ต้องห่วง
    
     ถ้าเรามองในแง่ลบอาจคดว่าทำไม "ออสซี่" ใจร้ายจังเลย แต่พวกเขาย่อมปฏิเสธคำร้องขอได้ตามสิทธิ์ เพราะมันคือผลประโยชน์ด้านฟุตบอลเพียวๆ เนื่องจากทีมไทยมักจะเก่งในบ้านมีจุดแข็งที่กองเชียร์ ซึ่งเปรียบเสมือนผู้เล่นคนที่ 12 ถ้าหากเราเสียตรงจุดนี้ไป แน่นอนว่าความได้เปรียบจะตกอยู่ที่ ออสเตรเลีย เต็มๆ
    
     ช่างมันเถอะครับ เราต้องมองไปข้างหน้า รับมือกับสภาวการณ์ที่เลวร้ายตรงนี้ไปให้ได้ ทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันหาทางออกที่จะผ่านการฟาดแข้งในเกมนี้ไปให้อย่างเรียบร้อยที่สุด ถามว่านัดนี้สำคัญมั้ย บอกได้เลยว่าที่สุด เนื่องจากจะเป็นเกมชี้ชะตาโอกาสสุดท้าย(จริงๆ)ในการลุ้นโควต้าไป "เวิลด์คัพ" รอบสุดท้าย ที่ทุกวันนี้ก็แทบเหลือเพียงน้อยนิดอยู่แล้ว
    
     แถมนัดนี้จะเป็นเกมสุดท้ายของปี 59 อีกด้วย เรียกว่าผ่านไปเลกแรกหรือ "ครึ่งทาง" ก็ว่าได้ เพราะเกมนัดที่ 6 ต้องวางหมุดไว้วันที่ 23 มีนาคม 2560 โน่นเลยในการเปิดบ้านรับมือ ซาอุดิอาระเบีย ถือว่ายาวไกลร่วม 4 เดือนเลยทีเดียว ฉะนั้นเกมนี้เหมือนเป็นการเตะสั่งลาก่อนปิดเทอมเล็กของการคัดบอลโลก โซนเอเชีย
    
    "ขุนพลช้างศึก" ลงสนามไป 4 เกม ผลงานก็อย่างที่เราทราบ พ่ายเรียบวุธ ไม่มีแม้แต่แต้มเดียว ย้อนไปดูให้เจ็บใจเล่นๆสักเล็กน้อย เริ่มนัดแรกออกสตาร์ทบุกพ่าย "เศรษฐีน้ำมัน" ซาอุดิอาระเบีย 0-1 แบบน่าชนะ นัดสองกลับยมาเฝ้ารังแพ้แบบหมดทางสู้ต่อ "เต็งจ๋า" ญี่ปุ่น 0-2 นัดสามไปเยือนทีมฟอร์มแรงแห่งยุค สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้วก็แพ้แบบสู้ได้แบบไม่เป็นรอง 1-3 แต่ล่าสุดมาเสียเครดิตครั้งใหญ่พลาดท่ายกพลไปโดน อิรัก เปิดบ้านไล่ยำเละเทะแบบกลับบ้านไม่ถูก 0-4 แม้จะอ้างว่าเราถูกใบแดงและมีนักเตะเจ็บระนาวจนช่วงท้ายเกมต้องเล่นเพียงแต่ 8 คนในสนามก็ตามที แต่ด้วยรูปเกมก็ถือว่าสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
    
     จากที่ตอนแรกหลายคนตั้งความหวังเอาไว้ค่อนข้างสูงกว่าความเป็นจริงว่าอย่างน้อย ทีมชาติไทย น่ามีแต้มสัก 4-5 คะแนนก็ยังดี แต่ในเมื่อบทสรุปออกมาแบบนี้ทำให้ความผิดหวังและความสงสัยในศักยภาพของทีมไทย เริ่มเป็นกระแสรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม! ทั้งเรื่องของฝีเท้านักเตะชุดนี้ การทำทีมของ "โค้ชซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ขณะนี้บอกได้เลยว่าโดนจัดหนักไม่เบาเลย
    
     เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ขึ้นๆลงๆ เป็นเรื่องปกติธรรมชาติ บทจะดีก็เชียร์กันบ้าคลั่ง "ฟีเวอร์" ตั้งขบวนแห่กันไปทั่วเมือง ยกหางถือหางอวยกันเป็น "โค้ชเทวดา" แตะต้องไม่ได้ บทจะแย่ก็ด่าว่ากันแบบเสียผู้เสียคน เรียกร้องให้พิจารณาตัวเองบ้าง ไล่ออกบ้าง นี่ขนาดกาลเวลาผ่านไปไม่ถึงปีดีดัก ทำใจเถอะครับกับบุคลากรทุกคนที่เกี่ยวข้องกับทีมชาติไทย
    
     กระแสกดดันถาโถมกระหน่ำซ้ำเติม เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จนล่าสุด "คุณขจร เจียรวนนท์" ผู้จัดการทีมชาติไทย ตัดสินใจไขก๊อกไปก่อนเพื่อน น้อมรับคำติติงขอรับผิดชอบต่อผลงานทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นหรือแย่ลง ไม่มีใครรับรู้ เป็นเรื่องของอนาคต แต่ที่แน่ๆคนๆเดียวคงไม่สามารถกุมชะตาชีวิตและกำหนดฟอร์มการเล่นของทีมชาติไทยได้ ปัจจัยต่างๆต้องช่วยเหลือ เกื้อกูล ซึ่งกันและกัน
    
     กำลังใจเป็นสิ่งที่ต้องการที่สุด ณ ตอนนี้ ฉะนั้นก่อนการเก็บตัวฝึกซ้อม ทาง "ซิโก้" ทีมงานและสตาฟฟ์โค้ช มีคิวเรียกผู้เล่นมารายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 28 ตุลาคม นี้ และจุดหมายแรกก็คือเดินทางไปท้องสนามหลวงเพื่อกราบถวายพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แสดงความอาลัย
    
     ก่อนจะเดินทางไปเก็บตัวที่ กิเลน วัลเลย์ เพื่อเตรียมทีมความพร้อมในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้ายที่จะเปิดสนามราชมังคลากีฬาสถาน รับมือ ออสเตรเลีย ในวันที่ 15 พฤศจิกายน จากนั้นจะลุยศึกชิงแชมป์อาเซียน หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน - 19 ธันวาคม 2559 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ โดยได้มีการประกาศรายชื่อทั้งสองชุดเรียบร้อย และจะฝึกซ้อมร่วมกันเพื่อความเป็นปึกแผ่น ทีมเวิร์กให้มากที่สุด เนื่องจากทั้งสองชุดสามารถปรับเปลี่ยนผสมผสานเพื่อความพร้อมมากที่สุดในแต่ละเกม
    
     ส่วนข้อบังคับและคำแนะนำข้อปฏิบัติสำหรับแฟนบอลในเกมนัดนี้ ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ออกข้อแนะนำ 4 ข้อให้กับแฟนบอลที่เข้าชมเกมนี้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับช่วงเวลาถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
    
     เริ่มจากการแต่งกายกองเชียร์ทั้งชายและหญิง ควรแต่งกายด้วยสีโทนสุภาพ เช่น ขาว, ดำ, เทา และไม่ควรมีลวดลาย, งดอุปกรณ์การเชียร์ทุกชนิดเข้าสนามแข่งขัน, งดแสดงสัญลักษณ์กลุ่มกองเชียร์ และป้ายข้อความทุกชนิด รวมถึง งดการร้องเพลงเชียร์ และกิจกรรมรื่นเริงต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกบริเวณสถานที่จัดการแข่งขัน
    
     สรุปง่ายๆคือมาเชียร์ด้วยใจ รวมพลังส่งแรงใจ กำลังใจ เอาใจช่วย "ขุนพลช้างศึก" ให้มีพลังห้ำหั่นศัตรู อาจจะแสดงออกเป็นภาษากายมากไม่ได้ แต่ที่สุดของที่สุดคือ "กำลังใจ"
    
     โชว์สปิริตเลือดนักสู้แดนสยามให้ชชาวโลกเห็นว่า แม้ในยามที่เลวร้ายที่สุดของประเทศไทยก็สามารถรวมพลังฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นใจ ดังกับบทเพลงในพระราชนิพนธ์ "เราสู้"

Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น