ข่าว ข่าวฟุตบอล
โหมโรงศึกชิงจ้าวยุโรป : 'ราชันVsม้าลาย'

โหมโรงศึกชิงจ้าวยุโรป : 'ราชันVsม้าลาย'

อัพเดตเมื่อ : June 03, 2017 12:11am โดย : Cruz.




    นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่ชั่งโมงเท่านั้นนัดชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ระหว่าง ยูเวนตุส กับ เรอัล มาดริด 2 สโมสรที่ดีที่สุดในเวทียุโรปบนสังเวียนมิลเลนเนียม สเตเดี้ยม ในคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ ก็จะคิก-ออฟให้แชมป์เก่า และก์แชมป์ลา ลีกา เปิดฉากห้ำหั่นกับทีมดับเบิ้ลแชมป์  สคูเด็ตโต้กับโคปปา อิตาเลีย แล้ว และแน่นอนว่าแมตช์ชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" นี้ถือเป็นการเดิมพันกันมหาศาลด้วยเกียรติยศ, ศักดิ์ศรี และประวัติศาสตร์.....






    จารึกประวัติศาสตร์ป้องกันแชมป์


    ช่วงเวลานี้ทัพ "โลส บลังโกส" ของเฮดโค้ช ซีเนอดีน ซีดาน กำลังฮึกเหิมจากการกลับมาครองบัลลังก์แชมป์ลา ลีกา สเปน ที่พวกเขารอเฝ้ารอคอยมายาวนานกว่า 5 ปี ทำให้พลพรรค "ราชันชุดขาว" ที่ผ่านเข้าชิงในฐานะแชมป์เก่าเต็มไปด้วยความมั่นใจสำหรับการทำอีกหนึ่งภารกิจต่อไปคือแคมเปญ 'อา ปอร์ ลา ดูโอเดซิม่า' (สู่แชมป์สมัยที่ 12) นั้นคือการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยที่ 12 ในประวัติศาสตร์ของสโมสรให้สำเร็จ

    แน่นอนว่านั้นคือเป้าหมายที่ถูกวางเอาไว้สูงลิบ เพราะน่าเหลือเชื่อว่านับตั้งแต่ปี 1990 ที่ เอซี มิลาน ป้อนกันแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ ก็ไม่มีสโมสรใดสามารถรักษาโทรฟี่แชมป์ใบนี้ได้เลยหลังฝ่าด่านมาเข้าชิงดำ และหากนับตั้งแต่ปี 1992 ที่เปลี่ยนชื่อมาเป็นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มีแชมป์เก่าทั้ง เอซี มิลาน, อาแจ็กซ์, ยูเวนตุส และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ต้องอกหักในการป้อนกันแชมป์ ก่อนถึงคิวของ มาดริด บ้างในปี 2017 นี้





    ทริปเปิ้ลแชมป์

    "เบียงโคเนรี่" ที่ยิ่งใหญ่ทั้งในแง่ของหน้าประวัติศาสตร์ และความสำเร็จ ไม่เป็นรองใครบนภาคพื้นทวีปยุโรปดูเหมือนจะไม่ถูกโฉลกเอาเสียเลยสำหรับการเล่นในรายการสโมสรยุโรปนี้ เพราะพวกเขาผ่านความสำเร็จมาเพียงการคว้าแชมป์ยูซีแอล 2 สมัยเท่านั้น (ซีซั่น 1984/85 และ 1995/96) อีกทั้งยังเป็นทีมที่ปราชัยในนัดชิงแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก มากที่สุดถึง 6 ครั้งอีกด้วย รวมทั้งการเป็นเพียงรองแชมป์ต่อจาก บาร์เซโลน่า เมื่อ 2 ปีก่อน

    แต่รอบชิงชนะเลิศที่สนามกีฬาแห่งชาติของเวลส์ในครั้งนี้ ขุนพล "ม้าลาย" ของเทรนเนอร์ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ตบเท้ามาท้าทายความสำเร็จที่พวกเขาถวิลหาที่สุดในฐานะแชมป์เซเรีย อา กับโคปปา อิตาเลีย ซีซั่นนี้ ทำให้หาก ยูเว่ ผงาดเหนือ มาดริด ได้ก็จะทำให้ยอดทีมแห่งเมืองตูรินก้าวขึ้นเป็นทีมทริปเปิ้ลแชมป์ (แชมป์ลีก, บอลถ้วยในประเทศ และยูซีแอล) ของยุโรปร่วมกับ เซลติก (1966/67), อาแจ็กซ์ (1971/72), พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น (1987/88), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (1998/99), อินเตอร์ มิลาน (2012/13), บาเยิร์น มิวนิค (2012/13) และ บาร์เซโลน่า (2008/09 และ 2014/15)





    2 จอมทัพ ดีบาล่า-อิสโก้

    ไฮไลท์ของแมตช์ชิงโทรฟี่ใหญ่สุดของยุโรปครั้งนี้ นอกจากเหล่าซุป'ตาร์ของทั้ง 2 ทีมไม่ว่าจะเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้, จานลุยจิ บุฟฟ่อน, ดานี่ อัลเวส, เซร์คิโอ รามอส, แกเร็ธ เบล, ลูก้า โมดริช, คาริม เบนเซม่า, กอนซาโล่ อิกวาอิน, โทนี่ โครส, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ และ มาร์เซโล่ แต่ก็ยังอีก 2 นักเตะของ 2 สโมสรที่จะได้รับการจับตามองไม่น้อยนั่นคือ เปาโล ดีบาล่า กับ อิสโก้

    เพราะปฎิเสธไม่ได้ทั้งคู่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งต้นสังกัดของพวกเขามาถึงเกมที่คาร์ดิฟฟ์ เมื่อ ดีบาล่า คือศูนย์กลางเกมรุกของเจ้า "ม้าลาย" ทั้งในระบบ 3-4-2-1 หรือ 4-2-3-1 เพราะดาวยิงทีมชาติอาร์เจนติน่าเป็นคนที่ช่วยให้ทีมมีเกมบุกไหลลื่น และมีประสิทธิภาพจากการสอดประสบงานกับเพื่อนร่วมทีม ขณะที่ อิสโก้ ที่รับบาทเพลย์เมกเกอร์ยืนหน้าแผงมิดฟิลด์  โทนี่ โครส, ลูก้า โมดริช และ คาเซมิโร่ และหลังคู่กองหน้า คาริม เบนเซม่า กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็ให้เกมของ มาดริด สมดุล และแน่นอนขึ้นมาชัดเจน





    เกมรับที่ดีสุดในยุโรป

    จริงอยู่ทีมของ แม็กซ์ อัลเลกรี ไม่ใช่ทีมที่ปักหลักตั้งรับด้วยสไตล์การเล่นตีหัวเข้าบ้านหรือ "คาเตนัชโช่" ตามแบบฉบับแผนโบราณของทีมสัญชาติอิตาเลียน และเล่นเกมรุกเอ็นเตอร์เทน, หลากหลาย และน่าตื่นตาตื่นใจ จนถึงขนาดเคยโดนวิจารณ์จากการส่ง 5 นักเตะตัวรุกอย่าง เปาโล ดีบาล่า, กอนซาโล่ อิกวาอิน, มิราเล็ม ปานิช, มาริโอ มานด์ซูคิช และ ฮวน กวาดราโด้ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงพร้อมกันมาแล้ว

    แต่ "เบียงโคเนรี่" ก็ไม่ได้หลงลืมรากฐานเกมรับอันแข็งแกร่งของพวกเขาที่ปูทางให้ ยูเว่ กลายเป็นทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของแชมป์สคูเด็ตโต้ 6 สมัยซ้อน ด้วยการมี  เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่ และ อันเดรีย บาร์ซาญี่ ที่เล่นร่วมกันมายาวนานกว่า 7 ปีประจำการในตำแหน่ง 3 เซ็นเตอร์แบ็กหน้าผู้รักษาประตูกัปตันทีม จานลุยจิ บุฟฟ่อน และพวกเขาเพิ่งเสียไปเพียง 3 ลูกเท่านั้นในยูซีแอลซีซั่นนี้ จนได้รับการขนานนามว่า 'กำแพงเมืองตูริน'





    เกมรุกครบเครื่อง-เฉียบคม


    มาดริด ภายใต้การบัญชาทัพของ ซีดาน เล่นได้ยืดหยุ่น, หลากหลาย และรัดกุมอย่างมากในฤดูกาล 2016-17 นี้ และไม่ได้เน้นบุกแหลกถอยหลังล้มจนทีมเสียสมดุล แต่เกมบุกของพวกเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ และหวังผลได้เสมอ การันตีได้จากซีซั่นนี้ขุนพล "ราชันชุดขาว" เจาะตาข่ายทีมคู่แข่งได้ทุกนัดในทุกรายการ ย้ำอีกครั้งว่าทุกรายการ

    รวมทั้งในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลทีมของบอสชาวเฟร้นช์ก็ยังคงผลิตสกอรได้แบบเป็นกอบเป็นกำ และแน่นอนว่าประตูส่วนใหญ่ก็มาจากซูเปอร์สตาร์ของทีมอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดยหากนับเฉพาะ 10 นัดหลังกัปตันทีมชาติโปรตุเกสกระหน่ำไปถึง 15 ลูกเลยทีเดียว (3 แฮตทริค) ซึ่งผลงานตรงนี้ต้อวยกเครดิตให้กับ "ซิซู" ที่ส่ง "CR7" ลงสนามเฉพาะเกมสำคัญๆเท่านั้น ทำให้ โรนัลโด้ ในวัย 32 ปีอยู่ในสภาพร่างกายสดเสมอแม้เป็นท้ายซีซั่น และรีดฟอร์มเข้าฝักออกมาอย่างที่เห็น...


Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น