ข่าว ข่าวฟุตบอล
"เหลี่ยม"ของเจ้าภาพ

"เหลี่ยม"ของเจ้าภาพ

อัพเดตเมื่อ : August 09, 2017 12:26pm โดย : King Kong

    ในทุกชนิดกีฬามหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 29 "ฟุตบอล" คือกีฬาที่ถูกคาดหวังไว้มากที่สุด ถึงขนาดที่ว่าการเป็นเจ้าซีเกมส์จะไร้ความหมายหากฟุตบอลไม่ได้เหรียญทอง

    แข้งทีมชาติไทย ในฐานะแชมป์เก่า 15 สมัย และเป็นแชมป์ใน 2 สมัยหลังสุดเตรียมลงป้องกันแชมป์อีกครั้งที่มาเลเซียซึ่งจะเริ่มในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ โดยเจ้าภาพ "เสือเหลือง" จะเปิดสนามพบกับสิงคโปร์

    ทัพช้างศึกของเราอยู่ในกลุ่ม บี ร่วมกับ อินโดนีเซีย, เวียดนาม, กัมพูชา, ติมอร์-เลสเต้ และ ฟิลิปปินส์ มีคิวนัดหวดกับอิเหนาคล้อยหลังเจ้าภาพลงสนามหนึ่งวัน

    ในฐานะแชมป์เก่า และเจ้าของแชมป์สูงสุด ทัพช้างศึกมีเป้าหมายอื่นใดไม่ได้เลยนอกจาก "แชมป์" เอาเหรียญทองกลับมาฝากแฟนบอลชาวไทยให้ได้

    แต่แน่นอนว่าการป้องกันแชมป์ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะทุกทีมที่เหลือต่างต้องการโค่นบัลลังก์ของเราลงให้ได้

    แถมครั้งนี้ยังต้องแข่งที่แดนเสือเหลือง หนึ่งในทีมลุ้นแชมป์และเคยได้เหรียญทองซีเกมส์มาแล้ว 6 สมัย เป็นรองเพียงทีมชาติไทยเท่านั้น

    มาเลเซียตั้งความหวังกับเหรียญทองฟุตบอลชายในซีเกมส์ครั้งนี้อย่างมากเพราะคงไม่มีสิ่งใดสะใจมากไปกว่าอัดแชมป์เก่าแล้วฉลองชัยต่อหน้าแฟนบอลตัวเอง    

    "ความอยาก" ได้เหรียญทองของมาเลเซียมากล้นถึงขนาดที่ว่าออกกฎพิเศษสามารถเลือกอยู่กลุ่มใดก็ได้ตามใจชอบจนนำมาซึ่งเสียงคัดค้านและโจมตีอย่างหนัก

    สุดท้ายก็ต้องกลับลำยอมจับสลาก โดยให้ตัวเองเป็นทีมวางในกลุ่ม เอ และให้ไทยเป็นทีมวางในกลุ่ม บี

    แต่กลุ่ม เอ ของเจ้าภาพดันมีเพียง 5 ทีม ส่วนกลุ่ม บี ของไทยมีถึง 6 ทีม

    นี่คือความได้เปรียบอีกอย่างที่มาเลเซียหวังขัดขาเราให้มากที่สุด เพราะทัพเสือเหลืองลงเล่นมีแมตช์ลงเล่นน้อยกว่าเพียง 4 นัดในรอบแรก แต่ไทยต้องลงสนาม 5 นัด แถมนัดแรกยังออกสตาร์ตช้ากว่า

    นั่นหมายความว่าพอเข้ารอบลึกๆ เราจะมีเวลาพักน้อยกว่า

    เท่านั้นไม่พอ ยังจัดโปรแกรมให้ไทยเราต้องเจอกับเวียดนาม อีกหนึ่งทีมลุ้นแชมป์ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มอีกต่างหาก

    กะว่าให้เรา "กรอบ" และ "ช้ำ" มากที่สุดก่อนถึงรอบตัดเชือก หรือรอบชิงเหรียญทองที่มาเลเซียคงหวังลับมีดรอเชือดเราอย่างเลือดเย็น

    ไล่ดูวันเวลาแข่งขันยิ่งเห็นความแสบและ "เหลี่ยม" ของเจ้าภาพมากยิ่งขึ้น

    โปรแกรมรอบแรกของเราเป็นดังนี้

    15 ส.ค. พบ อินโดนีเซีย, 17 ส.ค. พบ ติมอร์-เลสเต้, 20 ส.ค. พบ กัมพูชา, 22 ส.ค. พบ ฟิลิปปินส์ และ 24 ส.ค. พบ เวียดนาม

    แต่พอเข้ารอบตัดเชือกต้องเตะในวันที่ 26 ส.ค. เลย นั่นหมายความว่าหลังจากเราเจอเกมหนักกับเวียดนามในนัดสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่มแล้ว ลูกทีมของ "โค้ชโย่ง" วรวุธ ศรีมะฆ ก็ได้พักแค่ "วันเดียว"

    ต่างจากมาเลเซียที่มีเวลาฟื้นร่างกายมากกว่าหนึ่งวันเพราะนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่ต้องเจอทีมชาติลาว ลงเล่นในวันที่ 23 ส.ค.

    เรียกได้ว่าจัดโปรแกรมแข่ง "เอื้อ" ให้ตัวเองสุดๆ และบีบให้เราต้องออกแรงเหนื่อยและหมดพลังงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนถึงนัดชิง

    อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย และเป็นสิ่งที่ไทยเราน่าจะพอเดาออกอยู่แล้วว่าต้องเจออะไรบ้างกับการเล่นนอกบ้าน

    ถึงเวลาจริงก็เชื่อได้อีกเช่นกันว่าจะต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลให้ต้องแก้ปัญหาอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พัก อาหารการกิน สนามซ้อม การเดินทาง และอื่นๆ อีกมากมายโดยเฉพาะเรื่อง "ผู้ตัดสิน"

    ดังนั้น "โค้ชโย่ง" และทีมชาติทั้งหมดต้องกำชับลูกทีมให้พร้อมมากที่สุด และเล่นให้เต็มที่ เก็บชัยชนะให้ใสสะอาดและมีคุณภาพ ก้าวให้ผ่านทุกเล่ห์เหลี่ยมทั้งในและนอกสนาม

    เรื่องวินัยของนักเตะก็ต้องเน้นย้ำให้ดี ควบคุมอารมณ์ให้อยู่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะผู้เล่นชุดนี้อยู่ในวัยที่หนุ่มแน่น มีความห้าว ความสด และเลือดร้อนตามประสาวัยรุ่น

    ความมุ่งมั่นของคู่แข่งที่ต้องการล้มแชมป์เก่าก็เป็นบททดสอบหนึ่ง การเอาชนะลูกเล่นต่างๆ ที่เจ้าภาพสอดไส้มาให้ก็เป็นอีกบทพิสูจน์ว่าทีมชาติไทยชุดนี้แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจมากเพียงใด

    เพราะหากทำได้ หยิบเหรียญทองกลับมาฝากแฟนบอลชายไทยสำเร็จ ความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นย่อมมีมากกว่าการได้แชมป์แบบไม่ขาวสะอาดเป็นไหนๆ

Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น