ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข่าว ข่าวฟุตบอล
"ช้างศึก" ปิดฉากบอลโลก

"ช้างศึก" ปิดฉากบอลโลก

อัพเดตเมื่อ : September 06, 2017 4:33pm โดย : King Kong

     ฟุตบอลโลก 2018 ของทีมชาติไทย จบลงอย่างเป็นทางการหลังเกมออสเตรเลียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่ในทางปฏิบัติ "จบ" ไปก่อนหน้านั้นแล้ว
    
     ทัพช้างศึกเป็นบ๊วยของกลุ่ม (ตามคาด) จากผลงานแข่ง 10 เสมอ 2 แพ้ 8 ไม่ชนะใครเลย ยิงได้ 6 ประตู และเสียไป 24  ประตู
    
     ไล่เรียงผลงานให้เห็นภาพกันอีกรอบคือ แพ้ ซาอุฯ 0-1 (เยือน), แพ้ ญี่ปุ่น 0-2 (เหย้า), แพ้ ยูเออี 1-3 (เยือน), แพ้ อิรัก 0-4 (เยือน), เสมอ ออสเตรเลีย 2-2 (เหย้า), แพ้ ซาอุฯ 0-3 (เหย้า), แพ้ ญี่ปุ่น 0-4 (เยือน), เสมอ ยูเออี 1-1, แพ้ อิรัก 1-2 (เหย้า) และแพ้ ออสเตรเลีย 1-2 (เยือน)
    
     การตกรอบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับทีมชาติไทย เพราะเป้าหมายแรกที่วางเอาไว้ตั้งแต่ยุคของ โค้ชซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง คือ ผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายของโซนเอเชียให้ได้ซึ่งเราทำได้สำเร็จ
    
     เป้าหมายต่อมาคือ ทำให้ดีขึ้นกว่ารอบคัดเลือก บอลโลก 2002 ที่เราถึงรอบ 10 ทีมสุดท้าย ก่อนจบด้วยผลงาน แข่ง 8 เสมอ 4 แพ้ 4 ยิงได้ 5 เสีย 15     
    
     ถ้าเทียบกันง่ายๆ เห็นตัวเลขชัดเจนก็ต้องบอกว่า ผลงานในยุคของ ปีเตอร์ วิธ ดีกว่า แต่ตลอด 10 นัดในรอบนี้ สิ่งที่เราได้มากกว่า 2 คะแนนคือ "ประสบการณ์"
    
     นี่คือการแข่งขันที่จริงจัง เต็มไปด้วยยอดทีมของทวีป ทุกทีมต่างมีเป้าหมายเดียวกันคว้าตั๋วรอบสุดท้ายให้ได้ ซึ่งว่ากันตามหน้าเสื่อ เราเป็นรองคู่แข่งร่วมกลุ่มอยู่แล้ว และเป็นแบบนั้นจริงๆ เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น
    
     รอบคัดเลือกรอบนี้ทำให้ทีมชาติไทยเห็นศักยภาพตัวเองมากยิ่งขึ้นว่า มีความห่างกับบรรดาหัวแถวของเอเชีย
    
     ต่างจากรอบก่อนหน้านี้ที่เราผ่านเวียดนาม, ไต้หวัน หรือแม้กระทั่ง อิรัก มาได้แบบไม่ยากมากนัก
    
     แต่พอถึงรอบนี้ ขนาดอิรักยังเหมือนเป็นคนละทีมกับที่เคยเจอ 2 นัดในรอบก่อนหน้าแล้วไทยไม่แพ้เลย พวกเขาถ่ายเลือดใหม่และยกระดับขึ้นมาได้ ไม่ต้องพูดถึงขาใหญ่อย่าง ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และซาอุฯ ที่มีมาตรฐานดีกว่าอยู่แล้ว
    
     ในบางนัดที่เราทำได้ดี (เยือนซาอุฯ, เล่นในบ้านเจอออสเตรเลีย และยูเออี) ก็ยังมีบางจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิดพลาด แล้วเสียหายทันทีทั้งที่น่าจะเก็บชัยชนะได้สักนัก
    
     ตรงนี้เห็นชัดว่า ต่อให้เคยมั่นใจว่าพัฒนาขึ้นมา และมีหลายสิ่งหลายอย่างเป็นไปในทิศทางบวกนับตั้งแต่ลีกอาชีพบูมต่อเนื่องจนส่งผลถึงทีมชาติ ก็ยังขาดในเรื่องประสบการณ์ในเกมที่กดดัน บีบหัวใจ แค่สั่นนิดเดียวก็หลุดได้แล้ว
    
     หากยังจำกันได้ ในเกมเจออิรักนัดแรกที่เล่นสนามกลางในประเทศอิหร่าน เราเองก็มั่นใจระดับหนึ่งว่าสู้ได้แน่เพราะ 2 นัดในรอบก่อนหน้าก็สูสี ทรงบอลไม่ได้เป็นรอง
      
     แต่พอเอาจริง นัดนี้คือนัดที่เราบอบช้ำที่สุดทั้่งเรื่องสกอร์ที่แพ้ขาดลอย ผู้เล่นหลายคนถูกหามออกเป็นว่าเล่นราวกับผ่านสงคราม แถมยังโดนใบแดงอีกต่างหาก เรียกได้ว่าเจ็บปวดที่สุดในรอบนี้ก็ว่าได้
    
     มีข้อสังเกตุอย่างคือ ใน 24 ประตูที่เสียเกิดขึ้นใน 10 นาทีสุดท้ายมากถึง 10 ประตู ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะมาก
    
     เรื่องนี้น่าจะสะท้อนได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพละกำลัง การยืนระยะในเกมหนักๆ สมาธิที่ไม่แกร่งพอตลอด 90 นาที ตัวสำรองที่ลงมาไม่สามารถรักษาระดับที่ตัวเองทำไว้ได้ และอื่นๆ อีกมากมาย
    
     ตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องนำไปปรับปรุงตัวเองเพราะมันเป็นสิ่งชี้วัดเลยว่า ระดับของเรายังไปไม่ถึงหัวแถวเอเชีย เราสู้ได้ 70-80 นาที แต่ฟุตบอลเล่นกัน 90 นาที และหลายต่อหลายครั้งชัยชนะก็ชี้ขาดกันตรงนี้เลย
    
     ในช่วงท้ายที่ มิโลวาน ราเยวัช เข้ามาสานงานต่อจากซิโก้ รูปแบบการเล่นของเราเริ่มมี "มิติ" มากขึ้น โดยเฉพาะเกมรับที่ผิดพลาดน้อยลง ขณะที่ พรรษา เหมวิบูลย์ กับ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ก็ต่างแจ้งเกิดในยุคนี้
    
     กุนซือชาวเซิร์บไม่ได้มีเวลามากพอที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงข้อผิดพลาดที่มีอยู่ก่อนหน้า งานหลักคือ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นนัดๆ ให้จบทัวร์นาเมนต์ เขาแทบไม่เคยได้ใช้ผู้เล่นที่สมบูรณ์พร้อมกันเลย
    
     แต่แน่นอนว่าการได้คลุกคลีกับแข้งไทยตลอดหลายเดือน รวมถึงปิดจ๊อบในเกมกับออสเตรเลียก็คงทำให้ ราเยวัช ได้รู้มากยิ่งขึ้นว่าต้องปรับตรงไหนยังไง เช่นเดียวกับแข้งไทยที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมาย
    
     จากนี้ก็ต้องวางแผนกันใหม่ และตั้งเป้าเข้ารอบเอเชียน คัพ ให้ได้ทุกครั้ง เช่นเดียวกับรอบสุดท้ายของการคัดเลือกของโซนเอเชีย
    
     เสริมกระดูกไปเรื่อยๆ และพัฒนาส่วนอื่นโดยเฉพาะลีกในประเทศควบคู่กันไป ถ้าทำได้ก็ไม่มีคำว่า "ถอยหลัง" แน่นอน

Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น