ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข่าว ข่าวฟุตบอล
คุยกันหลังเกม : วนลูปอีหรอบเดิมสไตล์ 'หงส์แดง'

คุยกันหลังเกม : วนลูปอีหรอบเดิมสไตล์ 'หงส์แดง'

อัพเดตเมื่อ : October 02, 2017 1:33am โดย : เค.เค.

     ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันสำหรับสิ่งที่ ลิเวอร์พูล แสดงให้แฟนๆเห็นในทุกฤดูกาลมันดูจะเหมือนกันไปซะหมดกับการวนลูปเดิมๆ 3 วันดี 4 วันไข้ของพวกเขา

     การทำทีมตลอดระยะเวลา 3 ปีเต็มของ เยอร์เกน คล็อปป์ นับตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่งช่วงเดือนตุลาคม 2015 แทนที่ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นั้นมันควรจะดีขึ้นเรื่อยๆแต่ไม่ใช่ทรุดกับทรงเหมือนเดิมแบบนี้



     การเข้ามาของ คล็อปป์ ในตอนนั้นผมจำได้ดีเลยว่าเป็นกระแสสุดๆและบรรดา 'เดอะ ค็อป' ทั้งในไทยและเทศต่างตื่นเต้นรวมถึงตัวผมเองที่สนใจการเลือกเส้นทางนี้ของนายใหญ่ชาวเยอรมัน

     แต่มันก็ไปไม่ถึงฝั่ง ถึงฝันซักที ทั้งๆที่ตอนมาแรกๆนั้น คล็อปป์ สามารถนำพลพรรค "หงส์แดง" ทะลุเข้าชิงชนะเลิศ ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ

     อีกทั้งฤดูกาลที่ผ่านมา คล็อปป์ ยังสามารถนำทีมซิวตั๋วกลับมาโลดแล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อีกต่างหากทำให้ในปีนี้ความมั่นใจของทีมนั้นอัดแน่นรวมถึงการเสริมทัพในแนวรุกที่ดูน่าจะจี๊ดและปรอทแตกมากในฤดูกาลนี้



     ใช่ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แนวรุกของ "หงส์แดง" ในฤดูกาลนี้ในช่วงต้นฤดูกาลทำผลงานได้แบบน่าตื่นตาตื่นใจ ไหนพวกเขาจะสามราถเก็บตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ให้อยู่กับทีมได้อีกต่างหาก

     ปัญหาที่ยังแก้ไขในตอนนี้ไม่สำเร็จซักทีก็คือแผงหลังที่บทจะเสียก็เสียแบบน่าจับมาด่าเรียงตัว ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตอนตลาดหน้าร้อนพวกเขาไม่หาเซ็นเตอร์ฮาล์ฟดีๆมาเสริมทัพซักราย

     แต่กลับเลือกเอา อเล็ก อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เข้ามาซึ่งตำแหน่งที่ดาวเตะรายนี้ต้องการจะลงเล่นจริงๆน่ะมันน่าจะทับกับพวก โมโม่ ซาลาห์, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ซาดิโอ มาเน่ หรือแม้แต่ จอร์จิโอ ไวจ์นัลดุม



     ที่ผมจะสื่อก็คือตำแหน่ง อ็อกซ์เลด นี่จะเหยียบหัวกันอยู่แล้วครับแต่ "หงส์แดง" ก็เลือกที่จะเซ็นเข้ามาพร้อมกับตอนนี้ก็นั่งสำรองและได้ลงสนามในช่วงท้ายเกมซะเป็นส่วนใหญ่อีกต่างหาก

     ไม่ใช่ซื้อมาแล้วไม่ใช้ หรือ ใช้ไม่เป็นหรอกครับ แต่มันไม่มีที่ให้ลงมากกว่า

     หน้าเวิลด์คลาส หลังเวิลด์แก๊ซ หลายๆคนคงได้ยินคำนี้กับการเล่นเกมรุกได้ดุดันและพร้อมที่จะบดขยี้ใส่แผงหลังของคู่แข่งเสมอแต่แผงหลังก็พร้อมจะพลาดแบบไม่น่าอภัยตลอดวินาทีด้วยเช่นกัน



     ตอนนี้มันเลยกลายเป็นว่า หน้าเวิลด์แก๊ซ หลังก็เวิลด์แก๊ซ สังเกตุได้จากนัดที่ผ่านมากับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่พวกเขาแทบทำอะไรไม่ได้เลย

     ส่วนหนึ่งก็ต้องชมแทคติคเกมรับของ ราฟา เบนิเตซ ด้วยครับที่สามารถปิดตายเกมรุกของ "หงส์แดง" ได้ซะอยู่หมัด แถมเมื่อมีจังหวะเหน่งๆผู้มาเยือนจาก เมอร์ซีย์ ไซด์ ก็ไม่สามารถคว้าเอาไว้ได้โดยเฉพาะจังหวะยิงของ สเตอร์ริดจ์ และซ้ำนอกโลกของ ซาลาห์



     จากความมั่นใจที่เล่นตะลุยแหลกถล่มใส่ อาร์เซน่อล 4-0 จากนั้นพอโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สอยไปไม่ไว้หน้า 5-0 มันเลยกลายเป็นจุดเปลี่ยนความมั่นใจจากที่เกินร้อยกลายเป็นต้องนับหนึ่งใหม่

     ในตอนนี้ อาร์เซน่อล เรียกฟอร์มของพวกเขากลับมาได้แล้วแต่ทาง ลิเวอร์พูล เหมือนว่าจะยังหาไม่เจอซักที

     พวกเขาอาจจะเรียกได้ว่า 3 วันดี 4 วันไข้แต่พอดูผลการแข่งขันที่ผ่านๆมานี่คือ 1 วันดี 6 วันไข้เลยนะครับ



     คล็อปป์ จำเป็นจะต้องเร่งแก้ปัญหาให้ได้เร็วที่สุดซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะสำเร็จ แต่โอกาสของพวกเขามาแน่นอนหลังจากช่วงเบรคทีมชาติเพราะทีมที่ "หงส์แดง" จะต้องเจอนั่นก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อริตลอดกาล

     มันคือโอกาสครั้งสำคัญที่หาก "หงส์แดง" ทำได้มันจะกลายเป็นจุดพลิกผันของพวกเขาในทันทีเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า "ปีศาจแดง" ภายใต้การนำทัพของ โชเซ่ มูรินโญ่ แข็งแกร่งขนาดไหน

     แล้วถ้าหากแพ้ล่ะ ? แพ้แบบโดนถล่มบ้านแตกด้วยล่ะ ? มันจะเป็นยังไงต่อ ?



     ผมเชื่อว่ากรณีนี้แฟนๆของ ลิเวอร์พูล คงไม่อยากให้เกิดขึ้นหรอกครับ เพราะถ้าหากแพ้จริงๆก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า คล็อปป์ จะสรรหาคำพูดไหนมาปลุกเร้าอารมณ์ลูกทีมเหมือนกัน

     เพราะแบบนั้นเกม 'แดงเดือด' กับ ยูไนเต็ด พวกเขาคงต้องทุบหม้อข้าวสู้ตายในถิ่น แอนฟิลด์ เพียงอย่างเดียวแล้วล่ะครับ

เค.เค.
pic : zimbio

Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น