ข่าว ข่าวฟุตบอล
สนุกครบรสชาติ!บทสรุปสุดท้ายศึกไทยลีกฤดูกาล2017

สนุกครบรสชาติ!บทสรุปสุดท้ายศึกไทยลีกฤดูกาล2017

อัพเดตเมื่อ : November 19, 2017 12:06pm โดย : King Kong

    รูดม่านปิดฉากอย่างเป็นทางการสำหรับ ศึกฟุตบอลบอลไทยลีก ฤดูกาล 2017 จบลงไปเรียบร้อยแล้ว ทีมงานเว็บไซต์เชียร์บอล ได้รวบรวมบท สรุปและสถิติต่างๆ ที่น่าสนใจ และเรื่องราวเกิดขึ้นในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งมีครบทุกรสชาติ มาให้ทุกท่านได้ติดตามกัน

    ถึงตอนนี้ฟุตบอลไทยคงเหลือแต่ศึกบอลถ้วยนัดชิงอีกสองรายการโดยในวันที่ 22 พ.ย.60 จะเป็นคิวของศึกลีก คัพระหว่าง เอฟซีจี เมืองทองฯ พบ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่สนามศุภชลาศัย และปิดท้ายด้วยศึก "ช้างเอฟเอ คัพ" วันที่ 25 พ.ย.60 ระหว่าง แบงค็อก ยูไนเต็ด พบ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่สนามศุภชลาศัย เช่นกัน แฟนบอลไทยห้ามพลาด

    โดยในฤดูกาลหน้า 2018 ก็มีกำหนดการเปิดสนามออกมาเป็นที่เรียบร้อย  โดยจะออกสตาร์ทนัดแรกวันที่ 9 ก.พ. 2561 และจะปิดฤดูกาลนัดสุดท้าย วันที่ 21 ต.ค. 2561 ส่วนตลาดซื้อขายนักเตะ เลกแรก จะเปิดวันที่ 14 พ.ย. 2560 และจะปิดวันที่ 5 ก.พ. 2561 ขณะที่ ตลาดซื้อขายนักเตะ เลกสอง จะเปิดวันที่ 11 มิ.ย. 2561 และจะปิดวันที่ 9 ก.ค. 2561

    สำหรับในฤดูกาลหน้าถือว่าเป็นปีมหาโหดเพราะจะมีทีมตกชั้นถึง 5 ทีม ซึ่งมองแล้วจะเป็นซีซั่นที่สู้กันแบบดุเด็ดเผ็ดมัน ตั้งแต่ต้นยันจบฤดูกาลแน่นอน
    
++++++

    - บุรีรัมย์ แชมป์สมัยที่ 5

    "ปราสาทสายฟ้า" คว้าแชมป์ไทยลีกไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 5 ทีมแรกในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังทำสถิติเก็บแต็มได้มากสุดด้วยถึง 86 คะแนน ซึ่งทำลายสถิติของตัวเองที่เคยทำได้ 85 คะแนนเมื่อฤดูกาล 2011 ถือเป็นอีกซีซั่นที่ขุนพลเซราะกราวกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ แม้ว่าจะพลาดเข้าชิงบอลถ้วยทั้งสองรายการก็ตาม
    
    - โควต้าฟุตบอล ACL

    สิทธิ์โควต้าการได้ไปเล่นศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ 2018 (ACL) ซึ่งประเทศไทยได้โควต้า 1+2 ทีม ซึ่ง บุรีรัมย์ คว้าแชมป์ได้ไปลงลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม 32 ทีมสุดท้ายโดยอัตโนมัติ ขณะที่ เอสซีจี เมืองทองฯ รองแชมป์ ได้ไปเพลย์ออฟ รอบ 2 และทีมที่สามคือแชมป์ฟุตบอลช้าง เอฟเอ คัพ ระหว่าง แบงค็อก ยูไนเต็ด กับ เชียงราย ยูไนเต็ด จะชิงชนะเลิศ กันในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ผู้ชนะจะได้ไปเพลย์ออฟรอบ 2 เช่นกัน

    - 3 ทีมหล่นชั้น

    ในฤดูกาลนี้ 3 ทีมตกชั้นแทบไม่ต้องลงอะไรกันมาก โดย ซุปเปอร์พาวเวอร์ นอนมาตั้งแต่จบครึ่งฤดูกาลแรก ส่วนอีก 2 ทีมเป็น ศรีสะเกษ เอฟซี,ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี ต้องไปเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ในศึกไทยลีก 2 ฤดูกาลหน้า
    สำหรับ ซุปเปอร์พาวเวอร์ ในฤดูกาลหน้าจะเปลี่ยนชื่อเป็น  จัมปาศรี ยูไนเต็ด ย้ายไปเล่นที่ จ.มหาศาสรคาม ถ้าผ่านการอนุมัติจากไทยลีก

    - ดาวซัลโว

    ดราแกน บอสโควิช ดาวยิงเซิร์บ ของ "แข้งเทพ" แบงค็อก ยูไนเต็ด คว้าไปอย่างไม่ยากเย็น หลังระเบิดฟอร์มกระหน่ำไปถึง 38 ประตู สร้างสถิติใหม่ยิงสูงสุดในฤดูกาลเดียว
    ขณะที่รองดาวซัลโวเป็นของ แจ็คสัน โคเอลโญ่ จากบุรีรัมย์ 34 ประตู, อันดับ 3 เรนัน มาเกวซ ของชลบุรี 27 ประตู อันดับ 4 ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ของบุรีรัมย์ 26ประตู และอันดับ 5 มาเชล เอสซอมเบ้ ของราชบุรี 20 ประตู ขณะที่นักเตะไทยที่ยิงได้มากสุดคือธีรศิลป์ แดงดา ของเอสซีจี เมืองทองฯ อันดับ 12 ยิงไป 14 ประตู

    - จอมแอสซิส

    นูรูล ศรียานเก็ม ปีกขวาตัวจี๊ด "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี สร้างผลงานสุดเฉียบในโตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2017 เมื่อคว้าตำแหน่งแอสซิสต์สูงสุดไทยลีกปีนี้ไปครอง

    โดย ดาวเตะร่างเล็กวัย 25 ปี ลงสนามให้ ฉลามชล ในโตโยต้า ไทยลีก ไป 32 นัด นอกจากยิงไป 8 ประตูแล้ว ยังทำไปถึง 17 แอสซิสต์ นับว่ามากที่สุด ส่วนอันดับ 2 เป็นแชมป์เก่าจากปีที่แล้ว จอห์น บาจโจ้ ที่ทำไป 15 แอสซิสต์

    ทั้งนี้ ธีราทร บุญมาทัน เป็นเจ้าของสถิติทำแอสซิสต์สูงสุดต่อหนึ่งฤดูกาล ในโตโยต้า ไทยลีก ที่จำนาน 19 ครั้ง สมัยค้าแข้งกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 2015

    - จำนวนประตูทั้งฤดูกาล

    ศึกไทยลีกยกระดับมาตรฐานขึ้นทุกปี นอกเหนือเกมการเล่นที่สนุกตื่นเต้นเร้าใจขึ้น ในส่วนของประตูในแต่ละเกมก็ยิงกันอุตลุต ซึ่งในซีซั่นนี้มีการถล่มประตูมากมายทะลุหนึ่งพัน โดยยิงรวมกันไปถึง 1,037 ประตู โดยทีมที่ยิงได้เยอะสุดคือ แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ยิงไป 97 ประตู รองลงมาคือบุรีรัมย์ 85 ประตู และ เอสซีจี เมืองทองฯ 79 ประตู

    - แมตช์ที่ยิงกันเยอะสุด พัทยา ถ่ลม พาวเวอร์

    เกมที่ พัทยา ยูไนเต็ด เปิดบ้านถล่ม ซุปเปอร์พาวเวอร์ ไปแบบไม่ไว้หน้า 9-2  เมื่อวันที่ 5 ก.ค.60 ซึ่งยิงกันรวมถึง  11 ประตู แต่เกมคู่นี้ก็ชนะกันขาดแค่ 7 ลูก ส่วน เกมที่ยิงกันสกอร์ขาดที่สุด 8 ลูก มีสองคู่ด้วยกัน คือ บางกอกกล๊าส ชนะ พาวเวอร์ 8-0 วันที่ 17 มิ.ย.60 และ เอสซีจี เมืองทองฯ ชนะพาวเวอร์ 9-1 วันที่ 30 ก.ค.30
    
    - แมตช์แฟนบอลเข้าชมเยอะสุด

    คงหนีไม่พ้นบิ๊กแมตช์ของ 2 คู่ปรับที่จะเรียกได้ว่าต่อไปในอนาคต ระหว่าง "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เอาชนะ "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทองฯ 2-0 เมื่อวันที่ 3 เม.ย.60 ที่สนามไอ-โมบาย สเตเดี้ยม โดยมีแฟนบอลเข้าไปชมเกมถึง 32,600 ที่นั่ง

    รองลงมาเป็นเกมนัดเปิดสนาม วันที่ 12 ก.พ.60 ระหว่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เสมอกับ ชลบุรี เอฟซี 2-1 ที่สนามไอ-โมบาย สเตเดี้ยม เช่นกัน โดยมีแฟนบอลเข้าชมถึง 29,891 ที่นั่ง และอีกเกมคือนัดฉลองแชมป์ของบุรีรัมย์ ที่เอาชนะ บีอีซี เทโรฯ 4-0 เมื่อวันที่ 8 พ.ย.60 ที่สนามไอ-โมบาย สเตเดี้ยม มีแฟนบอล 15,767 คน

    - แมตช์ที่ยิงกันเร็วสุด ปฐมชัย ยิงเร็วสุด 24 วินาที

    เป็ฯเกมระหว่าง ราชบุรี มิตรผล  พบกับ ศรีสะเกษ เอฟซี เมื่อวันที่ 3 พ.ค.60 โดย ปฐมชัย เสือสกุล กองกลางทีมราชบุรี มิตรผล เอฟซี ใช้เวลาเพียงแค่ 24 วินาที ยิงประตูแรกให้ทีมขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่สุดท้ายราชันมังกรจะเอาชนะไปในเกมนั้น 5-2

    โดยลูกยิงของ ปฐมชัย นั้นทำลายสถิติของเป็นเจ้าของ ราฟาเอล โคเอลโญ่ กองหน้าเชียงรายยูไนเต็ด ที่ใช้เวลา 26 วินาที ยิงใส่ไทยฮอนด้าฯ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่สุดท้าย แล้วกว่างโซ้ง จะบุกไปเอาชนะ 3-0

    แต่ก็ยังไม่ทำลายสถิติที่เร็วสุดตลอดกาลไทยลีก ซึ่งเป็นของ นิรุตน์ คำสวัสดิ์ ทีมการท่าเรือ ที่ใช้เวลาเพียง 9 วินาที ในเกมที่เสมอสินธนา 1-1 ที่สนามศุภชลาศัย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2544 หรือ 16 ปีที่แล้ว

    - เปลี่ยนโค้ชกันอุตลุต 16 ครั้งในฤดูกาล
    
    ซีซั่นนี้ถือเป็นอีกปีที่มีการเปลี่ยนแปลงกุนซือกันเยอะ ซึ่งมีทั้งหมด 16 ครั้ง ซึ่งทั้งการเปลี่ยนหน้าใหม่เข้ามา หรือเรียกคนหน้าเก่ากลับมาคุมบังเหียนเหมือนเดิม
    ประกอบไปด้วย ด้วย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปลี่ยน 1 ครั้งจาก รันโก้ โปโปวิช เป็น โบซิดาร์ บันโดวิช,บีจี เปลี่ยน 1 ครั้ง จาก ออเรลิโอ วิดมาร์ เป็น "โค้ชง้วน" สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ,การท่าเรือ เปลี่ยน 2 ครั้งจาก จเด็จ มีลาภ เป็น "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และเปลี่ยนเป็น จเด็จ มีลาภ อีกครั้ง

    สุพรรณบุรี เอฟซี เปลี่ยน 2 ครั้ง จาก แซร์โจ้ ฟารีอาส เป็น "โค้ชโย่ง" วรวุธ ศรีมะฆะ และเปลี่ยนเป็น อาเดบาโย กาเดโบ้ ,บีอีซี เทโร ศาสน เปลี่ยน 1 ครั้ง จาก อุทัย บุญเหมาะ เป็นไมค์ มัลวีย์ ,สุโขทัย เอฟซี เปลี่ยน 1 ครั้ง จาก สมชาย มากมูล มาเป็น "โค้ชเบ๊" ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ,ศรีสะเกษ เอฟซี เปลี่ยน 3 ครั้ง จาก "โค้ชโอ่ง" ดุสิต เฉลิมแสน เป็น เวลิซาร์ โปปอฟ เป็น สุริยัน แจ่มแจ้ง และ "โค้ชหนุ่ย" เฉลิมวุฒิ สง่าพล ,ไทยฮอนด้าฯ เปลี่ยน 2 ครั้ง จาก "โค้ชโต่ย" ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย เป็น เลโอนาร์โด เนย์วา และ อัคถภรณ์ ชลิตาภรณ์ ,ซุปเปอร์พาวเวอร์ เปลี่ยน 3 ครั้ง จาก "โค้ชหนุ่ย" เฉลิมวุฒิ สง่าพล เป็น เจสัน วิธ เป็น "โค้ชไข่" อภิสิทธิ์ ไข่แก้ว และ "โค้ชแฟรงค์" น.ท.สุขสันต์ คุณสุทธิ์

    ส่วนทีมที่ใช้โค้ชคนเดียวตั้งแต่เปิดฤดูกาล มี 9 ทีม ประกอบไปด้วย เอสซีจี เมืองทองฯ : "โค้ชแบน" ธชตวัน ศรีปาน, แบงค็อก ยูไนเต็ด : มาโน่ โพลกิ้ง, เชียงราย ยูไนเต็ด : อเล็กซานเดร กามา, ราชบุรี มิตรผลฯ : ฆวน โฆเซ่ โรโฮ มาร์ติน (ปาเชต้า), ชลบุรี เอฟซี : เทิดศักดิ์ใจมั่น ,พัทยา ยูไนเต็ด : "โค้ชอั๋น" สุรพงษ์ คงเทพ, อุบล ยูเอ็มที : สก็อตต์ คูเปอร์, นครราชสีมาฯ : มิลอส โจซิค และ ราชนาวี "น้าฉ่วย" สมชาย ชวยบุญชุม

    - เงินรางวัลที่ 8 อันดับแรกได้รับ

    1.บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 10,000,000 บาท
    2.เอสซีจี เมืองทองฯ  2,000,000 บาท
    3.แบงค็อก ยูไนเต็ด 1,500,000 บาท
    4.เชียงราย ยูไนเต็ด 800,000 บาท
    5.บางกอกกล๊าส เอฟซี 700,000 บาท
    6.ราชบุรี มิตรผล เอฟซี 600,000 บาท
    7.ชลบุรี เอฟซี 500,000 บาท
    8.พัทยา ยูไนเต็ด 400,000 บาท

    - 3 ทีมน้องใหม่ ฤดูกาล 2018

    3 ทีมน้องใหม่ที่จะขึ้นมาในลีกสูงสุด ประกอบไปด้วย ชัยนาท ฮอร์นบิล แชมป์ T2 ,แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี และ พีที ประจวบ เอฟซี ต้องขอแสดงความยินดีกับทั้งสามทีมที่ได้เลื่อนชั้นแต่ฤดูกาลหน้าถือว่าเป็นปีมหาโหดเพราะจะมีทีมตกชั้นถึง 5 ทีม ยังไงก็เอาใจช่วยนะครับ

ภาพ : BURIRAM UNITED

Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น