ข่าว ข่าวฟุตบอล
ปรบมือให้ ‘เจ’

ปรบมือให้ ‘เจ’

อัพเดตเมื่อ : December 06, 2017 4:56pm โดย : King Kong

    ช่วงเวลาเกือบหกเดือนของ "เจ" ชนาธิป สรงกระสินธิ์ กับการค้าแข้งใน "เจ 1" ลีกสูงสุดของญี่ปุ่นถือว่า "สอบผ่าน" แบบไร้ข้อโต้แย้งเพราะประสบความสำเร็จทั้งผลงาน "ส่วนตัว" และ "ทีม"

    ผลงานส่วนตัวแม้ไม่สามารถจารึกชื่อยิงประตูให้กับทีมได้ แต่มีส่วนร่วมในเกมรุกตลอด รวมถึง 1 แอสซิสต์ที่ทำได้  

    "เจ" คือหัวใจสำคัญในทีม คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่ลงตัวจริงเกือบทุกเกม (15 จาก 16 นัด) คือถ้าสภาพร่างกายเต็มร้อย ไม่มีปัญหาใดๆ กุนซือ ชูเฮ โยโมดะ ก็ใส่ชื่อออกสตาร์ททันทีแบบไม่ต้องคิดมาก อยู่ที่ว่าจะวางตำแหน่งไว้ตรงไหนในเกมรุก

    เพื่อนร่วมทีมให้ความไว้วางใจมากขึ้นตามลำดับเมื่อแข้งตัวเล็กจากไทยแลนด์ทำให้เห็นว่า "ไม่เป็นภาระ" และช่วยทีมได้จริง ฝากบอลให้แล้วไม่เสีย สามารถเล่นต่อ และเพิ่มมิติในเกมรุกได้

    ความสามารถเฉพาะตัวของ "เจ" ที่ฝึกฝนกับลูกบอลมาตั้งแต่เด็กๆ โดยมีคุณพ่อ ก้องภพ ติวเข้มอย่างหนักจนแทบไม่ได้เล่นสนุกกับเพื่อนตามวัย เป็นพื้นฐานที่ดีมากสำหรับเจ้าตัวกับลีกที่แข็งแกร่งในแดนซามูไร

    ชนาธิป เอาตัวรอดได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นจังหวะดวลตัวต่อตัว หรือการเก็บบอลเพื่อให้อยู่ในแดนคู่แข่งให้ได้นานที่สุด เปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้เติมขึ้นมาสนับสนุน

    ฟุตบอลญี่ปุ่นทั้งทีมชาติ และสโมสร เป็นฟุตบอลที่เน้นทีมเวิร์ก พละกำลังต้องถึง วิ่งได้ตลอด 90 นาที ตรงนี้คือสิ่งที่ญี่ปุ่นเพียรสร้างเพื่ออุดช่องว่างในเรื่องทักษะส่วนตัวที่ยังเป็นรองชาติยุโรปและอเมริกาใต้

    ทั้งความสามารถส่วนตัว และปัจจัยอื่น "เจ" พิสูจน์ให้เห็นว่ามีเพียงพอกับการเล่นในเจลีก

    สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ "เจ" ในการเล่นเจลีกคือ เขาสร้างบรรทัดฐานที่ดีขึ้นมาสำหรับนักเตะตัวเล็กที่ไม่ให้ข้อจำกัดทางร่างกายมาขวางกั้นความมุ่งมั่นตั้งใจของตัวเองได้
    เทียบกับคนไทยด้วยกัน ชนาธิป ก็ยังถือว่าตัวเล็กมาก เหมือนเด็กเล่นกับผู้ใหญ่ และเราก็เห็นภาพนั้นที่เจลีก ยิ่งยืนเทียบกับ เจย์ โบธ์ทรอยด์ ยิ่งเหมือนนักเตะเยาวชนยู-13 กับนักเตะชุดใหญ่ยังไงยังงั้น

    นี่คือสิ่งทำให้คนซึ่งชอบอ้างว่า เราตัวเล็กเกินกว่าจะไปสู้ใครได้ หรือ เรายืนแค่ราวนมเขา จะไหวยังไง ต้องหุบปากตัวเองในทันทีเพราะสิ่งที่สู้ไม่ไหวก็คือ "ใจ" ต่างหาก
    ขณะที่ผลงานของทีมก็ถือว่าตามเป้ากับภารกิจอยู่รอดต่อไป และทำได้ก่อนจบฤดูกาลอีกต่างหาก ก่อนไต่ขึ้นไปจบถึงอันดับ 11 ของตาราง ถือว่ายอดเยี่ยมมากกับการคัมแบ็กกลับมาเล่นในลีกสูงสุด

    ต่อจากนี้ คอนซาโดเล่ และ เจ ก็ต้องร่วมกันวางเป้าหมายให้ดีขึ้น อาจเป็นท็อปเทนอย่างน้อยๆ ถ้าได้ถึง 8 จะสวยมาก และเจเองก็ต้องปลดล็อกประตูแรกให้ได้สำเร็จ

    ปีหน้า มีการเปลี่ยนแปลงโค้ชเมื่อ ชูเฮ โยโมดะ ไม่ได้สัญญาใหม่แต่คนที่เข้ามาแทนอย่าง มิไฮโล เปโตรวิช ก็ถือว่าน่าสนใจเพราะคุ้นเคยกับวงการฟุตบอลญี่ปุ่นเป็นอย่างดี

    อดีตกุนซือ อุราวะ เร้ด ไดมอนด์ส ทำทีมในสไตล์เกมรุก เล่นบอลบนพื้นมากกว่า ชูเฮ ที่เน้นไปที่ "ไดเรกท์" รับแน่นรอโต้ ใช้จังหวะในแดนคู่แข่งให้น้อยที่สุดตามแบบฉบับทีมน้องใหม่ที่ศักยภาพเป็นรองหลายทีม

    ถ้าเปลี่ยนเป็นบอลบนพื้นและรุกมากขึ้น คงเข้าทาง "เจ" เพราะเป็นผู้เล่นเกมรุกโดยธรรมชาติ และถนัดภาคพื้นมากกว่า ไม่ใช่ต้องคอยแงนหน้ามองบอลข้ามหัวไปมา

    นี่คือสิ่งที่คาดกันเอาไว้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะเป็นอย่างไรก็ต้องตามกันดูเพราะครึ่งฤดูกาลแรก กุนซือ ชูเฮ ให้ความไว้วางใจ เจ เต็มที่ แม้สไตล์ของทีมจะไม่เอื้อให้แข้งจากอำเภอสามพรานได้ปล่อยของมากนักก็ตาม

    แต่ มิโตรวิช จะมอง "เจ" ในสานตาแบบใด เขาจะให้ความเชื่อมั่นเพลย์เมกเกอร์ชาวไทยมากน้อยแค่ไหน

    นี่คือคำถามที่รออยู่ แต่ก็เป็นคำถามที่มาพร้อมความท้าทายในปีหน้าสำหรับ ชนาธิป ซึ่งจะเป็นปีแรกที่ได้ลุยตั้งแต่ต้นฤดูกาล

    เอาใจช่วยกันต่อครับเพราะนี่คือความภูมิใจที่ทำให้เราเดินยืดอกอย่างเต็มที่

Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น