ข่าว ข่าวฟุตบอล
บิ๊กดีลไทยลีก

บิ๊กดีลไทยลีก

อัพเดตเมื่อ : December 20, 2017 4:11pm โดย : King Kong

    วันอังคารที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ตลาดซื้อ-ขายนักเตะไทยลีกสั่นสะเทือนอย่างถึงที่สุดกับการย้ายทีมของผู้เล่นระดับ "บิ๊กเนม" ถึง 2 ราย

    ใช่แล้วครับ เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก ดราแกน บอสโควิช กับ ธีรศิลป์ แดงดา

    รายแรก โชว์ฟอร์มได้ร้ายกาจสุดๆ ในฤดูกาลที่ผ่านมาเมื่อกระหน่ำไปถึง 38 ประตู คว้าตำแหน่งดาวซัลโว และทุบสถิติยิงสูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของฟุตบอลไทยลีกลงราบคาบ

    "โบเล่" ของแฟนบอลแบงค็อก ยูไนเต็ด เล่นได้ท็อปฟอร์มที่สุดในอาชีพค้าแข้งของตัวเองก็ว่าได้

    ตอนที่ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ยิงไป 31 ประตูในฤดูกาลแรกกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เราก็ทึ่งกันสุดๆ แล้วและคิดว่าคงไม่มีใครอีกที่จะยิงแตะหลักสามสิบประตูแบบนี้

    แต่ถัดมาเพียง 2 ฤดูกาล บอสโควิช ก็ทำให้เห็น และทุบสถิติดาวยิงเซาะกราวตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาล ก่อนปิดงานด้วยตัวเลขเกือบสี่สิบประตู

    เป็นสถิติการทำประตูที่ "โหดมาก" และทำให้หัวหอกชาวมอนเตเนโกรเนื้อหอมสุดๆ ไม่เพียงแค่ในไทย แต่ยังเตะตาต้องใจทีมต่างชาติที่พร้อมทุ่มเงินมหาศาลดึงตัวไปร่วมทีม

    เส้นทางค้าแข้งของ บอสโควิช น่าจะลงเอยในไชนิส ซูเปอร์ลีก ของจีนเพราะค่าตัวในตอนแรกที่บียูตั้งเอาไว้ถึง 50 ล้านปอนด์ อาจจะมากเกินไปสำหรับหลายทีมในไทยด้วยกัน

    จริงอยู่ว่าผลงานในฤดูกาลล่าสุดของ บอสโควิช ทะลักจุดเดือดเกินห้ามใจ แต่ด้วยอายุที่กำลังจะครบ 32 ปีในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ ก็อาจเป็นการเสี่ยงหรือไม่กับเงิน "ครึ่งร้อยล้าน"

    ขณะเดียวกัน สัญญาว่าจ้างใหม่ของ บอสโควิช กับ แบงค็อก ก็ยังไม่ลงตัว แฟนบียูเองหลายคนเริ่มทำใจว่าคงต้องเสียดาวซัลโวตัวเก่งออกไปแน่ แต่กระนั้นทุกคนเข้าใจดีถึงเส้นทางอาชีพโดยเฉพาะกับการไปเล่นในลีกที่มีมาตรฐานมากกว่า

    แต่แล้ว เมื่อช่วงเที่ยงของวันอังคารที่ผ่านมา ดราแกน บอสโควิช ก็ยืนเคียงข้าง "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี พร้อมชูผ้าพันสิงห์เจ้าท่ายืนยันถึงการย้ายทีมสุดเซอร์ไพรส์

    ไม่ได้ไปจีน หรือลีกต่างชาติอื่น แต่จอดป้ายใกล้ๆ แถบคลองเตย และเขย่าขวัญสั่นประสาทกองหลังในไทยลีกต่อไป

    ไม่มีการเปิดเผยเรื่องค่าตัวที่ท่าเรือต้องจ่าย แต่คาดว่าคงพอสมควร ขณะที่ค่าเหนื่อยว่ากันว่า "โบเล่" รับอยู่ที่ 55,000 ยูโรต่อเดือน (ประมาณ 2.16 ล้านบาท)

    เป็นดีลที่ถูกใจแฟนบอลสิงห์เจ้าท่าอย่างยิ่ง และทำให้การเสริมทัพรับศึกฤดูกาล 2018 จัดหนักจัดเต็มยิ่งกว่าเดิม

    ก่อนหน้านี้ก็ดึงแข้งชั้นดีทั้งไทยและเทศมาเรียกเสียงฮือฮาไม่ว่าจะเป็น นูรูล ศรียานเก็ม กับ บดินทร์ ผาลา 2 ตัวรุกดีกรีทีมชาติไทย รวมทั้ง คิม ซุง ฮวาน กองกลางเกาหลีใต้ และ เนบิญา บายรัม จากอุบล ยูเอ็มที

    โดยเฉพาะในรายของ นูรูล ที่เป็นเจ้าของตำแหน่งแอสซิสต์สูงสุดในฤดูกาลที่ผ่านมาที่เหมือนดึงมารอ ดราแกน บอสโควิช ยังไงยังงั้น

    ได้ทั้งดาวซัลโวสูงสุด และแอสซิสต์สูงสุด แฟนบอลท่าเรือคงเรียกร้องของขวัญรับปีใหม่ที่ถูกอกถูกใจมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะที่ได้รับก็เกินความคาดหวังด้วยซ้ำ
 
    จากนั้นในช่วงเย็น อีกดีลสุดฮือฮาก็เกิดขึ้น (อย่างเป็นทางการ) เมื่อ ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าทีมชาติไทยของ เอสซีจี เมืองทอง เซ็นสัญญายืมตัวย้ายไปเล่นให้ ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า ในเจลีก 1 ของญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 ปี

    "มุ้ย" กลายเป็นนักเตะไทยคนที่ 2 ที่จะได้เล่นในเจลีกต่อจาก "เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ "สอบผ่าน" กับครึ่งแรกในการเล่นให้ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร่

    ธีรศิลป์ กับ ลีกญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องใหม่บนโต๊ะสนทนาแฟนบอลชาวไทยเพราะด้วยมาตรฐานการเล่นที่เหนือกว่าแข้งไทยด้วยกัน หลายคนก็อยากเห็น "มุ้ย" ไปลองในลีกต่างแดนอีกสักรอบเพราะมุ้ยไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรอีกแล้วในไทยลีก

    ก่อนหน้านี้ หัวหอกจอมเทคนิค เคยไปค้าแข้งกับอัลเมเรีย รวมถึงฝึกฝีเท้ากับแอตเลติโก มาดริด ที่สเปนมาแล้ว (ไม่ขอนับช่วงเวลากับ แมนฯ ซิตี้)

    มุ้ย เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และได้เรียนรู้หลายอย่างมากกว่าตอนที่ไปอัลเมเรียซึ่งเต็มไปด้วยปัญหามากมาย และมาตรฐานฟุตบอลแดนกระทิงดุที่ห่างจากไทยลีกพอสมควร

    แต่กับเจลีก และ มุ้ย ณ ตอนนี้ ก็ต้องบอกว่า "น่ารักน่าลุ้น" ทีเดียว

    แฟนบอลญี่ปุ่นรู้จักและให้การยอมรับดาวยิงทีมชาติไทยรายนี้ไม่น้อย และ "มุ้ย" ก็ถือว่ามีโปรโฟล์ยิ่งกว่า "เจ" ด้วยซ้ำ ขณะที่ปัจจัยอื่นในการช่วยปรับตัวที่ญี่ปุ่นก็ดูจะใกล้เคียงกับบ้านเรามากกว่าเมื่อเทียบกับสเปน

    ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า ถือว่าเป็นทีมใหญ่ของญี่ปุ่น เป็นแชมป์เจลีกถึง 3 สมัยจาก 6 ปีหลังสุด ฤดูกาลที่ผ่านมาอาจดร็อปลงไป แต่แน่นอนว่าทีมระดับนี้พร้อมติดเครื่องกลับมาได้ไม่ยาก ขอเพียงปรับจูนทีมให้ถูกจุด

    ที่สำคัญคือ ยอดทีมจากแดนซามูไรต้องการได้ "มุ้ย" ไปเล่นให้จริงๆ จนต้องเดินทางมาคุยและเซ็นสัญญาถึงประเทศไทย พวกเขาติดตามดูจนแน่ใจว่านี่คือตัวเลือกที่ใช่ ทำในแบบเดียวกับที่ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ เฝ้าดูพัฒนาการของ "ชนาคุง" จนมั่นใจว่าถึงเวลาพอเหมาะพอดีในการดึงตัว

    เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วของ "มุ้ย" สำหรับการเลือกรับโอกาสไปพิสูจน์ตัวเองในต่างแดนอีกครั้งเพราะไม่ว่าจะผลลัพท์สุดท้ายจะออกมาอย่างไรก็มีแต่ "ได้กับได้"

    ประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งที่หากันได้ง่ายๆ และเมื่อเวลาผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถย้อนกลับมาอีก เมื่อมีโอกาสไขว้คว้าก็ต้องลอง ผิดถูกยังไงก็กลายเป็นสิ่งล้ำค่าในชีวิต

    ถ้าไม่เวิร์กก็จะได้รู้ฝังแน่นในใจตัวเองว่า มีจุดอ่อน มีข้อด้อย อะไรยังไง ในอนาคตข้างหน้าก็สามารถส่งต่อมุมมองจากประสบการณ์ตรงให้กับรุ่นน้องๆ ได้

    แต่หากไปได้สวย ติดลมบนตีคู่ไปกับเจ้าเจ (ที่ตอนนี้คงต้องเรียกว่า "พระเจ")  จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลไทยอย่างมากมายแน่นอน

    ในฐานะคนไทยด้วยกัน ขอเอาใจช่วย "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา อย่างสุดหัวใจครับ
Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น