ข่าว ข่าวฟุตบอล
ไม้หลักปักขี้เลน

ไม้หลักปักขี้เลน

อัพเดตเมื่อ : September 05, 2018 2:18pm โดย : KingKong

     การแยกทางกันระหว่างสมาคมฟุตบอลฯ กับ "โค้ชโย่ง" หลังความล้มเหลวที่เอเชียนเกมส์ทำให้เกิดคำถามขึ้นตามมากมายว่า "ใครจะเข้ามาทำทีมแทน?"
    
     นี่คือโจทย์ที่โคตรยากของส.บอลที่มี "บิ๊กอ๊อด" เป็นหัวเรือใหญ่
    
     ในช่วงเวลาปีสองปีต่อจากนี้ ตำแหน่งกุนซือทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปีมีความสำคัญมากจริงๆ เพราะทีมชุดเล็กนี้มีทัวร์นาเมนต์สำคัญรออยู่นั่นคือ โอลิมปิกเกมส์ 2020
    
     สัปดาห์ก่อน สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียเพิ่งเลือกให้ประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี
    
     นอกจากวัดความเป็นเจ้าเอเชียในรุ่นเล็กแล้ว ยังเป็นการเฟ้นหาตัวแทนอีก 3 ทีมไปเล่นโอลิมปิกอีกด้วย
    
     เอเชียได้โควตาโอลิมปิก 2020 ทั้งหมด 4 ที่นั่ง ญี่ปุ่นในฐานะเจ้าภาพได้ตั๋วแน่นอนแล้ว 1 ใบ ทำให้ชาติเอเชียที่เหลือต้องมาลุ้นในอีก 3 ใบที่เหลือ
    
     การได้เป็นเจ้าภาพคือข้อได้เปรียบระดับหนึ่งของทีมชาติไทยเพราะจะได้เป็นทีมวาง ดังนั้นโอกาสที่จะเข้าสู่รอบต่อๆไป ก็มีเพิ่มขึ้น
    
     แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการหากุนซือที่ใช่เพื่อนำทีมยู-23 ไปถึงปลายทางฝันที่วางกันเอาไว้
    
    "บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ เพิ่งบอกไปเองว่าจะมีการเปิดรับสมัคร
    
     กุนซือทั้งไทยและต่างชาติคนใดสนใจก็ยื่นใบสมัครมาได้เลยซึ่งขั้นตอนต่างๆ คงต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะมีการ "เคาะ" ตัวเลือกสุดท้ายออกมา
    
     แม้ในมุมแฟนบอลจะอยากให้สมาคมฯ แต่งตั้งกุนซือใหม่เร็วๆ โชว์การทำงานที่ฉับไว แต่ส.บอลก็ต้องรู้เช่นกันว่าควรต้องใช้เวลาในการพิจารณาให้รอบคอบเพื่อคัดคนที่เหมาะสมที่สุด
    
     ไทม์ไลน์ของฟุตบอลไทยลีกจะจบฤดูกาลในเดือนหน้า จากนั้นส.บอลก็ต้องเน้นไปที่การเตรียมทีมลุยศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ ที่จะมีขั้นระหว่างวันที่ 8 พฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม
    
     รายการชิงแชมป์อาเซียนคือรายการที่ไทยในฐานะแชมป์เก่า 2 สมัยหลังสุด ต้องห้ามพลาดจริงๆ และเป็นรายการที่จะกอบกู้ชื่อเสียงคืนมาให้ได้ โฟกัสทุกอย่างของส.บอลอยู่ที่รายการนี้เลย
    
     จากนั้นในต้นปีหน้า ก็ยังมีอีกทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างเอเชียน คัพ ที่ไทยเราผ่านเข้ารอบสุดท้ายซึ่งจะจัดขึ้นที่ยูเออีระหว่างวันที่ 5 มกราคมถึง 1 กุมภาพันธ์
    
     ดังนั้นตำแหน่งกุนซือชุดอายุไม่เกิน 23 ปี คงได้ทำงานจริงจังร่วมกับสมาคมฟุตบอลหลังจบ 2 ทัวร์นาเมนต์นี้ซึ่งก็เท่ากับว่ามีเวลา "หนึ่งปีเต็ม" ก่อนถึงรอบสุดท้ายของชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีในปี 2020 (ส่วนโอลิมปิกแข่งระหว่าง ก.ค.-ส.ค.)  
    
     แต่ก่อนอื่นเลย ส.บอลต้องแสดงความชัดเจนก่อนว่า คุณสมบัติของโค้ชที่ต้องการวางเอาไว้อย่างไร อยากได้คนแบบไหน มีดีกรี มี เอ ไลเซนส์ หรือ โปรไลเซนส์ และผ่านอะไรมาบ้าง
    
     ถ้าเป็นโค้ชต่างชาติจะเป็นต่างชาติแบบไหน เอาที่ทำงานในไทยอยู่แล้ว รู้จักนักเตะไทยระดับหนึ่ง หรือต่างชาติจ๋าไปเลยแบบที่อิมพอร์ตสั่งเข้ามาเป็นครั้งแรก
    
     ตรงนี้ "บิ๊กอ๊อด" ต้องเอาให้ชัดเจน อย่าให้คลุมเครือเหมือนที่ผ่านๆ มาซึ่งให้สัมภาษณ์ในแต่ละทีแทบไม่เคยเหมือนกัน
    
     เอาแค่ตำแหน่งของ "โค้ชเฮง" ในสมาคมฟุตบอลก็กำกวม ไร้ความชัดเจน สุดท้าย นายกส.บอลฯ ต้องมาแจกแจงยิ่งกว่าสอนหนังสือเด็กหนังสือว่าตำแหน่ง "ฟุตบอลไดเรกเตอร์" มีหน้าที่อะไรยังไง (นอกจากจากตำแหน่ง อุปนายกฝ่ายเทคนิค ที่โค้ชเฮงนั่งอยู่แล้ว)
    
     นั่นก็เพราะท่านไม่ทำความเข้าใจทั้งตัวท่านและสื่อมวลชนตั้งแต่แรก เพียงเห็นต่างบ้านต่างเมืองเขามีตำแหน่งนี้ เราก็ต้องมีด้วยเพื่อให้ดูเป็นสากล แต่รายละเอียดงานจริงๆ เป็นอย่างไร น้อยคนนักที่จะเข้าใจ แฟนบอลยังคิดว่าเป็นเหมือนโค้ชอีกคนด้วยซ้ำ
    
     นี่เป็นแค่การยกตัวอย่างการทำงานที่ผ่านมาซึ่งด้วยตำแหน่งผู้นำองค์กร หากไม่สามารถถ่ายทอดความชัดของแนวคิดไปสู่คนรอบข้างรวมถึงแฟนบอลได้ โอกาสที่จะพาองค์กรไปในทิศทางที่ต้องการก็ยาก
    
     การคิด การตัดสินใจก็ต้องหนักแน่นด้วย ไม่ใช่วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้เปลี่ยนใหม่ เช่นว่าจะไม่ปิดลีกเพื่อหลีกทางซีเกมส์, เอเชียนเกส์ แต่สุดท้ายก็ปิด เคยปลดโค้ชโย่งตอนจบซีเกมส์ แต่ก็กลับลำดึงมาทำเอเชียนเกมส์อีกรอบ อะไรแบบนี้
    
     ในความเป็นผู้นำต้องหนักแน่นทั้งแนวคิดและการกระทำ อย่าทำตัวเป็น "ไม้หลักปักขี้เลน" จนเป็นหลักยึดให้กับอะไรไม่ได้
    
     แม้กระทั่งตัวเอง...

          ส่วนเว็บไซต์นี้ปักหลักกันได้เลยกับ Sbobet777 ที่เต็มไปด้วยโปรโมชั่นมากมายและทีมงานมืออาชีพติดต่อเลยที่  https://line.me/R/ti/p/@777sb หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น