ข่าว ข่าวฟุตบอล
สัจธรรมลูกหนังของบีจี

สัจธรรมลูกหนังของบีจี

อัพเดตเมื่อ : October 11, 2018 2:09pm โดย : KingKong

     การตกชั้นของ "บีจี" ไม่ใช่เพียงช็อกความรู้สึกของแฟนบอลกระต่ายแก้ว แต่รวมถึงแฟนบอลทั่วไปที่ไม่อยากเชื่อว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
    
     เปรียบให้เห็นภาพสำหรับคนที่ไมได้ตามบอลไทย และสนใจเฉพาะบอลนอกก็คงประมาณว่าทีมระดับ อาร์เซน่อล และ สเปอร์ส ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก
    
     ไม่ใช่การเปรียบเทียบเกินจริงเพราะเป้าหมายของบีจีก่อนฤดูกาลเริ่มคือการเบียดลุ้นแชมป์กับกลุ่มนำอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เอสซีจี เมืองทอง, แบงค็อก ยูไนเต็ด และเชียงราย ยูไนเต็ด
    
     พวกเขาเสริมทัพได้ฮือฮากับการดึง มาริโอ ยูรอฟสกี้ หนึ่งในแข้งต่างชาติที่ดีที่สุดตลอดกาลของไทยลีกไปร่วมทีม รวมถึงกระชากกองกลางทีมชาติไทยที่กำลังฟอร์มขึ้นอย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เข้าสังกัด
    
     ต้นทุนเดิมไม่ว่าจะเป็นสนามเหย้า, แฟนบอล, ประสบการณ์, ผู้เล่นในทีม ฯลฯ มีดีระดับหนึ่งอยู่แล้ว  และเป็นอีกทีมที่มาการทำงานเป็นสโมสรอาชีพเต็มตัว การได้ตัวท็อปไทยและเทศอย่าง ฐิติพันธ์ และ มาริโอ เข้าไปเสริมจึงตอบโจทย์แฟนบอลอย่างมาก
    
     ใน 9 ฤดูกาลก่อนถึงฤดูกาลล่าสุด บีจี จบอันดับเลยตัวเดียว 8 ครั้ง ผลงานดีสุดคืออันดับ 3 ที่ได้ 2 ครั้ง แย่สุดคืออันดับ 10 ในไทยลีก 18 ปี 2557 แต่ปีนั้นก็มีแชมป์แรกของสโมสรคือเอฟเอ คัพ
    
     เพื่อให้ปีครบรอบทศวรรษเป็นหลักไมล์สำคัญ บีจี จึงเปลี่ยนแปลงในหลายอย่างไม่เพียงขุมกำลังนักเตะหากแต่รวมถึงชื่อที่จากเดิมใช้ บางกอกกล๊าส มาเป็น บีจี เอฟซี
    
     สีสโมสรก็เปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีฟ้า โลโก้จากเดิมที่เป็นกระต่ายที่เห็นแค่ใบหน้า ก็เป็นกระต่ายกระโดด สื่อเป็นนัยว่าพร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้า
    
     หรือกระทั้งฉายาที่แม้หลายคนยังติดปากว่า "กระต่ายแก้ว" แต่พวกเขาก็เรียกตัวเองใหม่ว่า "เครื่องจักรสีน้ำเงิน" หรือบลูแมตชีน และยังเปลี่ยนพื้นหญ้าเทียมที่เล่นมาตลอด มาเป็นหญ้าจริง
    
      ช่วงกลางฤดูกาลยังกลุ่มเงินอีกก้อนโต้คว้า ธนบูรณ์ เกษารัตน์ มาจากเชียงรายอีกคน
    
      ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความพยายามอย่างมากของผู้บริหารสโมรที่ทุ่มไปมหาศาลไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทเพื่อให้ทีมประสบความสำเร็จ สมศักดิ์ศรีการเป็นทีมใหญ่      
    
      มันต้องเป็นปีนี้แล้วที่บีจีควรต้องเข้าใกล้แชมป์มากที่สุดหรืออย่างน้อยๆ มีอันดับดีกว่าทุกฤดูกาลที่ผ่านมา         
    
      แต่ใครจะเชื่อว่าฉากสุดท้ายของพวกเขาคือ "ตกชั้น"  
    
     หลายอย่างในสนามผิดพลาดไปหมด เกมที่น่าจะเอาชนะได้ง่ายๆ ก็หืดขึ้นคอ เกมที่ควร 3 แต้มก็ได้เพียงแต้มเดียว หรือเกมที่สูสีหน่อยก็แพ้ขาดอย่างน่าตกใจ ไม่นับอีกหลายเกมที่โดนทีมท้ายตาราง หรือน้องใหม่บุกมาลูบคมถึงบ้านให้ต้องอับอาย
    
     บีจี พยายามแก้ไขแต่เหมือนลิงแก้แหคือยุ่งเหยิงไปกันใหญ่ สุดท้ายก็วนลูปเดิมๆ คือปลดโค้ชนอก ตั้งคนไทย ผ่านไปสักพักก็ปลดโค้ชไทย และตั้งโค้ชนอก อย่าง "โค้ชจุ่น" อนุรักษ์ ศรีเกิด ก็คุมทีมไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
    
     ไม่ใช่ว่าโค้ชจุ่นไม่เก่ง แต่รูปแบบการแก้ปัญหาของบีจีมันวนเวียนซ้ำซาก ทีมขาดความแปลกใหม่เพราะต่อให้มีโค้ชต่างชาติมาทำ แต่ก็มีเวลาน้อยนิดเกินกว่าจะปรับอะไรได้ แพ้ติดๆ กัน 3-4 นัดก็อยู่ลำบากแล้ว
    
     กลุ่มแข้งดังที่อุตส่าห์ทุ่มเงินทุ่มค่าเหนื่อยมหาศาลก็ไม่สามารถช่วยทีมได้อย่างที่คาดหวัง ยูรอฟสกี้ เจ็บบ่อยและมีปัญหาความฟิต ฐิติพันธ์ ก็เค้นฟอร์มแบบที่ทำได้ในทีมชาติยุค ราเยวัช ไม่ได้ ส่วน ธนบูรณ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คงต้องใช้เวลาพักใหญ่ในการรื้อฟื้นศัยกภาพออกมา นักเตะที่เจ็บไปนานๆ แบบนี้ มีน้อยมากที่จะกลับมาเล่นได้ดีเหมือนเดิม
    
      แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บีจี ก็ไม่น่าแย่ถึงขนาดที่ต้องตกชั้น พวกเขามีโอกาสในมือหลายครั้งเพื่อเอาตัวรอดสบายๆ แต่แล้วก็พลาดเอง
    
     นัดสุดท้ายแค่เสมอในบ้านกับทีมที่ลงเล่นให้ครบตามโปรแกรมอย่างนครราชสีมา ก็เพียงพอแล้วเพราะสถานการณ์ได้เปรียบทั้ง สุโขทัย และ ชัยนาท
    
     แต่บีจีก็กล้าๆ แพ้คาบ้านและโทษใครไม่ได้เลย ต่อให้ชัยนาทได้จุดโทษช่วงทดเจ็บที่พลิกโฉมชะตาชีวิตจนเขี่ยบีจีตกชั้นก็ตามที
    
     ที่ตลกร้ายก็คือ บีจี คือหนึ่งในทีมที่ยืนยันนอนยันว่าไทยลีกปีนี้ควรตกชั้น 5 ทีม และพวกเขาก็ดันเป็นทีมที่ 5 ที่เจอฝันร้ายเสียเอง
    
     นี่คือสัจธรรมลูกหนังที่บีจีต้องยอมรับ ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดของตัวเองทั้งนั้น
    
     ส่วนเว็บไซต์นี้ไม่จำเป็นต้องวนลูปผิดหวังกับการบริการสะดวกรวดเร็ว Sbobet777 พร้อมดูแลทุกท่านทุกเวลายิ่งกว่าร้านสะดวกซื้อ เพิ่มเพื่อนกันได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือโทร 08-44-9990 77, 88 , 99
Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น