ข่าว ข่าวฟุตบอล
เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่ฟุตบอลทีมชาติสร้างความเร้าใจแบบหอมปากหอมคอ

เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่ฟุตบอลทีมชาติสร้างความเร้าใจแบบหอมปากหอมคอ

อัพเดตเมื่อ : November 20, 2018 6:40am โดย : admin

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อังกฤษ แซงชนะ โครเอเชีย 2-1 รวมถึง สวิตเซอร์แลนด์ พลิกนรกรัว เบลเยียม 5-2 ทั้งที่ตามหลังก่อน 0-2

มาถึงคืนวันจันทร์ เราได้เห็นอีกหนึ่งการคัมแบ็กที่ต้องปรบมือให้ความเป็นนักสู้ของ ฮอลแลนด์ หลังไล่ตีเสมอ เยอรมัน 2-2 หลังโดนนำก่อน 2-0 ตั้งแต่ 19 นาทีแรก

เกมสุดท้ายของ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เอ กลุ่ม 1 ฮอลแลนด์ ต้องการอย่างน้อย 1 แต้มเพื่อตำแหน่งแชมป์กลุ่ม หลังเกมที่แล้วผงาดทุบแชมป์โลกทีมล่าสุดอย่าง ฝรั่งเศส ด้วยสกอร์ 2-0

ขณะเดียวกัน เยอรมัน ไม่เหลืออะไรให้ลุ้นแล้ว ต่อให้คว้า 3 คะแนนก็ไร้ค่าเพราะจองตำแหน่งบ๊วย ตกชั้นไปเล่นใน ลีก บี ฤดูกาลหน้า เรียบร้อยแล้ว

ทว่าคำว่า "ศักดิ์ศรี" มันค้ำคอ เยอรมัน เพราะทั้งคู่ต่างเป็นศัตรูตัวฉกาจของกันและกัน แม้ว่า ฮอลแลนด์ เป็นฝ่ายที่ถูกกระทำเสียมากกว่า โดยเริ่มต้นมาจากการที่ เยอรมัน เคยเข้ามายึด ฮอลแลนด์ เป็นเวลา 5 ปี หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

จากนั้น การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ในเกมอย่างเป็นทางการดันเป็นเกมใหญ่อย่างนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1974 ซึ่ง เยอรมัน (ตะวันตก) เอาชนะ 2-1 โดยความปราชัยครั้งนั้น ทำเอาทั้งประเทศฮอลแลนด์ตกอยู่ในความโศกเศร้าครั้งใหญ่กันเลย


"อัศวินสีส้ม" มาเอาคืนได้สำเร็จใน ยูโร 1988 รอบรองชนะเลิศ หลังเฉือนชนะด้วยสกอร์เดียวกันจากประตูชัยในช่วงท้ายเกมของ มาร์โก ฟาน บาสเท่น แถมเป็นการคว้าชัยบนแผ่นดินเยอรมันด้วย ก่อนผงาดคว้าแชมป์ไปเชยชม

กลับมาสู่เวลาปัจจุบัน "อินทรีเหล็ก" เพิ่งเรียกความมั่นใจจากเกมอุ่นเครื่องที่ถล่ม รัสเซีย 3-0 ทำให้ยึดระบบ 3-4-3 ต่อไป

มานูเอล นอยเออร์ ปักหลักด่านสุดท้าย แนวรับส่ง มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ ออกสตาร์ต ขนาบด้วย 2 เซนเตอร์แบ็ก นิคลาส ซือเล่ กับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์


แดนกลางจัด โทนี่ โครส บัญชาเกมกับ โยชัว คิมมิช วิงแบ็ก 2 ฝั่งเป็น ธิโล เคห์เรอร์ กับ นิโค ชูลซ์ 3 ประสานแดนหน้าชุดเดิม แซร์จ นาบรี้, ทิโม แวร์เนอร์ และ ลีรอย ซาเน่

ฮอลแลนด์ ปรับ 2 จุดจากเกมสอย "ตราไก่" แบ็กขวาเปลี่ยนจาก เดนเซล ดัมฟรีส์ เป็น เคนนี่ เตเต้ ขณะที่ตัวรุกกราบขวาเลือก ควินซี่ โพรเมส แทนที่ สตีเว่น เบิร์กไวน์

ในระบบ 4-3-3 ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น รับหน้าที่นายทวาร แนวรับจากขวาไปซ้ายเป็น เคนนี่ เตเต้, มัทไธส์ เดอ ลิกต์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ แดนนี่ บลินด์

3 ประสานกลางสนาม มาร์เทน เดอ รอน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม และ เฟรนกี้ เดอ ยอง แดนหน้า ควินซี่ โพรเมส กับ ไรอัน บาเบล เดินเกมรุกขนาบ เมมฟิส เดอปาย

ด้วยความที่ "อัศวินสีส้ม" เป็นผู้มาเยือนและต้องการเพียงผลเสมอ ทำให้พวกเขาไม่ได้ติดเครื่องเปิดเกมรุกตั้งแต่ต้นเกม

ในทางกลับกัน เยอรมัน แสดงความกระเหี้ยนกระหือรือออกมาอย่างชัดเจน มันเป็นช่วงเวลาที่แนวรับฮอลแลนด์ยังจัดระเบียบกันไม่ลงตัว

จุดอ่อนของพวกเขาอยู่ที่ เดอ ลิกต์ เพราะมีส่วนกับ 2 ประตูที่เสียเร็ว ลูกแรก นาบรี้ เบิ้ลเร็วขึ้นหน้าให้ แวร์เนอร์ ได้ใช้หัวโหม่งพักบอลก่อนวอลเล่ย์ด้วยขวาเสียบตาข่าย


ตรงนี้ เดอ ลิกต์ ดันถ่างไปยืนแทบจะเป็นแบ็กขวา พอเห็นบอลเบิ้ลมาที่ แวร์เนอร์ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะเขาไม่ใช่กองหลังฝีเท้าจัด กว่าจะวิ่งไปกดดันก็ไม่ทันการ แวร์เนอร์ ยิงซ่วบเสียบตาข่ายไปแล้ว

ลูกที่ 2 โครส วางยาวจากแดนตัวเองไปหน้าเขตโทษ เดอ ลิกต์ กะจังหวะตัดบอลพลาดเลยหลุดถึง ซาเน่ แม้จับบอลไม่ดีแต่ยังม้วนหาช่องยิงแฉลบ เตเต้ พุ่งจมก้นตาข่าย

ตลอด 45 นาทีแรก เยอรมัน ทำได้ดีกว่าชัดเจน ต้องให้คำชมกับ 2 วิงแบ็กที่ลงไปช่วยเกมรับทำให้แนวรับเหมือนมี 5 คนเวลาตั้งรับ พร้อมดันไปช่วยเกมรุกทำให้เหมือนมีแนวรุก 5 คนเวลาเปิดเกมบุก ทำให้ ฮอลแลนด์ เจอสถานการณ์ที่ตัวผู้เล่นน้อยกว่าแทบทุกพื้นที่ของสนาม

แม้ว่าเปอร์เซ็นต์ครองบอลเป็นรอง (44 ต่อ 56) แต่ เยอรมัน สร้างสรรค์โอกาสลุ้นประตูได้มากกว่าทั้งยิงเข้ากรอบ 4 หน (ฮอลแลนด์ - 0)


กลับมาต่ออีก 45 นาทีหลัง เยอรมัน กลับค่อยๆ แผ่วไปตามเวลาที่เดินไป แม้ว่าทั้ง 2 ฝั่งไม่มีการเปลี่ยนตัวแก้เกมอะไรเลย

"อินทรีเหล็ก" ยังเดินหน้าบุกต่อเนื่อง แต่เห็นว่าความกระหายในครึ่งแรกไม่เหลืออีกแล้ว พวกเขาได้โอกาสยิงแต่จบไม่ได้เอง

ฮอลแลนด์ เปลี่ยนตัวก่อนโดยส่ง ทอนนี่ วิลเฮน่า ลงไปแทน ไวนัลดุม และกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเพราะทำให้แดนกลางของ "อัศวินสีส้ม" ขับเคี่ยวกับฝั่ง "อินทรีเหล็ก" ได้ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาด้วยความแข็งแกร่งและความดุดัน

เยอรมัน ค่อยๆ ส่งตัวเก๋าอย่าง มาร์โค รอยส์ กับ โธมัส มุลเลอร์ โดยหวังใช้ประสบการณ์ปิดเกมนี้ให้ได้เพราะนำห่างตั้ง 2 ลูก

ทุกอย่างดูอยู่ในการควบคุมของ เยอรมัน แต่พอเข้าสู่ 5 นาทีสุดท้าย สถานการณ์ค่อยๆ เปลี่ยนไป


จากจังหวะที่ เยอรมัน ใจเย็นพยายามเซตบอลในจังหวะสวนกลับเร็ว กลายเป็น เลออน โกเร็ตซ์ก้า เสียบอลหน้าเขตโทษ แล้วทีมเยือนต่อบอลกันจนถึง โพรเมส ได้บรรจงปั่นบริเวรหัวกะโหลกโค้งเสียบตาข่ายอย่างสวยงามไล่มาเป็น 1-2

เยอรมัน น่าจะยิงย้ำชัยจากจังหวะที่ รอยส์ แทงเข้าเขตโทษให้ เคห์เรอร์ แต่ดันยิงหลุดกรอบอย่างน่าผิดหวัง ทำเอา มุลเลอร์ กับ รอยสื ที่วิ่งตามขึ้นมาถึงกับโวยกันเลย

พอจบไม่ได้เอง สุดท้ายก็เป็นฝ่ายโดนลงโทษ มันเป็นสัจธรรมในเกมลูกหนังอยู่แล้ว

เข้าสู่ช่วงทดเจ็บ หลังจบ 90 นาทีได้เพียงไม่กี่วินาที ฮอลแลนด์ ไล่ตีเสมอ 2-2 จากจังหวะที่แนวรับเจ้าถิ่นเคลียร์ไม่ขาด วิลเฮน่า ขยันตามไปเก็บบอลก่อนแตะออกริมเส้นฝั่งขวาแล้วครอสเข้ากลางหลุดไปถึง ฟาน ไดค์ วอลเล่ย์ตีเสมอ 2-2!

จากจะได้ฝากรอยแค้น กลับกลายเป็น เยอรมัน โดนย้ำแค้น เพราะการเจอกันก่อนหน้านี้ "อัศวินสีส้ม" ไล่ถลุง 3-0


เกมนี้ ฮอลแลนด์ ก็ยังไล่ตีเสมอ 2-2 แถมใช้เวลาในช่วง 5 นาทีสุดท้าย ก่อนทะยานเข้าป้ายเป็นแชมป์กลุ่ม 1 ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ผ่านเข้าไปเป็นชาติสุดท้ายในการแข่งขันรอบสุดท้ายเดือน มิ.ย. ปีหน้า

"อัศวินสีส้ม" พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องในยุคผลัดใบของตัวเอง ได้เห็นตัวอย่างด้วยตัวเองขนาดนี้แล้ว เยอรมัน ต้องเดินตามรอยให้ได้แล้วล่ะ

ทว่าใครพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ใช้งานอยู่มันไม่ตอบโจทย์และไม่ได้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้องล่ะก็เปลี่ยนมาใช้บริการ MYSBOBET มั้ยครับท่านจะได้พบกับทีมงานมืออาชีพและสนุกเร้าใจไปกับทุกๆเกมการแข่งขัน ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177
Facebook Comment