ข่าว ข่าวฟุตบอล
"ใครไม่อาย...ผมอาย"

"ใครไม่อาย...ผมอาย"

อัพเดตเมื่อ : December 05, 2018 11:19pm โดย : KingKong

     ครั้งหนึ่ง ท่านนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เคยกล่าวประโยคนี้เอาไว้หลังทีมชาติไทยแพ้ต่อทีมชาติญี่ปุ่นในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก

     ตอนนั้นทัพช้างศึกยังเป็น "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ทำหน้าที่เฮดโค้ช ก่อนเปลี่ยนเป็น มิโลวาน ราเยวัช สมใจอยากของท่านนายกฯ
    
     ผลงานของทีมชาติไทยในยุคราเยวัชต่างจากยุคซิโก้ในหลายมิติ เกมรับรัดกุมมากขึ้น แต่ความสนุกสนานและเอนเตอร์เทนแฟนบอลมีน้อยลง     
    
     แต่หากสุดท้ายแล้ว ทีมชาติไทยสามารถเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้ เรื่องสไตล์การเล่นอาจพอมองข้ามไปเพราะใครก็อยากชนะและเป็นแชมป์จะด้วยวิธีการอย่างไรก็ตาม
    
     นั่นคือความรู้สึกโดยส่วนใหญ่ของแฟนบอลไทยในยุคนี้ที่ต้องยอมรับว่าผลการแข่งขันสำคัญกว่าสไตล์อันน่าตื่นตาตื่นใจ
    
     เช่นเดียวกับเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ที่เป้าหมายสำคัญคือการเป็นแชมป์เพราะเป็นทัวร์นาเมนต์แห่งศักดิ์ศรีของชาติอาเซียนและไทยเราก็คือแชมป์เก่า 2 สมัยหลัง
    
     แต่ทว่าเราไปไม่ถึงปลายทางที่วางเอาไว้ และไม่ได้เข้าสู่ 10 เมตรสุดท้ายอีกต่างหากหลังตกรอบตัดเชือกแบบ "คาบ้าน"
    
     ผลเสมอ 2-2 กับมาเลเซียในราชมังคลากีฬาสถานทำให้ทีมชาติไทยเป็นฝ่ายต้องอกหักด้วยกฎประตูทีมเยือนหลังนัดแรกเสมอไร้สกอร์ที่แดนเสือเหลือง
    
     จากที่เคยบุกยันได้ 0-0 ไทยกลับไม่สามารถบดขยี้เอาชนะได้เมื่อกลับมาเล่นในบ้านตัวเอง
    
     มิหนำซ้ำการขึ้นนำ 2 ครั้งยังปล่อยให้มาเลเซียตามตีเสมอทั้ง 2 ครั้ง
    
     ในรอบแรกที่ผ่านมา แท็กติกเกมรับของ มิโลวาน ราเยวัช ถูกวิจารณ์พอสมควรเพราะรูปเกมดูอึดอัดอย่างมากแม้เก็บไปได้ 10 คะแนนจาก 4 นัดและเข้ารอบในฐานะอันดับ 1 ของกลุ่มก็ตาม
    
     แฟนบอลหลายคนเคยแสดงความเห็นด้วยความเป็นห่วงว่าการเล่นแบบเน้นรับมากไปเหมือนดาบสองคมเพราะเป็นการเชื้อเชิญให้คู่แข่งบุกเข้าใส่อยู่ตลอดเวลา
    
     หากเกมรับทำหน้าที่ได้ดีก็รอดตัวไป แต่ก็อย่างที่เห็นกัน กองหลังของเราไม่ได้เหนียวแน่นชนิดที่ว่ารับมือเกมรุกได้ทุกรูปแบบ
    
     ข้อผิดพลาดมีให้เห็นเรื่อยๆ เพียงแต่คู่แข่งไม่สามารถฉกฉวยประโยชน์ได้มากพอเท่านั้นเอง
    
     พอนักเตะถูกฝึกซ้อมและถูกวางแท็กติกเกมรับจนเคยชิน มิติในเกมรุกก็หายไป และไม่สามารถกดดันคู่แข่งได้ในเวลาที่ต้องการประตูเพราะในหัวไม่ได้ปลูกฝังการเล่นเกมรุกเอาไว้
    
     ตอนที่มาเลเซียตีเสมอได้ 1-1 ไทยไม่สามารถทำเกมรุกและสร้างโอกาสที่ชัดเจนเพื่อเจาะประตูมาเลเซียได้เลย มาได้ประตูนำ 2-1 ก็จากฟรีคิก แต่จังหวะโอเพ่นเพลย์ทั่วไปไม่มี
    
     นี่คือข้อเสียการเล่นเกมรับมาตลอด และไม่ได้ใช้โอกาสในบางเกมที่ควรต้องเล่นเกมรุกให้มากขึ้นเพื่อเป็นการซักซ้อมแท็กติกอย่างอื่นไปในตัว
    
     อย่างในรอบแรกที่เราเล่นในบ้านกับติมอร์เลสเต ก็เป็นโอกาสที่ดีมากในการซ้อมเกมรุกเพื่อให้นักเตะได้เข้าใจอีกแผนการเล่น ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาอุดอย่างเดียว
    
     วันนั้นไทยชนะ 6-0 ก็จริง แต่รูปเกมไม่ใช่การพับสนามบุกแต่อย่างใด ชาติเล็กๆ อย่างติมอร์เลสเตพาบอลบุกเข้าใส่ฝั่งไทยหลายครั้งด้วยซ้ำเพียงแต่คุณภาพของนักเตะได้แค่นั้นจึงไม่ได้สร้างปัญหาให้เราได้
    
     เกมแบบนั้นควรจะได้เห็นทีมชาติไทยเล่นเกมรุก ปรับโหมดการเล่นไปอีกรูปแบบบ้าง แต่ก็ไม่ได้เห็นเพราะเราอุดอย่างเดียว
    
     ตรงนี้มันเลยกลายเป็นสิ่งฝังแน่นในหัวของนักเตะทีมชาติไทยยุคราเยวัช พอถึงสถานการณ์คับขันที่มาเลเซียตีเสมอได้ เราก็ไม่สามารถโหมเพื่อทำประตูนำอีกครั้ง
    
      บางคนอาจพูดได้ว่าก็แค่ อดิศักดิ์ ไกรษร ซัดจุดโทษในวินาทีสุดท้ายเข้าไป ไทยเราก็เข้าชิงแล้ว
    
     แต่เชื่อเถอะครับ เข้าไปสภาพนี้ก็ไม่มีทางได้แชมป์หากเกมรุกยังไม่เป็นทรง
    
     ในปี 2004 กรีซ เคยสร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ยูโรด้วยเกมรับที่แข็งแกร่ง แต่นั่นเพราะศักยภาพของพวกเขาไม่มีทางไปบุกสู้ใครได้ ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ก็เป็นเต็งสุดท้ายที่จะคว้าแชมป์
    
     กรีซก็เลยเล่นเกมรับ และก็เล่นกันอย่างละเอียด พอฉวยโอกาสนำได้ก็สามารถรักษาสกอร์ได้จนจบเกมจนกระทั่งเป็นแชมป์ ในรอบ 8 ทีม รอบตัดเชือก และชิงชนะเลิศ พวกเขาไม่เสียประตูเลย
    
     แต่ทีมชาติไทยไม่ใช่แบบนั้น เรามีศักยภาพที่จะเล่นเกมรุกได้เพราะฝีเท้าไม่ได้เป็นรองใครในอาเซียน แต่เราเลือกที่จะเล่นเหมือนทีมรองบ่อน และทำให้คู่แข่งเชื่อมั่นในตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ามีโอกาส
    
     มาเลเซียสมควรเข้ารอบชิงด้วยประการทั้งปวงเพราะมุ่งมั่นตั้งใจและบุกเท่าที่บุกได้เมื่อมีโอกาส จะยิงทิ้งยิงขว้างหรือต่อบอลไปตกม้าตายที่หน้าเขตโทษ แต่ก็ได้หันหน้าลุยเข้าใส่ อย่างน้อยก็คือพาบอลเข้าไปในฝั่งของไทย
    
     พลาดไป 9 ครั้งแต่หากลุยต่อก็มีโอกาสในครั้งที่ 10 ไม่ใช่หยุดและพอใจกับแค่ประตูเดียวที่นำ
    
     การพลาดจุดโทษแบบดราม่าของ อดิศักดิ์ ไม่ใช่จุดที่เจ้าตัวต้องยกมือขอรับผิดชอบต่อการตกรอบแต่เพียงผู้เดียว เพราะอันที่จริงแล้วเราอาจไม่ต้องลุ้นถึงขนาดนี้ถ้าเลือกเล่นตามศักยภาพที่มีตั้งแต่แรก
    
      เราอาจมองในแง่ดีว่า ตกรอบอาเซียน คัพ ไม่เป็นไรหรอกเพราะรายการสำคัญคือเอเชียน คัพ ในเดือนหน้า
    
     แต่ทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์เอเชียนี่แหละที่จะเจอของจริงระดับทวีป แล้วคิดเหรอว่าจะเอาตัวรอดได้ด้วยเกมรับแบบนี้เพราะขนาดอาเซียนด้วยกันยังเจาะไทยได้ถึง 5 ประตู
    
     แพ้ทีมขาประจำฟุตบอลโลกอย่างญี่ปุ่น ท่านนายกฯ บอกว่าอาย หน้าบางเป็นรับไม่ได้ขึ้นมาทันที
    
     แล้วตอนนี้ที่ตกรอบอาเซียนคัพคาบ้าน ท่านจะว่าอย่างไรบ้างครับ ?
    
     หากท่านพูดไม่ออกบอกไม่ถูกก็เงี่ยหูฟังเสียงแฟนบอลไทยตอนนี้ก็ได้
    
    "โคตรอายเลยว่ะ"

     หัวร้อนงานเครียดกับผลบอลกันไปแล้ว มาเจอกับอะไรสนุกตื่นเต้นหน่อยดีกว่ากับ MYSBOBET เว็บไซต์ที่จะตอบโจทมย์คุณแน่นอน ติดต่อกันได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177
Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น