ข่าว

ฟาสซิสต์ชีวิตเปลี่ยน

อัพเดตเมื่อ : January 30, 2019 1:07am โดย : admin

ถ้าคุณเห็น เปาโล ดิ คานิโอ ตอนอายุ 4-5 ขวบ จะไม่มีทางเชื่อว่า โตขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพที่มีชื่อเสียงได้เลย

เขารูปร่างอ้วนฉุจนน่าเกลียด ติดน้ำอัดลมอย่างหนัก ต้องกินวันละหลายขวด จนเพื่อนๆเรียกว่า "ไอ้น้ำมันหมู"

หัวเข่าเขามีปัญหา เพราะน้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้ต้องใส่ที่ล็อกไว้ รวมถึงรองเท้าก็ใช้แบบพิเศษที่พื้นนุ่มและหนา เพื่อช่วยให้เดินเหินสะดวก ไม่มีอาการเจ็บจากน้ำหนักตัวกดทับ

แต่ ดิ คานิโอ ไม่ใส่ใจใครจะมองอย่างไร โนสน โนแคร์ อย่างสิ้นเชิง

แล้ววันหนึ่งที่รู้สึกเบื่อรูปร่างอันเทอะทะ รวมทั้งชักรำคาญสายตาของคนแถวบ้าน ก็เลยเปลี่ยนตัวเองซะ

เปลี่ยนตัวเองมันอาจยากสำหรับหลายคน แต่ไม่ใช่ตัวเขาแน่ เพราะลองมีความมุ่งมั่น ตั้งใจแล้ว จะต้องทำให้ได้

ว่าแล้วก็หันมาออกกำลังกายมากขึ้น หย่าขาดน้ำอัดลม ซดน้ำเปล่าและนมสดแทน ไม่นานนักรูปร่างก็เริ่มผอมเพรียว จึงได้เข้าแก๊งเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ


ย่านบ้านเกิดของ ดิ คานิโอ ที่กรุงโรม ส่วนใหญ่แล้วเป็นกองเชียร์ โรม่า ทั้งนั้นแหล่ะ แต่ตัวเขาผ่าเหล่าผ่าพวก สถาปนาตนเป็นสาวกลาซิโอ ศัตรูคู่แค้นแห่งเมืองหลวง

เหตุผลไม่มีอะไรมากกว่า ลาซิโอ มีแฟนประเภทเดนตายมากมาย พร้อมใช้ร่างกายปะทะกับฝ่ายตรงข้าม

นั่นเองจึงทำให้ ดิ คานิโอ ค่อยๆแทรกซึมไปอยู่ในกลุ่มอุลตร้า ซึ่งมีกิตติศัพท์เลื่องลือเกี่ยวกับความโหดเหี้ยม ชอบตีรันฟันแทงอย่างมาก ยิ่งเจออัลตร้าของอีกฝั่งด้วยแล้ว ต้องขอท้าดวลประจำ

พอได้เข้าไปอยู่แล้วก็ติดใจลุ่มหลง ยิ่งแสดงออกแบบรุนแรงมากขึ้นเท่าไร ก็มักจะได้รับการยอมรับเท่านั้น


ดิ คานิโอ เล่าให้ฟังว่า เคยร่วมกับชาวแก๊งใช้อิฐกับหินปาใส่กองเชียร์อีกฝั่ง จนกระเจิงล่าถอยมาแล้ว รู้สึกภูมิใจในวีรกรรมนี้มาก

จากนั้นความเป็นขวาจัดก็ค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่สายเลือดและความรู้สึก เขาศรัทธาในลัทธิฟาสซิสต์ เชื่อมั่นในอาณาจักรโรมันที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เหมือนกับ เบนิโต้ มุสโสลินี ผู้นำเผด็จการในอดีตเคยกล่าววาจาอันเป็นอมตะเอาไว้

ท่า "โรมัน สลุต" ที่คล้ายกับสวัสดิกะของลัทธินาซี ภายใต้ผู้นำจอมโหด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ด้วยการยกมือขวาไปข้างหนาราว 45 องศา คือท่าประจำที่เขาใช้ทักทายเมื่อเจอคนพันธุ์เดียวกัน


นอกจากหัวที่เอียงขวาแบบสุดโต่ง เท้าสองข้างของ ดิ คานิโอ ก็สุดขั้วเช่นกัน เมื่อได้สัมผัสบนฟลอร์หญ้า

ความสามารถในเชิงลูกหนังต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นชัดเจน ไม่นานก็ทำตามฝันไปอยู่ในทีมเยาวชนลาซิโอ ก่อนขยับขึ้นชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 1985 มีส่วนสำคัญช่วยฉุดมาสู่เซเรีย อาได้สำเร็จในปี 1988

สำหรับ ดิ คานิโอ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่าการระเบิดตาข่าย โรม่า ได้สำเร็จในศึกโรมัน ดาร์บี้อีกแล้ว

จากนั้นเขาได้โยกตัวเองไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความสำเร็จกับ ยูเวนตุส , นาโปลี และ เอซี มิลาน


กระทั่งปี 1996 ก็ตัดสินใจมาหาความท้าทายยังเกาะอังกฤษ ซึ่งน่าจะเปลี่ยนชีวิตเขาอยู่ไม่น้อย

---------------------

กลาสโกว์ เซลติก คือป้ายแรกของ ดิ คานิโอ การได้ใช้ชีวิตที่สงบในสก๊อตแลนด์ อาจไม่ใช่เป็นแนวที่ต้องการสักเท่าไร


แม้จะตะบันไปถึง 12 ประตูจาก 26 เกม แต่ปีรุ่งขึ้นก็ย้ายลงใต้ไปอยู่ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ทันที เมื่อมีข้อเสนอมาให้

ด้วยฟอร์มเร่าร้อนซัดไปถึง 14 ประตูในพรีเมียร์ลีกปีแรก เขาจึงขึ้นทำเนียบเป็นขวัญใจสาวกนกเค้าแมวอย่างแท้จริง

แต่แล้วปี 1998 กลับทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง ระหว่างนำทัพลงดวล อาร์เซน่อล แล้วเกิดไปมีปากเสียงกับ มาร์ติน คีโอวน์ ก่อน พอล อัลค็อก ผู้ตัดสินจะเข้ามาเตือน ด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นอยู่เลยผลักกลิ้งหงายท้องไปหลายตลบ


นอกจากโดนไล่ออก ยังโดนแบนมาราธอนถึง 11 นัดอีกต่างหาก

กระทั่งมกราคม 1999 คราวนี้ย้ายลงไปสัมผัสสีสันที่ลอนดอนบ้าง เมื่อ แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ ผู้จัดการทีมเวสต์แฮม ไม่สนใจว่ายังมีโทษแบนอยู่ ยื่นขอเสนอแค่ 1.5 ล้านปอนด์คว้ามาร่วมทีม

ก่อนจะกลายเป็นตำนานของสโมสร พร้อมทั้งคุณงามความดีที่สร้างกลบภาพเก่า ด้วยการใช้มือจับบอล เมื่อเห็น พอล เจอร์ราร์ด ผู้รักษาประตูเอฟเวอร์ตันบาดเจ็บล้มลง ทั้งที่สามารถเล่นต่อและมีโอกาสทำประตูได้เลย


ในสายตาของกองเชียร์ขุนค้อนทั้งหลาย เขาจึงเป็นฮีโร่ที่ได้รับการเทิดทูนอย่างมาก ยิ่งมารู้ภายหลังว่าปฎิเสธย้ายไปร่วมงานกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แมนฯยูไนเต็ด ด้วยแล้ว ความรักนับถือยิ่งทวีขึ้นอีก

หลังจบกับ เวสต์แฮม ไปต่อกับ ชาร์ลตัน ช่วงสั้นๆแค่ซีซั่นเดียว แล้วจึงหันหัวกลับมายัง ลาซิโอ ตามแผนที่จะใช้ชีวิตค้าแข้งบั้นปลายที่นี่

แล้ววีรกรรมก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

----------------------

เมื่อกลับคืนสู่อ้อมกอด ได้เจอพรรคพวกคอเดียวกัน คลั่งไคล้ฟาสซิสต์เอียงขวาแบบสุดโต่งเหมือนกัน ยิ่งเป็นชนวนจุดเชื้อให้ ดิ คานิโอ แสดงออกแบบระห่ำมากขึ้น

ในเกมเจอ ลิวอร์โน่ และ ยูเวนตุส เขาเดินไปหากลุ่มอุลตร้าลาซิโอ แล้วทำท่า "โรมัน สลุต" ที่คล้ายกับสวัสดิกะทักทายเพิ่อนฝูง จนกลายเป็นข่าวฉาวไปทั่วถึงความไม่ดีไม่งาม ก่อนจะโดนปรับไป 7 พันปอนด์


แล้ว ดิ คานิโอ ก็ไม่คาดฝันว่า ลมชะตาจะพัดพากับมาอังกฤษอีกครั้ง หลังจากแขวนสตั๊ดแล้ว

ข้อเสนอตำแหน่งผู้จัดการทีม สวินดอน ทาวน์ ที่เพิ่งหล่นตุ้บไปอยู่ลีกทูในปี 2011 มันเย้ายวนชวนตอบรับ แต่นั่นต้องแลกกับการถอนตัวของ GMB union ที่ไม่สนับสนุนทีมอีก เพราะประวัติฟาสซิสต์ของ ดิ คานิโอ

อย่างไรก็ตามมันน่าจะคุ้มค่า เมื่อเขาพาเลื่อนขึ้นสู่ลีกวัน ภายในฤดูกาลเดียวเท่านั้น

ช่วงที่สโมสรโดนวิกฤตการเงินจนอ่วม ดิ คานิโอ เคยยื่นเงิน 30,000 ปอนด์เพื่อช่วยเหลือให้ไปจ่ายค่ายืมผู้เล่นบางคน นอกจากนี้วันที่หิมะถล่มสนามจนขาวโพลนและทำท่าเกมจะต้องเลื่อน เขาเคยชวนอาสาสมัครซึ่งก็คือแฟนบอล 200 คน มาช่วยกันเคลียร์จนหวดได้ตามปกติ

แล้วจัดการควักกระเป๋าซื้อพิซซ่ามาเลี้ยงเป็นการตอบแทน แต่การมีเรื่องชกต่อยกับ ลีออน คล้าร์ก ลูกทีมของตัวเองในอุโมงค์ ทำให้ภาพติดลบไม่น้อยเช่นกัน

มีนาคม 2013 เขาเซ็นสัญญา 2 ปีครึ่งกับ ซันเดอร์แลนด์ แทน มาร์ติน โอนีล  แต่แล้วก็ต้องสังเวย เดวิด มิลิแบนด์ ซึ่งไม่พอใจสโมสรแต่งตั้งคนฝักใฝ่ฟาสซิสต์มาเป็นผู้จัดการทีม เลยขอลาออกจากบอร์ดสโมสร


จากที่อยู่กลางตาราง แมวดำ จบอันดับ 17 หวิดตกชั้น แล้วซีซั่นรุ่งขึ้นอยู่ได้อีไม่นาน ดิ คานิโอ ก็ถูกปลด

ความตึง ความเขี้ยว ไม่ประนีประนอม ทำให้นักเตะหลายคนไม่พอใจอย่างมาก กฎห้ามหัวเราะหยอกล้อกันตอนซ้อม รวมถึงไม่ให้กินซอสมะเขือเทศ มายองเนส น้ำอัดลม กลายเป็นดาบย้อนมาลงโทษเขาเอง

หลังถูกปลดเขาเคยมาสัมภาษณ์งานกับ เซลติก , โบลตัน และ ร็อทเธอร์แฮม แต่วืดหมด ด้วยเหตุผลคลั่งฟาสซิสต์นั่นแหล่ะ

ดิ คานิโอ พยายามจะบอกว่าตัวเองเป็นฟาสซิสต์จริง แต่ไม่ได้นิยมเหยียดผิว ไม่อย่างนั้นตอนมาค้าแข้งในอังกฤษ คงไม่มี เทรเวอร์ ซินแคลร์ กับ คริส พาวล์ ซึ่งผิวสีทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทหรอก


พอกลับไปอิตาลีบ้านเกิด ได้งานที่ สกาย อิตาเลีย เป็นนักวิเคราะห์เกม แต่เผอลใส่เสื้อแขนสั้นไปออกรายการ ทำให้เห็นรอยสักคำว่า DUX ที่ต้นแขนขวา ซึ่งในภาษาละตินมีความหมายว่า "ท่านผู้นำ" ซึ่งสะท้อนถึง เบนิโต้ มุสโสลินี และ ฮิตเลอร์ เผด็จการผู้เหี้ยมโหด

ปรากฏว่าเขาโดนทาง สกาย อิตาเลีย สั่งปลดทันที แบบไม่ต้องไต่สวนให้เสียเวลา

ทุกวันนี้ ดิ คานิโอ ยังตกงาน ไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นอัน อาจเพราะภาพที่เป็นพวกคลั่งไคล้ขวาจัดแบบสุดขั้ว อีกทั้งยังนิยมความรุนแรง ควบคุมอารมณ์ตัวเองยาก


แม้จะรู้ดีว่าผู้คนไม่น้อยเสียชีวิตจากความทารุณของพวกฟาสซิสต์ ในสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งเราควรตระหนักถึงความไม่เหมาะสมอย่างมาก ถึงการแสดงออกต่างๆ

แต่ ดิ คานิโอ เลือกที่จะเปิดเผยให้โลกเห็นในสิ่งที่คิดและศรัทธา ซึ่งย่อมไปกระทบกับความรู้สึกของอีกหลายต่อหลายที่เคยสูญเสียมา

"แด่อาณาจักรโรมันอันเกรียงไกร" นี่อาจเป็นวรรคทองของ มุสโสลินี ที่ ดิ คานิโอ ภูมิใจเหลือเกิน ทว่าเบื้องหลังของความคลั่งชาติ ได้ทำลายชีวิตคนไปมากมาย

ถ้า ดิ คานิโอ จะเพิกเฉยไม่รู้ไม่เห็น คนอื่นก็จะเพิกเฉยต่อเขาด้วยเช่นเดียวกัน

ได้อ่านเรื่อง ดิ คานิโอ กับลัทธิฟาสซิสต์แล้ว อย่าลืมมาลองแวะชมเว็บไซต์น่าสนใจอย่าง MYSBOBET กันสักหน่อย รับรองมอบความตื่นเต้น บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177
Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น