ข่าว

ขอแค่ชนะตัวเอง

อัพเดตเมื่อ : February 06, 2019 1:34am โดย : admin

10 ปีก่อนหรือฤดูกาล 2008/09 ลิเวอร์พูล มีโอกาสดีที่จะยุติ 19 ปีที่รอคอย

นานมากแล้วที่ไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกสูงสุดอีกเลย จนบรรยากาศเมื่อครั้งอดีตแทบจะเป็นสีจางเข้าไปทุกที


กระทั่ง ราฟา เบนิเตซ ที่เข้ามากุมบังเหียนตั้งแต่ปี 2004 และพาหักด่านไปถึงนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ครั้ง จุดประกายความหวังอันยิ่งใหญ่

หงส์แดงออกซองได้อย่างเยี่ยมยุทธ 10 นัดแรก คว้าชัยไปถึง 8 ด้วยกัน หลังจากนั้นก็ยึดหัวหาดเรื่อยมา จนปฎิทินเปลี่ยนปีเรียบร้อย สถานะก็ยังคงเดิม

อย่างไรก็ตาม แมนฯยูไนเต็ด ที่เครื่องร้อนช้ากว่าก็ค่อยๆ ตามบี้ จนช่องว่างถูกบีบเหลือ 7 คะแนนเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านั้น เฟอร์กี้ ไม่ได้ทำอะไรมาก เมื่อถูกถามถึง ลิเวอร์พูล กับโอกาสผงาดครองเจ้าลูกหนังลีกผู้ดี ก็ตอบไปเพียงว่าเป็นทีมที่ดีนะ แต่ยังขาดประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์ลักษณะนี้

พอกุนซือสแปนิชได้ยินเข้า ก็เดือดดาลทันที เพราะมองว่าตัวเองก็ผ่านศึกเหนือใต้น้อยใหญ่มาเจ็ดย่านน้ำ สร้างปรากฏการณ์พา บาเลนเซีย งาบแชมป์ลาลีกา รวมไปเข็นหงส์แดงชุดที่ไม่น่ามีอะไรผงาดยุโรปได้


ไม่นานนักเขาก็ทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงเปิดแถลงข่าว แฉเรื่องราวว่า เฟอร์กี้ มีเส้นสายใหญ่โตข้างใน สนิทกับพวกผู้ตัดสิน อีกทั้ง เดวิด กิลล์ ซีอีโอปีศาจแดงก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของสมาคมฟุตบอลอังกฤษด้วย

ขนาด เจมี่ คาร์ราเกอร์ ยังไม่เข้าใจเจ้านายตัวเองว่า อยู่ดีๆทำไมต้องไปเปิดศึกกับคนอย่าง เฟอร์กี้ ควรจะตั้งหน้าตั้งตามุ่งมั่นเก็บแต้มเพื่อแชมป์นี้ที่รอคอยมากกว่า

นั่นหมายความว่าสมาธิ ราฟา เริ่มแกว่งและคิดว่าการจะใช้จิตวิทยามาสั่นประสาทเขย่าขวัญคู่แข่ง น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยชั้นดี

คนอย่าง เฟอร์กี้ ที่เจนจัดบนเวีทีนี้มากกว่า น่าจะพอเดาเกมออก ไม่ได้ตอบโต้อะไรมากมายนัก เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งการ์ดตก มีโอกาสเพลี่ยงพลั้งได้ง่าย มาแบบจิกแซะบางโอกาสน่าจะสวยกว่า

2 นัดสุดท้ายของซีซั่นที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด หงส์แดงทำได้แค่เสมอ ในขณะที่ปีศาจแดงเยือกเย็นไม่ตื่นเต้นไปตามสถานการณ์อันตึงเครียดเลยเข้าวินอีกสมัย หนีห่างถึง 4 แต้ม


ราฟา จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งที่กุมความได้เปรียบมาตลอด แล้วไปเล่นใหญ่ หวังจะบดทำลายฝ่ายตรงข้ามให้แหลกละเอียด

บางทีการอยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปตอบโต้ มันกลับได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ

นอกจากจะทำให้อีกฝั่งร้อนรุ่มแล้ว ยังไม่ต้องเสียสมาธิกับภารกิจตัวเองอีกด้วย

ดังนั้นถ้าจะเปิดสงครามสั่นประสาทกับใคร ก็ควรย่อมรู้พื้นฐานนิสัยก่อน

------------------

บิดเข็มนาฬิกาไปไกลกว่าเดิมยังฤดูกาล 1995/96 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ได้ เควิน คีแกน คุมมาตั้งแต่ปี 1992 รีแบรนด์สร้างแนวทางใหม่ ด้วยการเล่นเกมรุกอันน่าตื่นเต้นดุดัน พร้อมกับกวาดต้อนแข้งดังมาร่วมทีม กำลังไปได้สวยเหลือเกินบนเส้นทางพรีเมียร์ลีก


ทัพแม็กพายส์ระเบิดตาข่ายคู่ต่อสู้กระจุยมานับไม่ถ้วน ขึ้นแท่นเป็นจ่าฝูงจนพ้นปีใหม่ไปแล้ว เข้าสู่กลางเดือนมกราคม 1996 ก็ยังทิ้ง แมนฯยูไนเต็ด 12 แต้มด้วยกัน

ช่วง 15 แมตช์สุดท้าย จังหวะปะเหมาะ เอริก คันโตน่า พ้นโทษแบนยาวจากกังฟูคิกใส่กองเชียร์คริสตัล พาเลซ กลับมาช่วยปีศาจแดงได้ เลยเก็บชัยชนะสะสมมาเรื่อย

4 มีนาคม 1996 ก็องโต้ นี่เองที่ซัลโวประตูชัยให้ ปีศาจแดงบุกไปฉก 3 คะแนนออกมาจาก เซนต์ เจมส์ พาร์ค แพ้ในเกมที่สำคัญให้กับศัตรูคู่แค้นเข้า มันบั่นทอนจิตใจสาลิกาดงไม่น้อย

จังหวะนั้นเอง เฟอร์กูสัน ก็งัดไม้เด็ด "ไมนด์เกม" หรือสงครามจิตวิทยาขึ้นมา ไม่ต้องอะไรมากแค่พูดไปประมาณว่า ทุกทีมที่เจอ แมนฯยูไนเต็ด ล้วนตั้งใจเล่นทั้งนั้นแหล่ะ หวังจะโค่นแชมป์ให้ได้

แต่เมื่อเจอกับทีมอย่าง นิวคาสเซิ่ล กับลดดีกรีความจริงจังมุ่งมั่น มันทำให้ คีแกน น็อตหลุดอย่างไม่น่าเชื่อ ออกมาโวยกุนซือรุ่นพี่ทางสกาย สปอร์ตส์ที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่


"ผมหมดสิ้นความนับถือเขาแล้ว เพราะที่นี่คือลีกที่จริงใจ ซื่อสัตย์ คุณไปพูดที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ที่นี่เด็ดขาด"

"บอกเลยว่าผมจะสะใจมากๆเลย ถ้าพวกเราเอาชนะพวกเขาได้!" พูดเสร็จก็ออกแอ็คติ้งปึงปังขึงขัง ราวกับว่ามันจะช่วยสั่นสะเทือน เฟอร์กี้ ได้

แต่เปล่าเลย ยิ่ง "คิงเคฟ" ร้อนเท่าไร ก็ยิ่งเข้าทางบรมกุนซือสก๊อตติชมากขึ้นเท่านั้น

นัดสุดท้ายเงื่อนไขคือ นิวคาสเซิ่ล ต้องปราบ สเปอร์ส ให้ได้สถานเดียว แล้วลุ้นให้ แมนฯยูไนเต็ด เสียท่า มิดเดิ้ลโบรช์ เท่านั้น

สาลิกาดงฮึดไม่ขึ้นได้แค่เสมอ 1-1 ตรงกันข้ามกับปีศาจแดงบุกไปบอมบ์ 3-0 แบบไร้ความกดดัน จบซีซั่นด้วยการทิ้งห่าง 4 แต้ม ฉลองกันแบบชื่นมื่น ขยี้แผลให้ คีแกน เจ็บปวดกว่าเดิม

แล้วเขาเองนี่แหล่ะที่ตกเป็นเหยื่อไมนด์เกมและเป็นฝ่ายเดินหนีจากไป


เพราะแพ้ภัยตัวเองแท้ๆ

--------------

ว่ากันว่าช่วงเวลาจะเปิดศึกสงครามสั่นประสาทคือท้ายฤดูกาล ที่ภาพต่างๆจะชัดเจนมากขึ้น

ซีซั่นนี้เคลื่อนมาถึง 25 นัด ลิเวอร์พูล ยังยืนหยัดยึดบังลังก์ต่อไป แต่หลายคนมองว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ

เจอร์เก้น คล็อปป์ เพิ่งออกอาการหัวเสียอย่างสุดๆกับการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน หลังเกมบุกไปเสมอ เวสต์แฮม เพราะมองว่าครึ่งหลังเป่าเอื้อเจ้าถิ่นเหลือเกิน เหมือนมีอะไรซ่อนเร้นอยู่


เอากันตามตรง คล็อปป์ เองน่าจะมองอีกด้านว่า ได้ประโยชน์จากผู้ตัดสินมาแล้ว เพราะประตูขึ้นนำ 1-0 ชัดเจนว่า เจมส์ มิลเนอร์ ล้ำหน้า รวมไปถึงทดเวลานาทีสุดท้าย ดิว็อก โอริกี้ หลุดไปเดี่ยวแต่ยิงติดเซฟ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ซึ่งภาพช้าฟ้องว่าออฟไซด์ แต่ธงในมือผู้ช่วยผู้ตัดสินกลับไม่เด้งขึ้น

2 จังหวะนี้มันชัดมากๆ ชนิดไม่ต้องเถียง แต่กุนซือเยอรมันยังมองเข้าข้างตัวเองอีก

สถานการณ์เริ่มร้อน มานูเอล เปเยกรินี่ ผู้จัดการทีมขุนค้อน ต้องออกมาเบรกว่า จำได้หรือเปล่าคุณเจอกับผมแล้วได้ประโยชน์จากความผิดพลาดตัดสินล้ำหน้ามาแล้ว 2 หน

ตอนคุณคุม ดอร์ทมุนด์ ผมเป็นกุนซือ มาลาก้า ทำให้ทีมผมต้องตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอย่างน่าเจ็บใจ


แน่นอนด้วยความที่เป็นคนใจร้อน มักถ่ายทอดความรู้สึกทางอารมณ์มาตลอด ทำให้ คล็อปป์ ถูกจับตามากเป็นพิเศษ

แล้วก่อนหน้านี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนฯซิตี้ เพิ่งจะโยนความกดดันก้อนใหญ่มาให้ จากคำพูดที่ว่า ลิเวอร์พูล ได้เปรียบเห็นๆจากโปรแกรมเป็นใจมากกว่า

ขณะเดียวกันลูกทีมของ เป๊ป แต่ละคนก็ออกมาช่วยอีกแรงสองแรง ไม่ว่าจะเป็น ไคล์ วอล์คเกอร์ หรือ เควิน เดอ บรอยน์ เป็นการตอกลิ่มให้อารมณ์ขุ่นมัวได้

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เฟอร์กี้ บอกว่าหากเกิดความผิดพลาด เขาจะพูดกับลูกทีมโดยตรงว่าเกิดอะไรขึ้น ปลอบใจก็ส่วนปลอบใจ สั่งสอนก็ส่วนหนึ่งต้องแยกให้ออก

ที่สำคัญการแสดงออกของผู้จัดการทีม ต้องช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะด้วย

สิ่งสำคัญในช่วงไคลแม็กซ์เช่นนี้ กุนซือต้องเยือกเย็นให้มากที่สุด อย่าไปนอตหลุดตีโพยตีพายจนเกินไป

เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้ว เป๊ป ดูสุขุมคัมภีรภาพกว่า ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบอยู่พอสมควร

อย่าลืมว่า คล็อปป์ ไม่ได้มีแค่ แมนฯซิตี้ ที่เป็นคู่ขับเคี่ยวทั้งนั้น สเปอร์ส ที่ค่อยๆไล่ตามมาบีบช่องว่างน้อยลง ก็ยังอยู่ในข่าย


ประเด็นที่น่าสนใจคือพุธนี้ ซึ่งหมายถึงคืนนี้แหล่ะ เรือใบสีฟ้าจะบุกไปกูดิสัน พาร์คของ เอฟเวอร์ตัน หากควักชัยออกมาได้ จะแซงนำจ่าฝูงทันที แม้จะแข่งมากกว่า 1 นัดก็ตาม

แต่ศัตรูหมายเลขหนึ่งของ ลิเวอร์พูล ไม่ใช่ แมนฯซิตี้ หรอก

มันคือตัวเองต่างหาก พวกเขาต้องสะท้อนผ่านความรู้สึกข้างใน แล้วกอดคอกันเดินฝ่าห้วงเวลาอันกดดันไปให้ได้

ต้องไม่ลืมว่า ลิเวอร์พูล มีมากกว่า 3 แต้ม ยังไงก็ได้เปรียบชัดๆ กุมชะตาตัวเองไว้ ไม่ต้องไปพึ่งจมูกใครหายใจเลยสักนิด

กระนั้นด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทำให้ถูกมองว่าพวกเขาจะพลาดท่าเสียทีอีกทั้งที่ มันยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

ทั้ง คล็อปป์ และแข้งหงส์ทุกคน ไม่ต้องไปมองคนอื่นเลย


ส่องกระจกจ้องมองตัวเอง แล้วเอาชนะให้ได้เท่านั้น

29 ปีอันยาวนานจะยุติลงทันที

หากท่านยุติจากที่อื่นด้วยความเบื่อหน่ายและไม่เที่ยงตรงเราขอแนะนำ MYSBOBET ที่เต็มไปด้วยทีมงานมืออาชีพ บริการรวดเร็วว่องไวสบายหายห่วง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177
Cheerball Comment Facebook Comment

รวมความคิดเห็น


ยังไม่มีความคิดเห็น