ข่าว

โรแมนติกแดงเดือด

อัพเดตเมื่อ : February 10, 2019 10:56pm โดย : admin

หลังการสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 1958 แมนฯยูไนเต็ด ไม่ใช่บอบช้ำทางความรู้สึกอย่างเดียว

แต่เมื่อชีวิตที่เหลือยังมีลมหายใจ ความเป็นสถาบันเลือดเนื้อจิตวิญญาณของสโมสรยังไม่ได้หายไปไหน ก็จำเป็นต้องลุกขึ้นสู้ต่อ

แมตต์ บัสบี้ อาจยังมีลมหายใจ แต่อาการก็หนักหนาเอาเรื่องอยู่ ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลยาวนานกว่า 2 เดือน ไม่อาจทำหน้าที่ผู้จัดการทีมได้


จิม เมอร์ฟี่ ในฐานะผู้ช่วยและบุญรักษาไม่ได้เดินทางไปเบลเกรดด้วย เพราะต้องทำหน้าที่คุมทีมชาติเวลส์ที่รับอีกจ๊อบอยู่ เลยรับบทนายใหญ่แทน

ปัญหาคือแข้งแกนหลักที่ยังมีลมหายใจ ต่างก็บาดเจ็บกันทั้งหมด ไม่มีทางที่ลงเล่นได้เลย ไม่ต้องนับ 8 ชีวิตที่จากไป

ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษไฟเขียวให้เลื่อนเกมลีกไปชั่วคราว ลากยาวไปถึงเดือนเมษายน เพื่อมีเวลามากพอสำหรับภารกิจฟื้นตัวเองขึ้นมาใหม่

สถานการณ์จึงบีบให้ เมอร์ฟี่ ต้องดันแข้งสำรองที่ไม่ได้เดินทางไปด้วย รวมถึงเด็กจากชุดเยาวชนขึ้นมาเล่นในเกมเอฟเอ คัพกับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ซึ่ง บัสบี้ เองก็ยังให้คำปรึกษาอะไรไม่ได้มากนัก


ช่วงนั้นเองน้ำมิตรจิตใจมากมายก็ไหลหลั่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จดหมายให้กำลังใจ เงินที่องค์กรใหญ่ต่างๆและแฟนบอลร่วมกันบริจาค

วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งตอนนั้นถือเป็นทีมที่ขับเคี่ยวห้ำหั่นช่วงชิงความเป็นหนึ่งในลีก เอ่ยปากให้ความช่วยเหลือเต็มกำลังทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ก็เสนอไอเดียว่าจะให้ยืมผู้เล่นบางส่วนไปใช้งานพลางๆก่อน

แต่ที่น่าสนใจคือ ลิเวอร์พูล ต่อสายมาว่าพร้อมจะให้ยืม 5 แข้งไปช่วยก่อน พอทุกอย่างคลี่คลายหรือจบฤดูกาลนั้นแล้วค่อยคืนกลับมา โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดขอรับผิดชอบเองด้วย

หมายความว่าค่าจ้างหรือโบนัสต่างๆ ที่เคยตกลงกับผู้เล่นไว้ ทาง "หงส์แดง" ยินดีจัดการเอง แมนฯยูไนเต็ด ไม่ต้องกังวลใจอะไรเลย

เมอร์ฟี่ กล่าวขอบคุณด้วยความตื้นตัน เขาชั่งใจอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะปฎิเสธ ลิเวอร์พูล อย่างนุ่มนวล หวังจะสร้างทีมแบบระยะยาวด้วยทีมเยาวชน ตามแนวทางของ บัสบี้ ที่เคยทำให้เห็นไว้แล้ว

ขณะเดียวกันก็ไม่ขอรับความช่วยเหลือเรื่องนี้จาก ฟอเรสต์ ด้วย


ตามข้อมูลระบุว่า 5 นักเตะที่หงส์แดงเสนอมาให้เป็นตัวจริงที่เล่นค่อนข้างสม่ำเสมอถึง 3 รายด้วยกัน ตอกย้ำให้เห็นน้ำใจอย่างแท้จริงของสโมสรที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่อริกัน ซึ่งไม่ใช่แค่ในทางฟุตบอลอย่างเดียว

ในความขัดแย้งระหว่าง แมนเชสเตอร์ กับ ลิเวอร์พูล ก่อตัวขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคเฟื่องของอุตสาหกรรมทอผ้า สมัยที่การเดินเรือเพื่อการค้าเติบโตพรวดพราด

มันลามบานปลายไปยังเรื่องอัตลักษณ์ความเป็นตัวตน จนไปถึงเรื่องชิงดีชิงเด่นในแง่ฟุตบอล ซึ่งภายหลังเด่นชัดสุดแล้ว

จากนั้นไม่นานปีศาจแดงกลับมาเล่นตามปกติ แต่จากการที่ยืนหยัดศักดิ์ศรี ไม่ตอบรับความช่วยเหลือหรือไปขอร้องใครในเรื่องขุมกำลัง ทำให้ชนะในลีกเพียงนัดเดียวเท่านั้น ก่อนฤดูกาลจะปิดฉาก

ก่อนบินไปเบลเกรดทำศึกยุโรปยังไล่ล่า วูล์ฟแฮมป์ตัน อย่างดุเดือด สุดท้ายจบแค่อันดับ 9 เท่านั้น ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามสภาพที่เห็น

อย่างไรก็ตามในศึกเอฟเอคัพยังบลัดและเหล่าสำรองที่ไร้ประสบการณ์ กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าทึ่ง เหมือนมีพลังบางอย่างแฝงเร้นเอาไว้

ทีมของ เมอร์ฟี่ ผ่านไปถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่น่าเสียดายต้านทานความแกร่ง โบลตัน ไม่ไหวพ่ายไป 2-0 ที่เวมเบลีย์


ส่วนในเกมยุโรปที่เข้าถึงตัดเชือกก็ยังคงเดินหน้าต่อ เพียงแต่คงไปไม่ได้ไกลกว่านั้นแล้ว เมื่อคู่ต่อกรคือ เอซี มิลาน นัดไปเยือนพ่ายอย่างไม่มีทางสู้ถึง 4-0 ด้วยกัน

เอาเข้าจริงผลลัพธ์ที่ออกมาไม่มีอะไรน่าเสียใจเลย ตรงกันข้ามควรภาคภูมิด้วยซ้ำ

ความสำเร็จเกียรติยศในเวลาเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือยามวิกฤต ยังพร้อมจะลุกขึ้นมาสู้ กล้าเดินหน้าฝ่าฟันต่อไป แม้รู้ว่ามันจะยากแค่ไหน

เช่นเดียวกับความช่วยเหลือต่างๆ ที่ยื่นเข้ามาให้ แม้จะไม่ได้รับทั้งหมด ทว่านี่คือกำลังใจอย่างดีเยี่ยม ที่มีพลังผลักดันและรับรู้ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวลำพัง

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้แหล่ะที่ช่วยอุ้มชูต่อยอดให้ แมนฯยูไนเต็ด กลับมาผงาดยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ใครจะไปคิดว่าหลังผ่านความเศร้าสะเทือนใจครั้งใหญ่ พวกเขาจะคืนสู่บัลลังก์ยุโรปในเวลา 10 ปีต่อมา ด้วยการนำทัพของ แม็ตต์ บัสบี้


ห้วงเวลา 10 ปีนั้น เป็นการลุกมาสู้ด้วยหัวใจอันห้าวหาญและเกิดจากการวางแผนต่างๆทั้งสิ้น ไม่ได้มีนายทุนข้ามชาติที่ไหนมาหนุนหลังเลยสักนิดเดียว

นี่คือหนึ่งในความมหัศจรรย์และโรแมนติคอย่างน่าทึ่ง

---------------

ปี 1989 ลิเวอร์พูล ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์สโมสรบ้าง

เกมเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศที่พวกเขาโคจรมาเจอกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ กำลังโม่กันตามปกติ

แต่จากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการแข่งขัน ที่ปล่อยให้กองเชียร์เข้ามาเกินความจุของสนาม ก่อเกิดความโกลาหลวุ่นวาย แฟนบอลที่ถูกอัดมาจากด้านหลัง หายใจไม่ออก พยายายจะปีนป่ายหนีเอาตัวรอด เหยียบกันจ้าละหวั่น


เกมจำต้องยุติลงชั่วคราว เพื่อระดมกำลังมาให้ความช่วยเหลือ สุดท้ายมีเหยื่อจากความสะเพร่าครั้งนั้นต้องสังเวยไปทั้งสิ้น 96 คน ซึ่งเป็นเดอะ ค็อปในสนามทั้งสิ้น

ไม่นับที่บาดเจ็บอีกหลายร้อย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นฝั่งลิเวอร์พูลอย่างที่รู้กัน

แม้จะต่างจาก แมนฯยูไนเต็ด ตรงที่ไม่มีนักเตะเสียชีวิต แต่ในความเจ็บปวดนั้นย่อมไม่ต่างกันเลย

เวลาที่ต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้ สิ่งสำคัญสุดที่จะช่วยเยียวยาให้อาการดีขึ้น หนีไม่พ้นกำลังใจ

ว่ากันว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ยังไม่มีบรรดาศักดิ์ "ท่านเซอร์" นำหน้าชื่อ ยกหูต่อสายเข้ามาก่อนใครเพื่อน


เขาโทรมาหา เคนนี่ ดัลกลิช กุนซือและควบผู้เล่นลิเวอร์พูลในเวลานั้น ซึ่งลึกๆแล้ว มีรอยร้าวในความสัมพันธ์กันมาก่อนด้วยซ้ำ

เฟอร์กี้ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมทั้งสำทับไปว่า หากต้องการความช่วยเหลืออะไรให้ ดัลกลิช นึกถึงเขา แล้วโทรบอกได้เลย 24 ชั่วโมง

-------------------

ฟุตบอลโลก 1986 เฟอร์กี้ ต้องทำหน้าที่คุมทีมชาติสก๊อตแลนด์สู้ศึก หลัง จ็อค สตีน บรมกุนซือเสียชีวิตกะทันหัน


เขาทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง หั่นชื่อ อลัน แฮนเซ่น ปราการหลังคนสำคัญจากลิเวอร์พูลออกจากทีมชุดสุดท้าย ด้วยเหตุผลว่าถอนตัวถี่มากเกินไป แล้วควรให้โอกาสคนอื่นที่มีความมุ่งมั่นทุ่มเทมากกว่า

ก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการ ได้โยนหินถามทางโทรไปหา ดัลกลิช เป็นเชิงปรึกษาก่อน โดยดาวเตะหงส์แดงบอกสั้นๆว่า แฮนเซ่น คือกองหลังยอดเยี่ยมมากๆ ถ้าจะให้ดีควรนำไปด้วย

"แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของคุณนะ" -- คิง เคนนี่ ตบท้ายมาเช่นนี้

หลังโผออกเป็นไปอย่างคาดไว้ ชื่อ แฮนเซ่น ตกสำรวจ ไม่นานนัก ดัลกลิช ก็ต่อสายมาหา เฟอร์กี้ ขอถอนตัว ด้วยเหตุผลว่ามีปัญหาเจ็บที่เอ็นเข่าจำเป็นต้องเข้าผ่าตัด ตามคำแนะนำของหมอ


แน่นอนเสียงวิจารณ์ดังแซดไปหมด แทบทุกคนเชื่อว่า ดัลกลิช แค้นที่ เฟอร์กูสัน มองข้ามเพื่อนสนิทของตน

ส่วน ดัลกลิช ยืนกรานเสียงแข็งว่านี่คือความจริง ถ้าคนพูดว่าเจตนาจงใจถอน นั่นหมายความว่าดูถูกศัลยแพทย์ที่บอกให้ต้องผ่า

อย่างไรก็ตามวงในพอรู้กันบ้างว่า อาการของ ดัลกลิช ไม่ได้รุนแรงนัก หลังจบบอลโลกค่อยจัดการขึ้นเขียงก็คงทัน แล้วปกติไม่มีนักเตะคนไหนอยากพลาดการเล่นบอลโลกรอบสุดท้ายหรอก

นับจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ง่อนแง่นมาตลอด มาหนักข้อถึงขั้นมึนตึงไม่พูดจาปราศรัยกันเลยก็ตอนปลายปี 1986 หลังเวิล์ด คัพจบไม่เท่าไร

เฟอร์กี้ ได้รับการแต่งตั้งให้คุม แมนฯยูไนเต็ด ส่วน ดัลกลิช ควบผู้เล่น-กุนซือของหงส์แดงมาตั้งแต่ปี 1985 แล้ว เท่ากับตอกย้ำความเป็นขั้วตรงข้ามอย่างชัดเจนที่สุด

แล้วช่วงนั้น ลิเวอร์พูล เกรียงไกรไร้เทียมทาน กวาดความสำเร็จปีต่อปี แมนฯยูไนเต็ด ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่ได้แอ้มแม้แต่น้ำใต้ศอกด้วยซ้ำ

แต่เมื่อเห็น ดัลกลิช กำลังเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งใหญ่ เฟอร์กี้ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เหมือนที่ แมนฯยูไนเต็ด เคยได้รับน้ำใจจาก ลิเวอร์พูล มาก่อน


นี่คือ "เนื้อแท้" ของเกมลูกหนัง เพราะจะสอนให้เข้าใจและตระหนักว่า เรื่องราวระหว่างเกมกับข้างนอก มันแตกต่างกันอย่างไร

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นคู่รักคู่แค้นกันสักแค่ไหน น้ำใจและมิตรไมตรีสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ให้ MYSBOBET ช่วยคุณสิ รับรองมอบความตื่นเต้นสนุกเร้าใจ บริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177
Facebook Comment