ข่าว

ราชันไม่มีวันตาย (ตอนที่ 1)

อัพเดตเมื่อ : February 09, 2019 3:22am โดย : admin

ปี 1991 เอริค คันโตน่า เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเดินทางออกจาก โอลิมปิก มาร์กเซย เพื่อไปเล่นกับ นีมส์

ใช่ว่า "ก็องโต้" จะไร้น้ำยาจนต้องโดนถีบส่งออกมา แต่ความเจ้าอารมณ์ควบคุมยากทำให้ โอแอ็ม ยอมขายทอดตลาด เพราะไม่อยากเก็บเอาไว้เป็นสายล่อฟ้า ส่งผลกระทบเสียหายกับทีมระยะยาว

แม้เปลี่ยนสีเสื้อแล้ว คันโตน่า ยังไม่เปลี่ยนนิสัย แปรปรวนเกรี้ยวกราดตลอดเวลาและได้แผลงฤทธิ์อีกครั้งในเกมที่เผชิญหน้ากับ แซงต์ เอเตียน


เขาโดนเตะโดนตอดแทบทุกๆ 5 นาที แล้วผู้ตัดสินไม่ให้ฟรีคิก เลยหงุดหงิดปาบอลใส่หน้า ฌอง ปิแอร์ บลูเอต ท่านเปาทันที ก่อนเดินออกจากสนามโดยไม่ต้องรอใบแดง

"คนทำคือผมและผมจะรับผิดชอบเอง" เขากล่าวไว้อย่างนี้หลังอารมณ์เย็นลง

ในวันที่พิจารณาโทษ พอรู้ว่าตัวเองโดนแบน 4 นัด คันโตน่า เดินวนไปรอบห้องแล้วชี้หน้าด่าคณะกรรมการพิจารณาว่า "ไอ้พวกโง่"

จากโทษ 4 นัดเปลี่ยนเป็น 2 เดือนและคล้อยหลังจากนั้น 5 วัน ก็ประกาศแขวนสตั๊ดในวัย 25 ปีอย่างไม่อีนังขังขอบอะไรทั้งสิ้น

แต่เป็น มิเชล พลาตินี่ ที่ตอนนั้นคุมทีมชาติฝรั่งเศสเกลี้ยกล่อมให้กลับมาเล่นอีกครั้ง รวมถึงได้รับคำแนะนำจาก เชราร์ อุลลิเยร์ ย้ายไปเล่นในอังกฤษแทน

แรกทีเดียว พลาตินี่ บอกไปยัง แกรม ซูเนสส์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลว่าให้ซื้อไปเถอะ รับรองไม่ผิดหวังแน่


แต่ "ซูอี้" โบกมือปฏิเสธ เพราะเวลานั้นมีตัวรุกทะลักทีมแล้ว ไม่ว่าจะ เอียน รัช , จอห์น บาร์นส์ , ดีน ซอนเดอร์ส และ รอนนี่ โรเซนธาล ไหนเตรียมจะดึง พอล สจ๊สร์ต มาร่วมทีมอีก

คันโตน่า จึงต้องระเห็จไปทดสอบฝีเท้ากับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 1 สัปดาห์ ก่อนถูกปฏิเสธเป็นคำรบสอง เพราะ เทรเวอร์ ฟรานซิส กุนซือบอกว่าไม่มีงบพอจ่ายค่าตัวและค่าจ้าง

กระทั่งเบนหัวมายัง ลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้บทสรุปค่าตัว 900,000 ปอนด์

นั่นแหล่ะคือจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงฟุตบอลอังกฤษไปตลอดกาล...


-----------------

"ก็องโต้" อาจจะมาทันช่วยยูงทองระหว่างซีซั่น แต่ก็มีส่วนสำคัญนำความสำเร็จคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิมในฤดูกาล 1991/92 หรือศักดิ์ศรีเทียบเท่าพรีเมียร์ลีกปัจจุบัน

ด้วยสไตล์การเล่นที่ฉีกออกไป ทั้งทำประตู ทั้งแอสซิสต์ ย่อมสร้างความแตกต่างไปจากแนวทางเดิมลูกหนังผู้ดี

ก่อนซีซั่นใหม่จะเปิด ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ชิพ ทัพยูงทองต้องทำศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์กับ ลิเวอร์พูล แชมป์เอฟเอคัพตามธรรมเนียม ปรากฏว่า ลีดส์ เชือด เร้าใจ 4-3 โดย คันโตน่า สังหารแฮตทริก..


ตัดภาพกลับกลับมายังออฟฟิศของ แมนฯยูไนเต็ด มันเป็นวันพุธในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่อากาศขมุกขมัวตามปกติ

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กำลังนั่งคุยกับ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานสโมสร ถึงความเป็นไปได้เรื่องซื้อกองหน้าใหม่มาเสริมเขี้ยวเล็บความดุดัน เพื่อลุ้นแชมป์ลีก หลังจากประสบความสำเร็จได้เอฟเอ คัพและคัพ วินเนอร์ส คัพมาแล้ว หวังจะต่อยอดความสำเร็จ

ก่อนหน้านั้นเล็งไว้ 2 คนคือ อลัน เชียเรอร์ ที่ยังเล่นอยู่กับเซาธ์แฮมป์ตัน รวมทั้ง เดวิด เฮิร์ส์ท ดาวถล่มประตูเชฟฯเว้นส์เดย์

แต่เพราะความผิดพลาดในการสื่อสาร ทางนักบุญซึ่งตอนแรกไม่กีดขวางไม่ปล่อยให้ เฟอร์กี้ คุยกับ เชียเรอร์ เอง แต่กลับไฟเขียวยอม แบล็คเบิร์น สุดท้ายก็เลยวืดไป

เชียเรอร์ มองว่าทางกุหลาบไฟที่เพิ่งได้ เคนนี่ ดัลกลิช มาเป็นกุนซือ แสดงท่าทีจริงใจกว่า โทรมาหาเป็นประจำ ซึ่งนั่นทำให้ตัดสินใจเลือกไม่ยาก


เลยต้องหันมาหา เฮิร์ส์ท เปิดฉากเจรจากับ เทรเวอร์ ฟรานซิส กุนซือนกเค้าแมว แต่ทางโน้นรู้แกว ไม่คุยด้วย เฟอร์กี้ ยอมเสียมารยาทส่งแฟ็กซ์ไป มีแต่เสียงเงียบกลับมา นั่นมั่นใจเลยว่าไม่ต้องการขาย

สุดท้ายต้องไปเซ็นกองหน้าที่ค่อนข้างโนเนมอย่าง ดิออน ดับลิน มาแทน ซึ่งกำลังฉายแววว่าจะไปได้สวย แต่ชะตากรรมเล่นตลก บาดเจ็บในเกมเจอกับ คริสตัล พาเลซ ต้องปิดเทอมยาวเกินครึ่งปี นำความปวดหัวมาให้ เฟอร์กี้ ยิ่งนัก

ระหว่างหารือกับ เอ็ดเวิร์ดส์ ว่าจะทาบทาม ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ที่ไปได้ไม่ค่อยสวยกับ เอฟเวอร์ตัน มาช่วยไปพลางๆก่อนจะดีหรือเปล่า เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

ต้นสายคือ บิลล์ ฟอร์เธอร์บี้ ผู้บริหารของ ลีดส์ ซึ่งถามถึงความเป็นไปได้จะซื้อตัว เดนิส เออร์วิน แบ็กอเนกประสงค์เล่นได้ทั้งสองฝั่ง

ท่านประธานตอบปฎิเสธ แล้วพอรู้ว่าคุยกับทางฝั่งยูงทอง ไหวพริบ เฟอร์กี้ ก็ทำงานขึ้นมาทันที รีบชอร์ตโน้ตสั้นๆ ส่งให้ เอ็ดเวิร์ดส์ ว่าพอจะขาย คันโตน่า ให้ได้หรือเปล่า

เฟอร์กี้ จำได้แม่นว่าตอนเผชิญหน้ากับ ลีดส์ เมื่อซีซั่นที่แล้ว สตีฟ บรู๊ซ และ แกรี่ พัลลิสเตอร์ 2 ปราการหลังต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความน่าเกรงขามของ ก็องโต้


ทางโน้นลังเลนิดหน่อย ก่อนได้บทสรุปไว้ค่อยว่ากัน ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ดีเลยทีเดียว

พอจบบทสนทนาทางโทรศัพท์ ท่านประธานหันมาถาม เฟอร์กูสัน ว่า ทำไมต้องเลือก คันโตน่า เพราะกิตติศัพท์ขึ้นชื่อมากว่าร้ายกาจ ชอบอาละวาดปั่นป่วนทีมเป็นประจำ

เฟอร์กี้ เลยบอกว่าเดี๋ยวขอดูข้อมูลอีกหน่อย แล้วจะมาแจ้งอีกทีว่าควรจะดึงมาหรือเปล่า

ไม่นานจึงต่อสายคุยกับ เชราร์ อุลลิเยร์ ซึ่งรู้จักหัวหอกเฟร้นช์ไม่น้อยกว่าใคร ก่อนทางโน้นจะเชียร์แบบสุดๆ บอกมีโอกาสให้รีบเลย

ทาง ลีดส์ เรียกมา 1.3 ล้านปอนด์ ขอกำไรจากที่คว้ามาจาก นีมส์ นิดหน่อย แต่สุดท้ายเคาะกันที่ราว 1 ล้านปอนด์

แล้วประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของปีศาจแดงก็ถูกเขียนขึ้นมา..


----------------------

คันโตน่า ประเดิมสีเสื้อ แมนฯยูไนเต็ด ใส่เบอร์ 12 ลงเป็นสำรองในเกมกับ แมนฯซิตี้ ก่อนเข่นชัย 2-1 ในช่วงปลายปี 1992

แล้ว ก็องโต้ ก็เป็นหนึ่งในแกนหลักช่วยยุติการรอคอยอันยาวนาน 26 ปี พาทีมครองแชมป์ลีกสูงสุดสำเร็จ


หลังจากสำรองในเกมแรก เขาลงตัวจริงในลีก 21 นัดรวด ซัดไป 9 ประตู พร้อมแอสซิสต์และมีส่วนกับเกมรุกอย่างมาก

แมนฯยูไนเต็ด จบฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ ขึ้นแป้นแชมป์หนีห่าง แอสตัน วิลล่า ที่ตามมาอันดับ 2 ถึง 10 แต้มด้วยกัน เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหลือเกิน

ก็องโต้ ได้รับการยกย่องอย่างมาก สำแดงให้เห็นมิติใหม่ในการเล่นเกมรุกของ แมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเดิมเน้นแต่ความดุดัน หนักไปทางพลัง พอได้ความอ่อนช้อยงดงามเข้ามาเติม ก่อให้เกิดความสมดุลอย่างน่าทึ่ง

จากนั้นฤดูกาลรุ่งขึ้น เขาตอกย้ำให้เห็นชัดกว่าเดิม เป็นพลังขับเคลื่อนที่โดดเด่นกว่าใคร ตะบันในลีก 18 ประตู เอฟเอคัพอีก 4 ประตู

แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานผงาดครองดับเบิ้ลแชมป์อย่างอาจอาจ อีกทั้งได้ชิงลีกคัพด้วย แต่น่าเสียดายพ่าย แอสตัน วิลล่า ไป


ชื่อของ ก็องโต้ ระบือไปไกล พร้อมประกาศศักดาคว้านักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลมาครองทั้ง 2 สถาบัน ไม่ว่าจะเป็นพีเอฟเอที่เลือกโดยนักเตะอาชีพด้วยกันหรือของนักข่าวโหวต

อย่างไรก็ตามในซีซั่น 1994/95 ถัดมา ก็องโต้ ทำเรื่องบันลือโลกด้วยการ โดดสองเท้าหรือ "กังฟูคิก" ใส่ แม็ทธิว ซิมม่อนส์ กองเชียร์ คริสตัล พาเลซ ที่ตะโกนด่าอยู่ขอบสนาม

เขาโดนลงโทษหนักแบนยาวลืมตาย 8 เดือนด้วยกัน มันทำให้ เฟอร์กี้ พล่านมากกว่าใครทั้งหมด


กว่าจะคัมแบ็กอีกครั้งก็ต้องรอถึงเดือนตุลาคมปี 1995 เลย แน่นอนว่า แมนฯยูไนเต็ด ที่กำลังไปได้สวยบนเส้นทางแห่งความสำเร็จเสียหายอย่างมาก

แม้จะเดินหน้าไล่ล่าโทรฟี่ที่มีลุ้นทั้งลีกและเอฟเอคัพ หวังจะบันทึกสถิติอันหรูหราครองดับเบิ้ลแชมป์ 2 ฤดูกาลติดต่อกัน แต่ฝันก็สลายพังพินาศลงมา

จากดับเบิ้ลแชมป์ที่ลอยอยู่ตรงหน้า เปลี่ยนเป็นดับเบิ้ลช้ำอย่างรวดร้าวจิตใจ

ในลีกก็ได้แค่รองแชมป์ เสียท่าให้กับ แบล็คเบิร์น ชนิดต้องมาวัดกันนัดสุดท้ายของซีซั่น

ส่วนเอฟเอ คัพที่ทะลุไปถึงชิง ป้องกันแชมป์ไม่สำเร็จ โดน เอฟเวอร์ตัน เผาเครื่องไป

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีเอฟเฟ็คต์มาจากการขาดหายไปของ คันโตน่า ด้วย

แต่บุคคลพิเศษ ที่มักมีบางอย่างเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป ไม่ปิดฉากตัวเองง่ายๆหรอก

พรุ่งนี้ยังมีต่อกันอีกตอนเรื่องราวที่น่าสนใจของ "เอริก เดอะ คิง" ครับ


วันนี้ได้อ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นของ คันโตน่า บนเกาะอังกฤษ ตอนแรกกันแล้ว พรุ่งนี้มารอติดตามตอนจบกันได้เลยครับ ถ้าใครใจร้อนและต้องการจะเริ่มต้นในทันทีนั้นขอแนะนำ Sbobet777 ที่พร้อมให้คุณเริ่มต้นแบบไม่ต้องรอตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
Facebook Comment