ข่าว

ผู้นำนาวาสีฟ้า (ตอนจบ)

อัพเดตเมื่อ : April 09, 2019 12:56pm โดย : admin

"ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า เขาจะอินกับความเศร้าของผมมากๆ ถึงขนาดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่"

ปิแอร์ เอมิล ฮอยเบิร์ก เล่าถึง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เมื่อตอนร่วมงานกันที่ บาเยิร์น มิวนิค

ปี 2014 พ่อของฮอยเบิร์ก ถูกมะเร็งคร่าชีวิต นำความโศกเศร้ามาให้ดาวเตะเดนมาร์ก อย่างมาก

แต่ เป๊ป ซึ่งเป็นกุนซือ"เสือใต้"หรือเจ้านายในเวลานั้น ก็สะเทือนใจไม่น้อยไปกว่าลูกทีมตัวเองเลย

น้ำใสๆเอ่อขึ้นมารอบดวงตา เพียงแค่กระพริบเสี้ยววินาทีมันก็ร่วงพรูอาบสองแก้มแล้ว

ฮอยเบิร์ก จำภาพนั้นได้ติดตา เขาไม่อยากเชื่อว่า เป๊ป จะเสียใจได้ขนาดนี้ นั่นทำให้เพิ่มแรงศรัทธาที่มีต่อเจ้านายเข้าไปอีก



ตั้งแต่วันนั้นเขาสัญญากับตัวเองว่าจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ไม่ให้ เป๊ป ผิดหวังเป็นอันขาดเพื่อเป็นการตอบแทน

แม้ท้ายที่สุดกองกลางเลือดเดนส์จะไม่อาจแจ้งเกิดกับ บาเยิร์น มิวนิค ได้ ต้องระหกระเหินย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับหลายสโมสร กระทั่งซบ เซาธ์แฮมป์ตัน แบบถาวรในปี 2016

แต่เขาไม่เคยลืมวันนั้นและด้วยการชี้นำสั่งสอนของ เป๊ป ทำให้เขามีทัศนคติอันยอดเยี่ยม ก่อนก้าวขึ้นมาพิสูจน์ตัวเองเป็นกำลังสำคัญของ"นักบุญ" จนได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีม

แล้วเรื่องที่น่าทึ่งคือ เป๊ป เองก็เริ่มงานใน พรีเมียร์ลีก ช่วงเดียวกับ ฮอยเบิร์ก ด้วย

ทุกเกมที่ เซาธ์แฮมป์ตัน เผชิญหน้ากับ แมนฯ ซิตี้ ในช่วง 3 ซีซั่นหลังสุด หลังซดแข้งกันเรียบร้อย ฮอยเบิร์ก จะโผเข้ามาหาอดีตเจ้านาย กอดและจับมือด้วยความเคารพนับถือเสมอ



แม้กระทั่งเกมล่าสุดที่เขาต้องสังเวยใบแดงและ"นักบุญ"พ่ายคาบ้าน 1-3 ก็ตาม

-----------------------

ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศปี 2010 บาร์เซโลน่า ที่อยู่ภายใต้การคอนโทรลของ เป๊ป ถูกสายลมแห่งชะตาพัดมาให้ดวลกับ อินเตอร์ มิลาน ที่มี โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นนายใหญ่

นัดแรก อินเตอร์ เปิดบ้านเข่นไปก่อน 3-1 จากนั้นย้ายวิกมาที่ คัมป์นู ปรากฏว่า "บาร์ซ่า" เชือดแค่ 1-0 รวมผล 2 นัดพ่าย 2-3 ไม่เพียงพอต่อการเข้าไปชิง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความผิดหวังจะเกาะกินจิตใจแข้ง"บาร์ซ่า"แค่ไหน เพราะอีกไม่กี่ก้าวแล้ว จะได้ไปลุ้นแชมป์เป็นปีที่สองติดต่อกัน แต่มาพลั้งเสียทีน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตามทัพ"อาซูลกราน่า"ยังมีศึกอีกด้านคือ แย่งแชมป์ลาลีกา มาครองให้ได้ นัดสำคัญต้องดวลกับ เรอัล บายาโดลิด ในอีก 3 วันถัดมา ด้วยเงื่อนไขต้องชนะสถานเดียว ไม่อย่างนั้นจะปล่อยให้ เรอัล มาดริด คว้าไปครองทันที

ในสถานการณ์เช่นนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก แข้งหลายคนยังบอบช้ำมาจากเกมยุโรป ไม่ใช่แค่ร่างกายเท่านั้น แต่จิตใจดูจะสาหัสหนักหน่วงกว่าด้วยซ้ำ

เป๊ป พูดกับนักเตะก่อนเกมนี้จะเริ่มว่า

"เชื่อผมเถอะ พวกคุณยอดเยี่ยมมากๆ ที่ผ่านมาไม่มีอะไรน่าเสียใจ ถ้าวันนี้คุณลงไปเล่นแล้วทำไม่สำเร็จ ไม่ได้แชมป์ ก็ขอให้ลืมมันไปซะ อย่าไปใส่ใจกับมัน"

หากเป็นกุนซือคนอื่นๆคงใช้วิธีกระตุ้นให้ลูกทีมฮึกเหิมอีก ซึ่งมันเป็นวิธีการปกติทั่วไป

แต่สำหรับ เป๊ป ไม่ต้องการทำอย่างนั้น การพูดให้ลูกทีมลุกขึ้นมาสู้กันอีกครั้งมันดูไปโหมความกดดันใส่หนักกว่าเก่า

เขาอยากจะพูดให้ผ่อนคลาย เลยบอกไปว่าแพ้ก็ช่างมันเถอะ ลืมซะแล้วเดินหน้าต่อไป



ผลคือ "บาร์ซ่า" ไล่ต้อน 4-0 อย่างไม่ยากเย็น ป้องกันแชมป์ลาลีกา สำเร็จ หนึ่งในเบื้องหลังคือคำพูดของ เป๊ป ที่ลดความกดดันให้กับนักเตะนั่นเอง

คงคล้ายกับเวลานี้ที่กำลังคั่ว 4 แชมป์ เขาไม่ดึงดันที่จะเร้าหรือกระตุ้นอะไร ที่จะไปทำลายสมาธิลูกทีมอย่างเด็ดขาด


สำหรับ เป๊ป การทลายความกดดันลงได้ จะช่วยให้ทุกอย่างที่ตามมาดีขึ้นเอง

-----------------------

“โยฮัน ครัฟฟ์ เคยบอกกับผมว่า ถ้าถูกทำฟาวล์ หมายความว่าผมเองนี่แหละที่เป็นคนผิด เพราะเก็บบอลไว้กับตัวนานเกินไป ผมต้องพยายามปล่อยบอลให้เพื่อนร่วมทีม ก่อนที่จะโดนทำฟาวล์ให้สำเร็จ”

นี่คือบางส่วนที่ เป๊ป เล่าให้ฟังไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ



มันฟ้องอยู่แล้วสไตล์การทำทีมของกุนซือสแปนิชเป็นแบบไหน เขาไม่ชอบให้ลูกทีมเลี้ยงหรือเก็บบอลไว้กับตัวนานเกินไป ยกเว้นว่าคุณจะมีศักยภาพเทียบเท่า ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งไปกับบอลได้ดีและถูกแย่งยากมาก

ขณะเดียวกันทุกนัดที่ลงเล่น จะหานักเตะสักคนที่เป็นเหมือนเซนเตอร์หรือศูนย์กลางของทีมที่คอยควบคุมจังหวะ

หากเป็นวงออร์เครสต้าก็คือ "คอนดัคเตอร์" ที่จะคอยคอนโทรลให้ทีมเดินหน้าต่อไป ไม่ตกร่องแผ่นเสียงหรือหลุดจากเกมของตัวเอง

เซร์กี้ บุสเก็ตส์ มักจะได้รับหน้าที่นี้ตอนอยู่ บาร์เซโลน่า หรือมีสลับมาให้ ชาบี เอร์นานเดซ กับ อันเดรส อีเนียสต้า บ้างตามความเหมาะสม

นานๆครั้งหากมีการปรับกลยุทธ์ เมสซี่ เองก็ต้องเล่นบทบาทนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ทุกอย่างจะฝึกฝนเคี่ยวกรำกันมาอย่างดีจนเป็นที่รู้กัน

สมัยขี่หลัง"เสือใต้" ชาบี อลอนโซ่ , ติอาโก้ อัลกันตารา หรือ ฟิลิปป์ ลาห์ม ในวันที่ต้องขยับมาเล่นกองกลางจะเป็นศูนย์กลางของทีม



ปัจจุบันกับ แมนฯ ซิตี้ นั้นเห็นชัดเจนเลยคือ แฟร์นันดินโญ่ ซึ่ง เป๊ป บอกไว้แล้วว่านี่คือหัวใจสำคัญและหาคนมาแทนได้ยากมาก หากกองกลาง"แซมบ้า"ลงไม่ได้ ก็ต้องให้ อิลคาย กุนโดกัน หรือ เควิน เดอ บรอยน์ ทำหน้าที่ไป

เพราะความเชื่อมั่นในระบบอย่างนี้นี่เอง พอจะสะท้อนได้เลยว่า เป๊ป เองก็ให้ความสำคัญเรื่องเกมรับไม่น้อยไปกว่ารุก ผิดไปจากที่หลายคนเคยคิด

หลังคว้าน้ำเหลวในฤดูกาลแรกที่คุม แมนฯ ซิตี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ "จั่วลม" ในชีวิตกุนซือ เป๊ป รีบจัดการเกมรับก่อนทันที

การซื้อผู้เล่นมาเสริมคือส่วนหนึ่งของแผนการอยู่แล้ว แต่เขาจะเน้นการซ้อมอย่างหนักอีกด้วย

เพราะรู้ดีว่าเกมรุกนั้นมีส่วนใช้ความสามารถเฉพาะตัวหรือพรสวรรค์นักเตะมาช่วยได้ แต่เกมรับนอกเหนือจากวินัยแล้ว การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นอีกทางที่ช่วยให้นักเตะเข้าใจและแก้ไขปัญหาเป็นเช่นกัน

ที่สำคัญคือ เป๊ป บอกว่าหากคุณจะโจมตีฝ่ายตรงข้ามแล้ว หลังบ้านจำต้องแข็งแกร่งพอที่จะรับมือการตอบโต้เอาคืนได้

หากนักเตะคนไหนมีปัญหาเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับแท็คติกจริง เขาจะปลอบและกล่อมให้เชื่อมั่น อีกทั้งยังให้ดูคลิปศึกษามากมาย



พร้อมทั้งประโยคที่คุ้นเคยว่า -- "เชื่อเถอะ นายต้องทำได้แน่"

------------------

ถ้าจะหาใครสักคนที่รู้จัก เป๊ป ดีมากที่สุดคงต้องยกให้ มานูเอล เอสติอาร์เต้

ใครจะไปเชื่อว่า เป๊ป แต่งตั้ง เอสติอาร์เต้ นักโปโลน้ำทีมชาติสเปน เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก ให้เป็นหนึ่งในทีมงานของเขา ทั้งที่แทบไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลลึกซึ้ง นอกเหนือไปจากเป็นกองเชียร์ บาร์เซโลน่า

เอสติอาร์เต้ มีบทบาทคล้าย "ผู้จัดการส่วนตัว" ของกุนซือสแปนิชที่คอยให้คำปรึกษาแนะนำต่างๆ ซึ่ง เป๊ป เชื่อว่านักกีฬาด้วยกัน ย่อมเข้าใจดี ไม่จำเป็นต้องเจาะจงว่าต้องเป็นนักฟุตบอลเสมอไป

เพราะความที่ เป๊ป หมกหมุ่นกับฟุตบอลมากเกิน จำเป็นอย่างยิ่งที่ เอสติอาร์เต้ จะต้องหาวิธีดึงออกมาให้เห็นโลกอื่นๆบ้าง เพื่อลดความตึงเครียดและผ่อนคลายมากขึ้น

กฎ "32 นาที" จึงถูกตั้งขึ้นมา เพื่อใช้ช่วยในการนี้โดยเฉพาะ

เป็นที่รู้กันภายในว่า เอสติอาร์เต้ ออกกฎนี้มาเพื่อให้ เป๊ป เบี่ยงความสนใจไปหาอะไรทำบ้าง อย่างน้อยกินของว่างบ้างก็ยังดี ไม่ใช่จดจ่ออยู่แต่ฟุตบอลเพียงอย่างเดียว



เขาน่าจะเป็นคนที่อ่านความคิด เป๊ป ได้มากที่สุด หลายครั้งที่นั่งอ่านหนังสือหรือดูทีวี แทนที่จะได้พักสมอง กลับเหม่อใจลอยไปถึงทีมคู่แข่งที่จะเจอกันนัดต่อไป

เป๊ป รู้ดีว่านี่คือข้อเสียของตัวเอง อะไรก็ตามที่มากเกินไป มันไม่ดีแน่ ฉะนั้นจึงต้องให้ เอสติอาร์เต้ นี่แหล่ะมาช่วยวางแผน

อย่างน้อยช่วงเวลา 32 นาทีให้หลุดพ้นจากเกมลูกหนังบ้างก็น่าจะยังดีกว่า

กฎนี้มันบอกเราเลยว่าดีกรีความบ้าคลั่งของ เป๊ป ในเรื่องฟุตบอลนั้นมากแค่ไหน

นี่จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่าทำไมเขาจึงนับถือ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า กุนซือของ ลีดส์ ยูไนเต็ด เหลือเกิน

บางทีความบ้าอย่างนี้ มันอาจหมายถึงความสำเร็จที่กำลังจะตามมา

ฉะนั้น 4 แชมป์ของ แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลนี้ อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด



อ่านเรื่องราวที่น่าสนใจของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า "ผู้นำนาวาสีฟ้า" กันมาสองวันแล้ว สุดท้ายต้องขอฝากกับ Sbobet777 บริการได้ในทันทีตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/


บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment