ข่าว

หมากเกมนี้

อัพเดตเมื่อ : April 11, 2019 12:55am โดย : admin

เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้ใครหลายคนเริ่มนอนไม่หลับ

เพราะผลงานอันเยี่ยมยุทธไม่มีสะดุดของ ลิเวอร์พูล รวมถึงเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่คับขัน ทำให้ 2 แชมป์ที่กำลังคั่วอยู่ในฤดูกาลนี้ ใกล้เป็นความจริงขึ้นมา

เชื่อกันเถอะว่า "เดอะ ค็อป" เกือบทุกคนต่างใจจดใจจ่อรอด้วยใจระทึกพลันอยากเห็นฝันที่รอคอยเกือบ 30 ปีเป็นจริง ด้วยการเถลิงแชมป์ พรีเมียร์ลีก

แล้ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็กำลังจะเคลื่อนเข้าสู่รอบรองชนะเลิศสำเร็จอีกครั้ง หลังจากเฆี่ยน ปอร์โต้ แบบไม่บอบช้ำเลยสักนิดเดียว



กำลังอยู่ในสถานการณ์และบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมอย่างนี้ จะให้สาวก"หงส์แดง"ข่มตากันลงได้หรือ

ภาพความสำเร็จ การเฉลิมฉลองคงฟุ้งกระจายในความรู้สึกไปหมด

ไหนจะได้หุบปากพวกที่ชอบเย้ยหยัน ถ้าวันนั้นมาถึงจริงมันจะเป็นการเอาคืนที่สะใจอย่างมาก

ช่วงนี้กองเชียร์จึงไม่น่าจะนอนกันหลับสนิทสักเท่าไร บางคน อาจอมยิ้มมองเพดานคนเดียวอย่างมีความสุข

กองแช่งเองก็ไม่น่าจะนิทราลงเช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ บีบีซี สื่อดังเคยทำโพลสำรวจ เกี่ยวกับแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ ว่าไม่อยากให้ทีมไหนได้มากสุด

ผลคือ ลิเวอร์พูล ด้วยเชื่อว่าเสียงคุยโวโอ้อวดจะแผดลั่นไปสามบ้านแปดบ้านกันเลยทีเดียว



ไม่ใช่แค่เมืองไทย เท่านั้นที่แฟนทั่วไปหวั่นเกรง"หงส์แดง"จะประสบความสำเร็จ ที่อังกฤษก็ไม่ต่างกันนัก

อาจด้วยความเก็บกดมายาวนานหลายสิบปี จึงรอที่จะปลดปล่อยระเบิดออกมาให้เต็มที่ -- นั่นก็ส่วนหนึ่ง

แต่ในทศวรรษที่ 70-80 ซึ่งเป็นยุคทองของ ลิเวอร์พูล กวาดความสำเร็จมากมายทั้งในประเทศและระดับยุโรป กลับข่มทีมอื่น มองด้วยสายตาหมิ่นแคลนและเชื่อมั่นเสมอว่าจะเกรียงไกรตลอดไป

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ส่งให้ไม่ใช่แค่กองเชียร์ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เอฟเวอร์ตัน เท่านั้นที่ไม่ต้องการเห็น ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จ

แต่มันยังลามไปยังกองเชียร์ทีมอื่นด้วย

แล้วตอนนี้"หงส์แดง"กำลังตะแคงฟ้า ขยับใกล้สองโทรฟี่ใบเขื่องเข้าไปทุกที

คนที่ชิงชังก็คงหลับไม่ลงเช่นเดียวกัน

---------------------

ใครที่ได้ดูเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่แอนฟิลด์ เมื่อค่ำคืนวันอังคาร น่าจะมองเห็นคล้ายกัน

นั่นคือทีมของ คล็อปป์ ลงเล่นด้วยความผ่อนคลายสบายใจ แทบไม่เห็นร่องรอยของความกดดันเลยสักนิดเดียว

ว่าไปแล้วในสถานการณ์ที่เขม็งเกลียวอย่างนี้ "ทัพหงส์" น่าจะแบกความเครียดไม่น้อยไปกว่าใคร ด้วยปัจจัยหลายต่อหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์ด้วย



หากวัดกันที่ "เก๋า" แล้ว ต้องยอมรับว่าแข้ง แมนฯ ซิตี้ ดูเหนือกว่า เจนจัดในการฝ่าวิกฤติหรือสู้กับแรงกดดันได้ดี เพราะปีก่อนก็เข้าป้ายมาแล้ว

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มันเป็นเพียงแค่ทฤษฎีกับความคาดเดาที่หยิบจับปัจจัยต่างๆมาวิเคราะห์กัน ซึ่งมันอาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้

พูดกันตรงๆไม่ว่าทีมไหนก็กดดันทั้งนั้นแหล่ะ เพียงแต่ว่าจะหาทางรับมืออย่างไรเพื่อให้ผ่อนคลายบางเบาที่สุด

มาถึงตรงนี้กลายเป็นว่า ลิเวอร์พูล ทำได้ดีกว่า แมนฯ ซิตี้ อย่างน้อยที่สุดก็เกมกับ ปอร์โต้ ที่น่าจะเล่นไม่ถึงร้อยเปอร์เซนต์ด้วยซ้ำ

เหนืออื่นใดต้องชื่นชม คล็อปป์ ที่หาวิธีจัดการได้ดีอย่างน่าทึ่ง

จากปกติเราจะเห็นกุนซือเยอรมัน เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด จนทำให้ลูกทีมมักจะเกิดอาการเกร็งตามไปด้วย

ช่วงหลังดูเหมือนว่า คล็อปป์ จะเก็บงำอารมณ์ฉุนเฉียวหรือวู่วามฟูมฟายไว้ ไม่แบกให้หนักมากเกินไป จนทำให้ระบบรวนกันหมด



นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ช่วยเติมเชื้อความเชื่อมั่นให้กับนักเตะด้วย อย่างน้อยจำนวนประตูสำคัญในช่วงท้ายเกม จนช่วยให้ทีมคว้าชัยเรื่อยมา ก็สะท้อนชัดเจนได้เป็นอย่างดี

ถามว่าถ้านักเตะกดดันจริง จะทำได้ดีขนาดนี้หรือ?

แม้ใน พรีเมียร์ลีก จะยังเสียเปรียบ แมนฯ ซิตี้ หากมองที่จำนวนแต้มและเกมที่มีอยู่ปัจจุบัน เพราะ ลิเวอร์พูล ไม่ได้กุมชะตาตัวเองไว้เท่านั้น ยังต้องหวังพึ่งทีมอื่นซึ่งจะมีคิวหวดกับ "เรือใบสีฟ้า" ด้วย

แต่ คล็อปป์ ดูไม่กระวนกระวายเลย ตรงกันข้ามกลับมุ่งมั่นรอโอกาสต่างหาก มันเลยเหมือนเหวี่ยงความกดดันไปที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แทน

คล้ายกับว่าถ้าคุณทำตัวเองให้มั่นใจมากเท่าไร ก็จะยิ่งสร้างความหวั่นเกรงให้คู่ต่อสู้มากเท่านั้น

นี่เป็นเรื่องของหลักจิตวิทยาที่ คล็อปป์ นำมาใช้แล้วได้ผลอย่างดี



แต่ทั้งนี้มันต้องขึ้นอยู่กับนักเตะด้วยว่าจะตอบสนองได้แค่ไหนกัน

----------------------

"ผมต้องขอโทษด้วย เพราะหนึ่งปีครึ่งมานี้ จับเขาเล่นตำแหน่งหมายเลข 6 มาตลอด แต่เราต้องการให้เขายืนตรงนั้นจริงๆ"

นี่คือบางส่วนที่ คล็อปป์ เปิดใจไว้หลังจบเกม ซึ่ง "เขา" ที่ว่าคือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

ปกติแล้วกุนซือเยอรมันจะวาง เฮนโด้ ไว้เป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง คอยคุมจังหวะรุกรับ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งเจอคำถามจากกองเชียร์ตัวเองว่าเหมาะสมแล้วหรือ เพราะเอาเข้าจริงยังไม่สมดุลกลมกลืนอย่างที่ควรจะเป็น

มาเกมนี้จึงลองปรับเปลี่ยนดู มอบหมายให้ ฟาบินโญ่ ทำหน้าที่เบอร์ 6 แทน แล้วปล่อยให้ เฮนโด้ มีอิสระอย่างเต็มพิกัดในแดนกลาง ให้สนุกกับการจ่ายบอลยาวตามช่องที่ถนัด



ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด เพราะกัปตันทีมรายนี้เองที่ปลุกกระตุ้นให้เกมในแดนกลาง"หงส์แดง"ข่มผู้มาเยือนจากโปรตุเกสขาดลอย นอกจากมีส่วนร่วมกับการได้ประตูที่สองแล้ว ยังสร้างสรรค์โอกาสได้หลายจังหวะ

สำคัญไม่น้อยกว่ากันเห็นจะเป็น เฮนโด้ นี่เองช่วยขับให้ นาบี เกอิต้า เด่นเหมือนสมัยเคยเล่นให้ ไลป์ซิก

นับตั้งแต่ย้ายมาเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว เกอิต้า ยังไม่อาจโชว์ให้เห็นเลยว่า เจ๋งจริงคุ้มกับค่าตัว กระทั่งช่วง 2-3 นัดหลังนี่เองที่ฉายฟอร์มออกมา

เฮนโด้ เล่นได้เข้าคู่เข้าขากับกองกลางผิวสีอย่างดี อีกทั้งยังปลุกความเชื่อมั่นให้ฟื้นคืนอีกครั้งด้วย

แต่ที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ การที่ คล็อปป์ พูดเช่นนี้ออกสื่อนั่นแหล่ะ



จริงๆเขาไม่ต้องขอโทษ เฮนโด้ ต่อหน้าสาธารณะก็ได้ มันเป็นเรื่องของแท็คติก ซึ่งกุนซือมีอำนาจในการบริหารจัดวางตามความเชื่ออยู่แล้ว

กระนั้น คล็อปป์ พยายามจะสื่อให้รู้ว่า เขาเองที่เป็นฝ่ายผิดและอยากจะเอ่ยปากขอโทษ แม้มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของกัปตันทีมรายนี้ ว่าเหมาะกับกองกลางคุมจังหวะมากกว่า

หากใครยังจำกันได้เกมแดงเดือดที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้ เฮนโด้ โดนเปลี่ยนตัวออก แล้วเมินที่จะจับมือกับ คล็อปป์ จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถึงขั้นสื่อบางสำนักอ้างว่าทะเลาะหนักในห้องแต่งตัว

อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ ยืนยันเองว่าไม่มีอะไรซ่อนเร้นปิดบัง มันเกิดจากความเข้าใจผิดและคุยกันเรียบร้อย อย่ามาเสี้ยมให้เสียเวลาเลย ไม่ได้ผลอะไรหรอก

ประเด็นสำคัญคือ คล็อปป์ ไม่ได้แสดงออกว่าโกรธกัปตันทีมของตัวเองเลย กลับทำให้เห็นว่าเชื่อใจมากแค่ไหน กระทั่งกล้าที่จะขอโทษผ่านสื่อนี่แหล่ะ

แน่นอนเมื่อก่อนเขาอาจมองลูกทีมรายนี้ด้วยความที่ไม่ไว้ใจนัก มันยังไปได้ไม่สุด ในขณะที่ เฮนโด้ ศรัทธาในตัวเองมากๆ ซึ่งดูแล้วต่างฝ่ายต่างค้างคากันนั่นแหล่ะ



แล้วคำขอโทษนี้แหล่ะ ที่เชื่อว่าจะทลายกำแพงความไม่เข้าใจทุกอย่างจนสิ้นซาก

นี่คือความเฉลียวฉลาดของ คล็อปป์ ที่ดึงโอกาสเช่นนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์

ทีนี้ลองนึกดูเอาเองว่าบรรยากาศในทีม ลิเวอร์พูล จะยอดเยี่ยมแค่ไหนกัน ความกลมเกลียวเหนียวแน่นในทีมพุ่งสุดขีด ความมั่นใจก็เต็มสูบ สภาพนักเตะก็ดีเยี่ยม แข้งหลักตบเท้าหายเจ็บกลับมา ไม่มีต้องขึ้นเตียงพยาบาลเพิ่ม

ทุกอย่างมาเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเช่นนี้ ซึ่งมันสำคัญเหลือเกิน

ลิเวอร์พูล พลิกสถานการณ์จากที่ดูเสียเปรียบ ขึ้นมาเป็นต่ออย่างน่านับถือ ด้วยเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นเอง

อย่างที่บอกต้องให้เครดิตกับ คล็อปป์ ที่เลือกเดินหมากอย่างเฉียบขาด



จนทำให้หลายต่อหลายคนข่มตาไม่ลงอย่างนี้แหล่ะ

สำหรับใครที่ยังไม่เป็นสมาชิกของ Sbobet777 ล่ะก็ลองดูหน่อยไหมล่ะครับ ที่นี่มีทีมงานมืออาชีพพร้อมด้วยโปรโมชั่นดีๆมากมายแถมไม่อีดออด สนใจติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/

 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment