ข่าว

ความฝันของคนขันน็อต

อัพเดตเมื่อ : May 01, 2019 1:11am โดย : admin


มาร์ติน คูมัน พ่อของ โรนัลด์ คูมัน คือผู้ค้นพบและมีส่วนร่วมในการเจียระไน เวอร์กิล ฟาน ไดค์

ตอนนั้น ฟานไดค์ เพิ่งจะอายุ 18 ปี ครั้งแรกที่เห็น คูมัน ผู้พ่อบอกว่าเจ้าหนูคนนี้ฉายแววเจิดจรัส แต่ต้องได้รับการ ขัดเกลา เคี่ยวกรำ ตามระบบกองหลังที่ดีซะก่อน  ไม่อย่างนั้นก็จะยังไม่สุกงอมมากพอที่จะใช้งานได้

อย่างไรก็ตามความผิดหวังกับ วิลเลม ทเว สโมสรแรกในชีวิตการค้าแข้ง ยังเกาะกินอยู่ หลังจากที่โดนปฎิเสธ มันสร้างความเจ็บปวดให้ ฟาน ไดค์ ไม่น้อย

เพราะเขายื่นข้อเสนอเองเลยว่า ขอเล่นแบบไม่ต้องการค่าจ้างก่อน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความมุ่งมั่นว่าจริงจังมากแค่ไหน แต่สุดท้ายความตั้งใจอันล้นปรี่ก็โดนมองข้ามไป

ช่วงซ้อมหนักเรียนรู้กับอะคาเดมี่ของ วิลเลม แทบไม่มีเงินรายได้จากการเล่นฟุตบอลมาจุนเจือเลย ฟาน ไดค์ ต้องออกไปรับจ้างล้างจานตามร้านอาหารต่างๆ แลกกับเงินเพียงเล็กน้อยและอาหารฟรีอีกมื้อ



มันน่าเศร้ายิ่งนัก เมื่อต้องรู้ว่าครอบครัวเขาแตกแยกมีปัญหา พ่อซึ่งเป็นชาวดัตช์แยกทางกับแม่ ซึ่งเป็นชาวซูรินัม อย่างไม่ใยดีอะไรทั้งสิ้น แล้วปล่อย ฟาน ไดค์ ให้เผชิญชีวิตไปตามยถากรรม

ลำพังต้องรับจ้างล้างจานไม่เท่าไรหรอก เขาไม่เคยอายเพื่อนฝูงหรือคนใกล้ตัว แม้จะโดนล้อเจอหยามในบางครั้งก็ตาม

อาจเพราะมั่นใจว่าฟุตบอล จะช่วยเปลี่ยนชีวิตได้ หากเขาได้เข้าสู่ระบบอาชีพอย่างเต็มตัวเมื่อไร

อย่างไรก็ตาม แม้รูปร่างจะทะลึ่งโตพรวดพราดสูงเพิ่มจากเดิมเกือบ 20 เซนติเมตร ตอนอายุ 17 ปีและถูกสับตำแหน่งจากแบ็คขวามาเล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟ แต่ยังไม่อาจเอาชนะใจกุนซือได้

เอ็ดวิน เออร์มานน์ โค้ชสำรองของ วิลเลม ให้เหตุผลของการหั่นชื่อกองหลังผิวสีออกจากสารบบว่า "มีข้อจำกัดมากเกินไป"

ตอนนั้นหัวใจ ฟาน ไดค์ แทบแตกสลาย ความฝันที่เคยเจิดจ้าแจ่มชัดก็แทบพร่าเลือนไม่หลงเหลือริ้วรอย



กระทั่ง คูมัน ซีเนียร์ มาเห็นเข้าและมองว่าพอจะปลุกปั้นได้ แม้อาจต้องใช้เวลาบ้างนั่นแหล่ะ

ดังนั้นข้อเสนอของ โกรนิงเก้น จึงไม่มีทางเลยที่จะบอกปัดไปได้ อย่างน้อย นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่ช่วยให้ยืดหยัดอยู่บนเส้นทางแห่งความฝัน

แต่บอกเลยว่าสองฟากชีวิตของ ฟาน ไดค์ กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้นั้น มันสาหัสเลยจริงๆ

------------------

ฟาน ไดค์ บากบั่นทำงานหนัก หวังจะพิสูจน์ให้เห็นว่ามีคุณค่าพอ รวมทั้งตอบแทนโอกาสที่ได้รับ

เขาจึงซ้อมอย่างหนักและลบคำว่าพ่ายแพ้ออกจากสมองไปซะ

แต่ใครจะไปคาดคิดว่าความสุดโต่ง มุทะลุ มากเกินไป อาจทำให้ไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์ในวันนี้



วันหนึ่งหลังจากเป่าเค้กฉลองวันเกิดครบรอบ 20 ปีไม่เท่าไร ระหว่างซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม เขาเกิดปวดท้องน้อยขึ้นมาอย่างหนัก แต่ไม่คิดอะไรมาก อาจด้วยปัญหากล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งเป็นสิ่งปกติสำหรับแข้งอาชีพ

นั่นทำให้ทนสู้ต่อ ไม่ยอมไปหาหมอง่ายๆ แม้หมอประจำทีมมาเช็คแล้วเตือนให้เบรคการซ้อมไปก่อนก็ตาม

กระทั่งเห็นท่าไม่ค่อยดี อาการชักแย่ลงเรื่อยๆ ความเจ็บปวดบริเวณท้องโจมตีอย่างหนักหน่วง จึงให้เพื่อนสนิทหิ้วปีกไปหาหมอ แต่กลับได้รับแค่ยาแก้ปวดมาบรรเทาเท่านั้น พร้อมทั้งเสียงยืนยันว่าเขาแข็งแรงมากๆ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก

จนเหลือทนไม่ไหวอีกแล้ว จึงมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาล ตอนนั้น ฟาน ไดค์ คิดไว้ว่าอาจจะไม่รอด หัวสมองสับสนเตลิดไปไกล มารู้ภายหลังว่าไส้ติ่งแตกและอักเสบหนักเพราะติดเชื้อ รวมถึงอาจลามไปยังไตได้ จึงต้องขึ้นเขียงผ่าตัดด่วนทันทีและต้องเซ็นใบยอมรับถ้าต้องจบชีวิต

รูบี้ แม่ของเขามาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ตอนเห็นลูกชายอาการหนักข้อแล้ว ไม่น่าจะรู้ตัว เริ่มมีอาการเพ้อ แต่ที่รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชได้ เพราะร่างกายที่แข็งแรงอย่างมาก

แต่ ฟาน ไดค์ เอง ก็รู้ดีว่า หัวใจของเขาก็แกร่งไม่แพ้กัน ถึงต่อสู้จนมีชีวิตอยู่ต่อไป

หลังโกงความตายในครั้งนั้นมาได้ ฝีเท้าของ ฟานไดค์ พัฒนารุดหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่ง ฮานส์ ไนจ์แลนด์ ผู้อำนวยการด้านกีฬาของโกรนิงเก้น มองข้ามช็อตว่าทีมใหญ่ในประเทศ น่าจะเหมาะกับกองหลังรายนี้มากกว่า

เลยยกหูหา มาร์ค โอเวอร์มาร์ส ผู้อำนวยการใหญ่ของ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่มีสายตาแหลมคมในการเฟ้นหาแข้งช้างเผือกมาปลุกปั้น



ตอนนั้น อาแจ็กซ์ เพิ่งจะปล่อย โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ หัวใจสำคัญแนวรับให้กับ แอตเลติโก้ มาดริด และกำลังสอดส่ายสายตาหาตัวแทนพอดี

แต่เมื่อ โอเวอร์มาร์ส เช็คฟอร์มจนละเอียดแล้ว ก็โบกมือปฎิเสธ โดยให้เหตุผลว่าดูเก้งก้างเกินไป รวมทั้งยังสอบตกเรื่องสกิลอีกด้วย

นอกเหนือจาก อาแจ็กซ์ แล้ว สองมหาอำนาจลีกดัตช์ที่เหลือ ไม่ว่าจะ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น หรือ เฟเยนูร์ด ก็ไม่มีท่าทีสนใจด้วยเช่นเดียวกัน ตอนนั้นมันบั่นทอนความเชื่อมั่นของเขาไม่น้อย

จากที่ไม่อยากย้ายไปลีกอื่น สถานการณ์เช่นนี้บีบให้ ฟาน ไดค์ ไม่มีทางเลือกมากนัก เมื่อทาง กลาสโกว์ เซลติก พี่เบิ้มแห่งสก๊อตแลนด์ ส่งข้อเสนอมาให้อย่างไม่มีอ้อมค้อม

ลีกน้ำเมา ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก ที่สำคัญ เขาได้ค่าจ้างเพิ่มกว่าเดิมหลายเท่าด้วย



----------------

2 ปีกับ เซลติก ต้องยอมรับว่า ฟาน ไดค์ ประสบความสำเร็จอย่างดี

การันตีด้วยแชมป์สก๊อตติช พรีเมียร์ชิพ 2 สมัยรวด รวมถึงยังคว้าลีกคัพ มาได้อีก 1 สมัย

แต่มันก็มีความขมขื่นเบียดแทรกเข้ามาด้วยเช่นกัน

ฤดูกาล 2013/14 หลังจากที่เพิ่งย้ายมาได้ไม่เท่าไร "ม้าลายขาวเขียว" มีโอกาสบุก คัมป์ นู ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

ก่อนจะโดน บาร์เซโลน่า ไล่ถลุงไม่เลี้ยงไป 6-1 เป็นความปราชัยที่ย่อยยับและแสนเจ็บปวดครั้งหนึ่งบนเส้นทางแข้งอาชีพ

เกมนั้น "บาร์ซ่า" ไร้เงา ลิโอเนล เมสซี่ แต่การจะต้านทานพลังรุกของ เนย์มาร์ , อเล็กซิส ซานเชซ และ เปโดร โรดริเกซ ในวันที่ทุกคนพีก มันก็ย่อมเป็นงานยากเหลือกำลัง



จริงๆแล้ว ฟาน ไดค์ แทบไม่เคยบอกใครเลยว่า เนื้อเต้นระริกมากแค่ไหน เมื่อได้ลงเล่นในเกมที่ คัมป์ นู

เพราะสมัยอยู่ โกรนิงเก้น ความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่แทบไม่กล้าบอกใครคือ สวมยูนิฟอร์มของ"อาซูลกราน่า"และได้เล่นในชามอ่างยักษ์แห่ง กาตาลัน นี่แหล่ะ

หากไม่ใช่ กีส์ ควากมันน์ อดีตเพื่อนร่วมทีมเมื่อครั้งยังเล่นด้วยกันในวัยทีนเล่าให้ฟัง คงไม่มีใครอยากเชื่อสักเท่าไร

อย่างไรก็ตามหลังย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน มายัง ลิเวอร์พูล ในปี 2018 ความฝันที่ว่าน่าจะเจือจางลงไม่น้อย

ภายใต้เครื่องแบบ"หงส์แดง"อันร้อนแรงนี่เอง ที่ช่วยผลักดันให้ ฟาน ไดค์ ก้าวขึ้นทำเนียบเซนเตอร์แบ็คระดับโลกไปเรียบร้อย

ตั้งแต่ได้เขามาปักหลักเป็นยักษ์ใหญ่ในแผงหลัง แนวรับ ลิเวอร์พูล แกร่งดั่งผนังทองแดงกำแพงเหล็ก แพ้ในลีกไปแค่ 4 นัดเท่านั้น

แล้วในซีซั่นนี้ ยิ่งเหนียวแน่นคงทนกว่าเดิมอีก เมื่อปราชัยแค่นัดเดียวและเสียเพียง 20 ประตูเท่านั้น จนผลักดันให้ทำสถิติคว้าทะลุ 90 แต้มไปแล้ว ส่งให้ผงาดครองนักเตะยอดเยี่ยม พีเอฟเอ อย่างสมภาคภูมิ



หาก"หงส์"จะไม่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก จริง อาจจะน่าเสียดายอยู่บ้าง แต่เพราะ แมนฯ ซิตี้ เอง ก็ยอดเยี่ยมไร้เทียมทานเหลือเกิน

ทว่า คงไม่มีสาวกคนไหนเสียดายค่าตัว 75 ล้านปอนด์ ที่ทุบคลังสถิติแลกไปเลยสักนิดเดียว

ทุกหยาดเหงื่อที่เขาทุ่มเทลงไป มันคุ้มค่าทุกเพนนีเลยจริงๆ

กระนั้นอีกหนึ่งภารกิจที่ ฟาน ไดค์ หวังไว้สูงลิบ ไม่แพ้กันคือ พรีเมียร์ลีก กับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นั่นแหล่ะ

ปีที่แล้วพลาดท่าเสียทีให้ความเด็ดขาดของ เรอัล มาดริด ที่มีมากกว่าและเขายังไม่พีกพอ ที่จะช่วยป้องกันได้



มาเที่ยวนี้สุกงอมเต็มที่ พร้อมปลิดจากขั้ว ไม่จำเป็นต้องเกรงใครอีกต่อไป แม้กระทั่ง ลิโอเนล เมสซี่ ที่เขายืนยันเองว่าคือตัวรุกที่ดีสุดในโลกเวลานี้

"เขาดีที่สุด แต่เราไม่จำเป็นต้องหวั่นใจ เราต้องใช้สิ่งที่มีอยู่ต่อสู้"

ฟาน ไดค์ ว่าไว้อย่างนี้ ก่อนจะกลับไปเหยียบ คัมป์ นู ในวันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะวันนี้เขาเติบใหญ่ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ต่างไปจากเมื่อเกือบ 6 ปีก่อน

เช่นเดียวกับวันนี้ มีเงาของ เมสซี่ ที่จะอยู่ใกล้เงาของเขาแน่นอน

เมื่อตัวรุกดีสุดในโลก เผชิญหน้ากับตัวรับดีสุดในโลก คุณจะปล่อยให้ "สองที่สุด" ในโลกฟุตบอล ผ่านไปโดยไม่เฝ้ามองได้เลยหรือ?

มันส์แน่ๆครับสำหรับบิ๊กแมตช์ระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ ลิเวอร์พูล ในวันพรุ่งนี้ เช่นเดียวกับ  MYSBOBET ที่มีความตื่นเต้นรอคุณอยู่ พร้อมทั้งบริการสะดวกรวดเร็ว ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysb99 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/


 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment