ข่าว

ตราบเท่าที่ยังมี "บอส"

อัพเดตเมื่อ : May 08, 2019 4:24am โดย : admin

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ยังไม่ได้บทสรุปแชมป์ก็จริง

แต่ดูเหมือนทุกคนจะเชื่อมั่นไปแล้วว่า แมนฯ ซิตี้ จะผงาดครองโทรฟี่ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 2 ซีซั่นติดต่อกัน

ทั้งที่ช่องว่างห่างกันแค่แต้มเดียว หาก "เรือใบ" เสมอหรือแพ้ขึ้นมา แล้ว ลิเวอร์พูล ชนะ ถ้วยจะมาอยู่ที่แอนฟิลด์ ทันที ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

อาจด้วยผลงานร้อนแรงของ "เรือใบสีฟ้า" ที่ไล่กวาดชัยเฉพาะในลีก 13 นัดรวด แบบไม่ยอมผ่อนง่ายๆ บวกกับขุมกำลังที่แกร่งจริงและมีผู้จัดการทีมยอดฝีมือ

สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นปัจจัยทำให้แทบทุกคน คิดไปในทิศทางเดียวกันว่า ไบรท์ตัน จะโดนเตะกลิ้งคาบ้านแน่ๆในนัดสุดท้าย



ยกเว้น "เดอะ ค็อป" ทั้งหลาย ยังหลงเหลือแสงแห่งความหวัง แม้จะส่องอย่างริบหรี่ใกล้หมดพลังเหลือเกินก็ตาม

ไม่ว่ากองเชียร์ในโลกคนไหน ต่างก็ต้องรู้สึกอย่างนี้ทั้งสิ้น จะมาบอกว่ายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นเวทีสู้เลยหรือ

เจอร์เก้น คล็อปป์ เองก็เข้าใจหัวอกแฟนบอลทีมตัวเองดี มันคงโหดร้ายมากจริงๆ หากรีดเค้นฟอร์มกันขนาดนี้ แล้วไม่มีรางวัลอะไรมาตอบแทน

ดังนั้น จึงออกมาปลอบประโลมด้วยประโยคที่ว่า ทุกคนอย่าไปสนใจโทรฟี่มากเกินไป เดินทางมาไกลขนาดนี้ เราควรปรบมือให้ตัวเองถึงจะถูก

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นี่คือความสุดยอดมากๆ ควรภาคภูมิใจ ดีกว่ามานั่งโอดครวญเสียดาย



ว่าไปแล้ว พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้คือปรากฏการณ์อย่างแท้จริง เพราะแม้คุณจะห้ำหั่นฟาดฟันจนเก็บไปได้ถึง 97 แต้ม สุดท้ายอาจเป็นได้แค่รองแชมป์

ในประวัติศาสตร์ ทีมอันดับ 2 ที่ได้แต้มมากสุด ยังแค่ 89 ไม่ผ่านหลัก 90 มาเลยด้วยซ้ำ ตัวเลขต่างกันอย่างชัดเจน

เมื่อเป็นอย่างนี้ "เดอะ ค็อป" ทุกหมู่เหล่าควรภูมิใจ อย่าไปฟูมฟายอะไรที่ต้องมายัดเยียดความเจ็บปวดให้กับตัวเองอีกเลย

ประเด็นสำคัญเลยคือ ตอนนี้ซีซั่นยังไม่จบ อาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม จะเป็นวันแห่งการชี้ชะตาของจริง

สำหรับกองเชียร์ "หงส์แดง" แล้ว วลีที่ว่า "อะไรก็เกิดขึ้นได้" น่าจะก้องโสตประสาทอยู่ตลอด จนกว่าจะสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายแห่งฤดูกาลที่แอนฟิลด์ นั่นแหล่ะ

เมื่อความหวังคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือ?



-----------------------


ความจริงอีกข้อที่ไม่มีทางปฎิเสธได้เลยก็คือ แฟนบอลที่ดูว่าควรเป็นกลาง เพราะไม่ใช่เป็นสาวก แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล กลับเอนเอียงมาทางฝั่งสีฟ้า

อาจไม่ต้องนับกองเชียร์ แมนฯ ยูไนเต็ด หรือ เอฟเวอร์ตัน ด้วย ไปหาเอาจากทีมอื่นนี่แหล่ะ

ปลายปีที่แล้ว ลิเวอร์พูล เปิดรังปูพรมถล่ม อาร์เซน่อล 5-1 ท่ามกลางความสะใจของแฟนเจ้าถิ่นกันถ้วนหน้า แหกปากร้องเพลงเชียร์ไม่หยุดหลังจบเกม

แล้วทางรายการทีวี ที่ออกแนวฮาร์ดคอร์ของ "ปืนโต" มาถือไมค์ถามความในใจกองเชียร์ตัวเอง ว่ารู้สึกอย่างไร

มีสาวก "กูนเนอร์ส" คนหนึ่งบอกไว้ประมาณว่า ก่อนจะด่าทีมรักว่าเล่นไม่เอาไหน อยากจะบอกเลยว่า ไม่อยากเห็น ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ลีก ไม่อย่างนั้นคุยโวโม้สะบั้นไปสามปีสิบปีนี่ ขอเถอะทีมไหนก็ได้มาช่วยสกัดหน่อย



หรือสาวกเชลซี ที่โน่นไม่น้อย ก็ร่วมยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า อยากให้ แมนฯ ซิตี้ เป็นแชมป์ เพราะไม่งั้นคงได้ยินเสียง "เดอะ ค็อป" ยกตนข่มท่านเลยแน่ๆ

ส่วนบ้านเราถึงขั้นใช้คำว่า หากต้องการให้โลกสงบสุข ก็ควรช่วยกันส่งพลังใจไปให้ "เรือใบสีฟ้า" ชนะทุกเกมที่เหลือ

ว่ากันแฟร์ๆ แฟนบอลทุกทีมในโลกนี้ก็ไม่ต่างกันหรอก ยามที่ทีมรักโชว์ฟอร์มสะเด่าเร้าใจ คว้าชัยชนะหรือประสบความสำเร็จได้แชมป์ ก็มักจะฉลองประกาศศักดา เสียงดังกันเกินงาม

แต่อาจเพราะ ลิเวอร์พูล ห่างหายไปจากสารบบแชมป์ลีกสูงสุดยาวนานถึง 29 ปี การแสดงออกจึงแตกต่างไป

"เดอะ ค็อป" ไม่น้อยรู้สึกเก็บกด โดยเฉพาะวันที่ต้องมองตาปริบๆ เป็นพยานในความยิ่งใหญ่ ไร้เทียมทาน ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ศัตรูตัวเอ้ มันยิ่งรู้สึกแย่มากๆ



พวกเขารอวันจะกลับมาอีกครั้ง ยิ่งช่วงที่ "ปีศาจแดง" กำลังตกต่ำถอยหลังลงคลอง ควรรีบใช้โอกาสนี้แหล่ะเหยียบย่ำซ้ำ เอาคืนแบบทบต้นทบดอกกันเลย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ลิเวอร์พูล เคยยิ่งใหญ่ผูกขาดวงการลูกหนังอังกฤษ มาในทศวรรษ 70 และ 80 จากนั้น ไม่เคยได้สัมผัสมาแบบมาราธอนเกือบ 30 ปีแล้ว

ขณะเดียวกันในวันที่ "เร้ด เมชีน" หรือ "เครื่องจักรสีแดง" กำลังทำงานไหลลื่นนั้น "เดอะ ค็อป" ไม่น้อย ดูจะมั่นอกมั่นใจศักยภาพและความสวยงามที่สะท้อนถึงการเล่นอันเป็นเอกลักษณ์

เท่านั้นไม่พอบนเวทียุโรป ก็เป็นที่ครั่นคร้ามด้วย มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะมีไปจิกแซะหรือข่มกองเชียร์ทีมอื่น สร้างความหมั่นไส้หนักเข้าไปอีก

แต่นี่มันเป็นสีสันและสะท้อนถึงชีวิตการเป็นกองเชียร์อย่างแท้จริง

ไม่ใช่แค่เชียร์อย่างเดียวเท่านั้น การ "แช่ง" ยังช่วยปรุงรสชาติให้อร่อยกลมกล่อมกว่าเดิมด้วยเช่นกัน



----------------------

คล็อปป์ เองก็พูดถึงเรื่องที่หลายคนไม่อยากเห็น ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จด้วย

แต่เขามองในอีกมุม ไม่ได้รู้สึกเคืองแค้น แค่อยากจะใช้เป็นพลัง ผลักดันให้มีแรงฮึดเพื่อชนะมากยิ่งขึ้น

การทำงานหนักในแบบฉบับของกุนซือเยอรมัน จึงถูกนำมาทดแทน จากวันแรกที่เข้ามาเมื่อ ตุลาคม 2015 มาถึงตอนนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่น้อยกับ "หงส์แดง"

พัฒนาการที่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ต้องยกเครดิตให้กับ คล็อปป์ ที่เป็นคนวางรากฐานและสร้างขึ้นมาเอง

ปีที่แล้วได้เข้าชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แถมยังคงมาตรฐานได้ในปีนี้ อีกทั้งยังคั่วพรีเมียร์ลีก กระทั่งนัดสุดท้ายอีก



ไม่ใช่เรื่องเกินเลย หากเราจะบอกว่า ลิเวอร์พูล ดันตัวเองขึ้นมาเป็นสโมสรเบอร์ต้นๆอย่างเต็มตัวของอังกฤษ ผลงานในช่วง 2 ซีซั่นหลัง มันการันตีได้ดี แม้สุดท้ายแล้วจะไม่มีถ้วยมาประดับตู้โชว์ก็ตาม

ย้อนไปยังซีซั่น 1991/92 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ลีกสูงสุดใช้ชื่อดิวิชั่น1 ก่อนจะเปลี่ยนเป็น พรีเมียร์ชิพและพรีเมียร์ลีก ในเวลาต่อมา แมนฯ ยูไนเต็ด ขับเคี่ยวกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด มาอย่างระทึก

กระทั่ง "ปีศาจแดง" มาสะดุดพลาดเอง 2 นัดสุดท้าย ปล่อยให้ "ยูงทอง" ผยองเดชเข้าป้ายไป

บรรดานักวิจารณ์หรือกูรูขอบสนามทั้งหลาย มองเหมือนกันว่า หาก แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดแชมป์คราวนี้ จะต้องรอไปอีกนาน ไม่มีทางฟื้นมาง่ายๆแน่

แต่แล้วฤดูกาลถัดมา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็หุบปากด้วยแชมป์ลีกสูงสุด ก่อนจะยืนหยัดอยู่บนยอดดอยเรื่อยมา ต่อด้วยแซงหน้า ลิเวอร์พูล ครองแชมป์มากสุด 20 สมัย

จริงๆสถานการณ์ของ "ปีศาจแดง" ในเวลานั้น ไม่แตกต่างไปจาก "หงส์แดง" เวลานี้สักเท่าไรเลย



"เฟอร์กี้" เข้ามาคุมเมื่อปลายปี 1986 แล้วต้องรอถึงปี 1990 ถึงได้แชมป์แรกคือ เอฟเอ คัพ ปีรุ่งขึ้นก็ครองถ้วย คัพ วินเนอร์ส คัพ แล้วมาแย่งแชมป์ลีกกับ "ลีดส์"

แม้ ลิเวอร์พูล ยุค คล็อปป์ จะไม่มีแชมป์อะไรติดไม้ติดมือ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ดีอย่างมาก

การบริหารทีมในแบบผู้จัดการทีมฟุตบอลของอังกฤษ คุณจำเป็นต้องทำงานหนักและเรียนรู้ให้มากที่สุด เบื้องหลังของ "เฟอร์กี้" กว่าจะมายืนหยัดอย่างสง่างามได้ก็ไม่ผิดไปจากนี้หรอก

กุนซือสก๊อตติช จึงเชื่อเสมอมาว่า ถ้าคุณทำงานหนักจริงๆ จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน

เชื่อเถอะว่า คล็อปป์ ในวันนี้ ก็กำลังเดินย่ำรอยอยู่ แต่อาจจะยังไม่ไกลพอและยังต้องการพิสูจน์มากกว่านี้ก่อน



สมมุติว่าถ้า ลิเวอร์พูล มือเปล่าในฤดูกาลนี้ "เดอะ ค็อป" จำนวนมากต้องผิดหวังเสียใจ

แต่เหนืออื่นใดเลยก็คือ คล็อปป์ จะไม่ไปไหนทั้งสิ้น เขาจะนั่งเก้าอี้ตัวนี้ จนกว่าจะพาทีมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ให้ได้

ถ้า "ค็อป" มี "คล็อปป์" อยู่จริง ก็ไม่ต้องไปหวั่นไหวกับสิ่งเร้ารอบข้างให้มาก

นิสัยบอสคนนี้ คือไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ ยิ่งยากยิ่งท้าทายให้ฝ่าไป

มาถึงตรงนี้อยากจะย้ำคำพูด คล็อปป์ อีกที

"ไม่มีอะไรน่าเสียใจ นอกจากภูมิใจ เพราะมันคือซีซั่นที่สุดยอดแล้ว"

** บทความนี้เขียนขึ้นก่อนเกมการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่าฯ คู่ระหว่าง  ลิเวอร์พูล - บาร์เซโลน่า นะครับ **


ไม่มีอะไรน่าเสียใจ หากเราทุ่มเทเต็มที่ ทำให้ถึงที่สุด แค่นี้ทุกคนก็พอใจแล้ว Sbobet777 ก็ร่วมเป็นหนึ่งกำลังใจที่จะส่งไปให้ "ลิเวอร์พูล" มาร่วมเป็นกำลังใจไปพร้อมกับเรา กดลิ้งตรงนี้เลย  https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/

 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment