ข่าว

จุดเปลี่ยนที่สำคัญ

อัพเดตเมื่อ : May 13, 2019 5:38am โดย : admin

ช่วงคะแนนห่างกันเพียงแค่แต้มเดียวระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล และ 1 แต้มดังกล่าวมันก็ทำให้การรอคอย 29 ปีของเหล่า 'เดอะ ค็อป' ไม่ได้สิ้นสุดลง

ใน 1 คะแนนดังกล่าวมันคือ 1 คะแนนสุดล้ำค่าของ "หงส์แดง" ที่พวกเขาปล่อยให้หลุดลอยออกไปอย่างน่าเสียดาย

เมื่อเราเพ่งพิจราณามองดูตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้เราจะเห็นได้ว่า ลิเวอร์พูล แพ้น้อยที่สุดแต่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะเยอะที่สุด


มันมีการถกเถียงกันว่าเกมจุดเปลี่ยนจริงๆของ "หงส์แดง" คือเกมไหนกันแน่ในฤดูกาลนี้ พวกเขาแพ้เพียงแค่ 1 นัดก็จริงทว่าทะลึ่งสะดุดเสมอเยอะถึง 7 นัดซึ่งมันก็ทำให้แต้มของพวกเขาหลุดลอยไปถึง 14 คะแนน

เอาล่ะลองมาชำแหละดูกันว่า 7 นัดนั้นมีอะไรยังไงกันบ้าง

บุกไปเสมอ เชลซี 1-1
เปิดบ้านเสมอ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-0
บุกไปเสมอ อาร์เซน่อล 1-1
เปิดบ้านเสมอ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-1
บุกไปเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1
บุกไปเสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0
บุกไปเสมอ เอฟเวอร์ตัน 0-0

นี่คือทั้งหมด 7 นัดดังกล่าวของ ลิเวอร์พูล ที่พลาดท่าเสีย 2 คะแนนให้หลุดลอยไปแบบน่าเสียดาย เอาจริงๆมันน่าช้ำใจทุกนัด โดยเฉพาะเกมที่ได้เล่นใน แอนฟิลด์ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เลสเตอร์ ซิตี้

กับ "จิ้งจอกสยาม" พวกเขาควรจะได้ 3 คะแนนอย่างมาก เกมดังกล่าวครึ่งเวลาแรกทั้งคู่เสมอกันอยู่ 1-1 ทว่าครึ่งหลัง "หงส์แดง" กลับไม่สามารถไล่บี้จนทะลวงแนวรับ เลสเตอร์ ได้


ทำไมเราถึงต้องหยิบยกเกมนี้ขึ้นมา ? นั่นก็เพราะมันเป็นเกมที่ควรจะทิ้งห่าง "เรือใบสีฟ้า" ออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และสิ่งสำคัญเลยก็คือวันนั้นเป็นวันที่ ลิเวอร์พูล ลงเล่นหลัง ซิตี้

พอจะคุ้นๆกันไหม ?

มันเป็นวันที่แฟนๆของ ลิเวอร์พูล บ่นกันเต็มหน้าฟีดสื่อโซเชี่ยลวันหนึ่งเลย เพราะก่อนหน้า ราฟาเอล เบนีเตซ อดีตกุนซือเก่าที่ตอนนี้รั้งบังเหียนอยู่กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เพิ่งจะสร้างโอกาสงามๆให้ "หงส์แดง" แบบแสงสว่างที่สดใสรอเราอยู่

ขุนพล "สาลิกาดง" คว้าชัยชนะเหนือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยการพลิกจากตาม 1-0 เป็น 2-1 มันเกือบจะกลายเป็นช่วงกลางสัปดาห์ที่สมบูรณ์แบบของเหล่า 'เดอะ ค็อป' ทว่า ลิเวอร์พูล ทำไม่ได้

ซึ่งการสะดุดเสมอในครั้งนั้นมันไม่ใช่การสะดุดธรรมดา มันคือการสะดุดอย่างต่อเนื่องติดคอมโบ เพราะนัดต่อไปพวกเขาต้องออกไปเยือนคู่อริตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แน่นอนว่าเกมระดับ 'บิ๊กแมตช์' ผลการแข่งขันมันสามารถออกได้ 3 หน้าอยู่แล้ว เยอร์เก้น คล็อปป์ ก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี โอกาสในการบุกไปแพ้ "ปีศาจแดง" นั้นมีแน่นอนต่อให้ทีมสีแดงแห่ง แมนเชสเตอร์ จะฟอร์มดิ่งลงเหวยังไงก็ตาม

ดังนั้นผลเสมอ 2 นัดติดต่อกันมันหมายถึงพวกเขาเสียไป 4 คะแนน ซึ่งภายหลังจาก นิวคาสเซิ่ล ลูบคมไปทาง ซิตี้ ก็ไม่แพ้ใครอีกเลยในการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

4 คะแนนดังกล่าวมันเลยเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในฤดูกาลนี้ของ ลิเวอร์พูล มันกลายเป็น 4 คะแนนที่เมื่อโม่แข้งกันครบ 38 นัดบันเทิงใจพวกเขาต้องพลาดแชมป์ไปด้วยแต้มห่างกับ ซิตี้ เพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น

ทุกอย่างจบ ทุกอย่างได้บทสรุปสำหรับฤดูกาล 2018-19 เรียบร้อยเพียงแต่ว่าชะตาต่อจากนี้ของ ลิเวอร์พูล และ คล็อปป์ นั้นจะก้าวเดินไปทางไหนเพราะเมื่อมองย้อนกลับไปดูผู้จัดการทีมที่เคยนำเหล่า 'เร้ด แมชชีน' ให้กลับมามีชีวิตชีวาและ "เกือบ" จะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้นั้นมันไม่สู้ดีนัก

ราฟาเอล เบนีเตซ ทำทีมได้อันดับที่ 2 ฤดูกาล 2008-09 ถนัดมา 2009-10 ลิเวอร์พูล ร่วงไปอยู่อันดับที่ 7


จากนั้นก็แยกทางกันไปเมื่อเป้าหมายไม่สำเร็จ ........

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทำทีมได้อันดับที่ 2 ฤดูกาล 2013-14 ถัดมา 2014-15 ลิเวอร์พูล ร่วงไปอยู่อันดับที่ 6

จากนั้น ร็อดเจอร์ส ก็โดนไล่ออกในฤดูกาล 2015-16 จนได้ เยอร์เก้น คล็อปป์ นี่แหละที่เข้ามาแทนที่

ทีมแห่ง เมอร์ซีย์ ไซด์ สามารถรักษาความแข็งแกร่งด้วยความคงเส้นคงวาต่อฤดูกาลได้แบบพีกๆก็ 1 ฤดูกาลหากเรามองย้อนกลับไปยังอดีตที่ผ่านมา สิ่งที่พวกเขาขาดหายไปก็คือการยืนระยะบนเส้นทางลุ้นแชมป์อย่างต่อเนื่อง

คล็อปป์ จะสามารถปลุกเร้าหรือพยายามรีดเค้นฟอร์มนักเตะของเขาให้ได้ยังไงถึงจะแสดงศักยภาพอันสุดหูรูดแบบนี้ออกมาได้ในฤดูกาลต่อๆไป ......

ไม่สิ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ เพียงแต่ว่าจะทำให้นักเตะของตัวเองยืนระยะได้ยังไงมากกว่า

เพราะอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่แฟนๆทีมอื่นด่าหรือคอยแซะก็คว้ารางวัลรองเท้าทองคำในฤดูกาลนี้ไป เช่นเดียวกันกับ ซาดิโอ มาเน่ ที่ได้ไปครองเช่นเดียวกัน

ไหนจะ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่คว้าถุงมือทองคำหรือ คลีนชีท มากที่สุดในฤดูกาลนี้มันบ่งบอกได้ว่า "หงส์แดง" เด็ดทั้งในเกมรุกและเกมรับขนาดไหน

กุนซือชาวเยอรมันให้สัมภาษณ์หลังเกมได้อย่างน่าสนใจว่านี่คือจุดเริ่มต้นของทีมนี้เท่านั้น

"เมื่อคู่ต่อสู้ของคุณคือ ซิตี้ มันยากอยู่แล้ว พวกเขาไม่สามารถสลัดเราให้หลุดหรือเราเองก็ไม่สามารถที่จะกำจัดพวกเขาได้ การได้เป็นอันดับที่ 2 ของพรีเมียร์ลีกมันไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการหรอก"

"แต่เราต้องการมองมันว่านี่คือก้าวแรกของทีม ตอนนี้เรามีเวลา 3 สัปดาห์ในการเตรียมความพร้อมสำหรับรอบชิงชนะเลิศ"

"เรามาลุยกันหลังจากนี้เถอะ"


"ทีมนี้มหัศจรรย์มาก พวกเขามีอายุที่ดีและเราจะลุยพร้อมๆกับพัฒนาอีกครั้ง ผู้คนต่างสนุกสนานไปกับพวกเขานี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดแล้ว"

"ถ้าหากคุณเล่นฟุตบอลแบบขยะทว่าสามารถคว้าแชมป์ได้ในบั้นปลาย มันก็โอเคนะ เมื่อในอนาคตคุณมองย้อนกลับมาแล้วบอกว่าเห้ยคุณคว้าแชมป์อะไรบางอย่างมา แต่ทีมนี้โดดเด่นมากๆ กับวิธีที่เราพัฒนาและก้าวต่อไป"

นั่นหมายความว่า คล็อปป์ มองสิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นอันดีของสโมสรระดับ ลิเวอร์พูล และตอนนี้มันก็ยังมีถ้วยอีกใบที่ตั้งรอพวกเขาอยู่ให้เป็น 'เป้าหมาย' แห่งการเริ่มต้นที่แท้จริงซักที

หากว่าแชมป์ยุโรปมันสามารถเป็นจุดเริ่มต้นยุคสมัย ลิเวอร์พูล ของ คล็อปป์ ได้ในอนาคตล่ะก็

การย้อนกลับมามองดูตำแหน่งอันดับที่ 2 ในอนาคตข้างหน้ามันอาจจะมองว่านี่คือสิ่งที่คุ้มค่าแล้วก็เป็นได้

ส่วนใครกำลังมองหาความคุ้มค่ากับสิ่งที่อยากลงทุนล่ะก็มานี่เลยกับ Sbobet777 ที่คุ้มค่าและมีความสนุกให้ตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "




บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment