ข่าว

ผิดเพราะเป็น "บาเยิร์น"?

อัพเดตเมื่อ : May 25, 2019 1:51am โดย : admin

ทันทีที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เข้าเกียร์ห้าคว้า 3 ผู้เล่นมาเสริมทัพอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมไว้สู้ศึกในฤดูกาลหน้า

ไม่ว่าจะเป็น ยูเลี่ยน บลันด์ท , ธอร์ก็อง อาซาร์ หรือ นิโก้ ชูลซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เล่นยังบลัดที่ถูกจับตาจากหลายทีมใหญ่ เสียงค่อนขอดจิกกัดก็ตามมา

แฟนบอล บาเยิร์น มิวนิค ไม่น้อยออกมาตอบโต้ประมาณว่า ทีนี้ลองดูสิตกลงใครกันแน่ที่เป็น "จอมดูด"

กิตติศัพท์ของ เสือใต้แห่งบาวาเรียเป็นที่รับรู้กันว่า ชอบที่จะดึงผู้เล่นจากทีมร่วมลีก จนได้รับฉายาว่าเป็น "จอมดูด" แห่งวงการ



มันกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่ติดตัวจนแทบจะล้างไม่ออกของพวกเขาไปแล้ว จนบางครั้งหนักหนาถึงขั้นถูกชี้หน้าว่าเป็นทีมใหญ่ที่เห็นแก่ตัวมากๆ

มีการวิเคราะห์กันว่า นี่คือแนวทางหรือวิธีการนำไปสู่ความสำเร็จ เป็นเต้ยในลีกตัวเองแบบผูกขาดของ บาเยิร์น

นับตั้งแต่ปี 1980 หรือเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการใช้ยุทธวิธีนี้ เสือใต้ ครองแชมป์ลีกสูงสุดหรือบุนเดสลีกาถึง 23 ครั้ง ซึ่งถือว่าเกินครึ่งเลยทีเดียว

กลยุทธเช่นนี้มันเหมือนกับลั่นกระสุนนัดเดียวแล้วได้นก 2 ตัว

นอกจากจะได้ผู้เล่นที่มีคุณภาพตามต้องการมาช่วยไล่ล่าโทรฟี่แล้ว ยังเป็นการเตะสกัดคู่แข่งในลีกด้วยกัน ไม่ให้ก้าวตามทันอีกด้วย

อย่างไรก็ดีอีกสิ่งที่น่าสนใจคือ ด้วยความที่ มิวนิค คือเมืองใหญ่สุดแห่งบาวาเรียทางตอนใต้ของเยอรมัน มีอัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจที่สูงกว่าเมืองอื่น เป็นศูนย์กลางหรือฮับต่างๆ

ไม่เว้นแม้กระทั่งกีฬาและ บาเยิร์น นี่แหล่ะเป็นตัวแทนหรือเป็นหน้าตาที่ช่วยโหมให้โลกได้เห็นความยิ่งใหญ่อีกทาง



ฉะนั้นเป้าหมายของ บาเยิร์น มิวนิค คือต้องเป็นที่ 1 เท่านั้น" จึงเป็นเหมือนม็อตโต้ประจำทีม ที่ไม่ต้องไปโพทะนาให้คนอื่นรู้

แม้ว่าบางครั้งอาจจะเจ็บอยู่เหมือนกัน ที่ต้องโดนประทับตราว่าเป็น "จอมดูด"

-------------------

ช่วงกลางทศวรรษ 80 แผนนี้เริ่มถูกนำมาใช้และ เนิร์นแบร์ก ทีมบ้านใกล้เรือนเคียงที่กำลังพุ่งแรงขึ้นมา กลายเป็นเหยื่อรายแรก

ผู้เล่นแกนหลักของ "แดร์คลุบ" โดนไล่ดูดแบบเรียงตัว นอกเหนือจากช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ เสือใต้ แล้ว ยังเป็นการตัดขาตอนไม่ให้โตขึ้นมาในระนาบเดียวกัน

นอร์เบิร์ต เอเดอร์ , ฮันส์ ดอร์ฟเนอร์ , สเตฟาน รอยเตอร์ หรือ โรลันด์ กราฮัมเมอร์ ล้วนแต่เรียงหน้าเดินเข้ามาร่วมก๊วน บาเยิร์น ทั้งสิ้น



บางครั้ง เนิร์นแบร์ก ไม่ได้อยากปล่อยตัวนัก แม้จะได้รับข้อเสนอค่าตัวที่งดงาม แต่เมื่อนักเตะดิ้นรนอยากจะมา มันก็ยากที่จะรั้งไว้

ใครบ้างไม่อยากพัฒนาตัวเอง ก้าวไปข้างหน้ากับสโมสรระดับชั้นนำของประเทศ ทุกคนคิดเหมือนกันหมดแหล่ะ

แทนที่ เนิร์นแบร์ก จะผงาดขึ้นมาเป็นอีกทีมใหญ่เทียบรัศมี บาเยิร์น ทางฝั่งใต้ สุดท้ายเมื่อต้องเสียผู้เล่นสำคัญระดับกระดูกสันหลัง ก็ไม่อาจยืนหยัดได้ จนต้องตกไปอยู่ในลีกาสองเหมือนเดิม

พอมาทศวรรษที่ 90 คาร์ลสรูห์ ก็กลายเป็นเหยื่อรายที่สอง

พวกเขาขึ้นมาจากลีกรองและใช้ผู้เล่นยังบลัดเป็นขุมกำลังเขย่าบุนเดสลีกา แต่แล้วก็โดน เสือใต้ สกัดดาวรุ่งไม่ให้พุ่งแรงอย่างที่คิด



มิชาเอล สแตร์นคอฟฟ์ , โอลิเวอร์ ครอยเซอร์ , เมห์เม็ต โชล และ โอลิเวอร์ คาห์น ทยอยกันมาแจ้งเกิดสร้างชื่อที่นี่ทั้งสิ้น

แล้ว คาร์ลสรูห์ ก็มีชะตากรรมไม่ต่างจาก เนิร์นแบร์ก นั่นคือเมื่อไร้ขุนพลตัวกลั่นก็ค่อยๆถดถอยลงเรื่อยๆ รูดไปอยู่ท้ายตารางแล้วก็ตกชั้น หวนคืนสู่ที่เดิม

จากนั้นมาต้นยุค 2000 ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เป็นอีกทีมที่ต้องสังเวยนักเตะคนสำคัญ จากผลงานอันเปรี้ยงปร้างของทีมเช่นเดียวกัน

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ปี 2002 "นายห้างขายยา" ที่กำลังพีกหักด่าน แมนฯยูไนเต็ด ในรอบรองชนะเลิศอย่างระทึก ก่อนเข้าไปชิงดำกับ เรอัล มาดริด แล้วพ่ายอย่างน่าเจ็บใจ

หลังจากนั้นไม่นานดาวดังทั้งหลายก็ค่อยๆ โดน บาเยิร์น ดูดไปทีละคน ไล่ตั้งแต่ มิชาเอล บัลลัค , เซ โรแบร์โต้ และ ลูซิโอ

ส่วน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่พยายามถีบตัวเองก้าวขึ้นมาท้าทายบัลลังก์ของเสือใต้ ก็เจอไม้ตายนี้เล่นงานไปจนอ่วมเหมือนกัน


มาริโอ เกิทเซ่ , โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ มัตส์ ฮุมเมิลส์ คือซูเปอร์สตาร์ที่เปลี่ยนสีเสื้อจากเหลืองมาเป็นแดง ก่อนจะช่วยให้ บาเยิร์น ไขว่คว้าความสำเร็จในเวลาต่อมา

แวร์เดอร์ เบรเมน ที่เคยเป็นคู่แข่งแย่งบี้แชมป์อยู่ช่วงหนึ่งก็เจอดูดเข้าไปไม่น้อยเหมือนกัน

วาเลเรียง อิสมาแอล , มิโรสลาฟ โคลเซ่ , ทิม โบรอฟสกี้ รวมถึง แซร์จ นาบรี้ ล่าสุดคือตัวอย่างที่ฟ้องชัดเจนอยู่แล้ว

ต้องไม่ลืม ชาลเก้ 04 ที่แม้จะโดนในช่วงเวลาที่ห่างกันทั้ง โอลาฟ โธน , มานูเอล นอยเออร์ หรือ เลออน โกเร็ตซ์ก้า แต่ก็ไม่แตกต่างกัน นั่นคือล้วนแต่ใช้พลังอำนาจบารมีและเงินตราดูดไปเรียบวุธ

ถ้าหากบอกว่าทั้งหมดคือความบังเอิญ มันจะไม่เจตนาขนาดนั้นเลยหรือ?



-----------------------

แน่นอน บาเยิร์น หรือแฟนบอลของพวกเขาอาจจะไม่ชอบใจนักที่ต้องมาตกอยู่ในสถานะเช่นนี้

โดนสังคมตราหน้าครหาว่าเป็นพวกทีมใหญ่ที่ไร้จรรยาบรรณลูกหนัง เห็นแก่ตัวมากๆ รังแกย่ำยีทีมที่เล็กกกว่า

แต่อย่างหนึ่งต้องยอมรับว่า พวกเขาไม่ผิดอะไรเลย มันเป็นวิถีตามปกติของธุรกิจฟุตบอล ที่ต้องมีการซื้อขายผู้เล่นเป็นธรรมดา

แล้วเมื่อคุณเป็นทีมใหญ่มีฐานะการเงินที่มั่นคงแข็งแกร่ง มันก็ต้องไปคว้าผู้เล่นของสโมสรที่เล็กกว่า เป็นวงจรที่ไม่ซับซ้อนอะไรเลย ลีกไหนก็ทำกันทั้งนั้น

แต่ทำไม บาเยิร์น กลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งดูแล้วมันไม่แฟร์เท่าไรนัก

พอมาตอนนี้ ดอร์ทมุนด์ เองก็ไม่ต่างกัน ตีท้ายครัวทีมอื่นฉกผู้เล่นคนสำคัญเข้ามา กลับไม่มีใครว่าอะไร



นี่คือความรู้สึกของกองเชียร์เสือใต้ ที่ไม่พอใจกับการมาโดนยัดเยียดความเป็นจอมดูดแห่งวงการให้

อย่างไรก็ตามหากเราดูให้ถี่ถ้วนรอบด้านจะเห็นว่า ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ดอร์ทมุนด์ มีความสมดุลในเรื่องโครงสร้างการเงิน เพราะขายผู้เล่นแกนหลักไปมากมาย การเสริมทัพทดแทนจึงน่าจะปกติ

ซีซั่น 2016/17 เสียทั้ง เฮนริค มคิทาร์ยาน , ฮุมเมิลส์ , อิลคาย กุนโดกัน

ซีซั่น 2017/18 ขาย อุสมาน เดมเบเล่ , ปิแอร์ เอเมริก โอบาเมย็อง , สเวน เบนเดอร์

ซีซั่นล่าสุดโดนไปทั้ง โซคราติส , อิกอร์ ยาร์โมเลนโก้ , กอนซาโล่ กาสโตร และ  คริสเตียน พูลิซิช ซึ่งเซ็นล่วงหน้ากับ เชลซี ตั้งแต่มกราคมที่ผ่านมา

รวมแล้ว 3 ฤดูกาล ดอร์ทมุนด์ ฟันเงินจากการขายผู้เล่นร่วมๆ 250 ล้านยูโร

นี่คือความแตกต่างระหว่างสองเสือ เพราะ เสือใต้ เน้นซื้อมากกว่าที่จะขายออกไป แล้วส่วนใหญ่ก็ชอบจะคว้านักเตะจากลีกเดียวกันอีก

อย่างที่บอกไว้นั่นแหล่ะว่าไม่ผิดเลยสักนิด แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆเมื่อใช้วิธีการเช่นนี้ แล้วผูกขาดความยิ่งใหญ่ไว้แทบฝ่ายเดียว ก็ย่อมจะต้องโดนโจมตีเป็นธรรมดา



ถ้าจะผิดก็ผิดเพราะเป็น บาเยิร์น มิวนิค ใช่ไหม?

ได้อ่านเรื่องราวของ จอมดูด อย่าง บาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกันแล้ว อย่าลืมเลือก Sbobet777 ที่พร้อมให้คุณเริ่มต้นแบบไม่ต้องรอตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/

 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------

Facebook Comment