ข่าว

ถึงเวลาต้องยอมรับ

อัพเดตเมื่อ : June 06, 2019 10:25am โดย : KingKong

   
     จากชุดเล็กไล่ระดับขึ้นมาถึงชุดยู-23 ตอนนี้ ทีมชาติชุดใหญ่ของไทยเราก็พ่ายต่อเวียดนามเป็นที่เรียบร้อย

     เป็นความพ่ายแพ้ที่อาจบอกว่า "ช็อก" ก็ได้หากมองที่การเสียประตูช่วงทดเจ็บซึ่งไม่เหลือเวลาให้แก้ตัวได้อีก

     ทว่าเมื่อมองโดยรวมแล้วก็ไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์แต่อย่างใดเพราะเวียดนามสมควรเป็นผู้ชนะและได้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศคิงส์ คัพ ครั้งที่ 47

     ทั้งสองทีมต่างจัดผู้เล่นชุดใหญ่เท่าที่จัดได้ลงเล่น ไทยเรามีปัญหาแนวรุกตรงที่ "เจ" ชนาธิป บาดเจ็บต้องถอนตัว ขณะที่ "มุ้ย" ธีรศิลป์ ก็สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์จึงมีชื่อเป็นเพียงสำรองและไม่ถูกส่งลงสนาม


     แต่ฟุตบอลคือเรื่องของทีมเวิร์ก อาการบาดเจ็บหรือติดโทษแบนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกทีม สิ่งที่วัดคุณภาพของแต่ละทีมได้อีกอย่างก็คือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

      การไม่มีเจ้าเจ ทำให้เกมรุกของไทยลดประสิทธิภาพไปพอสมควร สุภโชค สารชาติ ที่ตามบทบาทแล้วเหมือนเป็นตัวสนับสนุนหน้าเป้าอย่าง ศุภชัย ใจเด็ด ยังไม่สามารถทดแทนรุ่นพี่ดีกรีแข้งเจลีกได้ ส่วนเจ้าอาร์มก็เหมือนขาดความมั่นใจไปเล็กน้อย

     เวียดนามรู้ดีว่าไทยไม่มีเจแบบนี้ยิ่งใช้การเพรสซิ่งหนักบีบไล่บอล เข้าถึงทุกจังหวะ อัดหนักทุกดอก ไทยเราจึงไม่สามารถตั้งเกมได้อย่างต่อเนื่อง

     คุณภาพของเจสามารถเอาตัวรอดได้กับการบีบเร็วเข้าถึงตัว แต่พอไม่มีเจ คนอื่นก็พลิกบอลแทบไม่ได้ สมาธิเริ่มเสียแล้วไปเล่นหนักตามเวียดนาม


     จังหวะลุ้นส่วนใหญ่ของไทยเราโดยเฉพาะครึ่งแรกมาจากจังหวะฉาบฉวยมากกว่า ขณะที่การต่อบอลทำเกมเป็นเวียดนามที่ทำได้ดีกว่า   

     เวียดนามแสดงให้เห็นว่ามีความฟิตที่ดีจริงๆ เมื่อนักเตะฟิตเปรี้ยะ โค้ชก็สามารถเลือกแผนการเล่นได้ง่ายขึ้น เน้นคอนโทรล เน้นเพรสซิ่งวิ่งแย่ง ฯลฯ ได้หมด

     เกมระดับอาเซียนด้วยกันแบบนี้ การต่อบอลไม่ได้เหนือกว่ากันมากอยู่แล้ว สิ่งที่เพิ่มข้อแตกต่างได้ก็คือการวิ่งไล่แย่งบอลคืนมา ขณะที่อีกฝ่ายก็คือการแก้เพรสซิ่งให้ได้

     นักเตะสกุลเหงียนกล้าเล่น กล้าต่อบอลกันมาก บอลเท้าสู่เท้าทำได้แม่นยำกว่าไทยเรา ขณะที่แดนกลางของเราซึ่งจุดพื้นที่สำคัญไม่สามารถคุมจังหวะเกมได้เลย

     สารัช อยู่เย็น ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีนัก ขณะที่ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ยังกั๊กๆ เหมือนเดิมในจังหวะเข้าบอลซึ่งก็เป็นแบบนี้มาตลอดนับตั้งแต่เจ็บหนักกลับมาอีกครั้ง

     มีเพียง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ที่พอจะบู๊ได้หน่อย แต่บางจังหวะก็หนักแบบไม่จำเป็นจนละเลยหน้าที่แท้จริงของตัวเอง


     ครึ่งหลัง "โค้ชโต่ย" ปรับแผนส่ง สุมัญญา ปุริสาย ลงเล่นแทน สารัช รูปเกมของเราดูโอเคขึ้น แต่พื้นที่สุดท้ายในการเข้าทำก็ยังไม่แน่นอนเท่าที่ควร

     น่าเสียดายที่ มุ้ย ไม่ถูกส่งสนามซึ่งน่าไม่ฟิตจริงๆ เพราะถ้ามีมุ้ยในสภาพที่เต็มร้อย การเก็บบอลแดนหน้าน่าจะทำได้ดี และทำให้ตัวสนับสนุนได้ขยับเกมขึ้นตาม เป็นการบีบเวียดนามไม่ให้ดันสูง

     ส่วนการเสียประตูแบบที่ "ตอง" พลาดในช่วงทดเจ็บเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่หากตัดจังหวะนี้ออกไป รวมไปถึงการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน เวียดนามก็ยังดูเป็นรูปเป็นทรงมากกว่า

     มันอาจน่าเสียดายที่อีกนิดเดียวก็ได้ดวลจุดโทษกันแล้ว แต่พอแพ้แบบนี้ก็กระชากอารมณ์พอสมควร เหมือนวันที่ อดิศักดิ์ ไกรษร ซัดจุดโทษข้ามคานในรอบตัดเชือกซูซูคัพกับมาเลเซีย ทุกอย่างจบในทันที

     การแพ้เวียดนามคาบ้านเป็นสิ่งยากเกินทำใจได้ มันไม่ใช่เพียงเราพลาดเข้าชิงคิงส์ คัพ แต่ยังเหมือนเป็นสัญญาณแบบตรงไปตรงมาว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่เบอร์หนึ่งอาเซียนอีกแล้ว

    ผลงานของเวียดนามทั้งคว้าแชมป์ซูซูกิ คัพล่าสุด ชุดเยาวชนหลายชุดทำผลงานยอดเยี่ยมในระดับเอเชีย และชุดใหญ่บุกชนะไทยถึงถิ่น


    ความรู้สึกรักชาติของเราอาจไม่ยอมรับ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าคือสิ่งที่โต้แย้งไม่ได้

ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเช่นไร แค่เล่นด้วยจิตวิญญาณ และทุ่มเทให้เต็มที่ แค่นี้ทุกคนก็พอใจแล้ว MYSBOBET ก็ร่วมเป็นหนึ่งกำลังใจที่จะส่งไปให้ทัพช้างศึก มาร่วมเป็นกำลังใจไปพร้อมกับเรา กดลิ้งตรงนี้เลย https://line.me/R/ti/p/@MYSB-99  หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
Facebook Comment