ข่าว

"เซิ้งเต้ยโศก" ยังไม่ตาย

อัพเดตเมื่อ : June 07, 2019 2:16am โดย : admin

ทันทีที่ฤดูกาล 2013/14 ปิดฉากลง แฟนบอลลิเวอร์พูลต่างก็ตั้งความหวังไว้กับ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ มากมาย

เขาย้ายจาก เชลซี มาในเดือนมกราคม 2013 ใช้เวลาเพียงแค่ปีเศษๆ ก็สถาปนาตนเป็นแข้งขวัญใจเบอร์ต้นๆของเหล่า เดอะ ค็อป ได้สำเร็จ

หลายคนยังติดตา "ลูกโขกแห่งความทรงจำ" ที่ สเตอร์ริดจ์ สะบัดศรีษะกระแทกบอลเสียบตาข่าย จนกลายเป็นประตูชัยพิชิต แมนฯยูไนเต็ด ที่แอนฟิลด์ในศึกแดงเดือด

แล้วเกมดวล เอฟเวอร์ตัน ศัตรูคู่แค้นร่วมเมือง เขาก็ยังเร่าร้อน จัดการคนเดียว 2 ประตูและควรมีชื่อถูกบันทึกไว้ในฐานะทำแฮตทริกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ หากไม่กดจุดโทษข้ามคานซะก่อน



ย้อนกลับไปเมื่อ 10 พฤษภาคม 2013 ในช่วงท้ายฤดูกาลแรกของเขากับ ลิเวอร์พูล ยังตะบันแฮตทริกใส่ ฟูแล่ม ได้อีก ก่อนช่วยให้ทีมมีชัย 3-1 ที่คราเวน ค็อตเทจ

สเตอร์ริดจ์ จำโมเมนต์นั้นได้อย่างแม่นยำ เพราะมันคือแฮตทริกแรกในอาชีพค้าแข้ง

แค่ซีซั่นแรกที่เล่นเพียงครึ่งเดียว เพราะย้ายมาช่วงตลาดรอบสอง ยังกดไป 11 ประตูจาก 14 นัดในพรีเมียร์ลีก

แล้วก็มาสร้างมาตรฐานฮอตต่อเนื่องในฤดูกาลถัดมาอย่างที่บอก ก่อนจะจบด้วย 21 ประตูในลีก คว้าอันดับสองดาวซัลโวสูงสุด เป็นรองเพียงแค่ หลุยส์ ซัวเรซ พาร์ทเนอร์ในแดนหน้าซึ่งกดไปไม่เกรงใจใคร 31 ตุง

สองคนนี้จับคู่ไล่ล่าตาข่ายอย่างครึกครื้น ช่วยกันยิงกระจายหายห่วง จนถูกขนานนามว่า " SAS" มาจากตัวอักษรแรกหน้าชื่อ โดยที่อีกความหมายหนึ่งคือคู่กองหน้าโคตรอันตราย เป็นที่ครั่นคร้ามของเหล่ากองหลังทั้งหลายนั่นแหล่ะ



นอกจากนี้ สเตอร์ริดจ์ ยังควง ซัวเรซ และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกของพีเอฟเอหรือสมาคมนักเตะอาชีพในปีนั้นด้วย

อย่างที่บอกไว้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม เดอะ ค็อป มากมายยกย่องให้เป็นแข้งคนสำคัญ แล้วยังขอฝากความหวังไว้อีก ต่างเชื่อมั่นว่าจะได้เห็นท่าฉลองการทำประตู "เซิ้งเต้ยโศก" เรื่อยๆ

แต่ สเตอร์ริดจ์ กลับทำให้แฟนๆสมหวังไม่ได้

มันเป็นเพราะอะไรกัน?

-------------------

ฤดูกาล 2014/15 เปิดม่านได้ไม่เท่าไร สเตอร์ริดจ์ หรือที่เพื่อนๆเรียกว่า ริดจี้ ก็ต้องมาประสบปัญหาอาการบาดเจ็บต้นขาอีก ทั้งที่แทบไม่เคยเดี้ยงมาพักใหญ่



เขามีปูมหลังกับอาการเจ็บที่ไม่น่าจดจำนัก โดยเฉพาะที่บริเวณสะโพก ซึ่งเป็นของแสลงนับตั้งแต่ยังเล่นกับ เชลซี

ปลายปี 2009 เขาต้องพักยาวร่วม 5 เดือน จากนั้นอีก 2 ปีใช้เวลาร่วมเดือนเพื่อเยียวยา

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปตอนตุลาคมปี 2007 เมื่อครั้งยังเล่นให้ แมนฯซิตี้ ก็ต้องปิดเทอมยาวถึง 4 เดือนด้วยกันจากปัญหาที่สะโพกนี่แหล่ะ

แรกทีเดียวก่อนจะจับเซ็นสัญญาจ่ายค่าตัวไป 12 ล้านปอนด์ ลิเวอร์พูล ต้องตัดสินใจใคร่ครวญอย่างมาก เช็คอาการอย่างละเอียด

เพราะความจริงไม่ใช่แค่สะโพกเท่านั้น สเตอร์ริดจ์ มีประวัติเจ็บมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เอ็นหลังหัวเข่า , กล้ามเนื้อต้นขา , หัวเข่า , ข้อเท้า , โคนขาหนีบ , น่อง , นิ้วเท้า หรือ เท้า

อย่างช่วงต้นปี 2009 ก็เกิดปัญหาที่โคนขาหนีบ ก่อนต้องขึ้นเตียงพยาบาลฟื้นฟูร่างกาย หายหน้าไปจากสังเวียนแข้งเกือบ 6 เดือนด้วยกัน

ข้อมูลระบุว่า หากนับนิ้วดูแล้ว เขาเจ็บไปถึง 17 ครั้ง ในสมัยอยู่กับ แมนฯซิตี้ , เชลซี หรือช่วงที่ปล่อยให้ โบลตัน ยืมตัว



อย่างไรก็ตามทีมแพทย์ของหงส์แดงที่ตรวจในเวลานั้น ให้คำมั่นว่าสภาพร่างกาย ริดจี้ แข็งแรงจริง ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรน่าวิตกกังวลนัก

แต่เว้นวรรคไปได้ไม่ถึง 2 ปี โรคเดี้ยงก็กลับมารังควานเล่นงานอย่างที่เห็น ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคหลักใหญ่ฉุดรั้ง ไม่ให้เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

ต้องมานั่งเสียเวลารักษาไม่พอ กลับมาแล้วก็ใช่ว่าจะเครื่องร้อนแรงเข้าที่เข้าทางเหมือนอย่างเดิม ต้องปรับตัวกันอีกพักใหญ่ พอเริ่มปรับตัวเรียกความมั่นใจได้ ก็ต้องเจ็บอีก

มันวนลูปอยู่อย่างนี้ เล่นเอา สเตอร์ริดจ์ ท้อแท้อยู่หลายครั้ง กับโชคชะตาที่มักจะไม่ค่อยเป็นใจให้

ตั้งแต่เปลี่ยนมาสวมยูนิฟอร์มลิเวอร์พูลนั้น เขาเจ็บไปแล้วกว่า 10 ครั้งด้วยกัน โดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อต้นขาที่กลายมาเป็นของแสลงแทนสะโพก ต้องรักษาถึง 5 ครั้ง

รวมแล้วกว่า 5 เดือนด้วยกัน ที่อาการตรงนี้พรากเขาไปจากสนาม มันช่างน่าทรมานยิ่งนัก

เจ็บปวดทางกายไม่เท่าไร แต่นี่มันบั่นทอนต่อสภาพจิตใจที่ปวดไม่แพ้กันหรอก

เขาแทบไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ท่าฉลอง "เซิ้งเต้ยโศก" ค่อยๆเลือนไปจากความทรงจำใครหลายคน



แล้วในวันนี้ที่ ลิเวอร์พูล ฟอร์มร้อนแรงชื่อของ โม ซาลาห์ , ซาดิโอ มาเน่ หรือ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กลบตัวตนของ สเตอร์ริดจ์ แทบมิดจนมองไม่เห็น

จะว่าไปมันช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ อาการบาดเจ็บคือสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เราไม่อาจกำหนดได้เลย

3 ปีก่อน ลิเวอร์พูล เคยมีความคิดที่จะขายทิ้ง เพราะเบื่อที่จะต้องมานั่งรักษาอีกแล้ว เวลาในสนามของเขาน้อยเกินไป

แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเก็บไว้ต่อ แล้วนักเตะเองก็ยืนยันพร้อมจะรีดตัวเองให้กลับมาสู่จุดพีกแบบเดิม

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยและไม่รู้ว่าจะไหวแค่ไหน จนกว่าจะลงมือทำจริงๆ

-----------------------

ช่วงที่เบื่อกับอาการบาดเจ็บของ สเตอร์ริดจ์ ซึ่งมาแบบสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เจอร์เก้น คล็อปป์ ถึงกับตั้งคำถามออกสื่อในทำนองว่า เจ็บจริงแค่ไหนหรือที่แท้ใจเสาะเอง

เพราะพอจะรู้อยู่บ้างว่า ทัศนคติของลูกทีมรายนี้ไม่ค่อยดีนัก จึงเกิดความคลางแคลงใจเป็นธรรมดา



อย่างไรก็ตามในช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา ก่อนฤดูกาลจะเปิด สเตอร์ริดจ์ ฟอร์มเปรี้ยงอย่างน่าทึ่ง จนยิงได้มากกว่าใครในเกมอุ่นเครื่อง นั่นทำให้ คล็อปป์ ประทับใจไม่น้อย

จากคำบอกเล่าจากเพื่อนๆ เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ว่าจะตอนฝึกซ้อมที่มุ่งมั่นทุ่มเทกว่าที่เคย เข้าฟิตเนสทุกวันและออกทีหลัง รวมถึงไม่สนใจสิ่งเร้าต่างๆหรือวุ่นวายกับโซเชี่ยล

ช่วงออกสตาร์ตฤดูกาลผลงานจึงดีอย่างน่าแปลกใจ จนชนะใจแฟนบอลโหวตให้คว้ารางวัลแข้งยอดเยี่ยมของสโมสรประจำเดือนกันยายน

อย่างไรก็ตาม สเตอร์ริดจ์ ต้องยอมรับสภาพว่าเขาโรยราลงไปมากและไม่สดปลั่งเหมือนแข้งตัวรุก 3 คนของ ลิเวอร์พูล สถานะตัวสำรองจึงกลายเป็นเรื่องปกติ

ทั้งฤดูกาล ริดจี้ เล่นตัวจริงไปแค่ 8 นัดในทุกรายการ อีก 15 นัดที่เหลือลงสำรอง ซึ่งตัวเลขนี้ฟ้องอยู่แล้วว่ามันน่าผิดหวัง

เขารู้อนาคตตัวเองแล้ว ดึงดันต่อไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะคงสู้ความร้อนแรงของนักเตะรุ่นน้องไม่ได้ 2 วันหลังได้เหรียญยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาเชยชม โดยไม่ได้มีส่วนร่วมในเกมชิง ลิเวอร์พูล ก็ประกาศแยกทาง



มันเป็นความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย จากกันด้วยดีไม่มีปัญหา อีกทั้ง สเตอร์ริดจ์ ยังแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและโชว์สปิริตด้วยการโพสต์ข้อความขอบคุณทุกคนในสโมสร โดยเฉพาะบรรดาผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ไม่มีร่องรอยของความโกรธแค้นเลย

อีกทั้งก่อนหน้านั้น เขายังให้สัมภาษณ์ด้วยว่าไม่ได้ซีเรียสหรือคิดมากเลยช่วงต้องจมปลักกับม้านั่งข้างสนาม เพราะเพื่อนร่วมทีมกลมเกลียวเหนียวแน่นกันมาก ไม่มีเหลื่อมล้ำแบ่งชั้นว่าใครเป็นตัวหลักหรือแค่ตัวประกอบ

7 ปีที่ผ่านมาในสโมสรแห่งนี้คือความทรงจำอันสวยงาม แม้มีบางช่วงที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรคก็ตาม

160 นัดในทุกรายการกับ 68 ประตูที่เขาสร้างเอาไว้ เดอะ ค็อป ทั้งหลายก็คงไม่มีทางลืมเช่นเดียวกัน

บางทีเราอาจมองได้ว่า สเตอร์ริดจ์ โชคร้ายกับเรื่องอาการบาดเจ็บและมาเปลี่ยนแปลงตัวเองช้าเกินไป

แต่เขาเพิ่งอายุ 29 ปี เส้นทางนักเตะอาชีพยังไม่ได้ยุติลงแค่นี้ คำว่าสายไปจะไม่เกิดขึ้น ถ้าพร้อมทุ่มเทไม่ท้อถอย



เชื่อเถอะว่า เราจะยังได้เห็นท่าฉลอง "เซิ้งเต้ยโศก" กันอีกแน่นอน

ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตของ สเตอร์ริดจ์ ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร เพราะมันก็ยังไม่แน่นอน เราก็ต้องรอติดตามต่อไปนะครับ แต่หากใครชอบความแน่นอนและไม่ต้องรอลุ้นมาเริ่มต้นกับ Sbobet777 ได้ในทันทีตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "

https://www.facebook.com/cheerball/


 
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment