ข่าว

[ #GlazersOut กับ ม้าหายนะ ]

อัพเดตเมื่อ : June 26, 2019 11:22pm โดย : admin

14 ปีเข้าไปแล้วที่ตระกูลเกลเซอร์เข้ามาครอบครอง แมนฯยูไนเต็ด

พวกเขาจ่ายเพียง 790 ล้านปอนด์ในปี 2005 ก่อนจะมีอำนาจกุมทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทุกกิจการในสโมสรที่ยิ่งใหญ่และร่ำรวยสุดในโลกเวลานั้น

จำได้ว่า 16 พฤษภาคม 2005 ถือเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์มืดที่ เร้ด อาร์มี่ ทั้งหลายจะต้องจดจำไปตลอดกาล ราวกับว่าเมฆดำทะมึนแผ่รัศมีกว้าง ปกคลุมเหนือโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด


ก่อนหน้าที่พวกเกลเซอร์ซึ่งนำโดย มัลคอล์ม ผู้พ่อจะขยับถือหุ้นใหญ่ครบ 75 เปอร์เซนต์ มีบรรดาแฟนปีศาจแดงมากมายหลายพันคน ออกมาประท้วงเพื่อกดดันไม่ให้ผู้ถือหุ้นบางส่วนขายให้อย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นสโมสรจะเปลี่ยนทิศทางแน่

บางส่วนรวมตัวกันไปร้องขอวิงวอนผู้ถือหุ้นที่ว่า สกัดทุกวิถีทาง ไม่ให้เกลเซอร์ก้าวเข้ามามีอำนาจง่ายๆ

เหมือนกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในปี 1998 ซึ่ง รูเพิร์ต เมอร์ด็อค เจ้าพ่อสื่อใหญ่และบิลเลี่ยนแนร์ชาวออสเตรเลีย พยายามจะทุ่มเงินเข้ามาเทคโอเวอร์ แล้วสุดท้ายต้องยอมพ่ายให้กับพลังแฟนผี ล่าถอยไปเอง

แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ก่อนสโมสรจะตกไปอยู่ในกำมือของปลิงมะกันที่หวังเข้ามาดูดเพียงอย่างเดียว

ไม่มีใครคิดหรอกว่า "ม้า" เพียงตัวเดียว จะเปลี่ยนแปลง แมนฯยูไนเต็ด และส่งผลกระทบมาจนทุกวันนี้

----------------------

Rock of Gibraltar คือชื่อของม้าเพศผู้สายพันธุ์มาจากไอร์แลนด์ มีขนสีน้ำตาล แผงคอและหางเข้มเกือบเป็นสีดำ ท่วงท่าสง่างามแข็งแรงยิ่งนัก


นอกจากหล่อเหลาเอาเรื่อง ยังมีลีลาการสับกงล้อสี่ขาที่รวดเร็ว เปี่ยมไปด้วยกำลังอีกต่างหาก

ชื่อเสียงของมันในวงการม้าแข่ง เป็นที่ยอมรับอย่างมาก เข้าเส้นเป็นที่ 1 ถึง 10 ครั้งจาก 13 สนามที่ลงควบ นี่คือสถิติที่ "คนบ้าม้า" ทั้งหลายต่างต่องซูฮกยกนิ้วให้

จึงไม่น่าแปลกใจที่มูลค่าสูงถึง 1,164,804 ปอนด์ ซึ่งเจ้าของคือ จอห์น แม็คเนียร์

แม็คเนียร์ กับ เจพี แม็คมานัส คือสองมหาเศรษฐีชาวไอริชที่ถือหุ้น แมนฯยูไนเต็ด 28.9 เปอร์เซนต์ ถือว่าเป็นรายใหญ่สุดในช่วงต้นทศวรรษ 20 หลังจากที่หุ้นแตกกระจายไปเรื่อยๆ ตามสถานะมหาชน

สองคนนี้ถือว่ามีอิทธิพลมากในบอร์ดบริหารและรักม้าพอๆกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จึงคุยกันถูกคอยิ่งนัก


แม็คเนียร์ นั้นยังเป็นเจ้าของบริษัทและคอกม้าดัง ซึ่ง "ร็อค ออฟ ยิบรอลตาร์" เป็นกรรมสิทธิ์ของคอกคูลมอร์ในไอร์แลนด์ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของเอง พอ เฟอร์กูสัน ได้เห็นความสง่างามและปราดเปรียวครั้งแรกก็หลงรักขึ้นมาทันที

แน่นอน แม็คเนียร์ เองก็อยากเอาใจ เฟอร์กี้ ซึ่งเวลานั้นเป็นผู้จัดการทีมยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน ประสบความสำเร็จมากสุดในอังกฤษ เลยยื่นข้อเสนอให้เป็นเจ้าของร่วมกันครึ่งหนึ่ง ถ้าชนะในสนามแข่งวันนั้น

ไม่รู้ว่า แม็คเนียร์ ซึ่งถูกเรียกว่ามาเฟียใหญ่แห่งไอร์แลนด์อารมณ์ดีหรือกรึ่มไวน์กันแน่ แต่ที่แน่ๆคือ  "ร็อค ออฟ ยิบรอลตาร์" ห้อเข้าเส้นเป็นที่หนึ่ง

ตอนแรกทุกอย่างราบรื่นดีไม่มีอะไรติดขัด เฟอร์กี้ ก็คิดไปแล้วว่าได้เป็นเจ้าของร่วม

ภายหลัง แม็คเนียร์ อ้างไปว่าสิทธิ์ที่ เฟอร์กี้ จะได้รับไม่ใช่ตัวม้า แต่เป็นเงินรางวัลที่ได้จากการแข่งขันแต่ละครั้งครึ่งหนึ่ง


โดนเหยียบจมูกอย่างนี้ป๋าย่อมแค้นมาก จู่ๆ มาโกงกันดื้อๆ ได้อย่างไร ใช้เวลาเคลียร์กันพักใหญ่กว่าจะได้บทสรุป

ตั้งแต่นั้นมาความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็สั่นคลอนปริแยก ซึ่ง เฟอร์กี้ ไม่ได้ขัดแย้งกับ แม็คเนียร์ เท่านั้น มันยังลามไปถึง เจพี แม็คมานัส ด้วย

สถานการณ์หนักข้อกว่าเดิมเพราะ "ร็อค ออฟ ยิบรอลตาร์" ย่อมเป็นพ่อพันธุ์ชั้นเยี่ยม ทำให้ทั้งคู่แย่งหยดอสุจิของมัน ม้าเพศเมียตัวไหนได้รับเชื้อแล้วท้องขึ้นมา รับรองว่าลูกที่โผล่จากมดลูกจะต้องกลายเป็นม้าพันธุ์ดีเหมือนพ่ออย่างไม่ต้องสงสัย

ความขัดแย้งบานปลาย กลายเป็นการเมืองในบอร์ดบริหาร อย่างในการประชุมสามัญครั้งหนึ่งของผู้ถือหุ้น เฟอร์กี้ เล่าให้ฟังว่ามีชายคนหนึ่งเสนอให้เขาลาออก โดยให้เหตุผลว่า ไม่สนใจงานหลักคือผู้จัดการทีม มัวแต่วุ่นวายกับม้าแข่ง

นี่เป็นวิธีการชกใต้เข็มขัด นอกเกมอย่างน่าเกลียด อีกทั้งยังเป็นการฉีกหน้ากันในที่ประชุมชัดๆ สร้างโกรธแค้นให้กับ เฟอร์กูสัน มากกว่าเดิม ยังดีที่ว่าทนายส่วนตัวซึ่งเป็นพวกมือดี รู้ข้อกฏหมายและทันเหลี่ยมเล่ห์ จัดการแก้ไขให้ผ่านไปได้

อย่างไรก็ตามนั่นคือจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น เป็นการห้ำหั่นกันในเชิงจิตวิทยา ต่างฝ่ายสั่นประสาทกันอย่างเต็มกำลัง วัดเลยว่าใครจะอยู่ ใครจะไป

หลังซีซั่น 2005/06 เปิดฉากได้ไม่เท่าไร แม็คเนียร์ กับ แม็คมานัส เรียกประชุมผู้ถือหุ้นและบอร์ดที่มี เดวิด กิลล์ เป็นหัวหน้าผู้บริหาร หนึ่งในหัวข้อหลักที่นำมาถกกันคือการขยายสัญญา เฟอร์กูสัน

ผลงานของป๋าเกรียงไกรยิ่งใหญ่อย่างไร้ข้อกังขา กิลล์ เลยบอกว่าต่อไปเลย 4 ปีเต็ม แต่ แม็คเนียร์ ยกมือค้านบอกว่าให้ปีเดียวก็น่าจะพอ เล่นเอาผู้ถือหุ้นอื่นแปลกใจไปตามๆ กัน แต่พอจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า มีการนำเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องในการตัดสินด้วย


อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นแค่ลูกจ้างคนหนึ่งในฐานะผู้จัดการทีม แต่อิทธิพลเฟอร์กี้ ใน แมนฯยูไนเต็ด นั้นน่าจะมากกว่าใครทั้งหมดด้วยซ้ำ แค่ฐานเสียงแฟนบอลทั่วโลกสนับสนุนก็นับร้อยล้านคนแล้ว

แม็คเนียร์ จึงแพ้อย่างขาดลอยหลุดลุ่ย ไม่มีทางต่อสู้วัดพลังได้เลยสักนิดเดียว

ขณะเดียวกัน มัลคอล์ม เกลเซอร์ ที่เข้ามาถือหุ้นก่อนหน้านี้ในจำนวนไม่มากนักและค่อยๆ ช้อนซื้อมากขึ้นสะสมทีละเล็กน้อย กำลังดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด รู้ดีว่ารอยร้าวครั้งนี้อาจต่อไม่ติดแน่

12 พฤษภาคม 2005 คู่หูไอริชยอมเทขายหุ้นทิ้งทั้งหมด เกลเซอร์ รีบเข้าไปอุ้มทันควัน มีอยู่ในมือเวลานั้น 57 เปอร์เซนต์ ตามกฏนั้นหากมีหุ้นในมือถึง 75 เปอร์เซนต์เมื่อไร จะสามารถนำสโมสรออกจากการเป็นมหาชนได้ นั่นก็คือไม่ต้องเข้าไปอยู่ในตลาดหุ้นแล้วนั่นเอง


คล้อยหลังไม่กี่วันตัวเลขเปอร์เซนต์พุ่งถึง 74.87 ปริ่มจะครบเกณฑ์เต็มที ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวในกลุ่มแฟนบอลปีศาจแดง เพราะไม่ต้องการให้มีนายทุนคนเดียวเข้ามาฮุบมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ทว่าไม่มีอะไรขวางพวกเกลเซอร์ได้อีกต่อไป

-----------------

ล่าสุดมีแฟนผีกลุ่มใหญ่ออกมารวมตัวกันขับไล่ เกลเซอร์ ที่ตอนนี้บริหารงานโดย อัฟราม และ โจเอล สองศรีพี่น้อง

นับตั้งแต่ เฟอร์กี้ ล้างมือในอ่างทองคำเมื่อปี 2013 ผลงานในสนามแย่ลงเรื่อยๆจนถึงขั้นใช้คำว่าทรุดหนักได้เลย


ในโลกโซเชี่ยลจึงพร้อมใจกันโพสต์ #GlazersOut กันอย่างมากมาย พยายามต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์เท่าที่จะทำได้ ตอนนี้ยอดแฮชแท็คกว่า 2 แสนแล้ว

มีบางคนออกมาแจกแจงให้เห็นถึงตัวเลขอันน่าเศร้า หนี้สินที่พุ่งขึ้น 496 ล้านปอนด์ แต่เงินเข้ากระเป๋าเกลเซอร์ 786 ล้านปอนด์และผู้ถือหุ้นฟันอีก 452 ล้านปอนด์ ในช่วง 13-14 ปีที่ผ่านมา

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมงบประมาณในการซื้อผู้เล่นจึงถูกจำกัด แม้ว่าสโมสรจะอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเสริมทัพเพื่อปรับเกมให้คืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีการนำไปเปรียบกับ เรอัล มาดริด ซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องเร่งฟื้นฟูเช่นกัน พวกเขาซื้อผู้เล่นใหม่ในซัมเมอร์นี้ไปเกือบ 350 ล้านปอนด์ ซึ่งแน่นอนว่าไม่หยุดเท่านี้

ในขณะที่ปีศาจแดงเพิ่งจ่ายไป 15 ล้านปอนด์ แลกกับ ดาเนี่นล เจมส์ แข้งโนเนมที่อ้างว่ามาเพื่ออนาคต

ใช่หรือไม่ว่า ม้าที่ชื่อ "Rock of Gibraltar" คือตัวแปรสำคัญ ทำให้ แมนฯยูไนเต็ด ถอยหลังลงเหวดำดิ่งเช่นนี้


มันเป็นจุดหักเหที่เปิดช่องให้พวกเกลเซอร์เข้ามากอบโกยจนอ้วนพลี โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกแฟนบอลแม้แต่นิดเดียว

จากที่เคยหลงรักเจ้าม้าตัวนี้ บางที เฟอร์กี้ อาจเปลี่ยนความรู้สึกเป็นเกลียดชังแทนแล้วก็ได้

ใครจะไปคิดว่าม้าเพียงแค่ตัวเดียวจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ แมนฯยูไนเต็ด ได้ขนาดนี้

ส่วนใครที่อยากสนุกไปกับทั้งม้าและสนุกไปกับเกมลูกหนังก็ต้องนี่เลย Sbobet777 ที่พร้อมบริการตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

---------------------------------------------

เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/



บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน

---------------------------------------------
Facebook Comment