breadcrumb symbol หน้าหลัก

Home and Away
by ซันเดย์



Home and Away
by ซันเดย์


"มิตรภาพที่ไม่ลืมเลือน"

อัพเดตเมื่อ : February 14, 2021 8:14am โดย : Sunday



     แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มสมราคาเต็ง 1 เต็งหามที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้ ด้วยการอัดสเปอร์ส ไป 3-0
     เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้เผชิญหน้ากับ โชเซ่ มูรินโญ่ หนนี้กุนซือเลือดกาตาลันเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้อย่างยอดเยี่ยม
     ทีมสุดท้ายที่มีชัยเหนือทีมของเป๊ปได้ก็คือ สเปอร์ส ของมูรินโญ่ ทีมนี้แหละ มันย้อนไปตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
     ตลอดหลายปี สองคนนี้ขับเคี่ยวกันมาตลอด ยืนอยู่ขั้วตรงข้ามกันเสมอมา มีความขัดแย้งกันเพราะต่างฝ่ายต่างก็เป็นยอดโค้ช และพาทีมประสบความสำเร็จ การเจอกันจึงเป็นเกมที่เดิมพันสูงอยู่เสมอ
     ซัมเมอร์ปี 1996 ปู่บ๊อบ บ็อบบี้ ร็อบสัน ได้รับการแต่งตั้งมาเป็นเทรนเนอร์ของบาร์เซโลน่า และก็ได้พาล่ามและผู้ช่วยหนุ่มวัย 33 ปี ที่ทำงานด้วยกันมาทั้งที่สปอร์ติ้ง และปอร์โต้ ติดมาด้วย
     ที่บาร์เซโลน่าเองก็มีกองกลางวัย 25 ปี ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาลูกหนังมาจาก โยฮัน ครัยฟ์ อยู่ 1 ราย ทั้งคู่ได้สนิทสนมกัน เริ่มต้นในช่วง 1 ปีนั้น
     เมื่อ บ็อบบี้ ร็อบสัน อำทีมไป หลุยส์ ฟาน กาล เข้ามาคุมทีมแทน หนนี้ผู้ช่วยหนุ่มอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ได้ติดตามไปด้วย แต่ขอทำงานที่บาร์ซ่าต่อ เรียนรู้งานจาก LVG
     ทำให้คนหนุ่มทั้งคู่ได้สนิทสนมกันอีก 3 ปี ก่อนที่ มูรินโญ่ จะอำลาบาร์ซ่าเพื่อไปเริ่มงานโค้ชที่เบนฟิก้าในปี 2000 โดยต่างก็ไม่รู้เลยว่าในอนาคตอีกไม่นาน ทั้งคู่จะได้กลายมาเป็นยอดโค้ชและต้องสู้กันอย่างหนักหน่วงโดยมีเดิมพันมหาศาล และไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย
     ในปี 2008 ตอนที่บาร์ซ่าแยกทางกับ แฟรงค์ ไรการ์ด และต้องการหาโค้ชคนใหม่ บอร์ดบริหารจำนวนมากที่มี โจน ลาปอร์ต้า เป็นประธาน ชี้ชัดไปเลยว่าถึงเวลาที่ต้องดึง โชเซ่ มูรินโญ่ กลับมาบาร์ซ่าแล้ว
     ขณะนั้น มูรินโญ่ ยังว่างงานหลังอำลาเชลซีในปี 2007 แต่เป็น โยฮัน ครัยฟ์ ที่เข้ามาเบรกความคิดนี้ พร้อมระบุว่าให้ดัน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในวัย 37 ปี ซึ่งยังคุมทีมบาร์เซโลน่า เบ อยู่ขึ้นมาทำทีมเลย
     อิทธิพลของ ครัยฟ์ ในสโมสรยังมีอยู่มาก คำพูดมีน้ำหนัก สุดท้ายบอร์ดก็ตัดสินใจตั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพียงปีแรก เป๊ป พาทีมกวาดทุกแชมป์ที่ลงทำการแข่งขัน
         ส่วน มูรินโญ่ ไปได้งานที่อินเตอร์ มิลาน ที่นี่เองเป็นจุดที่ทั้งคู่เริ่มปะทะกัน
     ในปี 2010 อินเตอร์ เจอกับบาร์ซ่า ในช่วงที่พีคสุดๆ และเป็น มูรินโญ่ ที่อาศัยแท็คติก เกมรับที่หนักแน่น บวกความเฉียบคมในเกมรุก เอาชนะไปได้ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนเข้าไปเอาชนะ บาเยิร์นของ หลุยส์ ฟาน กาล อดีตเจ้านายในนัดชิงดำที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว
     จบซีซั่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว กลายมาเป็นสถานที่ทำงานประจำของ มูรินโญ่ เพราะ เรอัล มาดริด คว้าตัวเขามาคุมทีม และที่นี่ทำให้การชิงดีชิงเด่นระหว่าง เป๊ป กับ มู ยิ่งเดือดและเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
     มีเรื่องราวมากมายระหว่างการเจอกันของ บาร์ซ่า และ มาดริด ในช่วงที่ทั้งคู่คุมทีมอยู่ข้างสนาม (จากปกติที่ก็เดือดอยู่แล้ว) และดูเหมือนภาพเพื่อนซี้ในอดีตจะหายไป เหลือเพียง 2 ชายที่ต้องการให้ตัวเองเป็นอันดับ 1 ในเส้นทางสายนี้
     เมื่อ เป๊ป อำลาบาร์ซ่าไปพักหายใจหายคอ 1 ปี แล้วไปคุมบาเยิร์น มิวนิค ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงการพักยก เพราะในปี 2016 โชคชะตาก็นำพาทั้งคู่มาเจอกันอีก
     หนนี้มีแมนเชสเตอร์เป็นสังเวียน ขณะที่ เป๊ป ไปอยู่ฝั่งสีฟ้า มูรินโญ่ ก็ไปอยู่ฝั่งสีแดง
     ความเดือดดาลข้างสนามลดทอนลงไป แต่ความเขม็งเกลียว แรงกดดันยังมีให้เห็นเสมอเมื่อมีศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ แต่แล้ว มูรินโญ่ ก็โดนปลดจากตำแหน่ง
     ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ทั้งคู่จะได้เจอกันอีก เป๊ป ยังคาราคาซังเรื่องสัญญาใหม่กับซิตี้ ในตอนนั้น ส่วน มูรินโญ่ ก็หายหน้าไปพักเล็กๆ แต่สุดท้าย ก็หนีกันไม่พ้น
     เป๊ป คุมทีมต่อ และจรดปากการต่อสัญญาออกไปอีก ส่วน โชเซ่ ได้งานที่สเปอร์ส โลกจึงหมุนทั้งคู่ให้มาชนกันอีกครั้งที่ข้างสนาม
     ด้วยอายุที่มากขึ้นกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน และด้วยความที่เผชิญหน้ากันมาจนชิน ความเป็นคู่แข่งที่รุนแรง ชนิดที่อาจจะเกินเบอร์ไปบ้างในสมัยอยู่ในสเปน ก็ค่อยเบาลง เหลือเพียงเรื่องในสนาม
     ก่อนเกมเมื่อคืนที่ทั้งสองคนเจอกัน ต่างก็ให้สัมภาษณ์ไปในทิศทางเดียวกัน และยังแสดงให้เห็นว่า แม้จะเคยเขม่นกัน และเดือดใส่กันมากแค่ไหน สุดท้าย ความเป็นมิตรในหนหลังก็ยังมีอยู่เสมอ
     "ผมชอบแบบนี้มากกว่า ไม่ชอบตกอยู่ในสปอตไลท์ ... เกมฟุตบอลมันบอกตัวมันเองอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องมาให้สัมภาษณ์ เพื่อธุรกิจ เพื่อการโฆษณาให้น่าสนใจ คุณก็ต้องทำมัน"
     "บางทีคุณอาจคาดหวังจะได้ยิน หรือชอบมัน แต่ทำไมเราต้องเป็นศัตรูกับผู้จัดการทีมคนอื่นๆ ทั่วไปหมดล่ะ?"
     "ผมนิ่ง ผมไม่ขอไปมีเอี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา เรามีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่"
     "งานของเขาคือท็อตแน่ม หรือก่อนหน้านั้นก็ ยูไนเต็ด ของผมคือซิตี้ เราต้องจัดการทีมของเรา และทีมงานของเรา และเราไม่มีเวลาไปยุ่งสโมสรอื่นๆ อยู่แล้ว" เป๊ป ให้สัมภาษณ์
     ขณะที่ มูรินโญ่ ก็เล่าเรื่องที่น่าประทับใจ โดยบอกว่าเมื่อถึงเวลาแห่งความยากลำบาก ต่างก็มีน้ำใจให้กัน
     "เกมฟุตบอล, ปัญหาฟุตบอล ถ้าคุณอยากจะเรียกแบบนั้นนะ สำหรับผม ผมมาจากยุคที่สิ่งใดที่เกิดขึ้นในเกมฟุตบอลก็อยู่ในเกมฟุตบอล และผมมีแต่ความรู้สึกด้านบวกและความนับถือกัน"
     "มีหลายห้วงเวลาในชีวิตที่เราไม่ลืมสิ่งต่างๆ หนึ่งในสิ่งที่ผมไม่เคยลืมก็คือตอนที่พ่อผมเสีย เขารู้ว่าพ่อของผมมีความสำคัญกับผมมากแค่ไหน เขาเลยโทรมาหา"
 
     "จะว่าไป วันนี้เป็นวันเกิดของพ่อผมด้วย (12 ก.พ.) ท่านจะอายุครบ 83 ปีในวันนี้ และแน่นอน ตอนที่แม่เขาเสีย ผมก็ทำแบบเดียวกัน"
     "ดังนั้นมันมีหลายอย่างที่ผู้คนไม่เห็น เราไม่จำเป็นต้องเล่า ที่ผมเล่าให้ฟังเพราะตอนนี้ผมมีโอกาส แต่ผมมีแต่ความทรงจำดีๆ ของเขาเมื่อครั้งที่เราอยู่ด้วยกัน"
 
     "ปัญหาของโค้ชอย่างพวกเราคือมันไม่ง่ายเลยในการจะพัฒนามิตรภาพ หรือพัฒนาความสัมพันธ์เพราะเราไม่ได้เจอกัน"
     "เราเจอกันก่อนเกม 2 นาที และหลังจบเกมอีก 2 นาที และมันก็เลยยาก"
     "แต่กับ เป๊ป ผมเก็บ 3 ปีที่เราอยู่ด้วยกันไว้ เราเจอกันทุกวัน เราฉลองแชมป์ที่เราคว้ามาด้วยกัน เราไม่ได้ร้องไห้ก็จริง แต่เราก็ผิดหวังไปด้วยกันเมื่อเราแพ้"
     "บางอย่างที่สำคัญ, ช่วงเวลาที่ดีงามในชีวิตของเรา, เขาในฐานะนักเตะ ผมในฐานะผู้ช่วยอายุน้อย และแน่นอนนั่นคือสิ่งที่ผมเก็บเอาไว้"
     "หลังจากนั้น ผมมีแค่ความรู้สึกดีกับเขา ผมไม่ได้มีความรู้สึกแย่ๆ เลย"
     เมือ่ถึงเรื่องของฟุตบอล ต่างก็อยากเป็นผู้ชนะ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นสีหน้า อาการ และท่าทางที่บึ้งตึง หรือหงุดหงิดผิดหวังข้างสนามจากฝ่ายที่พ่ายแพ้
     หลังจากเผชิญหน้ากันมานานตลอด 10 ปีมานี้ในฐานะคู่แข่ง ทั้ง เป๊ป และ โชเซ่ ต่างก็ลดทอนความเป็นอริกัน มองเห็นความเป็นมิตรที่เคยมีมากขึ้น
     เราจะยังได้เห็นทั้งคู่ทักทาย จับมือ และแยกกันไปทำหน้าที่ของตัวเองคนละฝั่งสนามอีกหลายต่อหลายครั้งในอนาคต นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน

 

ซันเดย์ ล่าสุด

Facebook Comment