breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" บทเรียนเมื่อปี 2014 "

แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้สึกมีความหวังอยู่บ้างหลังจากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และคาดหวังถึงสิ่งที่ดีขึ้นที่จะได้เห็นตั้งแต่ซัมเมอร์นี้ หลังจากวนเวียนอยู่กับความหดหู่อยู่หลายปี ทนเห็น 2 อริที่ฉกาจที่สุดอย่าง แมนฯ ซิตี้ และลิเวอร์พูล ขึ้นมายิ่งใหญ่ เท่านั้นไม่พอ ตัวเองยังตกลงมาแบบหมดสภาพ ทำให้การเปลี่ยนแปลงชนิดถอนรากถอนโคนคือสิ่งจำเป็น ณ วันนี้ แฟนผีทำใจยอมรับได้ว่ามันต้องสร้างกันขึ้นมาจากรากฐานอีกครั้ง ทำใจยอมรับได้ ว่าหากภายใน 2 ปี จะยังไม่เป็นทีมระดับลุ้นแชมป์ เล่นฟุตบอลได้แข็งแกร่งทุกมิติ ขอเพียงเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนกับกุนซือคนใหม่อย่าง เอริค เทน ฮาก ก็เป็นสิ่งที่โอเคในระดับหนึ่งแล้ว แต่นั่นไม่ใช่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2014 ปี 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก, เซอร์ อเล็กซ์วางมือ, เดวิด มอยส์ เข้ามาแทน ฤดูกาล 2013/14 คือความล้มเหลว พวกเขารอไม่ได้ บริบท ณ ตอนนั้นคือพวกเขาเพิ่งเป็นแชมป์มาหมาดๆ จะไม่ได้แชมป์ไม่ว่า แต่ต้องพอได้ลุ้น ไม่ใช่หลุดไปไม่ได้เล่นฟุตบอลยุโรปด้วยซ้ำ หลังจบฤดูกาล 2013/14 แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเล่นของหนัก พวกเขามองที่การคัมแบ็กกลับมายิ่งใหญ่ในทันที ตอนนั้นไม่ได้มีเวลามาคิดถึงการค่อยๆ สร้างทีมใหม่แล้ว เพราะนักเตะชุดแชมป์หลายคนก็ยังอยู่ สโมสรติดต่อกับ หลุยส์ ฟาน กาล และตกลงกันได้ตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2014 ก่อนที่ อาจารย์หลุยส์ จะจบภารกิจกับทีมชาติฮอลแลนด์เสียอีก LVG ตกลงกับปีศาจแดงเสร็จสรรพ ก็พาทีมชาติฮอลแลนด์ไปลุยฟุตบอลโลก โดยมีดาวยิงคู่ใจ ที่อีกเดี๋ยวจะได้มาทำงานร่วมกันที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เป็นตัวหลักในแนวรุก ช่วงนั้น ฟาน กาล ทำทีมชาติฮอลแลนด์ เล่นในระบบ 3-5-2 มีวิงแบ็ก โดยที่สองกองหน้าทีเด็ดคือมี ฟาน เพอร์ซี่ เป็นหน้าเป้า และมี อาร์เยน ร็อบเบน เป็นกองหน้าตัวสนับสนุนที่เล่นเป็นอิสระ เมื่อจบศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลไม่กี่วัน ฟาน กาล ก็เร่งเดินทางมาทำงานกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ทันที ระหว่างช่วงฟุตบอลโลก สโมสรก็จัดการเซ็นนักเตะเข้ามาให้ ฟาน กาล ถึง 2 คน คือ อันเดร์ เอร์เรร่า และ ลุค ชอว์ 2 คนนี้ค่าตัวรวมกันราว 64 ล้านปอนด์ สิ่งที่แฟนผีตื่นเต้น อยากเห็น หลังจาก 1 ปีของความผิดหวัง ก็คือกุนซือคนใหม่อย่าง ฟาน กาล จะทำทีมออกมาได้ดีแค่ไหน ภารกิจปรีซีซั่นของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ถูกวางไว้ก่อนแล้วก็คือไปทัวร์สหรัฐอเมริกา ฟาน กาล เป็นกุนซือที่ไม่ได้ยึดติดกับแผนการเล่นแบบไหนเป็นพิเศษ ในแต่ละทีม แต่ช่วงของอาชีพ เขาปรับแนวทางการเล่นไปเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ฟาน กาล จะหัวแข็ง ไม่ค่อยเปลี่ยน ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขากำลังมือขึ้นจากการเล่น 3-5-2 ดังนั้น ระบบนี้จึงเป็นระบบที่เขาคิดนำมาใช้กับแมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกัน เกมแรกที่แฟนผีเฝ้ารอคอยมาถึง เป็นการเจอกับ แอลเอ แกแล็กซี่ ที่สนามโรส โบว์ล วันที่ 23 กรกฏาคม 2014 ฟาน กาล ลงเล่นในระบบ 3-5-2 ที่อยากเล่นทันที เวลเบ็ค กับ รูนี่ย์ เป็นคู่หน้า แดนกลางได้เห็นฟอร์มของตัวใหม่อย่าง อันเดร์ เอร์เรร่า และ ลุค ชอว์ ได้เห็นดาวรุ่งอย่าง ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ และ รีซ เจมส์ (คนละคนกับ รีซ เจมส์ ของเชลซี) ในตำแหน่งวิงแบ็กซ้าย และเด็กคนนี้ก็ทำ 2 ประตูด้วย มันเป็นเกมที่ปีศาจแดงโชว์คลาส ถล่ม แอเอล แกแล็กซี่ถึง 7-0 เลยทีเดียว เอร์เรร่า โชว์การจ่ายบอล ออกบอลเข้าทำ ที่น่าประทับใจ จนแฟนบอลคาดหวังว่านี่แหละจะเป็นเพลย์เมกเกอร์คนใหม่ของทีม ต้องบอกว่าในปรีซีซั่นที่เป็นรายการ "อินเตอร์แนชนั่ล แชมเปี้ยน คัพ" ทีมของฟาน กาล เล่นน่าดูชมมากๆ ในระบบ 3-5-2 นักเตะดูวูบวาบ เล่นเกมรุก เดินหน้าเข้าใส่คู่แข่ง ขยับเคลื่อนที่กันอย่างกระฉับกระเฉง 3 วันต่อมา พวกเขาเอาชนะ โรม่า 3-2 ตามด้วยเสมอ อินเตอร์ 0-0 แล้วก็ยิงจุดโทษชนะ และคลาสสิกคือวันที่ 2 สิงหาคม พวกเขาก็เอาชนะ เรอัล มาดริด ได้ถึง 3-1 วันที่ 4 สิงหาคม พวกเขาเข้าไปชิงถ้วยปรีซีซั่นกับลิเวอร์พูล และแม้จะโดนยิงไปก่อน แต่ เวย์น รูนี่ย์, ฆวน มาต้า และ เจสซี่ ลินการ์ด ที่กลับมาจากยืมตัวจากเบอร์มิงแฮม ช่วยกันส่องคนละตุงให้ทีมเอาชนะ "แดงเดือดปรีซีซั่น" 3-1 มันช่างเป็นปรีซีซั่นที่สดใสเหลือเกินสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด และ หลุยส์ ฟาน กาล แมนฯ ยูไนเต็ด ปิดท้ายซัมเมอร์ด้วยการลงอุ่นเครื่องที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 1 สัปดาห์ก่อนพรีเมียร์ ลีก จะเปิด และก็ยังทำได้ดี เอาชนะ บาเลนเซียไป 2-1 ฟอร์มแบบนี้ ไม่คิดถึงการทวงแชมป์พรีเมียร์ ลีก คืนก็ใช่ที่ ทว่าก็อย่างที่เรารู้กันดี ปรีซีซั่น หรือเกมกระชับมิตร นำมาเป็นบรรทัดฐานในเกมการแข่งขันจริงไม่ได้ทั้งหมด อีกทั้งก่อนฤดูกาลเปิดไม่กี่วัน นักเตะที่เล่นด้วยความดุดันในช่วงปรีซีซั่นก็มีอาการเจ็บ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เจ็บ, ไมเคิ่ล คาร์ริค เจ็บ, ลุค ชอว์ ตัวใหม่ก็เจ็บ, อันแดร์สัน เจ็บ, อันโตนิโอ วาเลนเซีย เจ็บ, แดนนี่ เวลเบ็ค เจ็บ, จอนนี่ อีแวนส์ ก็ไม่พร้อม ความคาดหวังเริ่มมีสั่นคลอนนิดๆ เพราะตัวหลักเจ็บเยอะ แต่กระนั้น การเปิดฤดูกาลในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และมีคู่แข่งเป็นทีมกลางๆ อย่างสวอนซี ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ฟาน กาล จัด 11 ตัวแรกในเกมเป็นทางการนัดแรกของเขาดังนี้ ดาบิด เด เคอา - ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์, ฟิล โจนส์, คริส สมอลลิ่ง - เจสซี่ ลินการ์ด, อันเดร์ เอร์เรร่า, ฆวน มาต้า, ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์, แอชลี่ย์ ยัง - เวย์น รูนี่ย์, ชิชาริโต้ ในระบบ 3-5-2 ตัวที่จะเล่นวิงแบ็กขวาเจ็บกันหมด ทำให้ ฟาน กาล ต้องใช้ เจสซี่ ลินการ์ด มาเล่น แล้วซวยซ้ำซวยซ้อน เล่นไป 24 นาที ลินการ์ด เจ็บ ต้องเปลี่ยน อัดนาน ยานูซาย ลงมาแทน ความคาดหวังอันสวยงามของแฟนผีจบลงแบบสุดช็อค เพราะเกมนี้ ทีมของ ฟาน กาล แพ้คาบ้านต่อสวอนซีไป 1-2 3 นัดแรกในลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ชนะเลย เกมต่อมาเสมอซันเดอร์แลนด์ 1-1 และเสมอเบิร์นลี่ย์ 0-0 ก่อนตลาดปิด เอ็ด วู้ดเวิร์ด ยังยิ้มกริ่มด้วยการถลุงเงินเสริมทัพให้ ฟาน กาล แบบเต็มดอก อังเคล ดิ มาเรีย 60 ล้านปอนด์, มาร์กอส โรโฮ 16 ล้านปอนด์, ดาเล่ย์ บลินด์ 14 ล้านปอนด์, เซ็นเช่ายืม ราดาเมล ฟัลเกา มาอีก 1 ปี (6ล้านปอนด์) เป็นซัมเมอร์ที่ใช้จ่ายกระหน่ำสุดๆ แต่ผลงานกลับไม่เป็นไปตามที่หวังนัก หลังจากทู่ซี้ใช้ระบบ 3-5-2 ที่ร้อนแรงตอนปรีซีซั่น แต่ไม่เวิร์ค ในการแข่งขันจริง อยู่ได้ไม่นาน อาจารย์หลุยส์ ก็ยอมเปลี่ยนมาเล่นแบ็กโฟร์ตามปกติ 10 นัดแรกในลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะแค่ 3 เกม แพ้ไปอีก 3 นัด ย่ำแย่สุดๆ แต่เมื่อตัวหลักๆ กลับมากันครบ ความมั่นใจเริ่มมา ก็ค่อยๆ เดินหน้าเก็บผลงานการแข่งขันดีๆ ได้บ้าง นั่นรวมถึงการเอาชนะลิเวอร์พูล 3-0 ด้วย ลงท้ายฤดูกาลนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด จบด้วยการติดท็อป 4 ได้กลับไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่า หลุยส์ ฟาน กาล และแนวทางการเล่นอันยอดเยี่ยม ตอนปรีซีซั่น ไม่ได้การันตีว่าเมื่อการแข่งขันจริงมาถึงมันจะได้ผลเสมอไป เป็นบทเรียนที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเตรียมใจไว้ว่า อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากนัก จนกว่าจะได้เห็นของจริง! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ไม่สูงก็เก่งได้ "

พร้อมๆ กับที่ เอริค เทน ฮาก ประกาศการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ มันก็ตามมาด้วยข่าวเรื่องการเสริมทัพ นักเตะที่โดนโยงก็มักเป็นอดีตลูกทีม ไม่ว่าจะเป็น เฟรงกี้ เดอ ย็อง, มัทไธส์ เดอ ลิกท์, แอนโทนี่ ไปจนถึง ยูร์เรี่ยน ทิมเบอร์ ยูร์เรี่ยน ทิมเบอร์ เป็นกองหลังวัย 20 ปีที่ได้รับการยกย่องอย่างมาก ความนิ่ง ความชัวร์ มันสมองในการเล่นเกินวัยมาก ราวกับพวกนักเตะสูงประสบการณ์ เขาสามารถเล่นได้ทั้งเซนเตอร์แบ็ก และแบ็กขวา ซึ่งตอบโจทย์ของทั้ง เทน ฮาก เองและแมนฯ ยูไนเต็ด หากจะมีข้อตำหนิเล็กน้อย ก็คงจะเป็นเรื่องของ "ความสูง" ทิมเบอร์ สูงราว 179 ซม. ซึ่งถ้าเล่นแบ็กขวาก็ไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ แต่หากจะเล่นเซนเตอร์แบ็ก ปราการหลังตัวกลาง เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงแน่ๆ พรีเมียร์ ลีก คือลีกที่มีการเล่นฟุตบอลไดเร็คท์กันเยอะ รวมถึงลูกตั้งเตะทั้งหลายค่อนข้างถนัด ดังนั้น กองหลังควรต้องเล่นลูกกลางอากาศดีด้วย ทางบอลดี วิ่งเร็ว แข็งแรงอย่างเดียวคงไม่พอ สมัยยังหนุ่มๆ แกรี่ เนวิลล์ เองก็เคยมายืนเซนเตอร์ หากมองแค่ทางบอล การอ่านเกม เขาทำได้ไม่เลวเลย แต่ปัญหาคือความสูงนี่แหละ เพราะแกรี่ ก็สูงเท่าๆ กับ ทิมเบอร์ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยบอกว่าถ้า แกรี่ สูงกว่านี้สัก 2 นิ้ว คงเป็นเซนเตอร์แบ็กชั้นยอดได้ อีกหนึ่งกองหลังอายุน้อยที่ถูกพูดถึงมากในยุโรป รอบ 2 ปีหลังมานี้ก็คือ ชูลส์ กุนเด้ ของเซบีย่า ใครได้ดู กุนเด้ เล่นคงชอบ เป็นกองหลังทักษะดี เร็ว แกร่ง และอ่านทางบอลดักจังหวะดี เปิดบอลเป็นด้วย ปัญหาก็คือความสูงนี่แหละ เพราะสูงแค่ 178 ซม. จะไหวเหรอ โดยเฉพาะถ้ามาเล่นในพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม ความสูงอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด ในประวัติศาสตร์ลูกหนัง มีปราการหลังตัวกลางหลายรายที่สูงไม่เกิน 180 ซม. แต่ได้รับการยกย่องในระดับสูง กัปตันทีมบาร์เซโลน่ายุคยิ่งใหญ่ของ เป๊ป อย่าง การ์เลส ปูโยล ก็ไม่ถึง 180 ซม. ช่วงหนึ่ง ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ก็โดนถอยมายืนเซนเตอร์ และทำได้ดีมากๆ ด้วย ทั้งที่เป็นกองกลางตัวรับอาชีพ และสูงแค่ 174 ซม. เนื่องจากเขามีเซนเตอร์ตัวใหญ่คอยช่วยเหลืออยู่อย่าง เคราร์ด ปีเก้ ดังนั้น มาสเคราโน่ จึงเปรียบเสมือน คันนาวาโร่ เวลาเล่นกับ เนสต้า หรือ มาเตราซซี่ อิตาลี ชาติที่ผลิตโคตรกองหลังมาตลอด ฟาบิโอ คันนาวาโร่ สูงแค่ 175 ซม. และรุ่นพี่อย่าง ฟรังโก้ บาเรซี่ ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในเซนเตอร์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่มีมา ก็สูงแค่ 176 ซม. บาเรซี่ เล่นฟุตบอลด้วยจุดเด่นที่เขามี ยกเว้นเรื่องความสูง นั่นคือการมีปฏิริยาตอบสนองที่ดี การอ่านเกม การยืนตำแหน่งระดับเทพ เข้าสกัดหนักแน่น และทักษะฟุตบอลแน่น เล่นบอลได้เชื่องเท้า เล่นเหมือนนักเตะรุ่นใหญ่ เล่นกับพวกเด็กๆ มันแบบนั้นจริงๆ เพราะ บาเรซี่ แม้ตัวไม่ใหญ่ แต่เข้าบอลแม่นยำ รวดเร็ว อ่านทางดักทางดีมากๆ แถมยังเป็นตัวขึ้นเกมไปจากข้างหลังได้ดี จะเล่นแบบโซนหรือมาร์คคน จัดให้ได้หมด โหม่งบอลก็ไม่ขี้เหร่ อย่าง บาเรซี่ นี่สมมุติถ้าไม่ได้เล่นกองหลัง เอามายืนกองกลางก็คิดว่าน่าจะเล่นได้เหมือนกัน เพราะนิ่งมาก อ่านเกมขาด เปิดบอลเป็น ไม่มีลนลาน ตำนานของ เอซี มิลาน อย่างบาเรซี่ ที่เล่นให้มิลานทีมเดียวตลอดอาชีพ 20 ปี แต่จริงๆ เขาน่าจะได้เล่นให้ อินเตอร์ มิลาน อริร่วมเมืองด้วย จูเซ็ปเป้ บาเรซี่ พี่ชายของ ฟรังโก้ เซ็นเป็นนักเตะเยาวชนของอินเตอร์ จากนั้นอีกปีสองปี ฟรังโก้ ก็ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมงูใหญ่ด้วยแต่โดนปฏิเสธ ด้วยข้อหาตัวเล็กเกินไป ฟรังโก้ ตัดสินใจย้ายมาทดสอบกับ เอซี มิลาน แทน แต่ก็ยังไม่ถูกตอบรับในทันที ต้องมาลองใหม่อีก 2 หนกว่าในที่สุด มิลาน จะตกลงเซ็นบาเรซี่เข้าทีม แต่สุดท้ายกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของสโมสร ถ้าจะให้โหวตกันว่าใครคือกองหลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา คำตอบอาจจะเป็น "ไกเซอร์ฟรานซ์" ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ เบ็คเค่นเบาเออร์ สูงเพียง 181 ซม. บทบาทแบบสวีปเปอร์ หรือ ลิเบอโร่ ในแบบสมัยก่อน ทำให้ไกเซอร์ฟรานซ์ โดดเด่นอย่างมาก กระทั่งฟุตบอลอังกฤษที่ว่ากันว่าเล่นลูกโด่งเยอะ เราก็ยังมี บ็อบบี้ มัวร์ กัปตันทีมชาติชุดแชมป์โลก 1966 ตำนานของเวสต์แฮม มัวร์ สูงราว 178 ซม. เช่นเดียวกัน เรายังร่ายรายชื่ออย่าง โรนัลด์ คูมัน, แฟรงค์ เดอ บัวร์ ไปจนถึง อิบัน กอร์โดบา ที่ต่างเป็นเซนเตอร์ตัวเล็ก แต่มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทำให้มากลบจุดด้อยเรื่องรูปร่างไปได้ แล้วพวกเหล่านี้ไม่ใช่โหม่งไม่เป็น บางคนรูปร่างสูง แต่สปริงข้อเท้าดีมากๆ หากเล่นกองหลังคู่ ถ้ามีคนใดคนหนึ่งเก่งลูกโด่ง ตัวใหญ่ อีกคนอาจตัวไม่โต แต่ทางบอลดี ไว และแข็งแรง อาจกลายเป็นคู่ที่สมดุลกว่าก็เป็นไปได้ ดังนั้น ความสูง จึงไม่ใช่คุณสมบัติสำคัญที่สุดในการจะเลือกเซนเตอร์แบ็กสักคนมาร่วมทีมแน่นอน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดราม่าแชมป์วินาทีสุดท้าย "

ชาลเก้ 04 คว้าแชมป์ลีกา 2 เยอรมัน ได้เลื่อนชั้นกลับสู่ บุนเดสลีกา หลังจากพลาดท่าตกชั้นไปเมื่อปีก่อน พูดถึงชาลเก้ แล้วก็ทำให้นึกถึงการลุ้นแชมป์ที่ระทึกที่สุดครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอลยุโรป ลีกใหญ่ๆ เคยผ่านการตัดสินแชมป์แบบสุดดราม่า ตื่นเต้นเหลือเชื่อมาแล้วทั้งนั้น แม้กระทั่งพรีเมียร์ ลีก เองก็เคยมีเหตุการณ์ 93:20 ของ เอล กุน ที่ยิงพา แมนฯ ซิตี้ เป็นแชมป์เมื่อปี 2012 บุนเดสลีกา เยอรมันก็เช่นเดียวกัน ย้อนไปในปี 2000/01 เคยมีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้น ปีนั้น บาเยิร์น มิวนิค ของเทรนเนอร์อ็อตต์มาร์ ฮิทซ์เฟลด์ เบียดลุ้นแชมป์กับ ชาลเก้ 04 ที่มี ฮูบ สตีเฟ่นส์ คุมทีม แชมป์หนสุดท้ายก่อนหน้านี้ของชาลเก้ คือปี 1958 ยุคที่ฟุตบอลอาชีพในเยอรมัน ยังไม่ได้ใช้ระบบลีก ยังไม่ได้ควบรวมกันเป็นบุนเดสลีกาด้วยซ้ำ (ปีแรก 1963) ทีมราชันสีน้ำเงิน ในฤดูกาลนั้นมีทีมที่ดีมาก นายทวาร โอลิเวอร์ เร็ค กองหลังอย่าง โทมัส ไฮโต้ และ โทมัส วัลด็อค สองแข้งโปล, อีฟส์ ไอเกนเราค์, จอมเก๋า โอลาฟ โธน, ตัวริมเส้นตีนซ้ายหนัก ยอร์ก โบห์เม่ กองหน้าถือเป็นทีเด็ดเลยคือ เอ็บเบ้ ซานด์ ดาวยิงโคนม และ เอมิล เอ็มเพนซ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งเบลเยี่ยมที่ยิงระเบิดทั้งคู่ ผนวกกับ เกรัลด์ อซาโมอาห์ กองหน้าเชื้อสายกาน่า ที่เล่นดีจนสุดท้ายติดทีมชาติเยอรมัน ชาลเก้ ถือเป็นทีมที่สถิติดีที่สุดของลีกในเชิงประตู เพราะพวกเขายิงได้เยอะที่สุด และเสียน้อยที่สุดด้วย ผลต่างประตูของพวกเขาดีที่สุดในลีก ก่อนเกมนัดสุดท้ายมาถึง บาเยิร์น มีแต้มนำชาลเก้อยู่ 3 คะแนนก็จริง แต่ชาลเก้ ได้เปรียบเรื่องผลต่างประตู ที่ดีกว่า 3 ลูก หนทางที่ชาลเก้ จะเป็นแชมป์คือ พวกเขาต้องชนะ และหวังว่า บาเยิร์น จะแพ้ โปรแกรมนัดสุดท้าย บาเยิร์น ไปเยือนสิงห์เหนือฮัมบูร์ก ทีมอันดับ 13 ส่วนชาลเก้ เล่นในพาร์คสตาดิโอนของตัวเอง แฟนบอลเต็มสนาม เจอกับอุนเทอร์ฮัคคิ่ง ที่ตกชั้นไปแล้ว ตามโปรแกรม ดูเหมือนว่า ชาลเก้ น่าจะชนะได้ค่อนข้างแน่ แต่ บาเยิร์น ยังไม่ชัวร์ เพราะฮัมบูร์ก เน้นตลอดเมื่อเจอ บาเยิร์น และพวกเขามีดาวยิงประจำฤดูกาลบุนเดสลีกาอย่าง เซอร์เก บาร์บาเรซ อยู่ด้วย บ่ายของวันที่ 19 พฤษภาคม 2001 เสียงนกหวีดเริ่มเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลเริ่มขึ้น ภายใน 30 นาทีแรกของเกม แฟนบาเยิร์น ยิ้มกริ่ม เพราะแม้พวกเขาจะยังทำอะไร ฮัมบูร์กไม่ได้ แต่ที่ชาลเก้ เจ้าถิ่นดันโดนทีมตกชั้นอย่างอุนเทอร์ฮัคคิ่ง นำถึง 2-0 แต่นาทีที่ 44 และ 45 ก่อนหมดครึ่งแรก ชาลเก้ ก็ได้ 2 ประตูรวดตีเสมอ 2-2 จาก นิโค่ ฟาน แคร์กโฮเฟ่น และ เกรัลด์ อซาโมอาห์ จบครึ่งแรก ฮัมบูร์ก ยังเสมอ บาเยิร์น 0-0 ส่วน ชาลเก้ เสมอ อุนเทอร์ฮัคคิ่ง 2-2 ดูตาม Real time บาเยิร์น ยังคงเป็นแชมป์ ในครึ่งหลัง นาทีที่ 70 แฟนชาลเก้ เซ็งกันอีกรอบ เพราะบุกอยู่ดีๆ มาโดน อุนเทอร์ฮัคคิ่งยิงนำ 3-2 เข้าให้อีก หนนี้ พวกเขาใช้เวลาไม่นาน ยิง 2 ประตูรวดใน 2 นาที นาทีที่ 73 ก็ตีเสมอสำเร็จ 3-3 นาทีต่อมา พวกเขาก็แซงนำเป็นครั้งแรกของเกม 4-3 และทั้งสองประตูมาจาก ยอร์ก โบห์เม่ นั่นหมายความว่า บาเยิร์น มิวนิค ต้องระมัดระวังให้ดี ถ้าโดน ฮัมบูร์ก ยิงขึ้นมาบ้านแตกเอาได้ง่ายๆ เข็มนาฬิกาเดินไปเรื่อยๆ เข้าสู่ท้ายเกม นาทีที่ 89 เอ็บเบ้ ซานด์ ทำให้ ชาลเก้ นำห่าง อุนเทอร์ฮัคคิ่ง 5-3 เป็นการการันตี 3 คะแนนของพวกเขาแน่ๆ แต่กระนั้น แฟนบอลก็ต้องภาวนาให้เกิดปาฏิหาริย์ที่ฮัมบูร์ก นาทีสุดท้ายของเกม ปาฏิหาริย์ ดูเหมือนจะมีจริง เมื่อฮัมบูร์ก ได้บุกใส่ บาเยิร์น บอลงัดออกมาทางด้านซ้าย มาเร็ค ไฮน์ซ กองหน้าเลือดเช็ก เปิดโค้งเข้าไปในเขตโทษ เซอร์เก บาร์บาเรซ ดาวยิงตัวเก่งเทกตัวโหม่งสะบัดลงพื้น บอลเบียดโคนเสาสองเข้าไปโดย โอลิเวอร์ คาห์น ได้แค่เหลียวมอง ฮัมบูร์ก ออกนำบาเยิร์น 1-0 ! ตอนนั้นแฟนบอลชาลเก้ เฮกันลั่นสนาม และเมื่อเสียงนกหวีดในสนามของพวกเขาดังยาวจบเกม แฟนบอลก็เฮกันลงไปในสนามเพื่อเฉลิมฉลองกับชัยชนะและผลการแข่งขันในวันสุดท้าย พวกเขากำลังจะเป็นแชมป์ ยกเว้นอยู่นิดเดียว นั่นคือเกมที่ ฮัมบูร์ก ยังไม่จบ มีการถ่ายทอดช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเกมนั้นมาที่จอยักษ์ในสนามของชาลเก้ด้วย แฟนบอลและทีมงานของชาลเก้ ทุกคนก็ลุ้นไปด้วยกัน กลับไปที่ บาเยิร์น พวกเขาต้องทำทุกทางเพื่อตีเสมอให้ได้ เพราะถ้าแพ้ แชมป์หลุดมือทันที ในการทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก ดีดบอลทะลุขึ้นหน้า เปาโล แซร์จิโอ กองหน้าบราซิลวิ่งตีคู่ไปกับ โทมัส อูฟาลูซี่ กองหลังของฮัมบูร์ก เปาโล แซร์โจ้ พยายามแตะบอลให้ได้ แต่ อูฟาลูซี่ ถึงก่อนเขาดีดบอลคืนไปให้ผู้รักษาประตู และผู้รักษาประตูดันใช้มือรับบอล แง่หนึ่ง มันอาจมองได้ว่าเป็นการสกัด แต่ในแง่หนึ่ง มองได้เช่นกันว่าเป็นการเจตนาจ่ายบอลคืนให้ผู้รักษาประตู ผู้ตัดสินมาร์คุส แมร์ค มองเป็นอย่างหลัง เท่ากับเป็นการฟาวล์โดยผู้รักษาประตู ที่ใช้มือรับบอลจากการคืนหลังของพวกเดียวกัน กลายเป็นฟรีคิก 2 จังหวะของ บาเยิร์น ในกรอบเขตโทษ ความบังเอิญก็คือ ผู้รักษาประตูฮัมบูร์กในนัดนี้คือ มาธิอัส โชเบอร์ ซึ่งพวกเขาไปยืมตัวมาจากชาลเก้ ทุกอย่างถูกหยุดนิ่ง ฤดูกาลบุนเดสลีกา กำลังจะถูกตัดสินด้วยฟรีคิก 2 จังหวะลูกนี้ ถ้าบาเยิร์น ยิงไม่เข้า ชาลเก้จะเป็นแชมป์ ถ้า บาเยิร์น ยิงเข้า พวกเขาจะกระชากถาดแชมป์กลับคืนมาจากมือชาลเก้ สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก ยืนอยู่กับ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ และอีกคนที่ยืนอยู่ทำท่าจะเป็นคนยิงคือปราการหลังชาวสวีเดน พาทริค แอนเดอร์สสัน การยิงฟรีคิกลักษณะนี้จะว่ายากก็ยาก เพราะคนมันออกันอยู่เต็มหน้าปากประตู และระยะมันใกล้ แต่จะว่าง่าย มันก็พูดได้ ถ้ามีพวกยิงแรง เท้าหนักและยิงแม่นๆ เสียงนกหวีดให้สัญญานจากผู้ตัดสินดังขึ้น เอ็ฟเฟ่นแบร์ก เขี่ยสั้นๆ พาทริค แอนเดอร์สสัน วิ่งเข้ามากดเต็มแรง บอลพุ่งเรียดแหวกกลุ่มนักเตะเข้าประตูไปอย่างพอดิบพอดี มันกลายเป็นประตูตีเสมอ 1-1 ทำให้บาเยิร์น คว้าแต้มสำคัญ แต้มที่พวกเขากระชากแชมป์กลับมาครองอย่างสุดดราม่า และมันเป็นประตูเดียวในฐานะนักเตะ บาเยิร์น ของ พาทริค แอนเดอร์สสัน ด้วย ภาพที่นักเตะบาเยิร์น กอดกันกลม ทีมงานข้างสนาม ทั้งเทรเนอร์ อ็อตต์มาร์ ฮิทซ์เฟลด์ และนักเตะสำรอง ไปจนถึงพวกผู้บริหารอย่าง อูลี่ เฮอเนส ดีใจสุดขีด เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ผู้ตัดสิน มาร์คุส แมร์ค เป่านกหวีดจบเกมทันทีหลังจากการฉลองสุดเหวี่ยงของนักเตะเสือใต้ เป็นการยืนยันแชมป์ของ บาเยิร์น อย่างเป็นทางการ มันคือการลุ้นแชมป์ที่ระทึกที่สุด ดราม่าที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ในขณะเดียวกัน ชาลเก้ ใจสลาย แฟนบอลที่ลงมาเต็มสนาม ทีมงานโค้ช และผู้บริหาร รูดี้ อัสเซาเออร์ เหมือนวิญญานหลุดจากร่าง นั่นคือครั้งที่ชาลเก้ เข้าใกล้แชมป์บุนเดสลีกามากที่สุด อันที่จริง พวกเขาเป็นแชมป์ไปเป็นระยะเวลาราว 4 นาที แชมป์กลับไปเป็นของ บาเยิร์น มิวนิค แต่ผลงานของพวกเขาในฤดูกาลนั้น ทำให้สื่อต่างยกว่าพวกเขาคือ Meister der Herzen หรือแชมป์ในใจของทุกๆคน อ่านให้สนุกได้อรรถรสขึ้นอย่าลืมชมคลิป :: http://ow.ly/i4zc30sjORu เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดาวซัลโวพรีเมียร์ 18 ประตู "

การแย่งชิงตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้แม้ตัวเลขอาจจะไม่เยอะ แต่ถือว่าสนุกใช้ได้เลย ซน ฮึง มิน ทำสถิติพุ่งขึ้นมาไล่จี้ โม ซาลาห์ แม้ว่าที่ผ่านมา ซน จะเป็นนักเตะที่มีผลงานสม่ำเสมอที่สุดคนหนึ่งของสเปอร์ส มาตลอดหลายปีหลัง แต่เขาไม่เคยยิงได้มากเท่านี้ เพราะทำได้มากกว่าแม้กระทั่ง แฮร์รี่ เคน ด้วยซ้ำ และเขาไม่ได้เป็นคนยิงจุดโทษให้ทีมเหมือน เคน แฮร์รี่ เคน คว้ารองเท้าทองคำพรีเมียร์ ลีก มาครองได้ถึง 3 สมัย เทียบเท่ารุ่นพี่อย่าง อลัน เชียเรอร์ ส่วนเจ้าของสถิติเป็น เธียร์รี่ อองรี ที่เป็นดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก ถึง 4 สมัยด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะรู้กันว่าดาวซัลโว จะตกเป็นของนักเตะจากทีมกลุ่มลุ้นแชมป์ หรือไม่ก็พวกเหล่าท็อป 4 เนื่องจากทีมเหล่านี้ มีขุมกำลังที่ดี มีตัวเปิดป้อนที่เก่ง และมีระบบการเล่นที่เอื้อต่อกองหน้าในการทำประตู ทว่าก็มีบ้างเช่นกันที่ดาวซัลโว ตกเป็นของทีมรองๆ พวกทีมกลางตาราง แล้วต้องบอกว่าทีมเหล่านั้น ถ้าตัดประตูจากดาวยิงของพวกเขาไป อาจจะหล่นไปอยู่ในกลุ่มหนีตกชั้นเลยก็เป็นได้ ยกตัวอย่าง ซันเดอร์แลนด์ ในฤดูกาล 1999/2000 ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาแล้ว เควิน ฟิลลิปส์ ยิงระเบิดจนเป็นดาวซัลโว ครั้งนั้น ซันเดอร์แลนด์ มีอาวุธที่ลงตัวคือ ไนออล ควินน์ โหม่งชง ให้ ฟิลลิปส์ เป็นตัวยิง และเขากดไปถึง 30 ประตูเลยทีเดียว ถ้าลองไล่ดูรายชื่อนักเตะที่ได้ดาวซัลโวรองเท้าทองคำพรีเมียร์ ลีก มักเป็นพวกกองหน้าระดับท็อป มีผลงานโดยเฉลี่ยดีเกือบทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น เชียเรอร์, แอนดี้ โคล, คาร์ลอส เตเวซ, ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, นิโกล่าส์ อเนลก้า, หลุยส์ ซัวเรซ, เซร์คิโอ อเกวโร่ กุน, เจมี่ วาร์ดี้, รุด ฟาน นิสเตลรอย, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาตรฐานของการได้ดาวซัลโว มันแล้วแต่ละปี บางปีมียิงแตะหลัก 30 แต่โดยมากจะอยู่ที่ 20 กว่าประตู ยกเว้นก็แค่ฤดูกาล 2008/09 ที่กองหน้าพากันฝืด นิโก้ อเนลก้า ที่ได้รางวัล ยิงไปแค่ 19 ประตูเท่านั้น มีอยู่ถึง 2 ปีติดต่อกันที่บังเอิญ ดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก ทำได้แค่ 18 ประตู และมีคนทำได้เท่ากันถึงปีละ 3 คน นั่นคือในฤดูกาล 1997/98 และ 1998/99 มันเป็น 2 ฤดูกาลที่มีนักเตะหลายคนได้ลุ้นรางวัลไปจนถึงท้ายฤดูกาลเลยทีเดียว ปี 1997/98 น่าสนใจมากที่สุด เพราะ 3 คนที่คว้ารางวัลร่วม เป็นพวกที่ไม่ค่อยมีใครคาดคิดในตอนแรก 1. คริส ซัตตัน - ตัวแทนของพวกที่นานๆ เปรี้ยงปร้างสักที ซัตตัน เป็นกองหน้าที่ไม่มีความสม่ำเสมอเท่าไหร่นัก แจ้งเกิดกับนอริช ยิงน้อยมาในช่วง 2-3 ปีแรก เข้ามาเปรี้ยงในปี 1994 ที่ยิงไป 25 ประตูจาก 41 นัด (สมัยนั้นพรีเมียร์ ลีก มี 22 ทีม เตะ 42 นัด) เลยได้ย้ายมาแบล็คเบิร์น ย้ายมาแล้วก็ทำผลงานโอเค 15 ประตูจาก 40 นัด เล่นคู่กับ อลัน เชียเรอร์ จนทีมกุหลาบไฟคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก แต่ปีต่อมายิงไม่ได้เลย แล้วก็มาฟื้นเอาในปี 1997/98 นี่แหละที่ทำไป 18 ประตูจาก 35 นัด ภายหลังเขาย้ายมาเชลซีในปี 1999/2000 ด้วยค่าตัวถึง 10 ล้านปอนด์ แต่ยิงได้แค่ประตูเดียวจาก 28 นัด จนโดนปล่อยไป เซลติก 2. ดิออน ดับลิน - ตัวแทนของดาวยิงจากทีมเล็ก ดับลินเป็นกองหน้าร่างใหญ่ จอมทุ่มเท ที่ในช่วงบั้นปลายอาชีพถอยมายืนเซนเตอร์แบ็กด้วย เพราะเป็นกองหน้าที่อ่านเกมดี สมองจดจ่อกับเกมตลอด ดับลิน ดังกับเคมบริดจ์ จนโดนแมนฯ ยูไนเต็ด คว้ามาร่วมทีม แต่ซวยเพราะเจ็บหนัก สุดท้ายแมนฯ ยูไนเต็ด ไปเซ็น เอริค คันโตน่า เข้ามาในที่สุดเลยโดนปล่อยไปให้ โคเวนทรี ซิตี้ และกลายเป็นหัวใจหลักของทีมช้างกระทืบโรง ฤดูกาล 1997/98 ดับลิน ทำได้ถึง 18 ประตู คว้าดาวซัลโวร่วม และนั่นคือฤดูกาลที่มีสถิติดีที่สุดของตัวเขา แม้ภายหลังจะย้ายมาเล่นกับ แอสตัน วิลล่า ก็ไม่เคยยิงได้มากเท่านี้อีกเลย โคเวนทรี ยิงได้ 46 ประตูในฤดูกาล 1997/98 เท่ากับว่า 1 ใน 3 ของประตูที่ยิงได้มาจาก ดับลิน คนเดียว และประตูของเขาก็ทำให้ โคเวนทรี จบอันดับ 11 กลางตาราง 3. ไมเคิ่ล โอเว่น - ตัวแทนของดาวรุ่งจอมเซอร์ไพรส์ ด้วยวัยเพียง 17 ปีเศษ ตอนที่ฤดูกาลเริ่มต้นขึ้น ไม่มีใครคิดว่าไอ้หนูร่างเล็กคนนี้จะเป็นดาวซัลโวของลิเวอร์พูล และเป็นดาวยิงพรีเมียร์ ลีก ได้เลย โอเว่น นั้นดังตั้งแต่ทีมชุดเล็ก เป็นอนาคตที่วงการฟุตบอลอังกฤษเฝ้าจับตา แต่ไม่คิดว่าการเล่นชุดใหญ่แบบเต็มๆ ในลิเวอร์พูลปีแรก เขาจะทำได้ขนาดนี้ ท้ายฤดูกาล 1996/97 โอเว่น ได้สัมผัสเกมชุดใหญ 2 นัด ทำได้ 1 ประตู บวกกับการที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เจ็บ ในฤดูกาล 1997/98 โอเว่น เลยเป็นตัวหลักและสร้างปรากฏการณ์ได้ทันที ด้วยสปีดที่เร็วจัดจ้าน และการจบสกอร์ที่เยือกเย็นเกินวัย เขาเลยได้รับฉายา "เบบี้โกล์" พร้อมกับรางวัลดาวซัลโวไปครองตั้งแต่ปีแรกที่เล่นฟุตบอลอาชีพ และติดทีมลุยฟร้องซ์ 98 แล้วไปสร้างชื่อที่นั่น ถามว่าแล้วพวกดาวยิงคนอื่นๆ หายไปไหน ก็ต้องบอกว่าเป็นปีที่สถิติตัวเลขไม่ได้ต่างกันมาก นอกจาก 3 คนที่ได้รางวัลด้วย 18 ประตูเท่ากันแล้ว เดนนิส เบิร์กแคมป์ (อาร์เซน่อล), เควิน กัลลาเกอร์ (แบล็คเบิร์น), จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ (ลีดส์) ต่างยิงได้คนละ 16 ประตู ซึ่งถือว่าดีมากๆ รองลงมาคือ แอนดี้ โคล (แมนฯ ยูไนเต็ด), จอห์น ฮาร์ทสัน (เวสต์แฮม) คนละ 15 ประตู ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้ (โคเวนทรี) 14 ประตู และ เปาโล วันโชเป้ (ดาร์บี้) จอมเซอร์ไพรส์ที่ยิง 13 ประตู อลัน เชียเรอร์ ปีนี้เขาเจ็บหนักพักยาวลงเล่นน้อย ส่วน แอนดี้ โคล ตั้งแต่ย้ายมาอยู่แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้เป็น เดอะ แบก ยิงเยอะคนเดียวอีกแล้ว ปีศาจแดง มีเกมรุกดีสุดในปีนั้น แต่พวกเขามี โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์, เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, เท็ดดี้ เชอริงแฮม ที่ผลัดกันเข้ามาช่วยยิงอยู่แล้ว ฤดูกาลต่อมา 1998/99 ยังเป็นอีกปีที่มีดาวซัลโวร่วม 3 คนเหมือนเดิม แถมสถิติคือ 18 ประตูเหมือนเดิมอีกต่างหาก แต่ปีนี้ มันบ่งบอกสิ่งที่แตกต่างออกไป มันบอกถึงมาตรฐานของกองหน้าชั้นดีแล้ว เพราะ 3 คนที่ได้รางวัลประกอบไปด้วย จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ , ไมเคิ่ล โอเว่น และ ดไวท์ ยอร์ค ฮัสเซลเบงค์ กับ โอเว่น มีผลงานดีต่อเนื่อง แสดงว่าฝีเท้าของพวกเขาเป็นของจริง ขณะที่ ดไวท์ ยอร์ค มาตรฐานของเขากับ วิลล่า ก็ถือว่าใช้ได้ แต่อัพเกรดขึ้นไปอีกเมื่อย้ายมาอยู่กับแมนฯยูไนเต็ด ที่มีตัวเปิดป้อนชั้นดีมากมาย พวกอันดับรองๆ ลงไปอย่าง อเนลก้า, แอนดี้ โคล ยิงได้ 17 ประตู ส่วน เชียเรอร์ กับ ฟาวเลอร์ ที่กำลังเรียกฟอร์มและร่างกายกลับคืนมาก็ทำไป 14 ประตู เท่ากับ ดิออน ดับลิน เจ้าของรางวัลปีที่แล้ว ปี 2007/08 โรนัลโด้ ทำ 31 ประตูจาก 34 นัด ปี 2011/12 ฟาน เพอร์ซี่ 30 ประตูจาก 38 นัด ปี 2013/14 หลุยส์ ซัวเรซ 31 ประตูเช่นกันจาก 33 นัด ปี 2017/18 โม ซาลาห์ 32 ประตูจาก 36 นัด พวกนี้เป็นตัวเลขสุดน่าทึ่ง แต่ไม่มีปีไหนที่การลุ้นรางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก จะลุ้นกันหลายคน และมีบทสรุปที่น่าทึ่งเท่ากับปี 1997/98 อีกแล้ว เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" อันเช่ กับปีที่สิงห์ยิงเกิน 100 "

คาร์โล อันเชล็อตติ เพิ่งทำสถิติเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คุมทีมคว้าแชมป์ลีกได้ครบทั้ง 5 ลีกใหญ่ บิ๊ก 5 ของยุโรป กัลโช่ เซเรีย อา, ลีก เอิง, บุนเดสลีกา, ลา ลีกา ล่าสุด แล้วก็แน่นอน ในฤดูกาล 2009/10 คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก กับเชลซี เมื่อเอ่ยถึงกุนซือชาวอิตาเลี่ยน เรามักนึกถึงการคุมทีมแบบเน้นรัดกุม อาศัยเกมรับ เสียยากไว้ก่อนเป็นหลัก แต่นั่นไม่ใช่กับ อันเช่ ถ้าจะพูดถึงแนวทางการทำทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ว่าเป็นแบบไหน ก็น่าจะสรุปสั้นๆ ว่าเป็นแบบยืดหยุ่น อันเชล็อตติ สามารถทำทีมได้ทั้งเน้นเกมรับ เปิดเกมรุก และปรับตามสภาพขุมกำลังที่มี และเปลี่ยนแปลงตามคู่แข่งด้วยได้โดยไม่ขัดเขิน อีกหนึ่งจุดแข็งของ คาร์โล ก็คือการเป็นโค้ชที่เอานักเตะดาวดังได้อยู่หมัด เขาแทบไม่เคยแสดงความเกรี้ยวกราด โอเว่อร์แอ็คติ้ง หรือพูดอะไรที่ดูแรงๆ เฟี้ยสๆ เพื่อให้ดูเจ๋ง แต่ผลงานในสนามคือสิ่งที่ อันเช่ ใช้ตอบคำถามทุกอย่าง ตอนที่เขามาคุมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ปี 2009/10 เขาได้สร้างประวัติศาสตร์เอาไว้ นั่นคือเป็นทีมแรกที่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ ลีกได้เกิน 100 ประตู คราวนั้น เชลซี ของเขาลงสนาม 38 นัด กดไป 103 ประตู เสีย 32 ประตู เชลซี ยุคนั้นเบียดแย่งแชมป์กับแมนฯ ยูไนเต็ด ลงท้าย คาร์โล พาทีมมีแต้มเหนือปีศาจแดงของเซอร์ อเล็กซ์ เพียง 1 คะแนน มันเป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม ถ้าใครได้ชมเชลซี เล่นในฤดูกาลนั้น จะมีความรู้สึกตั้งแต่ก่อนเกมเลยว่า พวกเขาสามารถเดินหน้าบดขยี้คู่แข่งได้แทบจะตั้งแต่ก่อนแข่ง เชลซี แพ้ 6 นัดในฤดูกาลนั้น แพ้น้อยสุดแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ 7 เท่ากับ แมนฯ ซิตี้ อาร์เซน่อล แพ้ 9 แอสตัน วิลล่า แพ้แค่ 8 ส่วนลิเวอร์พูลแพ้ 11 นัด ความพ่ายแพ้ 6 นัดของเชลซี เกิดขึ้นในเกมไปเยือน วีแกน, วิลล่า, แมนฯ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน และ สเปอร์ส โดยมีแมนฯ ซิตี้ ทีมเดียวที่เอาชนะ เชลซี ได้ทั้งเหย้าและเยือน และเป็นทีมเดียวที่บุกมาชนะพวกเขาได้ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ส่วนใหญ่แล้ว ทีมที่ชนะเชลซี เวลามาเจอที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ จะโดนทีมของอันเช่ เอาคืนทบต้นทบดอก สเปอร์ส โดนไป 3-0, วิลล่า โดนไป 7-1 และ วีแกน โดนไป 8-0 โดยเฉพาะเกมเจอวีแกน เป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาลพอดี มันเป็นเกมที่แฟนผี แอบหวังว่า เชลซี จะสะดุด เพื่อที่จะแซงเป็นแชมป์ แต่ดูจากสกอร์ ก็เลิกหวังได้เลย ผลงานของเชลซี ในฤดูกาล 2009/10 เป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่า อันเชล็อตติ สามารถคุมทีมเล่นเกมรุกได้อย่างยอดเยี่ยมถ้าเขาต้องการ บวกกับอีกหนึ่งจุดแข็งคือ อันเช่ สามารถเค้นเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากนักเตะได้ ใช้นักเตะอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ยกตัวอย่างจากสถิติในฤดูกาลนั้น ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มีผลงานดีสุดในชีวิต 37 ประตูจาก 44 นัดทุกรายการ นับแค่ในลีก 29 ประตูกับ 13 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเพียง 32 นัด แอชลี่ย์ โคล แบ็กซ้ายที่ปกติแทบจะยิงไม่ได้เลย ก็ทำไปถึง 4 ประตูในพรีเมียร์ ลีก เป็นสถิติสูงสุดในอาชีพเช่นกัน แฟรงค์ แลมพาร์ด คือรองดาวซัลโวของทีม 26 ประตูจาก 50 นัด และเอาแค่ในลีก กดไป 22 ประตู สถิติสูงสุดของแลมพาร์ดเลย นักเตะอาวุธลับอีกคนของเชลซีชุดนี้ ที่คนมองข้ามคือ ฟลอร็องต์ มาลูด้า รายนี้มาทำประตูสำคัญๆ ให้ทีมในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลเยอะมาก และเป็นปีที่ทำประตูได้เยอะสุดในอาชีพของตัวเอง คือ 15 ประตูจาก 51 นัด แน่นอนว่าขุมกำลังของเชลซีมีขนาดใหญ่ และคุณภาพค่อนข้างสูง แต่มันจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากปราศาจากผู้จัดการทีมที่มีฝีมือ เก่งทั้งในด้านแท็คติก และการบริหารบุคคล จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมคือนักเตะที่ลงสนามให้ทีมมากสุด 51 นัด มีนักเตะ 12 คนที่ได้ลงเล่นเกิน 30 นัด และมีนักเตะถึง 20 คนที่ลงสนามเกิน 20 นัดตลอดทั้งฤดูกาล แม้แต่นายทวารมือรองอย่าง เอ็นริเก้ ฮิลาริโอ ยังได้เฝ้าเสาถึง 11 นัด ไมเคิ่ล เอสเซียน กลับมาจากอาการบาดเจ็บยาว ร่างกายเริ่มไม่เหมือนเดิมตั้งแต่ปี 2008 แต่ อันเช่ ก็ยังใช้เขาได้เหมาะสม ลงเล่นในลีก 14 นัด ยังอุตส่าห์ยิงได้ 3 ประตู เป็นค่าเฉลี่ยที่ดีสุดในอาชีพของเขา ระบบการเล่นหลักของ เชลซี ในฤดูกาลนั้นคือ 4-3-3 แต่บางครั้งก็ปรับมาเล่น 4-3-1-2 ได้แล้วแต่สถานการณ์ กุญแจหลักคือแดนกลางที่ยืดหยุ่น บวกกองหน้าที่มีประสิทธิภาพ และกลจักรลับคือพวกแนวรุกด้านข้างที่สามารถปรับเล่นได้ทั้งกองหน้าหรือมิดฟิลด์เชิงรุก ยกตัวอย่างเช่น กองกลาง 3 คนมาตรฐานที่ใช้บ่อยคือ จอห์น โอบี มิเกล ยืนต่ำสุด (เอสเซียง ร่างกายไม่เหมือนเดิม) ขนาบข้างด้วย แฟรงค์ แลมพาร์ด และ เดโก้ โอบี มิเกล ทำหน้าที่เกมรับ ส่วนแฟรงค์ แลมพาร์ด คือเบอร์ 8 ที่สามารถขึ้นลงได้ และสอดเข้าทำประตูสำคัญๆ ขณะที่ เดโก้ คือคนคุมจังหวะเกมรุก ข้างบนสามคน ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา เป็นตัวหลักยืนเป็นเป้า ส่วนด้านข้าง นิโกล่าส์ อเนลก้า, ฟลอร็องต์ มาลูด้า, ซาโลมง กาลู ได้โอกาสเยอะหน่อย แต่ก็ยังมี โจ โคล, แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ในวัยดาวรุ่ง ที่สลับมาเล่นกันได้ บางโอกาสที่เล่น 4-3-1-2 อย่างในเกมใหญ่ที่ต้องการเน้นกลางสนาม โอบี มิเกล ยืนต่ำ มี แลมพาร์ด และ มิชาเอล บัลลัค คอยช่วยเหลือพร้อมกับดัน เดโก้ ไปปั้นเกมอยู่หลังคู่หอก ซึ่งมักเป็น อเนลก้า กับ ดร็อกบา ส่วนเกมที่เจอทีมอ่อนชั้นมากๆ ตั้งใจจะขยี้ให้แหลก อันเช่ เคยไม่ส่งมิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติลงสนามเลยมาแล้ว กองกลางใช้ บัลลัค, แลมพาร์ด, มาลูด้า ส่วนข้างหน้ามี อเนลก้า, ดร็อกบา และ กาลู เน้นเกมรุกเต็มพิกัด การยืดหยุ่นตามแต่ระดับและวิธีการเล่นของคู่แข่งแบบนี้เองทำให้ เชลซี มีผลงานยอดเยี่ยม พวกเขาทำไป 103 ประตูในพรีเมียร์ ลีก และเสียเพียง 32 ประตู (แมนฯ ยูไนเต็ด เสียน้อยสุดที่ 28 ประตู) ฤดูกาลนั้น เชลซี ไม่เพียงคว้าแชมป์ลีก แต่พวกเขายังทำดับเบิ้ลแชมป์ ด้วยการเอาชนะพอร์ทสมัธ นัดชิงชนะเลิศ 1-0 ส่วนเส้นทางใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก น่าเสียดายที่พวกเขาตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของ อินเตอร์ มิลาน ที่มีคนที่รู้จักเชลซีดีที่สุดอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทีม แล้วปีนั้น อินเตอร์ ของ มูรินโญ่ ก็ก้าวไปเป็นแชมป์ได้ด้วย ฤดูกาล 2010/11 น่าผิดหวังที่สิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ สโมสรแยกทางกับ เรย์ วิลกิ้นส์ ซึ่งคอยรับบทเป็นมือขวาให้กับ อันเช่ วิลกิ้นส์ รู้จักเชลซีดี รู้จักนักเตะดี เป็นคนคอยเชื่อมระหว่าง อันเช่ กับนักเตะ เนื่องจากในเวลานั้น อันเช่ ยังสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องแคล่วนัก ตัวของ วิลกิ้นส์ เองก็พูดอิตาเลี่ยนได้เพราะเขาเคยเล่นในอิตาลี กับเอซี มิลาน มาก่อน เมื่อขาดตัวเชื่อมไป สารจากกุนซือก็ไม่สามารถถูกส่งต่อไปยังผู้เล่นได้อย่างเต็มที่ อันเชล็อตติ พาเชลซีจบรองแชมป์ แต่แน่นอน มันไม่ดีพอในสายตา โรมัน อับราโมวิช ทำให้เขาโดนปลดออกจากตำแหน่ง แม้จะทำทีมแค่ 2 ปี แต่ไม่มีแฟนเชลซีคนไหนลืมผลงาน ดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 2009/10 ปีที่พวกเขายิงเกินร้อยได้เลย เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ปืน-ไก่ดราม่าท็อปโฟร์ นัดสุดท้าย "

เหล่าแฟนบอลอาร์เซน่อล ก่อตั้งวันฉลองขึ้นมาวันหนึ่งเรียกว่าวัน เซนต์ ท็อตเทอริ่งแฮมส์ เดย์ มันเป็นวันที่พวกกูนเนอร์ส จะฉลองเมื่อการันตีแล้วว่าในฤดูกาลนั้น พวกเขาจะมีอันดับเหนือกว่าอริตลอดชาติอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แน่นอนแล้ว 100% ไม่กี่ปีหลัง วันนี้ไม่ค่อยได้ฉลองกัน เพราะ สเปอร์ส มีผลงานดีกว่า แต่ถ้าย้อนไปในยุค 90s หรือยุค 2000s แฟนปืนได้ฉลองกันทุกปี เพราะไม่ว่ายังไง พวกเขาก็จะมีอันดับเหนือกว่าสเปอร์ส ทุกปี แถมบางปีเป็นแชมป์เลยด้วยซ้ำ ฤดูกาลนี้ ทั้งสเปอร์ส และ อาร์เซน่อล ต้องขับเคี่ยวแย่งชิงอันดับ 4 กันโดยตรง ยังมีโอกาสได้ฉลองวัน เซนต์ ท็อตเทอริงแฮมส์ เดย์ อยู่ ซึ่งถ้าพูดถึงการลุ้นท็อป 4 ระหว่างอาร์เซน่อลกับสเปอร์ส ที่กลายเป็นเรื่องราวลืมไม่ลง ก็ต้องย้อนไปในปี 2005/06 2 ปีหลังจากแชมป์ไร้พ่าย อาร์เซน่อล เริ่มแผ่วลง แม้ว่าจะมีนักเตะอย่าง เธียร์รี่ อองรี, โรแบร์ ปิแรส, เฟร็ดดี้ ยุงเบิร์ก แต่ไม่มี ปาทริค วิเอร่า ขณะที่ เดนนิส เบิร์กแคมป์ เล่นปีสุดท้ายแล้ว ขณะที่สเปอร์ส ทีมโดยรวมไม่ได้แข็งแกร่งอะไร แต่มีกองหน้าที่ไว้ใจได้อย่าง ร็อบบี้ คีน กับ เจอร์เมน เดโฟ มันเป็นปีที่พวกเขาได้ตัว มาร์ติน โยล โค้ชชาวดัตช์มาคุมทีม อันดับ 1-2-3 ปีนั้นเป็นของ เชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ที่มีผลงานเหนือกว่าทีมอื่นๆ ชัดเจน อันดับ 4 เป็นการแย่งชิงกันของคู่อริ ไก่เดือยทอง และปืนใหญ่ โดยตรง สเปอร์ส นั้นทำได้ดี พวกเขายึดอันดับ 4 ได้มาตั้งแต่ราวเดือนธันวาคม 2005 และยังรักษาความคงเส้นคงวาไว้ได้น่าพอใจทีเดียว ขณะที่อาร์เซน่อล เป็นที่แผ่วลงไปน่าใจหาย แต่กลับมีเส้นทางในฟุตบอลยุโรปที่สดใส เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล อาร์เซน่อล ก็พาตัวเองเข้าไปชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ทว่าอันดับ 4 ในลีก คือการการันตีว่าปีหน้า จะได้ตั๋วไปเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก แน่ๆ ต่อให้ยังมีอีกทางคือการคว้าแชมป์ปีนี้ แล้วได้สิทธิ์ในฐานะแชมป์เก่าก็ตาม แต่การเจอบาร์เซโลน่า คืองานยากและไม่แน่ไม่นอน สเปอร์ส ลงเตะเกมที่ 37 ของพวกเขาไปก่อน และมีแต้มนำอยู่ 7 คะแนน แต่อาร์เซน่อล ที่มีเกมตกค้างเพราะมีโปรแกรม ชปล. ก็มาตามเก็บนัดที่ 36 และ 37 ได้ ด้วยชัยชนะ นั่นทำให้ก่อนนัดที่ 38 นัดสุดท้ายของฤดูกาลมาถึง สเปอร์ส มีคะแนนนำอาร์เซน่อล 1 คะแนน กุมชะตาการจบอันดับ 4 ของตัวเองเอาไว้ในมือ นัดสุดท้าย สเปอร์ส จะไปเยือน เวสต์แฮม อริร่วมกรุงลอนดอน ขณะที่อาร์เซน่อล เล่นในบ้านเจอกับ วีแกน ต้องบอกว่าไม่ใช่งานง่ายและไม่ยาก สำหรับทั้งสองทีม เพราะ เวสต์แฮม อยู่อันดับ 9 ส่วน วีแกน อยู่อันดับ 10 เป็นทีมระดับกลางตารางทั้งคู่ในตอนนั้น อาร์เซน่อล เล่นในบ้านไม่มีปัญหา แต่สเปอร์ส ต้องไปเยือน ตามที่เรารู้กันเมื่อเป็นทีมเยือน สโมสรส่วนใหญ่จะเรียกนักเตะมารวมตัวกันในคืนก่อนแข่งที่โรงแรม สักแห่ง เพื่อเตรียมตัว และทำให้ทุกอย่างไม่ฉุกละหุก ในวันแม็ทช์เดย์ อย่างไรก็ตาม มันไม่มีความจำเป็นนักที่สเปอร์ส จะเรียกนักเตะมารวมตัวที่โรงแรม เพราะ เวสต์แฮม คืออริร่วมกรุงลอนดอน และสนามก็อยู่ไม่ห่างกันมากนัก มาเจอกันเช้าวันแข่งยังทันแบบสบายๆ ด้วยความที่มันเป็นเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล และเป็นนัดสำคัญที่หากชนะ พวกเขาจะได้เข้าร่วมเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรก (ไม่นับสมัย ยูโรเปี้ยน คัพ) ดังนั้น มาร์ติน โยล จึงให้นักเตะมารวมตัวกันที่โรงแรมในคืนก่อนแข่งเลย โรงแรมที่นักเตะสเปอร์ส มารวมตัวกันคือ แมร์ริอ็อต เวสต์ อินเดีย คีย์ ตรงกานารี่ วอร์ฟ เมื่อมาถึงทางโรงแรมก็เตรียมบุฟเฟต์ไว้ให้รับประทานตอนเวลา 19.00 น. เมนูวันนั้นคือลาซานญ่า ซึ่งเป็นเมนู ที่นักเตะส่วนใหญ่โหวตว่าอยากกิน ทุกคนต่างก็รับประทานกันตามปกติ มีการประชุมโน่นนี่นั่นตามปกติ แล้วก็เข้านอน เวลาราวๆ ตี 1 ในคืนนั้นเอง ปัญหาก็เกิดขึ้น เมื่อนักเตะของสเปอร์ส หลายรายเกิดอาการไม่สบาย ทั้งอ๊วก ทั้งท้องเสีย จนแทบไม่อยู่ในสภาพที่จะฟื้นตัวได้ทันในวันรุ่งขึ้น มาร์ติน โยล บอกว่ามีนักเตะแค่ไม่กี่คนที่ดูเหมือนจะไม่ป่วย เช่น พอล โรบินสัน, สตีเฟ่น เคลลี่, แอนโธนี่ การ์ดเนอร์ และ เจอร์เมน เดโฟ ที่เหลือมีอาการหมด โดยเฉพาะ ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่เดินแทบไม่ไหวตอนนั้น เมื่อทราบเรื่อง มาร์ติน โยล และ แดเนียล เลวี่ เจ้าของทีมสเปอร์ส ก็รีบดำเนินการทันที ด้วยการติดต่อไปยังพรีเมียร์ ลีก เพื่อขอเลื่อนเกมการแข่งขันนัดนี้ไปก่อน เพราะสเปอร์ส เจอเหตุสุดวิสัยจริงๆ ทางพรีเมียร์ ลีก ไม่อนุญาตให้เลื่อนวันแข่ง เพราะมันเป็นหน้าที่ของสโมสรที่จะต้องจัดการทีมมาลงเล่นตามโปรแกรมให้ได้ มิดเดิลสโบรช์ เคยเจอเคสแบบนี้มาแล้วในปี 1996/97 ที่ไม่ส่งทีมไปแข่งกับ แบล็คเบิร์น ตามโปรแกรมเพราะนักเตะติดไวรัส ป่วยกันแทบยกทีม ในที่สุดโบโร่ โดนตัดแต้ม 3 คะแนน ส่งผลให้ท้ายที่สุดพวกเขาตกชั้น สเปอร์ส ไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองโดนตัดแต้มได้ เพราะนั่นหมายความว่าท็อป 4 จะหลุดลอยทันที พวกเขาพยายามร้องขอให้อย่างน้อย เลื่อนเวลาเตะได้ไหม จากปกติ 15:00 น. ไปเป็น 19:00 น. เพื่อให้นักเตะได้พักฟื้นอีกหน่อย แต่ยุคโน้น ข่าวไม่ไวอย่างทุกวันนี้ที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน สามารถอัพเดตข่าวสารได้แบบ Real Time ดังนั้นเมื่อถึงเวลาใกล้แข่ง แฟนบอลก็มาจับจองพื้นที่กันแน่นบริเวณอัพตัน พาร์ค เรียบร้อยแล้ว ผับ ร้านอาหาร เต็มไปด้วยแฟนบอล และอย่างที่รู้กัน ถ้าเริ่มเผาหัวเมื่อไหร่ มันจะยาว ถ้าเกมยังไม่เตะ รับรองเมาเละ และจะเป็นปัญหาแน่นอน เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลเรื่องนี้บอกว่าไม่สามารถเลื่อนไปได้เกินกว่า 17:00 น. ไม่งั้นปัญหาเกิดแน่นอน สเปอร์ส มองว่า 17:00 น. มันไม่ได้ต่างอะไรมากนัก พวกเขาเลยกัดฟัน ลงเล่นไปตามเวลาปกติคือ 15:00 น. นักเตะสเปอร์ส เจอพิษของลาซานญ่า เล่นงานมาเมื่อคืน สภาพร่างกายอิดโรย เล่นกันผิดฟอร์ม โดยเฉพาะ ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ผลงานดีมาตลอดซีซั่น คุมแดนกลางได้แน่นอน วันนี้ เขาคือคนที่อาการหนักที่สุด เล่นไปเล่นมาก็ต้องโดนเปลี่ยนตัวออก สุดท้าย เวสต์แฮม เจ้าบ้านเป็นฝ่ายเอาชนะสเปอร์ส ได้ 2-1 โดยทีมขุนค้อนมาได้ประตูชัยในช่วง 10 นาทีสุดท้ายจาก ยอสซี่ เบนายูน ด้านอาร์เซน่อล อาศัยแฮททริกของ เธียร์รี่ อองรี เอาชนะวีแกนไป 4-2 ทำให้พวกเขาแซงสเปอร์ส เข้าป้ายเป็นอันดับ 4 ในนัดสุดท้ายของฤดูกาลได้สำเร็จ นั่นทำให้แฟนอาร์เซน่อลได้ฉลองท็อป 4 และวัน เซนต์ ท็อตเทอริ่งแฮมส์ เดย์ ไปพร้อมๆ กันเลย ฝั่งสเปอร์ส ไม่พอใจอย่างมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น มีทฤษฎีสมคบคิดว่าเชฟโรงแรมวันนั้นเป็นแฟนบอลอาร์เซน่อล เลยวางยาในอาหารให้นักเตะสเปอร์ส ป่วย หรือบางคนไปไกลถึงขนาดว่าอาร์เซน่อลเองนั่นแหละเป็นคนว่าจ้างให้ลงมือทำงานนี้ แดเนียล เลวี่ ร้องเรียนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสืบสวนเรื่องในครั้งนี้ และขู่จะฟ้องทางโรงแรมที่ทำให้นักเตะสเปอร์ส ป่วย รวมไปถึงทางพรีเมียร์ ลีก เลยด้วย ในที่สุดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ได้นำตัวอย่างจากอาหารของทางโรงแรมไปทดสอบ ปรากฏว่าไม่พบสารพิษใดๆ และได้มีการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่าที่นักเตะสเปอร์ส ป่วยนั้น เกิดจากโนโรไวรัส ทำให้มีอาการคล้ายอาหารเป็นพิษ เชื้อโรคชนิดนี้ติดต่อง่ายมาก ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง ท้องเสีย ปวดท้อง และเป็นไข้ต่ำๆ ทำให้ขาดน้ำได้ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียโดยตรง ในที่สุด ฤดูกาล 2005/06 ก็จบลงแบบดราม่า ไม่มีใครกล้าการันตีว่าถ้า สเปอร์ส ฟิตเต็มถัง จะเอาชนะเวสต์แฮม ได้ แต่อย่างน้อย โอกาสของพวกเขาก็ต้องมากกว่าที่ลงเล่นแบบอิดโรยแน่นอน มาร์ติน โยล โดนสเปอร์ส ปลดหลังจากนั้นอีกราว 1 ปีครึ่ง เพราะผลงานไม่ดีเหมือนเดิม และพวกเขา ต้องรออีกถึง 4 ปี กว่าจะได้มีโอกาสสัมผัสฟุตบอลยุโรปเวทีใหญ่สุด ในยุคของแฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ร่วมรับชมคลิปสุดมันได้ที่ : http://ow.ly/BP0y30sjhly เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" คลาส ออฟ 2011 "

ฟุตบอล เอฟเอ ยูธ คัพ ของอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1952 เป็นการแข่งขันที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของวงการฟุตบอลอังกฤษ มันคือการแข่งขัน เอฟเอ คัพ ฉบับเยาวชน ให้นักเตะอายุ 15-18 ปี ได้ทำการแข่งขันกัน และตลอดเส้นทาง จะมีแมวมองมากมายเข้ามาจับตาดูว่า เด็กคนไหนจากทีมไหนมีแววเก่งบ้าง นักเตะหลายคนกลายเป็นดาวดัง ก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักเตะแถวหน้า ชื่อของ คลาส ออฟ 92 ทุกคนรู้จักดี เพราะมันคือกลุ่มนักเตะรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่คว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ มาครองได้ในปี 1992 แล้วก็ไต่เต้าขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชุดใหญ่ ช่วยกวาดแชมป์มากมายในเวลาต่อมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในรายการนี้ พวกเขามีทีมเยาวชนที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด เคยเป็นแชมป์ 10 สมัย รองแชมป์อีก 4 สมัย สโมสรอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จและได้เข้าชิงชนะเลิศมาเรื่อยๆ ก็เช่น ลิเวอร์พูล, แอสตัน วิลล่า, เวสต์แฮม, อาร์เซน่อล, เอฟเวอร์ตัน แม้กระทั่งแมนฯ ซิตี้ เองพวกเขาก็เด่นในเรื่องทีมเยาวชนมาตั้งแต่ก่อนกลุ่มทุน อาบูดาบี จะเข้ามาเทคโอเวอร์แล้ว ต้องบอกว่าช่วงหลังต้องยกให้เชลซี เพราะ 10 ฤดูกาลหลังสุด เด็กเชลซี เข้าชิงถึง 8 ครั้ง ได้แชมป์ไปครอง 6 ครั้งเลยทีเดียว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองกลับมีผลงานที่ดร็อปลงไปในรายการนี้ ครั้งสุดท้ายที่ "อสูรน้อย" ได้ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศคือในปี 2010/11 โน่น กระทั่งมาถึงในปีนี้ ที่พวกเขาได้เข้าไปชิงชนะเลิศอีกครั้งเจอกับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งจะเตะกันคืนวันพุธที่ 11 พฤษภาคมนี้ (เปลี่ยนมาใช้ระบบนัดชิงนัดเดียวตั้งแต่ปี 2018/19) ผ่านมานานถึง 11 ปีกว่าที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้เข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ อีกครั้ง หนนั้นพวกเขาเอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไปได้ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 6-3 ซึ่งชุดแชมป์ปี 2011 เคยถูกคาดหมายว่าจะมีหลายคนที่ก้าวมาเป็นยอดนักเตะแถวหน้า และเป็นกำลังหลักให้กับสโมสรได้แน่นอน นักเตะดังต่อไปนี้ เราคุ้นเคยกันดีว่าอยู่ในชุดปี 2011 และรู้เส้นทางอาชีพกันดี ได้แก่ ปอล ป็อกบา, เจสซี่ ลินการ์ด, ราเวล มอร์ริสัน และ แซม จอห์นสโตน ผู้รักษาประตู คนที่เหลือมีใครกันบ้าง พวกเขาทำอะไรอยู่ที่ไหนในทุกวันนี้ ไมเคิ่ล คีน (กองหลัง) - ได้รับโอกาสลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ปีศาจแดง 1 นัดในยุคหลุยส์ ฟาน กาล ส่วนใหญ่โดนปล่อยยืม และปี 2015 ก็ย้ายถาวรไปเล่นให้ เบิร์นลี่ย์ กระทั่งผลงานดีจนเอฟเวอร์ตัน ซื้อมาร่วมทีมในปี 2017 และติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ประปราย ฌอน แม็คกินตี้ (กองหลัง) - กองหลังร่างใหญ่สูง 196 ซม. โดนปล่อยยืมไปทั่ว ก่อนลงเอยกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในปี 2013 แต่ก็แจ้งเกิดไม่ได้ จนต้องไปเล่นกับทีมเล็กๆ ปัจจุบันย้ายไปเล่นให้ อายร์ ยูไนเต็ด ในสก็อตแลนด์ เขาติดทีมชาติไอร์แลนด์ จนถึงรุ่นยู-21 ทอม ธอร์ป (กองหลัง) - นี่คือกัปตันของทีมชุดนี้ เป็นเด็กแมนเชสเตอร์ แท้ๆ ถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาอยู่ทีมชุดใหญ่ได้ ปี 2013/14 มีชื่อฝึกซ้อมอยู่กับทีมชุดใหญ่ ขณะที่เป็นตัวจริงให้กับทีมสำรอง (ยู-21) แต่ขณะที่ปล่อยให้ เบอร์มิงแฮม ยืมตัวเขาเจ็บหนัก หลังจากกลับมาก็ไม่เหมือนเดิมอีก กระทั่งปี 2015 ก็โดนปล่อยขาดไปให้ ร็อทเธอร์แฮม ทีมสุดท้ายที่ลงเล่นคือ เอทีเค ในลีกอินเดีย เมื่อปี 2017/18 โน่นเลย มิเคเล่ ฟอร์นาซิแยร์ (กองหลัง) - แนวรับชาวอิตาเลี่ยน ย้ายมาจากฟิออเรนติน่า ตอนอายุ 16 ปี แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ของแมนฯ ยูไนเต็ด ในที่สุดปี 2013 ก็โดนปล่อยกลับบ้านเกิดเล่นให้ซามพ์โดเรีย แล้วจากนั้นก็ย้ายไป เปสคาร่า ปัจจุบันอยู่กับโมโนโปลี ทีมในเซเรีย ซี ของอิตาลี ไรอัน ทันนิคลิฟฟ์ (กองกลาง) - เด็กท้องถิ่นอีกคน เขามีชื่อซ้อมกับทีมชุดใหญ่มาก่อนจะได้แชมป์ยูธ คัพ เสียอีก เพราะใจสู้ แข็งแรง บู๊ ครบเครื่องกองกลางสไตล์พรีเมียร์ ลีก เล่นคู่กับ ปอล ป็อกบา ในทีมชุดแชมป์ยูธ คัพนี้ เสมือน ก็องเต้ ในทีมชาติฝรั่งเศสที่คอยสนับสนุนป็อกบา อยู่ข้างๆ เสมอ เฟอร์กี้ เคยส่งลงเล่นเกม ลีก คัพ 2 นัด แต่สุดท้ายก็ขึ้นชุดใหญ่ไม่ได้ โดนปล่อยไป ฟูแล่ม ตอนที่ เรเน่ มิวเลนสตีน ย้ายไปคุมทีมนั่น แม้จะไม่ได้ก้าวมาเป็นกองกลางระดับพรีเมียร์ ลีก แต่เขาทำผลงานได้ดีในลีกรอง เล่นกับ มิลวอลล์, ลูตัน ปัจจุบันเล่นกับพอร์ทสมัธ วิลล์ คีน (กองหน้า) - พี่ชายฝาแฝดของ ไมเคิ่ล คีน แต่เล่นเป็นกองหน้า วิลล์ คีน ได้รับการจับตามองว่าจะกลายมาเป็นยอดดาวยิงของทีมแน่ๆ เพราะสถิติยิงให้ทีมชุดเล็กกระจุยกระจาย แถมรูปร่างดี สูง สามารถเพิ่มความหนาได้อีก ปี 2011/12 ก็เริ่มมีชื่อในทีมชุดใหญ่แล้ว โดนส่งลงเล่นเป็นสำรองด้วย 1 นัด ขณะอายุแค่ 18 ปี ดูแล้วอนาคตไกลกว่า ไมเคิ่ล น้องชายฝาแฝดเยอะมากตอนนั้น แต่โชคร้ายเขาไปเจ็บหนักในเกมของทีมชาติอังกฤษชุดยู-19 ต้องพักไปเป็นปี กลับมาอีกที เฟอร์กี้ ก็ไม่อยู่แล้ว เขาโดนปล่อยยืมไปทีมต่างๆ ก่อนลงเอยกับ ฮัลล์ ซิตี้ ในปี 2016 ภายหลังเขาปรับบทบาทมาเล่นเป็นกองกลางตัวรุก ตอนนี้อยู่กับ วีแกน แอธเลติก ในลีก วัน มีผลงานยอดเยี่ยม ฤดูกาลนี้ยิง 23 ประตูจาก 41 นัดช่วยวีแกน คว้าแชมป์และเลื่อนชั้นได้สำเร็จ กีเลียโน่ ฟาน เฟลเซ่น (ปีก) - ปีกดัตช์ที่แมนฯ ยูไนเต็ด เอาตัวมาจากอาแจ็กซ์ ตั้งแต่อายุ 13 ปี หลังจากคว้าแชมป์ยูธ คัพ ก็โดนปล่อยยืมไปรอยั่ล อันท์เวิร์ป และเมื่อเฟอร์กี้ อำลาไป ฟาน เฟลเซ่น ก็ย้ายกลับฮอลแลนด์ไปเล่นกับ อูเทร๊คท์, โฟเลนดัม, โรด้า เจซี แล้วกลับอังกฤษมาช่วงสั้นๆ ปัจจุบันเล่นเป็นตัวหลักให้กับ เทลสตาร์ ทีมในลีกรองฮอลแลนด์ จอห์น โคฟี่ (กองหน้า) - แนวรุกความเร็วสูงเชื้อสายกาน่า แมนฯ ยูไนเต็ด ฉกตัดหน้าลิเวอร์พูลกับเชลซี มาได้ หมอนี่เล่นได้ทั้งปีกและกองหน้า เป็นเพื่อนสนิทกับ เจสซี่ ลินการ์ด และ ปอล ป็อกบา ด้วย โคฟี่เป็นอาวุธลับของทีมยูธ คัพ ชุดนี้ ทีมตั้งความหวังไว้พอสมควร แต่ก้าวขึ้นมาไม่ได้สักที โดนปล่อยยืมตัวไปเรื่อยๆ เล่นในลีกรองๆ ทั้งในอังกฤษ และไอร์แลนด์ ล่าสุดคือเล่นกับสโมสรโกลบัล ในลีกฟิลิปปินส์ แต่ก็ยังติดต่อกับ ลินการ์ด และป็อกบา อยู่เสมอ เซกี้ ฟรายเออร์ส (แบ็กซ้าย) - เด็กท้องถิ่นแมนเชสเตอร์ เอเซคีล ฟรายเออร์ส หรือ เซกี้ หลายคนคงจำได้ว่าเคยเล่นให้ทีมชุดใหญ่ด้วย แววดีมากๆ เฟอร์กี้ ส่งลงในปี 2012 แต่พอหมดฤดูกาลนั้น เซกี้ ไม่ต่อสัญญา สเปอร์ส จะคว้าไปร่วมทีมแต่ติดปัญหาเรื่องค่าชดเชย ทำให้เขาต้องย้ายไปเล่นในเบลเยี่ยมกับ สต็องดาร์ ลีแอช 1 ปี ก่อนกลับอังกฤษมาเซ็นกับ สเปอร์ส ได้ในปีถัดมา แต่ผลงานกลับไม่เป็นไปตามที่หวัง สุดท้ายโดนปล่อยไป บาร์นสลี่ย์, สวินดอน, สต็อคพอร์ท ล่าสุดเล่นให้ เวลลิ่ง ยูไนเต็ด ทีมนอกลีก ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ (กองหลัง) - รุ่นน้องพวกชุดหลัก 1 ปี แต่ก็ลงเล่นประปราย นี่ก็เด็กท้องถิ่น หลายคนคุ้นชื่อเพราะฤดูกาล 2014/15 ที่หลุยส์ ฟาน กาล คุมทีม โดนดันมาเล่นชุดใหญ่ ข้ามหน้าข้ามตารุ่นพี่หลายคน กลายเป็นตัวจริงอยู่พักนึง แต่ก็ค่อยๆ เฟดหายไป ในที่สุดย้ายไปเล่นให้ เรดดิ้ง และน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ปัจจุบันอยู่กับ เอฟซี ซินซินเนติ ในเมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ ลาเนลล์ โคล (ปีก) - ตัวจี๊ดอีกรายของทีม นี่ก็เด็กท้องถิ่น เทพชุดเล็ก แต่ขึ้นชุดใหญ่ไม่ได้ เคยลงเล่นลีก คัพ อยู่นัดเดียว พอปี 2014 ก็ย้ายไปฟูแล่ม พร้อมๆ กับ ไรอัน ทันนิคลิฟฟ์ ฝีเท้าไม่ถึงระดับลีกระดับสูงจริงๆ ต่อมาโดนปล่อยไป ทรานเมียร์ ก่อนเล่นให้ เอฟซี ยูไนเต็ด ออฟ แมนเชสเตอร์ ล่าสุดอยู่กับ แรดคลิฟฟ์ โบโร่ห์ทีมนอกลีก ทอม ลอว์เรนซ์ (ปีก) - ถูกมองว่าจะเป็น ไรอัน กิ๊กส์ คนใหม่เพราะเป็นชาวเวลช์ เช่นกัน ปี 2013/14 หลัง เดวิด มอยส์ โดนปลด ไรอัน กิ๊กส์ ขึ้นมาคุมทีมชั่วคราวในฐานะ ผู้เล่น/ผู้จัดการทีม กิ๊กส์ ก็เปลี่ยนตัว ลอว์เรนซ์ ลงเล่นแทนตัวเองในเกมกับ ฮัลล์ ซิตี้ ทว่าปีต่อมาเขาโดนขายไปให้ เลสเตอร์ น่าเสียดายที่ปีเลสเตอร์ได้แชมป์เขาโดนปล่อยให้ แบล็คเบิร์น ยืมตัว แต่ ลอว์เรนซ์ ฝีเท้าดี ทักษะดี ทัศนคติดี อาจไม่ได้เล่นในลีกสูงสุด แต่ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ กลายเป็นกัปตันทีมแกะเขาเหล็ก นอกจากนั้นยังติดทีมชาติเวลส์ชุดใหญ่ด้วย ปิดท้ายเล็กน้อย กับนักเตะจากทีมคู่ชิงของแมนฯ ยูไนเต็ด ครั้งนั้นอย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด กองหลังตัวหลักของทีมเยาวชนดาบคู่ชุดนั้นคือ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปัจจุบัน กลายมาเป็นกัปตันทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นี่แหละ! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เตะทุกนัดเพื่อกวาดทุกแชมป์ "

ลิเวอร์พูล ถูกพูดถึงว่ามีโอกาสคว้า 4 แชมป์ การจะทำให้ได้แบบนั้น เงื่อนไขง่ายๆ ขั้นต่ำก็คือ คุณต้องลงเล่นให้ได้ "ทุกนัด" ในทุกรายการที่ลงสนาม หมายความว่า เกมลีก หากไม่มีอะไรผิดปกติ ก็ลงเตะครบอยู่แล้ว ฟุตบอลถ้วยในประเทศ ต้องชนะไปเรื่อยๆ ตั้งแต่รอบแรกที่ลงเล่นไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลรายการยุโรป รอบแบ่งกลุ่ม จะแพ้บ้างชนะบ้างไม่เป็นไร แต่เตะครบ แล้วต้องผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ให้ได้ และจากนั้น ก็ต้องเอาชนะคู่แข่ง (เมื่อรวมผลเหย้าเยือน) ในแต่ละรอบไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ นี่คือเงื่อนไขขั้นต่ำ เพราะต่อให้ลงเตะทุกนัด แต่ไปแพ้นัดชิงชนะเลิศ รายการใดๆ การคว้า 4 แชมป์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ รวมถึงในลีก ก็ต้องแต้มมากที่สุดด้วย คำถามน่าสนใจคือว่า ที่ผ่านมาในอดีต มีทีมไหนบ้างที่ "ลงเล่นทุกนัด" ในฤดูกาลหนึ่ง เพราะดูแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะทำได้แบบนั้น คำตอบก็คือ ... มี ทีมแรกที่เอ่ยถึงคือ มิดเดิ้ลสโบรช์ หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าพวกเขาเคยทำเอาไว้ในปี 1996/97 แน่นอนว่า โบโร่ ไม่ได้เล่นรายการยุโรป ดังนั้นการได้เล่นครบทุกนัดในอังกฤษ ก็ถือว่า "ผ่าน" เงื่อนไข โบโร่ ของไบรอัน ร็อบสัน ลงเล่นเกมพรีเมียร์ ลีกครบ 38 นัด และผ่านเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศทั้ง เอฟเอ คัพ ซึ่งพวกเขาแพ้เชลซี และชิง ลีก คัพ ที่ต้องเตะนัดรีเพลย์กับ เลสเตอร์ แล้วก็แพ้ไปอีก รวมแล้วปีนั้น โบโร่ ลงสนาม 54 นัด ความเจ็บปวดก็คือ นอกจากพวกเขาจะแพ้นัดชิงทั้ง 2 รายการแล้ว สุดท้ายพวกเขาตกชั้นจากพรีเมียร์ ลีก อีกต่างหากด้วย ทีมต่อมาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ลิเวอร์พูล เองนี่แหละเคยทำเอาไว้ในฤดูกาล 2000/01 ปีนั้นลิเวอร์พูลกลายเป็นเจ้าบอลถ้วย เพราะคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยทั้ง ลีก คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีก) แล้วก็แน่นอนในพรีเมียร์ ลีก พวกเขาลงเตะครบ 38 นัดอยู่แล้ว ฤดูกาลดังกล่าว ทีมหงส์แดง ลงเตะมากถึง 63 นัดเลยทีเดียว และบทสรุปก็น่าพอใจไม่น้อย ส่วนทีมที่ทำสถิติแบบนี้ได้น่าทึ่งมากๆ ก็คือ เอฟซี ปอร์โต้ ในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ฤดูกาล 2002/03 มูรินโญ่ นำปอร์โต้ ลงเตะทุกนัดในทุกรายการที่ลงทำการแข่งขัน และคว้าแชมป์ได้ครบทุกรายการ ไล่ตั้งแต่ ปรีเมยร่า ลีกา, โปรตุกีส คัพ, ซูเปอร์ คัพ และ ยูฟ่า คัพ ไม่แค่นั้น เพราะในฤดูกาลต่อมา 2003/04 ปอร์โต้ ก็ลงสนามครบทุกนัด ทุกรายการที่พวกเขาเข้าไปมีส่วนร่วมอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นปรีเมยร่า ลีกา, โปรตุกีส คัพ, ซูเปอร์ คัพ, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และที่สำคัญคือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งพวกเขาพลิกเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด มาได้ ก่อนไปถึงแชมป์ด้วยการถล่มโมนาโก 3-0 ในนัดชิง น่าเสียดายเล็กน้อยที่ในฤดูกาล 2003/04 นี้ ปอร์โต้ แพ้ในนัดชิง โปรตุกีส คัพ ต่อเบนฟิก้า และแพ้ เอซี มิลาน ในยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ แต่แค่นี้มันก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว เพราะลงเล่นได้ครบทุกนัดในทุกรายการที่เข้าร่วมทำการแข่งขันเป็นเวลาถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน สำหรับฟุตบอลโปรตุเกส ในภายหลังคือปี 2007 ก็ได้มีการก่อตั้งการแข่งขันขึ้นมาอีกรายการคือ โปรตุกีส ลีก คัพ เชื่อว่าหากมีรายการนี้ตั้งแต่ตอนที่ มูรินโญ่ ยังคุมปอร์โต้ เขาก็อาจพาทีมได้ถึงนัดชิงชนะเลิศได้อีก โดยปกติแล้ว ถ้าว่ากันแบบง่ายๆ พวกทีมใหญ่ๆ ที่ลงเตะแล้วคว้า 3 แชมป์ครบอย่าง บาเยิร์น มิวนิค, อินเตอร์ มิลาน หรือบาร์เซโลน่า ก็ถืออยู่ในข่ายลงเตะทุกนัดเช่นกัน หากจะถามหาความสุดยอด ที่สุดของที่สุด คงต้องยกให้ กลาสโกว์ เซลติกในฤดูกาล 1966/67 เซลติก ได้ชื่อว่าเป็นสโมสรแรกจากสหราชอาณาจักรที่ได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ (หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปัจจุบัน) ในปีดังกล่าวนี้เอง พวกเขาเอาชนะ อินเตอร์ มิลาน ได้ 2-1 ในนัดชิง ยูโรเปี้ยน คัพ ที่ลิสบอน จนได้ชื่อว่า "ลิสบอน ไลออนส์" หรือเหล่าสิงโตแห่งลิสบอน ฤดูกาลนั้น เซลติก ภายใต้การคุมทีมของ จ็อค สตีน (โค้ชที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยกย่องเป็นอาจารย์และลูกพี่) ลงเล่นครบทุกรายการที่พวกเขาทำการแข่งขัน และได้แชมป์ทุกรายการ พวกเขาได้แชมป์ สก็อตติช ดิวิชั่น 1, สก็อตติช คัพ, สก็อตติช ลีก คัพ, ยูโรเปี้ยน คัพ แถมด้วย กลาสโกว์ คัพ อีกหนึ่งรายการ กลาสโกว์ คัพ คือฟุตบอลถ้วยที่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เป็นการแข่งขันกันของสโมสรในกลาสโกว์ เช่น เซลติก, เรนเจอร์ส, พาร์ทิค ธิสเซิ่ล, ควีนส์ พาร์ค, ไคลด์ เอฟซี รวมแล้ว เซลติก ลงสนามไปทั้งสิ้น 62นัดในฤดูกาล 1966/67 ชนะถึง 51 นัด แพ้แค่ 3นัด ยิงประตูรวมถึง 196 ลูก! และ คว้าแชมป์ 5 รายการ!!! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" หงส์-สาลิกา ศึกคลาสสิกของอังกฤษ "

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึง 2022 กินเวลา 30 ปีเต็มที่ลีกสูงสุดอังกฤษปรับเปลี่ยนการบริหารและเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ ลีก ช่วงเวลาเหล่านี้ มีเกมน่าตื่นเต้นระทึกใจมากมาย โดยเฉพาะเมื่อเหล่าทีมที่ได้ชื่อว่ามีเกมรุกยอดเยี่ยมในยุคนั้นๆ มาเจอกัน ภาพของลิเวอร์พูล ถูกมองว่าเล่นฟุตบอลได้สนุกหวือหวาอยู่เสมอในช่วงยุค 90s แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยคว้าแชมป์ลีกได้ก็ตาม ภายใต้กุนซือบูธรูม คนสุดท้ายอย่าง รอย อีแวนส์ นั้น หากวัดกันที่เกมรุก ความสนุกที่ได้ดู ลิเวอร์พูลไม่เป็นรองใคร ในยุคเดียวกัน เควิน คีแกน อดีตนักเตะขวัญใจ เดอะ ค็อป แห่งยุค 70s ก็ผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีม เข้ารับงานที่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด อีกหนึ่งอดีตต้นสังกัดมาตั้งแต่ปี 1992 คีแกน พาสาลิกาดง เลื่อนชั้นจากลีกรอง ขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ ไม่เพียงแค่นั้น เขายังได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหาร เพื่อพาทีมก้าวไปถึงการลุ้นแชมป์ ฟุตบอลของคีแกน ก็เน้นเกมรุกสนุกเร้าใจเช่นกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อ นิวคาสเซิ่ล เจอกับ ลิเวอร์พูล จะสนุกขนาดไหน อันที่จริง สองทีมนี้ไม่ว่าจะยุคไหน เจอกันก็มันเกือบทุกครั้งไป เพราะ "นิสัย" ของทั้งสองทีมมักเป็นการเปิดเกมรุกใส่กันอยู่แล้ว หนึ่งในเกมที่ถูกจดจำมากที่สุด เคยถูกโหวตให้เป็นแม็ทช์ยอดเยี่ยมในโอกาสครบรอบ 10 ปีของพรีเมียร์ ลีก มันคือเกมที่แอนฟิลด์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 1996 ระหว่างลิเวอร์พูล เจอกับ นิวคาสเซิ่ล ขณะนั้นลิเวอร์พูล เป็นอันดับ 3 ของตารางคะแนน พวกเขายิงได้เยอะสุด เสียประตูน้อยสุด แต่แต้มเป็นรอง นิวคาสเซิ่ล กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล ไม่ได้โดนมองว่าจะขึ้นมาเบียดแย่งแชมป์กับ นิวคาสเซิ่ล และแมนฯ ยูไนเต็ด แต่พวกเขาแข็งแกร่งมาก เพราะก่อนหน้าเกมนี้ พวกเขาเพิ่งแพ้ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ มา 0-1 ก็จริง แต่เป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 21 นัดของพวกเขาเลย ขณะที่นิวคาสเซิ่ล ต้องเรียกสติกลับมา หลังจากที่เคยนำแมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 12 แต้ม พอเข้าเดือนกุมภาพันธ์ต่อมีนาคม พวกเขาแพ้ 3 จาก 5 นัด ก่อนนัดนี้ และล่าสุดก็เพิ่งออกไปแพ้อาร์เซน่อลมา 0-2 ด้วย เรียกได้ว่าเป็นเกมที่ทั้งลิเวอร์พูล เจ้าถิ่น รวมถึงนิวคาสเซิ่ล เองต้องการชัยชนะอย่างมาก เจ้าบ้านสาลิกาดง เพิ่งคว้า ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า มาจากปาร์ม่าด้วยค่าตัวแพงตอนเดือนกุมภาพันธ์ เกมนี้เขาได้ยืนเป็นคู่หน้ากับ เลส เฟอร์ดินานด์ ริมเส้นถ่าง ปีเตอร์ เบียร์สลี่ย์ อดีตดาวยิงลิเวอร์พูลเอง ไปยืนด้านขวา ส่วนปีกซ้ายเป็นจอมพลิ้วฝรั่งเศส ดาวิด ชิโนล่า ด้านลิเวอร์พูล เคยเล่นหลังสามบ่อยในยุคนั้น เกมนี้ รอย อีแวนส์ มาในระบบ 3-4-1-2 แดนกลาง เจมี่ เร้ดแน็ปป์ สุดหล่อ ลงสนามแทน ไมเคิ่ล โธมัส ส่วน สตีฟ แม็คมานามาน ขยับจากด้านข้างมาเล่นเป็นตัวเชื่อมเกม ด้านหน้า จอห์น บาร์นส์ ยังเป็นตัวอิสระ และคู่หน้า ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ กับ สแตน คอลลีมอร์ เกมนี้ สนุกตั้งแต่ต้นเกมเลย เพราะลิเวอร์พูลออกนำตั้งแต่นาทีนิดๆ จากลูกโขกกดลงพื้นของ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่เสาไกล นาทีที่ 10 นิวคาสเซิ่ล ที่มุ่งมั่นเพื่อทำแต้มทาบแมนฯ ยูไนเต็ด (พร้อมเกมในมืออีก 1 เกม) ตามตีเสมออย่างไว ติโน่ อัสปริย่า แหวกเข้าไปหักกลับมาให้ เลส เฟอร์ดินานด์ กลับตัวยิงง่ายๆ 1-1 4 นาทีต่อมา แฟนทีมเยือนเฮดังขึ้นอีกเพราะ ดาวิด ชิโนล่า ได้บอลสวนกลับกระชากหนีแนวรับเข้าไปซัดด้วยซ้ายให้นิวคาสเซิ่ลนำ 2-1 ครึ่งหลัง แม็คมานามาน ลากจี้เข้าทางกรอบเขตโทษแล้วเปิดให้ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ กดเรียดตีเสมอให้หงส์แดง 2-2 ในนาทีที่ 55 ด้วยความที่ลิเวอร์พูลเล่นหลัง 3 พื้นที่วิงแบ็กมีเยอะมาก อีกแค่ 2 นาทีต่อมา นิวคาสเซิ่ล เลยออกนำอีกครั้ง 3-2 เมื่อแทงบอลหลุดจากกลางสนามตรงนั้นให้ ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า ดีดสวน เดวิด เจมส์ ที่ทะยานออกมาหน้าเขตโทษเข้าประตูไปอย่างเหนือนั้น นาทีที่ 67 ลิเวอร์พูล ก็ตีเสมอได้อีกครั้งเป็น 3-3 จากจังหวะที่ พาเวล เซอร์นิเช็ค ออกมาตัดบอลเปิดจากด้านข้างไม่ดี หลุดไปให้ สแตน คอลลีมอร์ ชาร์จง่ายๆ เกมมาเสมอกัน 3-3 ยิงกันแหลก โอกาสเยอะมากทั้งสองทีม เวลาที่เหลือ 20กว่านาที จึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งสองฝ่ายมีลุ้นทำประตูชัย กระทั่งเกมเข้าสู่นาทีที่ 90+2 ทดเวลาบาดเจ็บ จอมเก๋า เอียน รัช ลงมาเป็นสำรอง ทำชิ่งประสานงานกับ จอห์น บาร์นส์ แล้วไปกั๊กกันเองในกรอบเขตโทษ สุดท้าย บาร์นส์ เห็นช่องเลยเปิดออกด้านซ้ายโล่งๆ คอลลีมอร์ สอดเข้ามาจับหนึ่งจังหวะแล้วตะบันด้วยซ้ายเบียดเสาเข้าไปอย่างเหมาะเจาะ ให้ลิเวอร์พูลแซงนำ 4-3 และเป็นประตูชัย ภาพของเหล่า เดอะ ค็อป ที่เฮสุดเสียงกับประตูชัยนี้ ยังไม่เท่ากับภาพของ เควิน คีแกน ที่ฟุบลงกับป้ายโฆษณาเบียร์ยี่ห้อดัง ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ให้ลิเวอร์พูลในตอนนั้น คีแกน ทรุดลงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองก่อนเงยหน้าขึ้นมาส่ายหัวด้วยความผิดหวัง หลังจบเกม "คิง เคฟ" ใหัสัมภาษณ์ว่า มันคือเกมที่ยอดเยี่ยม ต้องให้เครดิตลิเวอร์พูลด้วย และนิวคาสเซิ่ล ให้เครดิตคู่แข่งเสมอ นิวคาสเซิ่ลของเขา ถูกสร้างมาเพื่อเล่นเกมรุก เขายอมรับว่าปฏิเสธการลงไปตั้งรับตอนที่ทีมขึ้นนำ เพราะมันไม่ใช่ฟุตบอลของเขา เพราะนิวคาสเซิ่ล ต้องเดินหน้าต่อบุกต่อ เขาบอกว่า แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด คงพอใจกับผลการแข่งขันแบบนี้ และบอกว่า ไม่รู้คนที่ดูทางทีวีคิดยังไง แต่กับคนที่นั่งอยู่ข้างสนามแบบเขา นี่มันเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากๆ นักเตะทุกคน ผู้ตัดสิน ต่างทำหน้าที่ได้ดี มันคือเกมคลาสสิก "It was the Classic" คีแกน กล่าว ใช่ที่สุด นี่คือหนึ่งในเกมระดับคลาสสิกของพรีเมียร์ ลีก แม้มันจะผ่านมานานถึง 26 ปีแล้วก็ตาม หลังเกมนัดนี้ นิวคาสเซิ่ล แพ้อีกแค่เกมเดียวให้กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ เพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม และคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ นั่นคือครั้งที่นิวคาสเซิ่ล เข้าใกล้กับคำว่า "แชมป์พรีเมียร์ ลีก" มากที่สุด แม้มันน่าผิดหวังแต่การเล่นของทีมสาลิกาดงยุคนั้น ก็สร้างเหล่า "ทูน อาร์มี่" เลือดใหม่ขึ้นมามากมายทั่วโลก ด้วยการเล่นเกมรุก สนุก และถึงใจแบบนี้นี่เอง ติดตามชมคลิปเพิ่มความสนุกไปกับเกมคลาสสิก :: http://ow.ly/bQwK30siHKK เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117