breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เมื่อกุนซือเป็นพระเอก MV "

ไม่กี่วันก่อนเราเห็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไปโผล่อยู่ในมิวสิควีดีโอเพลง Mel Made Me Do It ของ Stormzy ศิลปินฮิปฮอปชื่อดังชาวอังกฤษ ใน MV นี้เป็นช็อตที่ มูรินโญ่ ทำท่าจุ๊ปาก ซึ่งเป็นท่าประจำของเขา เนื้อเพลงท่อนหนึ่งก็มีว่า I prefer not to speak like I'm José แล้วก็มีท่อนพูดของ มูรินโญ่ ขึ้นมาต่อว่า (I prefer really not to, uhm, not to speak If I speak I am in, in big trouble) "ฉันขอไม่พูดยังกับฉันคือโชเซ่" (ฉันขอไม่พูดจริงๆ ไม่พูดจริงๆ ถ้าฉันพูด ฉันคงเจอปัญหาใหญ่) นี่คือการให้สัมภาษณ์ในตำนานของ มูรินโญ่ เพราะเขาไม่พอใจการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน แต่เลือกไม่พูด เพราะถ้าพูดไป คงโดนเอฟเอ เล่นงาน อย่างไรก็ตาม โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่ผู้จัดการทีมชื่อดังรายแรกที่ไปปรากฏตัวในมิวสิควีดีโอ แม้แต่ เดวิด มอยส์ อีกหนึ่งกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เคยไปโผล่ใน MV ของ Stormzy มาแล้วเช่นกัน ย้อนไปในปี 2015 ในเพลง Know Me From ของเขา มีช่วงนึงของเพลงที่ร้องว่า "I come to your team and I fuck shit up/I’m David Moyes." "ฉันมายังทีมของแกและฉันทำแม่งพัง ฉันคือ เดวิด มอยส์" ด้วยการที่ Stormzy เป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัวยง และเขาหมายถึง มอยส์ ย้ายมาคุมทีมแล้วล้มเหลว น่าเสียดายที่ เดวิด มอยส์ ใน MV เพลงนี้ไม่ใช่ มอยส์ ตัวจริง แต่เป็นเพียงคนใส่หน้ากาก มอยส์ เฉยๆ แม้แต่กุนซือที่ดูเข้มๆ อย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ ก็เคยเป็นแขกรับเชิญในมิวสิค วีดีโอ มาแล้วเช่นกันเมื่อปี 2017 ตอนนั้น คอนเต้ เพิ่งคุมเชลซีฤดูกาลแรก และพาทีมได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก สำเร็จทันที ไม่นานแฟนบอลก็ได้เห็น คอนเต้ ปรากฏกายในเพลง Smoking Fire ของแรปเปอร์ Eyez โจอี้ บาร์ตัน เป็นผู้จัดการทีมแล้ว เขาคุม ฟลีตวูด ทาวน์ และล่าสุดคุม บริสตอล โรเวอร์ส เลื่อนชั้น แต่ในปี 2017 ขณะนั้น บาร์ตัน ยังไม่ได้คุมทีมเป็นทางการ เขาอยู่ในช่วงปลายที่กำลังจะแขวนสตั๊ดจากเบิร์นลี่ย์ แต่ก็ไปปรากฏตัวในเพลง Spent the Day in Bed เพลงนี้เป็นเพลงของ Morrissey ในอัลบั้มเดี่ยว โดยที่ Morrissey คืออดีตนักร้องนำของ The Smiths วงร็อคชื่อดังจากแมนเชสเตอร์ สจ๊วร์ต เพียร์ซ อดีตแบ็กซ้ายพันธุ์ดุ เคยคุมทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อังกฤษ ยู-21 และน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เป็นผู้จัดการทีมชื่อดังรายล่าสุดก่อน มูรินโญ่ ที่ไปโผล่ใน MV รายของ เพียร์ซ ไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบ แต่เป็นเหมือนพระเอกมิวสิคเองเลย เขาเดินถอดสูท ร้องเพลงราวกับเป็นนักร้องนำเสียเอง เพลงที่ เพียร์ซ ไปปรากฏตัวใน MV คือเพลง This Song ของวงร็อค The Stranglers ที่ออกมาเมื่อปี 2021 ที่แล้วนี่เอง ที่สำคัญ เพียร์ซ เองเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวง The Stranglers มานานแล้ว งานนี้เลยถือว่าแฮปปี้สุดๆ หากจะถามหาผู้จัดการทีมที่ไปโผล่ใน MV แบบที่ตัวเองเป็นพระเอกจริงๆ และมันยิ่งกว่า สจ๊วร์ต เพียร์ซ เสียอีก ก็คงต้องยกให้ จานฟรังโก้ โซล่า อย่างที่เรารู้กันว่า โซล่า สมัยเป็นนักเตะก็เก่งกาจ ทักษะยอดเยี่ยม ชั้นเชิงสูง ลีลาแจ่ม ทำให้แฟนบอลหลายคนหลงรัก และหลายคนเชียร์เชลซีก็เพราะ โซล่า แถมเมื่อหันมาเป็นผู้จัดการทีม คุมทีม ก็เคยผ่านงานทั้งที่ เวสต์แฮม, วัตฟอร์ด, กายารี่ ไปจนถึงเป็น เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ตอนปี 2014 โซล่า ไปปรากฏตัวในมิวสิค วีดีโอของวงอินดี้ป็อป WONDER VILLAINS จากเดอร์รี่ ไอร์แลนด์เหนือ ที่บอกว่า โซล่า เป็นพระเอกของเพลงนี้เลยก็เนื่องจากว่าทางวง ชื่นชอบ โซล่า มาก ดังนั้นเพลงนี้เลยชื่อว่าเพลง ZOLA เลย เป็นเพลงที่ โซล่า แสดงเป็นตัวเอง เป็นโค้ชฟุตบอล ที่ลงมาฝึกซ้อมนักเตะ ซึ่งนักเตะใน MV ก็คือเหล่านักดนตรีของวงเองนั่นแหละ ในบรรดาผู้จัดการทีมที่ไปโผล่ในมิวสิค วีดีโอ ไม่มีใครจะโดดเด่นได้เท่ากับ จานฟรังโก้ โซล่า อีกแล้วจริงๆ มาร่วมรับชมเอ็มวีของน้ามูกันได้ที่ :: https://cutt.ly/dV4gHa5 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" อำลา มิเกล กลางรับตามสั่ง "

ฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลก 2005 เป็นเวทีเปิดตัวดาวรุ่งตัวเล็กๆ ชาวอาร์เจนติน่าที่ชื่อ ลิโอเนล เมสซี่ อย่างแท้จริง เมสซี่ ถือเป็นเด็กเทพของบาร์ซ่า แต่ในยุคนั้น ยูทูบ เพิ่งมี คนทั่วไปแทบไม่เคยเห็น ไม่เคยดูดาวรุ่งจากทีมต่างๆ ดังนั้นฟุตบอลรายการเยาวชนจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ชมฝีเท้าพวกนี้และ เมสซี่ กับเสื้อหมายเลข 18 ก็นำอาร์เจนติน่า คว้าแชมป์เยาวชนโลก หรือ ยู-20 ในปีนั้นมาครองได้ โดยที่ตัวเองอายุเพียง 18 ปี เมสซี่ ทำ 2 จุดโทษในนัดชิงชนะเลิศ พาทีมชนะ 2-1 และเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ ด้วยจำนวน 6 ประตู รวมไปถึงคว้ารางวัล "โกลเด้น บอล" หรือนักเตะยอดเยี่ยมแห่งทัวร์นาเมนต์ไปครอง คู่แข่งของอาร์เจนติน่า ในนัดชิงก็คือ ไนจีเรีย ซึ่งหากว่า ทัพอินทรีมรกตพลิกได้แชมป์ นักเตะยอดเยี่ยมแห่งทัวร์นาเมนต์ อาจไม่ใช่เมสซี่ แต่อาจเป็น จอห์น โอบี มิเกล จอห์น โอบี มิเกล ได้รางวัล "ซิลเวอร์ บอล" หรือนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 2 ของทัวร์นาเมนต์นั้น เราติดภาพของกองกลางรายนี้ในฐานะ "ตัวปิดงาน" ของ โชเซ่ มูรินโญ่ หรือมิดฟิลด์ตัวรับ ที่จะลงมาปัดกวาด มาทำให้แดนกลางของเชลซีแน่นขึ้น อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปในปี 2005 เวลานั้น มิเกล ไม่ใช่กองกลางตัวรับเลย เขาเป็นจอมทัพ เป็นตัวเดินเกม ออกจะเป็นแนวมิดฟิลด์เชิงรุกเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ในตอนที่ทัวร์นาเมนต์เริ่มต้นขึ้น จอห์น โอบี มิเกล หรือในชื่อเกิดว่า จอห์น ไมเคิ่ล โอบินน่า ก็ดังเสียแล้ว นั่นเพราะปลายเดือนเมษายน 2005 เขาตกเป็นข่าวใหญ่ว่าได้ตกลงเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล่วงหน้าจากสโมสร ลิน ออสโล ในนอร์เวย์ ด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ขณะนั้น มิเกล เป็นกองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปี แต่ได้รับการจับตามองจากแมนฯ ยูไนเต็ด และถูกคาดหมายว่าจะเป็นสตาร์ดวงใหม่ของไนจีเรียได้แน่ อย่างไรก็ดี ไม่นานหลังจากมีข่าวเปิดตัว มิเกล กลับประท้วง ด้วยการไม่ยอมมาซ้อมกับ ลิน ออสโล ต้นสังกัด โดยอ้างว่าเขาโดนบีบให้เซ็นกับแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะจริงๆ แล้วเขาต้องการย้ายไปเล่นกับ เชลซี มากกว่า หลังจากความยุ่งยากมากมาย การต่อสู้กันในชั้นศาล ซึ่ง มิเกล ก็ได้ย้ายมาเชลซี สมใจในปี 2006 เชลซี เองก็ยอมจบเรื่องด้วยการจ่าย 4 ล้านปอนด์ให้ ลิน ออสโล และจ่าย 12 ล้านปอนด์ให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นค่าเสียเวลา ทว่าการย้ายมาของ มิเกล ยังถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ก็ไม่ได้ราบรื่น เนื่องจากเขาเป็นเพียงกองกลางดาวรุ่งอายุ 19 ปี ขณะที่ เชลซี มี แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่กำลังห้าว และสดสุดขีด และอีกสองมิดฟิลด์ที่ชื่อเดียวกันกับเขา นั่นคือ ไมเคิ่ล เอสเซียง กับ มิชาเอล บัลลัค ทำให้โอกาสของ จอห์น โอบี มิเกล มีไม่มากนัก อย่าลืมว่ายังมี โคล้ด มาเกเลเล่ ที่ถือเป็นตัวประสบการณ์อีกคน แม้ร่างกายจะโรยลงไปบ้างก็ตาม แต่เขาก็คือกลางรับอาชีพระดับท็อป ดังนั้น บทบาทของกองกลางดาวรุ่งชาวไนจีเรียจึงเปลี่ยนไป จากเดิมในฐานะมิดฟิลด์ตัวจอมทัพ คอยปั้นเกม เดินเกม โชเซ่ มูรินโญ่ มองเห็นอีกอย่าง มูรินโญ่ เปลี่ยนบทบาทของเขามาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ เพราะเขามองว่า มิเกล มีรูปร่างดี ขายาว ตัวสูงใหญ่แข็งแรง แต่มีการออกบอลที่ดีทั้งสั้น ยาว จากการเล่นกองกลางตัวรุก ทำให้มีมิติที่ต่างไปจากกลางรับทั่วไป วันเวลาผ่านไป มิเกล ค่อยๆ กลายร่างจากกองกลางตัวทำเกม มาเป็นกองกลางเชิงรับเต็มตัว การออกบอลยาว การจ่ายบอลเข้าทำของเขาค่อยๆ เลือนหายไป ทว่าสิ่งที่ยังคงอยู่คือความชัวร์ และทักษะฟุตบอลที่ยังแน่นปึ๊กเหมือนเดิม เขาเป็นมิดฟิลด์ที่เสียบอลยาก และไม่ทำอะไรเกินตัว การจ่ายบอลระยะสั้นและกลางของเขาค่อนข้างแม่นยำ ทำให้สามารถรักษาความนิ่งของเกมการแข่งขันเอาไว้ได้ ภาพติดตาของแฟนบอลก็คือ เมื่อสกอร์นำอยู่ ในครึ่งหลัง มูรินโญ่ มักเปลี่ยนเอา จอห์น โอบี มิเกล ลงมาช่วยผนึกเกมให้มันแน่นขึ้น เมื่้อไหร่ที่เราเห็น มิเกล เปลี่ยนลงสนาม นั่นแทบเป็นการการันตีได้ว่า เชลซี จะรักษาสกอร์นำเอาไว้ได้จนจบเกม มันเกือบๆ จะเป็นการตอกหมุดปิดฝาโลงโอกาสคัมแบ็กของคู่แข่งไปโดยปริยาย กระทั่งเมื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ จากไปแล้ว ครั้งที่ กุส ฮิดดิงค์ ได้รับการไหว้วานจากเสี่ยหมี ให้มาคุมทีมชั่วคราว กุนซือดัตช์ก็ประทับใจในตัว มิเกล อย่างยิ่งเช่นกัน "ถ้าทีมไม่มีความตั้งใจในการเล่นเกมรับให้ดี หรือไม่ได้มีสมดุลที่ดีแล้วละก็ คุณจะเสียประตูเยอะ ผมคิดว่า จอห์น โอบี สามารถเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการนำเอาสมดุลนั้นกลับมาได้" "บนโพเดี้ยมนี้ นักเตะพรสวรรค์สามารถแสวงหาฝีเท้าของพวกเขาได้ ซึ่ง มิเกล อ่านเกมได้ดีมาก เขารู้ว่าจุดแข็งของคู่แข่งอยู่ตรงไหน และเขารู้วิธีที่จะรับมือกับมัน" "เขามีเซนส์บอลที่ดีมาก เขาไม่ได้ทำมันด้วยการเล่นแบบรุนแรงนะ เขามีชั้นเชิงอย่างยิ่ง คนที่สามารถเล่นเกมรับได้อย่างเนียนตาแบบนี้ช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ" นี่คือคำกล่าวที่ กุส ฮิดดิงค์ มีให้กับมิดฟิลด์ชาวไนจีเรีย รายนี้ แม้ว่า มิเกล จะไม่เคยลงเล่นครบเต็มฤดูกาล และจะว่าไปมีเพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น คือปี 2008/09 ที่เขาได้ลงเล่นเกิน 30 นัดในพรีเมียร์ ลีก แต่เขาก็มีบทบาทสำคัญต่อเชลซีไม่แพ้สตาร์อีกหลายคน โดยเฉพาะบนเส้นทางสู่แชมป์ฟุตบอลยุโรป 2 รายการติด คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2012 และ ยูโรปา ลีก 2013 มิเกล ลงสนามเป็นแกนหลักให้กับทีม อันรวมไปถึงนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งประวัติศาสตร์ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในการดวลจุดโทษได้ด้วย จอห์น โอบี มิเกล เล่นให้เชลซีนานถึง 10 ปี รวม 372 นัด ก่อนจะอำลาไปเล่นในจีนกับ เทียนจิน ไท่ต๋า ในปี 2017 เขากลับมาอังกฤษ เพื่อเล่นกับ มิดเดิลสโบร์ ในปี 2018/19 แล้วย้ายไปตุรกีกับ แทรบซอนสปอร์ ก่อนจะกลับอังกฤษอีกหน กับสโต๊ค ซิตี้ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ล่าสุด เขาเล่นกับ คูเวต เอสซี ในฤดูกาล 2021/22 แต่ก็ลงสนามไปแค่ 2 เกม เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา จอห์น โอบี มิเกล ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการด้วยวัย 35 ปี จากมิดฟิลด์ตัวทำเกมที่ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ของไนจีเรีย เขากลับกลายมาเป็นกองกลางตัวรับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มิเกล ไม่ใช่ดาวเด่นของ ไนจีเรียเลย เขายังสวมเสื้อเบอร์ 10 ให้กับทีมอินทรีมรกตอยู่เสมอเมื่อลงรับใช้ชาติ แม้บทบาทอาจไม่ใช่มิดฟิลด์ตัวรุกเหมือนเดิม แต่เขาคือห้องเครื่อง คนคุมเกมของไนจีเรีย ที่ติดทีมชาติไปถึง 91 นัด โชคดีกับเส้นทางหลังแขวนสตั๊ด จอห์น โอบี ย้อนรอย จอห์น โอบี มิเกล กันได้ที่ :: https://cutt.ly/MVBh4aT เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ตำแหน่งนี้พี่เล่นมาก่อน "

คริสเตียน เอริคเซ่น เหมือนตายแล้วเกิดใหม่อย่างแท้จริง หลังเหตุการณ์ที่เขาประสบในยูโรกลางปีที่แล้ว ไม่เพียงแค่รอดชีวิตอย่างเข้มแข็งแต่เขากลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้งด้วยซ้ำ จากการกลับไปซ้อมที่อาแจ็กซ์ มาจนถึงเบรนท์ฟอร์ดที่ให้โอกาส และหวนคืนสู่เบอร์ 10 ในนามทีมชาติเดนมาร์ก กระทั่งเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่คัมแบ็กกลับมาเล่นฟุตบอล เอริคเซ่น แทบไม่เล่นแย่เลย มาตรฐานฝีเท้าของเขายังอยู่ในระดับสูง บทบาทของเขาที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้ได้รับคำชื่นชมอย่างมากในตำแหน่งมิดฟิลด์มาเอสโตร จอมทัพผู้คุมจังหวะเกมอยู่แดนกลาง ไม่ใช่เพลย์เมกเกอร์เบอร์ 10 ไม่ใช่ตัวยืนสูงหลังกองหน้า หรือการไปเล่นเป็นปีก แต่เป็นหมายเลข 8 ยืนกลางสนาม ด้วยความสามารถส่วนตัว ด้วยเพื่อนรอบข้าง ด้วยแนวทางการเล่นของทีม ดูเหมือนว่ายามเล่นให้สโมสร บทบาทนี้จะเหมาะกับเขาที่สุดแล้ว พกสถิติมาดูจะเห็นว่า ตลอดอาชีพการเล่นฟุตบอล ตำแหน่งที่ เอริคเซ่น เล่นบ่อยสุดคือ "มิดฟิลด์ตัวรุก" ที่ยืนสูง จากนั้นก็กระจายเล่นทั้งปีกซ้าย ขวา มิดฟิลด์ตัวกลาง ไปจนถึงตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับที่ห้อยต่ำในรูปแบบของ อันเดรีย ปีร์โล่ ด้วยซ้ำสมัยอยู่อินเตอร์ มิลาน นักฟุตบอลอาชีพที่เซนส์ฟุตบอลดี อ่านเกมไว สมองดี และมีทักษะฟุตบอลแน่นปึ้ก สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นได้หลากหลาย เอริคเซ่น คือหนึ่งในนั้น นักเตะที่เปลี่ยนบทบาทจนได้ดีมีหลายคน แต่หากจะหาให้พอใกล้เคียงและเชื่อมโยง เห็นจะเป็น บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ที่แม้จะเป็นเยอรมัน แต่เจิดจรัสเพราะคนดัตช์ขัดเกลา เดิมทีสมัยเป็นดาวรุ่ง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ คือเด็กห้าว ที่เล่นเป็นปีก หรือมิดฟิลด์ตัวรุก เขาเป็นดาวรุ่งหน้าเปื้อนสิว ผมทอง ชอบเอาเสื้อออกนอกกางเกง อาศัยการเลี้ยงบอล กระชากบอล และความว่องไวแข็งแรงเป็นอาวุธ ตำแหน่งถนัดของ ชไวนี่ เวอร์ชั่นดาวรุ่งคือปีก ทั้งซ้ายทั้งขวาเล่นได้หมด ถือเป็นสมบัติอีกชิ้นของทีมเยาวชนบาเยิร์น เล่นทั้งสโมสรและทีมชาติ บทบาทของชไวนี่ก็คือปีก หรือมิดฟิลด์ตัวรุก แต่ต้องบอกว่าแม้จะมีความสามารถแต่ ชไวนี่ ไม่เคยโดนมองเป็นปีกระดับสุดยอดเลย มันยังกั๊กๆ ไปไม่สุด กระทั่งการเข้ามาของ หลุยส์ ฟาน กาล ที่บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาล 2009/10 เพียงผ่านไปไม่กี่นัด "จารย์หลุยส์" ก็ตัดสินใจปรับบทบาทของหนุ่มวัย 25 ปีในเวลานั้นอย่าง ชไวน์สไตเกอร์ จากตัวรุกและปีก ให้มายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง ในระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-2-2-2 เขาได้เล่นคู่กับตัวรับอาชีพและมีประสบการณ์สูงอย่าง มาร์ค ฟาน บอมเบล ใช่ว่า ชไวนี่ จะไม่เคยยืนด้านใน ก่อนหน้านั้นเขาก็เล่นมาบ้าง แต่มักเป็นตอนที่ บาเยิร์น เล่น 3-5-2 ทำให้มีวิงแบ็กประจำการริมเส้นอยู่แล้ว เขาเลยขยับมาเล่นด้านใน ร่วมกับพวก เซ โรแบร์โต้ , อันเดรียส อ็อทเทิ่ล หรือมาร์ติน เดมิเคลิส ในบางครั้ง อย่างไรก็ดี บทบาทหลัก 90% ของเขาก็ยังเป็นตัวรุก เป็นปีก เป็นตัวทำเกมริมเส้น หลุยส์ ฟาน กาล มองเห็นคุณสมบัติหลายอย่างของ ชไวนี่ ว่าจะเหมาะกับบทบาทมิดฟิลด์คู่กลางสมัยใหม่ ณ ตอนนั้น เมื่อมี ฟาน บอมเมล เป็นตัวสายลุย สายบู๊แล้ว อีกคนควรเป็นนักเตะที่ใจสู้เช่นกัน แต่ไม่ได้มีแค่พลัง ต้องเข้าใจเกมสูง สามารถออกบอลสั้นยาวได้ดี สามารถเปิดเกมรุกเป็น และเคลื่อนที่ได้คล่องแคล่ว มีวินัยต่อแผนการเล่น สิ่งเหล่านี้ ชไวนี่ มีครบ ไม่นาน บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ก็ปรับจากปีก มาสู่การเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่เก่งที่สุดของยุโรปภายในไม่กี่เดือน และกลายเป็นนักเตะระดับโลกได้อย่างแท้จริงกับบทบาทนี้ นอกจาก บาเยิร์นแล้ว บทบาทของเขายังลามไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญในทีมชาติด้วย โยอัคคิม เลิฟ จับคู่ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เข้ากับ ซามี่ เคดิร่า อย่างลงตัวในระบบ 4-2-3-1 และนั่นทำให้ มิชาเอล บัลลัค กัปตันทีมจอมเก๋าซึ่งบาดเจ็บก่อนบอลโลก ไม่จำเป็นต่อทีมอีกต่อไปแล้ว มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน คนหนึ่งสายพลัง วิ่งขึ้นลงดุดัน อีกคนคอยอ่านเกม บัญชาการเกม รับบอลจากหลัง แล้วแจกจ่ายไปข้างหน้า สามารถแก้การโดนเพรสซิ่งได้ จากทักษะและความคล่องที่มีสมัยเป็นตัวรุก ผลงานของ ชไวนี่ โดดเด่นตั้งแต่ฤดูกาลดังกล่าวเป็นต้นมา เป็นช่วงที่ บาเยิร์น มิวนิค สังคายนาทีมใหม่พอดี ฟาน กาล อาจโดนปลดภายใน 2 ปี แต่ก็ได้สร้างรากฐานสำคัญเอาไว้ ให้โอกาสดาวรุ่งอย่างเช่น โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์ และโธมัส มุลเลอร์ ได้แจ้งเกิดเต็มตัว และหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญคือการปรับ ชไวนี่ มาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง น่าเสียดายที่ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของเขากับ บาเยิร์น อาการบาดเจ็บเล่นงานเขาหนัก เมื่อซัมเมอร์ 2015 มาถึง ชไวนี่ วัย 31 ปี ก็ได้ย้ายมาเล่นให้ ฟาน กาล อีกครั้งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมจากอังกฤษที่เขาเคยเชียร์สมัยยังเป็นเด็ก น่าเสียดายที่ด้วยสภาพร่างกายของเขา การกรำศึกหนัก ทำให้ไม่เคยฟิตได้เต็มที่ ลงสนามได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกเลย ก่อนอำลาไปในปี 2017 ในยุคของ มูรินโญ่ สำหรับ เอริคเซ่น จากบทบาทตัวรุกและสลับเล่นในหลายตำแหน่ง แต่ดูเหมือนว่าที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาจะได้ค้นพบความลงตัวที่แท้จริง สำหรับทั้งตัวเองและทีม มิดฟิลด์ตัวกลางเบอร์ 8 ผู้คุมจังหวะเกม เป็นหัวใจของทีมที่ขาดไปไม่ได้ เขากลายเป็นคนสำคัญโดยไม่จำเป็นต้องมีปลอกแขน ไม่จำเป็นต้องย้ายมาด้วยค่าตัวมหาศาล และไม่ได้มีค่าจ้างแพงที่สุด ตอนที่แมนฯ ยูไนเต็ด ประกาศเซ็นกับ คริสเตียน เอริคเซ่น อย่างเป็นทางการ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ทวีตเอาไว้ว่า "ข่าวยอดเยี่ยมสำหรับโลกฟุตบอล! ผมมความสุขกับคริสเตียน เอริคเซ่น ที่ค้นพบความแข็งแกร่งดุจเดิม และตอนนี้ได้ตอบแทนตัวเองด้วยการเซ็นสัญญากับสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง นับถือ!" "ไม่ต้องสงสัย เขาเป็นนักเตะที่เก่งกาจพร้อมด้วยประสบการณ์มากมาย เป็นการย้ายตัวที่ดีสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด" สำหรับคนที่ผ่านบางอย่างที่คล้ายกันมา ชไวนี่ ย่อมเข้าใจได้ดีที่สุด ตอนนี้ เขาเพิ่งอายุ 30 ปี หวังว่า คริสเตียน เอริคเซ่น จะรักษาสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรงทั้งภายนอกและภายในเอาไว้ เขาจะเป็นกำลังหลักให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปอีกหลายปี แฟนฟุตบอลยังเฝ้ารอชมฝีเท้าของเขาอยู่ในทุกๆ สัปดาห์ ดูคลิปเพิ่มเพิ่มอรรถรสให้เห็นภาพกันได้ที่ :: https://cutt.ly/pVD7q0f เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" มาร์ติน ปาแลร์โม่ ราชาคอนเท้นท์ "

เอ่ยชื่อของ มาร์ติน ปาแลร์โม่ แฟนบอลมักจำเขาได้ในฐานะเป็นเจ้าของสถิติโลก "ยิงจุดโทษไม่เข้า 3 หนในเกมเดียว" ดาวยิงร่างใหญ่ชาวอาร์เจนไตน์รายนี้ ไม่ได้ถูกจดจำในแง่ลบอย่างเดียวสำหรับแฟนบอลที่บ้านเกิด ความจริงแล้ว เขามีโมเมนต์ยอดเยี่ยมมากมาย หากจะให้นิยามด้วยคำพูดสมัยนี้ คงต้องบอกว่า มาร์ติน ปาแลร์โม่ คือกองหน้าราชาคอนเท้นท์อย่างแท้จริง เขาเป็นหนึ่งในนักเตะผู้โชคดีเพียงหยิบมือเดียวที่เคยได้เล่นร่วมกับเทพเจ้าลูกหนังชาวอาร์เจนไตน์ ทั้ง ดีเอโก้ มาราโดน่า และ ลิโอเนล เมสซี่ ปาแลร์โม่ ดังมากับ เอสตูเดียนเตส ก่อนจะย้ายมา โบคา จูเนียร์ส ด้วยวัย 23 ปี ตอนปี 1997 ซึ่งเป็นบั้นปลายอาชีพของ มาราโดน่า พอดี ผลงานยิงถล่มทะลายของเขาทำให้ บียาร์เรอัล ดึงไปร่วมทีมในปี 2001 โดยที่ขณะนั้น บียาร์เรอัล ยังเป็นเพียงทีมเล็กๆ ของสเปน เขาโยกไปเล่นให้ เรอัล เบติส ตามด้วย อลาเบส ช่วงสั้นๆ ก่อนกลับ โบคา จูเนียร์ส ในปี 2004 และเล่นยาวจนแขวนสตั๊ดที่นี่ เมื่อปี 2011 ขณะที่อายุได้ 38 ปี ช่วงที่กลับมาเล่นกับ โบคา หนสองนี่เองที่ ปาแลร์โม่ ถูกเรียกกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง และเขาได้ร่วมเล่นกับ เมสซี่ ในสีเสื้อฟ้าขาว เราไปไล่ดูกันว่า โมเมนต์สุดยอดคอนเท้นท์ของ มาร์ติน ปาแลร์โม่ ตลอดอาชีพค้าแข้งมีอะไรกันบ้าง 1.) วันที่ 24 เมษายน 1999 เขาทำประตูจากจุดโทษโดยที่ยิงด้วยเท้าทั้งสองข้าง! ในจังหวะที่วิ่งเข้าไปยิง เขาลื่นและทำให้เท้าขวา ซึ่งเป็นเท้าปักหลัก (เขาถนัดซ้าย) แฉลบไปโดนบอลด้วย บอลลูกนั้นเข้าประตูไป และสุดท้าย ก็มีการรับรองให้ลูกนี้เป็นประตู ไม่ใช่การฟาวล์ 2.) 4 กรกฎาคม 1999 ในศึกโกปา อเมริกา ที่อาร์เจนติน่า เจอโคลอมเบีย ก็วันที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำไปตลอดกาลกับการพลาด 3 จุดโทษ หรือ แฮททริกพลาดจุดโทษ ในเกมเดียว ลูกแรกเขายิงไปชนคาน ต่อมา ขอโอกาสแก้ตัวในลูกที่สอง ลูกนี้ยิงโด่งข้ามคานออกไป แต่เมื่อมาได้จุดโทษที่ 3 ปาแลร์โม่ ยังต้องการแก้ตัวอีกครั้ง คุณได้รับโอกาสนั้น แต่ก็ดันยิงไปติดเซฟผู้รักษาประตูอีก! นั่นคือการทำสถิติโลกที่ กินเนสส์ บุ๊ค ต้องบันทึกเอาไว้เลย 3.) 13 พฤศจิกายน 1999 ในเกมที่โบคา เจอกับ โกล่อน ปรากฏว่า ปาแลร์โม่ ได้รับบาดเจ็บเอ็นเข่าขวาฉีก แต่เขายังเล่นต่อไปได้ ก่อนจะโดนเปลี่ยนออก และก่อนโดนเปลี่ยนตัว ก็ยังอุตส่าห์ทำประตูให้ทีมได้ และมันเป็นประตูที่ 100 ของเขาบนเวทีลีกสูงสุดอาร์เจนติน่าด้วย อาการบาดเจ็บนี้ ภายหลังทำให้เขาต้องพักยาว 6 เดือนและเมื่อเขากลับมาจากอาการเจ็บ เกมแรกของเขาคือการลงมาเป็นตัวสำรองในเกม โกปา ลิเบร์ตาโดเรส รอบ 8 ทีมสุดท้าย และสามารถทำประตูได้ทันที และคู่แข่งในเกมนี้ก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็น ริเวอร์ เพลท อริตลอดกาลของโบคา นั่นเอง ประตูของเขา ทำให้ โบคา ผ่านเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จ และปีนั้น โบคา ก็ไปถึงแชมป์ โกปา ลิเบร์ตาโดเรส - ปี 2000 ในฐานะแชมป์โกปา ลิเบร์ตาโดเรส ทำให้ โบคา ได้ไปชิงถ้วยสโมสรโลก หรือ อินเตอร์คอนทิเนนทั่ล คัพ กับ เรอัล มาดริด แชมป์ยุโรป และ ปาแลร์โม่ ก็ทำคนเดียว 2 ประตูในนาทีที่ 3 และนาทีที่ 6 ช่วยให้โบคา เอาชนะ เรอัล มาดริด 2-1 คว้าแชมป์ได้สำเร็จ - เขาย้ายไปเล่นให้ บียาร์เรอัล และเขาก็สร้างคอนเท้นท์ในลีกสเปน ได้เช่นกัน ในเกมหนึ่ง เขาทำประตูได้เลยวิ่งไปฉลองกับแฟนบอลจำนวนหนึ่งที่เดินทางมาเชียร์ โดยขึ้นไปยืนบนกำแพงคอนกรีตเตี้ยๆ ที่อยู่ริมขอบสนาม แต่แฟนบอลที่กรูกันเข้ามาฉลองด้วยทำให้น้ำหนักเยอะเกิน กำแพงดังกล่าวเลยพัง ลงมาทับขาของปาแลร์โม่ ทำให้กระดูกขาของเขาหักทั้ง 2 ชิ้น! - หลังย้ายกลับมาที่โบคา เกมหนึ่งเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2007 เขาทำประตูใส่ อินเดเปนเดียนเต้ ด้วยการยิงจาก 61 เมตร เป็นจังหวะที่เขาไปบล็อกลูกเปิดของนักเตะอินเดเปนเดียนเต้ได้ แล้วกลับตัวยิงทันทีจากตรงจุดนั้น ซึ่งมันอยู่ในแดนตัวเองด้วยซ้ำ ผู้รักษาประตูออกมาไกล เพราะไม่คิดว่าจะเจอช็อตนี้ บอลก็เลยลอยเข้าประตูไปอย่างมหัศจรรย์ - วันที่ 18 มีนาคม 2007 ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องของเขา ทำให้ ปาแลร์โม่ ถูกจารึกเป็นนักเตะที่ทำประตูในลีกสูงสุดได้มากที่สุดในระยะเวลา 1 สัปดาห์ เป็นจำนวนถึง 7 ประตู เพราะเขาทำ 4 ประตูใส่ คิมนาเซีย และ 3 วันต่อมาก็กดแฮททริกใส่เอสตูเดียนเตส - มกราคม 2008 ประตูพิศดารมาอีกแล้ว เป็นเกมสุดเดือดที่โบคา เจอ ริเวอร์เพลท หนนี้เขาทำประตูโดยที่โหนกับคานประตูอยู่ มันเป็นจังหวะฟรีคิกที่นายด่านริเวอร์เพลท ปัดออกมา บอลลอยโด่งอยู่หน้าประตูทำให้ ปาแลร์โม่ กระโดดเข้าโหม่งซ้ำโดยที่มือข้างขวาของเขาโหนคานประตูเอาไว้ด้วย ตามกฎของ FIFA ลูกนี้เป็นการฟาวล์ แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นในตอนนั้น มันเลยเป็นประตูไป - วันที่ 4 ตุลาคม 2009 มาร์ติน ปาแลร์โม่ กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 10 ที่สามารถพังประตูในลีกสูงสุดอาร์เจนติน่าได้ถึงหลัก 200 ประตู ไฮไลท์ก็คือประตูที่ 200 ของเขา มาจากการโหม่งจากระยะ 40 หลา! เป็นสถิติโหม่งเข้าประตูไกลเป็นอันดับ 2 ของโลก ช็อตนี้ผู้รักษาประตูคู่แข่ง เบเลซ ซาร์สฟิลด์ ออกมาเตะสกัดบอลนอกกรอบเขตโทษ แล้วบอลมันพุ่งตรงมาหา ปาแลร์โม่ เขาเลยโหม่งสวนกลับเข้าไปเลย และบอลก็พุ่งเข้าประตูไปพอดีเลยด้วย - 6 วันต่อมาหลังโหม่งไกล 40 หลา มาร์ติน ปาแลร์โม่ ที่ได้รับการเรียกตัวจากรุ่นพี่อย่าง มาราโดน่า ให้มาช่วยชาติ ก็ทำประตูสุดสำคัญในเกมกับเปรู ในศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก ท่ามกลางเกมที่ฝนตกหนัก ลมแรง ประตูดราม่านี้ช่วยให้อาร์เจนติน่าได้ตั๋วบอลโลกในที่สุด และเราก็ได้เห็น ดีเอโก้ มาราโดน่า สไลด์ตัวดีใจไปกับพื้นที่เลอะโคลนโดยไม่อายใคร - ในฟุตบอลโลก 2010 รอบสุดท้าย ปาแลร์โม่ ทำประตูได้ในเกมที่ชนะกรีซ 2-0 เกมนี้เขาลงมาเป็นตัวสำรอง และมันคือฟุตบอลโลกหนแรกของเขา ประตูนี้ทำให้เขาเป็นเจ้าของสถิติ นักเตะอายุมากสุดที่ยิงให้อาร์เจนติน่าได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ทำลายสถิติเดิมของ ลูกพี่ตัวเองนั่นก็คือ ดีเอโก้ มาราโดน่า - เขาเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่ทำประตูได้มากที่สุดของสโมสรโบคา จูเนียร์ส ที่จำนวน 236 ประตู, เป็นเจ้าของสถิติอันดับ 4 นักเตะที่ลงเล่นให้โบคา มากที่สุด 404 นัด - แต่หากจะหาคอนเท้นท์ที่ประทับใจและซึ้งที่สุดของกองหน้าคนนี้ ต้องย้อนไปในปี 2006 เมื่อเขากลับจากสเปน มาเล่นให้โบคา อีกครั้งใหม่ๆ เขาเพิ่งสูญเสียลูกชายไป แต่เขาก็ขอร้องโค้ชให้ส่งเขาลงสนาม มาร์ติน ปาแลร์โม่ ลงเล่นและทำได้ 2 ประตู เขาฉลองประตูด้วยน้ำตา เขาร้องให้ทั้งสองครั้ง เพื่ออุทิศประตูเหล่านี้แด่ลูกชายของเขา นี่คือความไม่ธรรมดาตลอดเส้นทางอาชีพของ มาร์ติน ปาแลร์โม่ ราชาคอนเท้นท์แห่งวงการฟุตบอลอาร์เจนติน่า รับชมคลิปประกอบสุดมันได้ที่ :: https://cutt.ly/1VPPQHz เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ความอับอายของฝรั่งเศส "

เข้าสู่โปรแกรมทีมชาติอีกแล้ว เรามาพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับทีมชาติกันบ้าง มีไม่กี่ครั้งที่การตกรอบของทีมชาติใดทีมชาติหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ จะมีคนสะใจ มากกว่าจะเห็นใจ สำหรับฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก 2010 คือหนึ่งในนั้น ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากการที่หลังจบฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งพวกเขาเข้าไปชิงชนะเลิศกับอิตาลี และแพ้ดวลจุดโทษ มันเกินความคาดหมายของการมีเทรนเนอร์ที่คนส่วนใหญ่ร้องยี้ นามว่า เรมงด์ โดเมอเน็ค นั่นคือยุคที่นักเตะเก่งๆ ชุดเทพ ถึงเวลาปลดระวาง แต่ โดเมอเน็ค ยังได้ทำทีมต่อมาจนยูโร 2008 ด้วยความเป็นฝรั่งเศส แต่พวกเขาก็ตกรอบแรกแบบไม่มีสภาพ โดเมอเน็ค ยังได้รับโหวตจากสหพันธ์ฟุตบอลให้เป็นโค้ชต่อไปหลังจากนั้น และนั่นก็คือการทำต่อมาถึงฟุตบอลโลก 2010 ในรอบคัดเลือก ฝรั่งเศสจบเพียงรองแชมป์กลุ่ม เป็นรองเซอร์เบีย นั่นทำให้ต้องไปเตะเพลย์ออฟ เพื่อคว้าตั๋ว มาถึงการเตะเพลย์ออฟ ฝรั่งเศส เจอไอร์แลนด์ ด้วยเมื่อเช็กขุมกำลังตอนนั้น หลายคนคงคิดว่า ฝรั่งเศสจะมีชัยไม่ยาก คงได้ไปบอลโลกแหงๆ เกมแรกเตะที่ดับลินก่อน ขณะที่ไอร์แลนด์มี เชย์ กิฟเว่น, จอห์น โอเช, เดเมี่ยน ดัฟฟ์, ร็อบบี้ คีน ที่ถือว่าผ่านเกมใหญ่มาเยอะ แต่ที่เหลือคือ ริชาร์ด ดันน์, เกล็น วีแลน, เควิน ดอยล์, เควิน คิลเบน, คีธ แอนดรูว์ส ฯลฯ ผิดกับทางฝรั่งเศส นำมาโดย นิโกล่า อเนลก้า, เธียร์รี่ อองรี, ปาทริซ เอวร่า, เอริค อบิดาล, บาการี่ ซาญ่า, อูโก้ โยริส ในวัยหนุ่ม และเพลย์เมกเกอร์สุดหล่อคนใหม่ ที่ได้รับการคาดหมายจะมาแทนที่ ซีดาน อย่าง โยอันน์ กูร์กกุฟฟ์ ข้างสนามยังมี คาริม เบนเซม่า, ฟลอร็องต์ มาลูด้า อยู่อีกต่างหาก นิโกล่าส์ อเนลก้า ทำประตูชัยให้ เลส์ เบลอส์ บุกมาชนะก่อน 1-0 ในเกมนี้ เลกสอง เล่นในบ้านที่ สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ ขอแค่ไม่แพ้ ตราไก่ก็จะไปบอลโลก มันก็ไม่น่าจะมีอะไรพลิกโผ แต่ทัพไอริช ไม่ยอมง่ายๆ โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ กุนซือจอมเก๋าชาวอิตาเลี่ยน มาแบบเปิดเกมรุก ส่ง เควิน ดอยล์ กับ ร็อบบี้ คีน เป็นคู่หน้ากันเลย ร็อบบี้ คีน พังประตูให้ไอร์แลนด์พลิกล็อก ชนะใน 90 นาทีไป 1-0 นั่นเท่ากับว่า จะต้องไปถึงการต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 103 จากฟรีคิกของฝรั่งเศส สาดยาวจนเกือบจะออกเส้นหลังแต่ อองรี วิ่งไปถึงแล้วใช้แขนประคองบอลด้วยความตั้งใจก่อนเปิดไปหน้าปากประตูให้ วิลเลี่ยม กัลลาส โขกเข้าไป มันกลายเป็นประตูที่ส่งฝรั่งเศสเข้ารอบในท้ายที่สุด นักเตะไอร์แลนด์โวยแหลกแน่นอน เพราะมันคือการจงใจแฮนด์บอล ทว่าในยุคที่ไม่มี VAR เมื่อผู้ตัดสินมองไม่เห็น ไลน์แมน มองไม่ชัด มันเลยกลายเป็นประโยชน์ต่อฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ฟ้องร้องฟีฟ่าขอเตะใหม่แต่ไม่เป็นผล พวกเขาดำเนินการจนสุดท้ายแล้ว ได้เพียงเงินชดเชย 5 ล้านยูโร เหตุการณ์นี้ทำให้คนมองแรงใส่ อองรี และมองว่าฟีฟ่า จงใจช่วยฝรั่งเศสเข้ารอบเพราะขายได้มากกว่าไอร์แลนด์ และมองว่าฝรั่งเศสคือตัวร้ายไปโดยปริยาย เมื่อฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาถึง ฝรั่งเศส อยู่ร่วมกลุ่มกับเจ้าภาพแอฟริกาใต้, เม็กซิโก และอุรุกวัย มองภาพรวม พวกเขายังดีพอที่จะเข้ารอบต่อได้ เพราะยังเหนือกว่าเจ้าภาพ, เม็กซิโก ไปจนถึงอุรุกวัย ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าพวกเขายกระดับมามากแค่ไหน เกมแรก ฝรั่งเศส เสมอกับอุรุกวัยไป 0-0 ตัวจริงในแนวรุกมี กูร์กกุฟฟ์, ซิดเน่ย์ โกวู, ฟร้องค์ ริเบรี่, อเนลก้า แม้แต่ อองรี, มาลูด้า, ชีญัก ก็เป็นสำรอง ดูแค่ชื่อชั้นตราไก่น่าจะชนะได้แท้ๆ พอมาถึงเกมที่สอง เรื่องก็เกิดขึ้น ในขณะที่อุรุกวัยชนะเจ้าภาพบาฟาน่า บาฟาน่า 3-0 แต่ฝรั่งเศส เจอหายนะ ฝรั่งเศส ต้องเจอกับ เม็กซิโก จบครึ่งแรก ยังเสมอ 0-0 และในห้องแต่งตัวของฝรั่งเศส เรื่องก็เกิดขึ้น เรมงด์ โดเมอเน็ค ไม่พอใจฟอร์มการเล่นของ อเนลก้า ตำหนิเขาอย่างแรง ในเรื่องการยืนตำแหน่งต่างๆ วินาทีนั้นเองที่ อเนลก้า สวนกลับ ปกติหมอนี่เป็นนักเตะสายติสต์อยู่แล้ว เขาเลยสวนกลับใส่เจ้านาย ไม่มีใครรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นอีกกันแน่ แต่พอครึ่งหลัง อเนลก้า ไม่ได้ลงสนามอีกเลยเป็น อองเดร ปิแอร์ ชีญัก ลงแทน น่าเสียดายที่ โดเมอเน็ค แก้เกมแล้วก็ไม่ได้ผลเพราะเป็น ชิชาริโต้ กับ เคาเตม็อค บลังโก้ ที่ทำคนละประตูให้เม็กซิโก อัดฝรั่งเศส 2-0 ไม่ทันไร เลกิ๊ป สื่อดังแห่งฝรั่งเศส ก็เปิดโปงเรื่องหลังเกมนั้นทันทีเช่นกันในวันต่อมา พวกเขาระบุว่า อเนลก้า ด่าผู้เป็นกุนซือว่า "ไปตายห่าเลยไป ไอ้ลูกกะ..รี่" เหตุการณ์นี้เอง เรื่องเลยบานปลายเพราะ โดเมอเน็ค สั่งไล่ อเนลก้า ออกจากแคมป์ทีมชาติ เพราะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แต่มันไม่จบแค่นั้นเพราะเพื่อนร่วมทีม แทนที่จะเห็นด้วยกับเจ้านาย พวกเขากลับยืนข้าง อเนลก้า ในตอนประชุมเพื่อประกาศตัดสินใจไล่อเนลก้า ทางกัปตันทีมอย่าง ปาทริซ เอวร่า ก็เข้าประชุมด้วย แบ็กซ้ายแมนฯ ยุไนเต็ด เป็นตัวตั้งตัวตี ให้เพื่อนร่วมทีมยืนข้างอเนลก้า ต่อต้านกุนซือ จริงๆ แล้ว โดเมอเน็ค ไม่ใช่คนที่มีคนชอบมากนัก ทั้งสื่อ ทั้งแฟนบอล แม้แต่นักเตะเก่าอีกหลายคนก็ไม่พอใจการทำงานของเขา สุดท้าย เอวร่า ก็ขัดแย้งกับโค้ชฟิตเนส ในการซ้อม และเป็นหัวโจกในการพาเพื่อนๆ สไตรค์ ไม่ยอมซ้อม โอกาสในการเข้ารอบยังไม่เป็น 0 เสียทีเดียว ฝรั่งเศส ต้องหวังให้อุรุกวัย หรือเม็กซิโก มีผลแพ้ชนะ และตัวเองต้องพิชิต เจ้าภาพให้ได้ด้วยสกอร์ห่างๆ เช่นกัน ฌิบริล ซิสเซ่ เป็นกองหน้าตัวจริงในเกมสุดท้ายนี้แทน อเนลก้า ที่โดนส่งกลับบ้าน ขณะที่ เอวร่า โดนริบปลอกแขนกัปตัน และไม่มีส่วนในเกมสุดท้ายนี้ ผลการแข่งขันกลับแย่กว่าที่คิด เพราะเวลานั้น ความเป็นหนึ่งเดียวมันไม่เหลือแล้ว ความมั่นใจไม่มี ไม่มีความเชื่อใจกันและกัน รวมถึงกุนซือ กูร์กกุฟฟ์ โดนใบแดงตั้งแต่นาทีที่ 25 และจบครึ่งแรก แอฟริกาใต้ ก็นำห่างฝรั่งเศสถึง 2-0 ฟลอร็องต์ มาลูด้า ทำ 1 ประตูให้ตราไก่ ไม่ขายหน้าจนเกินงาม จบเกม พวกเขาแพ้เจ้าภาพ 1-2 ตกรอบด้วยการเป็นบ๊วย แฟนบอลที่เป็นกลางส่วนใหญ่ แอบรู้สึกสะใจกับการตกรอบหนนี้ เพราะพวกเขามองว่า ฝรั่งเศส ไม่สมควรได้มาเล่นรอบสุดท้ายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จากการแฮนด์บอลของ อองรี ในเกมเจอไอร์แลนด์ ทว่าเรื่องน่าปวดหัวของฝรั่งเศสยังไม่จบ เพราะ เอวร่า โดนมองว่าทำตัวไม่เหมาะสม เขาออกมากล่าวหา "คนทรยศ" ในทีมชาติที่เอาข่าวภายในไปเปิดเผยกับ เลกิ๊ป และสุดท้ายเอวร่า ก็โดนมองว่าทำผิด ทำตัวเป็นหัวหน้าแก๊งมากกว่ากัปตันทีมชาติ และถูกเรียกร้องให้แบนจากการเล่นทีมชาติตลอดไปเลย อเนลก้า โดนสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศสแบน 18 นัด แต่เขาไม่สน เพราะเขาตั้งใจเลิกเล่นทีมชาติหลังทัวร์นาเมนต์อยู่แล้ว เขายังขอฟ้องกลับใส่ เลกิ๊ป ในข้อหาเล่าข่าวเท็จ เรียกร้องเงิน 150,000 ยูโร แต่สุดท้ายศาลตัดสินให้เลกิ๊ปไม่ผิด เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นจริง แต่รายงานผิดแค่ คำพูดของเขาเท่านั้น โดเมอเน็ค โดนปลดออกจากตำแหน่ง แต่เขายังอุตส่าห์เรียกร้องเงินชดเชยจากสหพันธ์ ในปี 2018 โดเมอเน็ค เปิดเผยในสารคดีว่า ในวันนั้น อเนลก้า ทะเลาะกับเขาจริงแต่ อเนลก้า ไม่ได้ด่าเขาด้วยเรื่องส่วนตัว ไม่ได้ด่าแม่เขาอย่างที่สื่ออ้าง เป็นเพียงการด่าเรื่องแท็คติกเท่านั้น ฝรั่งเศส ฟื้นขึ้นมาในยุคของ โลร็องต์ บล็องก์ เพราะนักเตะเลือดใหม่หลายรายเติบโตขึ้นมา ในฟุตบอลโลก 2014 ก็ทำได้ไม่เลว แต่ก็ยังไม่ดีพอ พวกเขากลับมาแข็งแกร่งอย่างแท้จริงอีกครั้งในยุคของ ดิดิเย่ร์ เดช็องส์ จนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งเป็นเวลา 8 ปีหลังความน่าอับอาย ขายหน้า และอยากลืมเลือนที่สุดของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส รับชมคลิปประกอบเพิ่มอรรถรสบทความนี้ได้ที่ :: https://cutt.ly/bVYyqQK เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แฮททริกเวอร์ชั่นเอเชีย "

ซน ฮึง มิน โดนกดดัน โดนโจมตีมาตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาล ยิงไม่ได้ ทั้งที่ปีก่อนฟอร์มระเบิดสุดๆ ดาวเตะเกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยผลงานในสนามอย่างเดียว ก่อนเบรกทีมชาติเขากดแฮททริกช่วยให้ สเปอร์ส ถล่ม เลสเตอร์ ไป 6-2 นี่ไม่ใช่หนแรกที่ ซน ทำแฮททริกได้ในพรีเมียร์ ลีก แต่มันเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ก่อนหน้าเกมนี้ ซน ทำได้ในเกมถล่ม แอสตัน วิลล่า 4-0 เมือเดือนเมษายนที่ผ่านมา - นั่นคือครั้งที่ 2 หนแรกที่ซน ทำแฮททริกในพรีเมียร์ ลีก ได้คือเมื่อกันยายน 2020 เกมที่ทุบ เซาธ์แฮมป์ตัน 5-2 โดยเขาทำไปถึง 4 ประตู เขาเลยกลายเป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่ทำประตู 4 ประตูขึ้นไปในเกมเดียวได้เป็นคนแรกของพรีเมียร์ ลีก แต่เขาก็ไม่ใช่นักเตะเอเชียคนแรกที่ทำแฮททริกได้ในพรีเมียร์ ลีก เพราะคนแรกที่ทำได้คือ ชินจิ คางาวะ ย้อนไปในฤดูกาล 2012/13 วันที่ 2 มีนาคม 2013 เป็นเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด รับการมาเยือนของ นอริช เกมนี้ ปีศาจแดงเหนือกว่าเยอะ แต่กว่าจะเจาะผู้มาเยือนได้ก็ต้องรอจนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก และตอนนั้นเองที่ คางาวะ เริ่มใส่สกอร์แรกของวัน มันมาจากการเปิดครอสด้านขวาของ อันโตนิโอ วาเลนเซีย เข้ามาในกรอบเขตโทษ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เหยียดขาเพื่อดึงบอลลงแต่มันกลายเป็นกระฉอกมาเข้าทาง คางาวะ ที่เสาแรก ลูกนี้ยิงไม่ง่ายเพราะต้องคิดไวทำไว มาร์ค บันน์ นายทวารนอริช มายืนปิดมุมอยู่แล้ว และสิ่งที่ดาวเตะซามูไรทำก็คือ ดีดด้วยไซด์ก้อยแบบไม่ต้องจับทันทีที่บอลตกมาถึงเท้า ลูกมันเบียดเสาเข้าไปอย่างพอดิบพอดี 1-0 ประตูแรกว่าแจ๋วแล้ว ประตูที่สองยิ่งยอดเยี่ยมกว่า ในนาทีที่ 76 เวย์น รูนี่ย์ ได้บอลหลุดเข้าเขตโทษทางขวาแบบสวนกลับ เขาล็อกหลอกตัวที่ตามมาประกบ ทันใดนั้น คางาวะ ก็สอดเข้ามา รูนี่ย์ ไหลให้ทันทีตรงจุดโทษ ผู้รักษาประตูอยู่ตรงกลาง กองหลังเทโมเมนตัมไปเพื่อนจะขวางลูกยิงของ คางาวะ ตามสัญชาติญาน สิ่งที่ คางาวะ ตัดสินใจทำในเสี้ยววินาทีคือทำเหมือนจะยิงแรงด้วยขวาตามสูตร แต่ไม่ใช่ เขาเพียงแปเบาๆ ย้อนไปทางเสาขวามือ เหนือชั้้นสุดๆ ให้สกอร์เป็น 2-0 10 นาทีต่อมา ชินจิ คางาวะ ก็สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่ทำแฮททริกในพรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ อีกครั้งที่เขาทำชิ่งกับ เวย์น รูนี่ย์ แล้วได้หลุดเข้าไปเผชิญหน้ากับ มาร์ค บันน์ เขาทำแบบเดิม สมองคิดไว้ก่อนเท้าจะสัมผัสบอล คางาวะ ไม่เคยจับบอลแล้วค่อยคิด ลูกนี้เมื่อได้บอลชิ่งมาเข้าแตะขึ้นหน้าเข้าไปตรงที่ว่างเพื่อให้มุมยิงมันง่ายที่สุดโดยไร้ตัวประกบแล้วก็ชิพสวนตัว มาร์ค บันน์ เป็น 3-0 รูนี่ย์ ตะบันสุดสวยจาก 25 หลาให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ฝัง 4-0 ในนาทีสุดท้ายของเกม แต่แน่นอนว่าพระเอกของเกมนี้คือ ชินจิ คางาวะ น่าเสียดายที่ คางาวะ ไม่ประสบความสำเร็จกับเส้นทางชีวิตในฐานะนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มากนัก แน่นอน เขาได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก ในฤดูกาลแรกของตัวเอง แต่นั่นกลับกลายเป็นฤดูกาลสุดท้ายด้วยที่เขาเล่นให้กับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้ที่ดึงเขามาร่วมทีม แม้แต่ในยุคของเฟอร์กี้ คางาวะ ก็ยังไม่ใช่ตัวจริง ด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพร่างกาย บอลอังกฤษเน้นพลังเยอะ ต้องแข็ง ต้องไว ต้องเร็ว ปีแรก มันควรเป็นจังหวะของการปรับตัว เขาลงเล่น 20 นัด ทั้งตัวจริงและสำรอง ทำไป 6 ประตูในลีก อีกเรื่องก็คือ ตำแหน่งการเล่น เพราะ คางาวะ เฉิดฉายที่สุดคือ "หน้าต่ำ" เป็นเบอร์ 10 โดยธรรมชาติ ที่ดอร์ทมุนด์ เขามีสถิติยิง และแอสซิสต์สุดยอด เพราะเล่นอยู่หลังกองหน้าตัวเป้าอย่าง ลูคัส บาร์ริออส หรือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยมีปีกธรรมชาติอยู่ด้านข้าง ระบบ 4-2-3-1 เหมาะที่สุด ทว่าที่ ยูไนเต็ด นั้นต่างออกไป เฟอร์กี้ เล่น 2 กองหน้าคือ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กับ เวย์น รูนี่ย์ โดยมีมิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คนปักหลังอยู่แล้ว หรือแม้แต่เล่น 4-2-3-1 คนที่จะเล่นเป็นหน้าต่ำคือ รูนี่ย์ ทำให้ คางาวะ ต้องโดยจับไปเล่นเป็นตัวด้านข้างหลายครั้ง ซึ่งตรงนี้เองที่ "สภาพร่างกาย" มามีส่วนแล้ว เมื่อฤดูกาลที่สองมาถึง คางาวะ ยิ่งลำบากเพราะเล่นภายใต้โค้ชใหม่อย่าง เดวิด มอยส์ ที่ต้องการปรับทีมเยอะ และวิธีการต่างๆ เปลี่ยนไป มารูยาน เฟลไลนี่ เข้ามา ตามด้วย ฆวน มาต้า ตอนหน้าหนาว และนั่นคือคนที่เล่นในตำแหน่งเดียวกับ คางาวะ โดยตรง ปี 2014/15 คางาวะ ตัดสินใจอำลา แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไปยัง ดอร์ทมุนด์ อดีตต้นสังกัดที่เขาเคยสร้างชื่อ แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ในสีเสื้อปีศาจแดง แต่ ชินจิ คางาวะ ก็สร้างความประทับใจให้แฟนบอล โดยเฉพาะกับ แฮททริกใส่นอริช ซึ่งกลายเป็นการปักหมุดประวัติศาสตร์ให้นักเตะเอเชีย คลิปประกอบบทความสุดมันคลิ๊ก!! :: https://bit.ly/3UwJ8RO เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เส้นทางไม่ธรรมดาของอูนิโอน "

บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2022/23 ผ่านมาได้ 7 นัด ก่อนเข้าสู่เบรกทีมชาติ ทีมที่นำจ่าฝูง ไม่ใช่ทั้ง บาเยิร์น มิวนิค, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือทีมใหญ่อื่นๆ มองดูที่ตารางคะแนนจะพบว่า จ่าฝูงคือ อูนิโอน เบอร์ลิน ทีมจากฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง ซึ่งอยู่นอกชายขอบของฟุตบอลลีกระดับสูงมาตลอด จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ พวกเขาเลื่อนชั้น ได้สัมผัสลีกสูงสุดของเยอรมันเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2019/20 นี่เอง ภายใต้การคุมทีมของโค้ชชาวสวิตเซอร์แลนด์ นามว่า อัวร์ส ฟิชเชอร์ ฟิชเชอร์ ย้ายจากการคุมบาเซิ่ลมาที่ อูนิโอน ในฤดูกาล 2018/19 ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในลีกา 2 และเพียงปีเดียวเขาก็พาทีมเลื่อนชั้นได้ทันที ผลงานของ ฟิชเชอร์ ในการคุมทีมยังดีต่อเนื่อง เพราะเมื่อขยับมาเล่นในบุนเดสลีกา พวกเขาก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ทีมน้องใหม่ที่กระเสือกกระสนในการเอาตัวรอด หรือหนีตกชั้น ฤดูกาล 2019/20 จบอันดับ 11 ฤดูกาล 2020/21 จบอันดับ 7 ฤดูกาล 2021/22 จบอันดับ 5 ได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรป มา 2 ฤดูกาลติดแล้ว และผลงานก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ทีละนิดด้วย เรื่องราวของ อูนิโอน เบอร์ลิน มีความน่าสนใจไม่น้อย เมื่อมองว่าพวกเขาเคยเป็นทีมของฝั่ง เยอรมันตะวันออก มาก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะพัง แล้วฟุตบอลถึงรวมลีกเป็นเยอรมันเดียว แม้ว่าจะเพิ่งได้เล่นบุนเดสลีกา ได้ปีนี้เป็นปีที่ 4 และเล่นบอลยูโรปา ลีก ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แต่หลายคนไม่รู้ว่าพวกเขาเคยไปเล่นฟุตบอลระดับสโมสรยุโรปมาแล้ว ได้ไปก่อนสัมผัสลีกสูงสุดด้วยซ้ำ ถามว่ามันเป็นไปได้ด้วยหรือ ทีมลีกรองแล้วได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรป คำตอบคือทำได้ในทางทฤษฎี นั่นก็คือไปในโควต้าฟุตบอลถ้วย! นี่คือเส้นทางของ อูนิโอน เบอร์ลิน สู่ฟุตบอลยุโรป ทั้งที่เป็นทีมลีกรอง ย้อนไปในปี 1968 พวกเขาควรมีสิทธิ์ลงเตะใน ยูโรเปี้ยน คัพ (แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปัจจุบัน) ด้วยการเป็นแชมป์ฟุตบอลของเยอรมันตะวันออก ในยุคที่เบอร์ลินและเยอรมันยังแบ่งแยก พวกเขาโดนจับมาเจอกับ เอสเค บอร์ ทีมของยูโกสลาเวีย แต่ด้วยปัญหาการประท้วงเรื่องของการเมืองที่ลุกลามจากเชโกสโลวาเกีย ทำให้ยูฟ่า จัดการปรับระบบการเล่นใหม่ ไม่ให้ชาติจากยุโรปตะวันตก เจอกับยุโรปตะวันออกใน 2 รอบแรก อูนิโอน เบอร์ลิน เลยโดนจับประกบคู่ใหม่เจอกับ ดีนาโม มอสโก แต่การที่การเมืองเขม็งเกลียว ชาติฝั่งตะวันออกประท้วง ยูฟ่า ที่จัดการการแข่งขันไม่ดีพอ หลายๆ ชาติเลยบอยคอต ให้สโมสรในประเทศของพวกเขาถอนตัวออกจากการแข่งขัน นั่นรวมถึงเยอรมันตะวันออกด้วย ทำให้ อูนิโอน ชวดลงเล่น ยูโรเปี้ยน คัพ อย่างน่าเสียดาย หลังจากเยอรมันรวมประเทศ ลีกก็กลับมาเข้าระบบเดียวกัน พวกเขาก็ติดโน่นติดนี่ ไม่เคยได้เลื่อนสู่ลีกสูงสุดเลย จนกระทั่งปี 2000/01 เป็นปีแห่งความสุขสมหวัง เป็นปีที่ตื่นเต้นที่สุดของพวกเขา เรกิโอนาลลีกา ถือเป็นลีกระดับ 3 แล้ว พวกเขาเล่นใน เรกิโอนาลลีกา นอร์ด และทำผลงานดี แถมผลงานในฟุตบอลถ้วย เดเอฟเบ โพคาล ก็ดีด้วย สำหรับ อูนิโอน เบอร์ลิน ในปี 2000/01 รอบแรกเอาชนะโอเบอร์เฮาเซ่น 2-0 , รอบสองเอาชนะ กรอยเธอร์ เฟือร์ธ 1-0 และรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาเอาชนะ อูล์ม 4-2 เมื่อเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย คู่แข่งคือโบคุ่ม ทีมจากบุนเดสลีกา ทำให้แฟนบอลตื่นตัว นัดนี้นัดเดียวแฟนบอลมาดู 11,000 คน แฟนบอลไม่ผิดหวัง ดาเนียล แอร์เนมันน์ ทำประตูชัยให้ อูนิโอน พลิกเอาชนะโบคุ่ม ไป 1-0 ในนาทีสุดท้ายของเกมพอดิบพอดี ด้วยการเป็นทีมระดับ ดิวิชั่น 3 แต่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยิ่งทำให้แฟนบอลและสื่อให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น คู่แข่งของพวกเขาคือ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ทีมจาก ลีกา 2 อูนิโอน ได้เล่นในบ้านเหมือนเดิม และเสมอกัน 2-2 ในเวลา 90 นาที ก่อนที่พวกเขาเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ในการดวลจุดโทษ 4-2 รอบชิงชนะเลิศ มีขึ้นที่ โอลิมเปียสตาดิโอน หรือรังเหย้าของ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน อริร่วมเมืองหลวงของ อูนิโอน นั่นเอง นัดชิงวันที่ 26 พฤษภาคม 2001 อูนิโอน ต้องชิงกับยักษ์ใหญ่ ชาลเก้ ด้วยการที่คู่แข่งเป็นชาลเก้ มันคือการการันตีตั๋วสู่ฟุตบอลยุโรปของ อูนิโอน ชาลเก้ จบเป็นรองแชมป์บุนเดสลีกา ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตั๋วสู่ ยูฟ่า คัพ ผ่านเส้นทางของ เดเอฟเบ โพคาล เลยตกเป็นของ อูนิโอน เบอร์ลิน แน่นอน แม้จะสู้เต็มที่ แต่ด้วยคุณภาพนักเตะ และความแข็งแกร่ง อูนิโอน ต้านชาลเก้ไม่ไหว แพ้ไป 0-2 อูนิโอน ได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น อูนิโอน ได้สมหวังไปเล่นฟุตบอลยุโรป ทั้งที่พวกเขาเป็นเพียงทีมจากเรกิโอนาลลีกา หรือระดับดิวิชั่น 3 เท่านั้นเอง เรียกได้ว่าพวกเขาสัมผัสเกมยุโรปครั้งแรกในปี 2001/02 ก่อนที่พวกเขาจะสัมผัสเกมลีกสูงสุดในประเทศถึง 18 ปีเลยทีเดียว เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" การซื้อที่คุ้มค่าของเป๊ป "

เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวนานเลยกับฟุตบอลอังกฤษ ผลงานจากช่วงต้นซีซั่นเราเห็นกันชัดเจนแล้ว จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะใครเห็นเด็กยักษ์นี่เล่นมาตลอดตั้งแต่ดังขึ้นมา ก็สามารถฟันธงได้ว่า เขาจะทำได้ดีแน่ ไม่ว่าเล่นลีกไหน เพราะมีครบทั้งฝีเท้า, สภาพร่างกาย และสภาพจิตใจ ในมุมมองของเป๊ป มันคืออีกหนึ่งการซื้อที่ (น่าจะ) ประสบความสำเร็จอีกครั้ง ผิดกับในฤดูกาลที่แล้ว 100 ล้านปอนด์ กับ แจ็ค กรีลิช โดนตั้งคำถาม หรือมันจะเป็นการซื้อที่ล้มเหลว (Flop)? เป๊ป มักโดนมองว่าเป็นพวกใช้ของแบรนด์เนม คุมแต่ทีมใหญ่ ซื้อนักเตะก็มีแต่ตัวดังๆ แพงๆ จะไม่ให้ประสบความสำเร็จได้ไง? ก็ไม่เสมอไปที่การใช้เงินซื้อตัวแพงจะออกมาดี และไม่เสมอไปเช่นกันที่แม้แต่การซื้อของ เป๊ป เองจะประสบความสำเร็จ ทว่าส่วนใหญ่มันมักจะออกมาดี งานของเขาในด้านนี้ ไม่ได้ทำคนเดียว เพราะ เป๊ป ร่วมงานกับสโมสรที่มีระบบผู้อำนวยการกีฬามาตลอด ทั้งที่ บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งคนที่ทำงานกับเขายาวที่สุดก็คือ ซิกิ เบกิริสไตน์ นั่นเอง ซิกิ เข้ามาเป็นผู้อำนวยการกีฬาของ บาร์ซ่า ในปี 2003 ตอนที่ โจน ลาปอร์ต้า ชนะเลือกตั้งประธานสโมสรสมัยแรก จากนั้นเมื่อ เป๊ป โดนตั้งมาคุมทีม ทั้งคู่ก็ได้ร่วมงานกันแบบเต็มตัวในปี 2008 แต่ทั้งคู่ เคยร่วมงานกันมาแล้วตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ เพราะ ซิกิ เองก็เล่นให้บาร์ซ่า อยู่ถึง 7 ปี เรียกได้ว่า ซิกิ มีส่วนต่อความสำเร็จของ บาร์ซ่า ในยุคใหม่อย่างยิ่ง นับจากปี 2003 ที่ บาร์ซ่า พลิกฟื้นสถานการณ์ ด้วย โรนัลดินโญ่ และกุนซือ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ก็มี ซิกิ อยู่เบื้องหลังมาตลอด การได้ร่วมงานกับ เป๊ป ตอนซัมเมอร์ปี 2008 มันคือเคมีที่ลงตัว การซื้อตัวในหน้าร้อน 2008 ของ บาร์เซโลน่า ภายใต้การดูแลของ ซิกิ และ เป๊ป มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จที่ตามมาอีกหลายปี ตลอดการคุมทีมบาร์เซโลน่า 4 ปีของ เป๊ป เขาเซ็นนักเตะมาร่วมทีมหลักๆ ทั้งหมด 17 รายด้วยกัน ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ มีการจัดอันดับความคุ้มค่า และผลงานที่ดี ปรากฏว่าใน ท็อป 5 มีถึง 3 คนที่เป็นการเซ็นจากซัมเมอร์แรกของเขา คนแรก เซย์ดู เกอิต้า นี่คือนักเตะคนแรกในยุค เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มิดฟิลด์สารพัดประโยชน์ทีมชาติมาลี ย้ายมาจากเซบีย่า ด้วยวัย 28 ปีแล้ว ในวงเงิน 14 ล้านยูโร และแม้ไม่ใช่ตัวจริงสม่ำเสมอ แต่ก็ช่วยทีมได้ในทุกบทบาท เกอิต้า ถูกจัดอยูในอันดับ 5 ของการซื้อตัวคุ้มค่าของ เป๊ป เขาเล่นให้บาร์ซ่า 4 ปี ก่อนอำลาไปพร้อมๆ กับเจ้านายในปี 2012 หลังจากลงเล่นให้กับ บาร์ซ่า 188 นัด ทำไป 12 ประตู อีกรายที่ย้ายมาจากเซบีย่า เช่นกัน มาในราคา 29 ล้านยูโร บวกแอดออนส์ เขาเป็นแบ็กซ้ายจอมบุกชาวบราซิลวัย 25 ซึ่งภายหลังจะกลายเป็นแบ็กขวาที่ดีสุดในโลก นักเตะรายนี้ก็คือ ดานี่ อัลเวส แบ็กขวาที่กลายเป็นมาตรฐานของฟูลแบ็กยุคใหม่ ในวันที่เขาพีค นี่คือเบอร์ 1 ของโลก มีเพียงเพื่อนร่วมชาติ ไมค่อน ที่พอเบียดได้สูสีอยู่ช่วงสั้นๆ อัลเวส เล่นให้บาร์ซ่า 8 ปีเต็ม กวาดแชมป์กระจุย แถมฤดูกาลที่แล้วกลับมาใช้ประสบการณ์ช่วยทีมอีก 1 ปีด้วย เขาคือนักเตะที่ได้แชมป์ระดับเมเจอร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ถึง 46 รายการด้วยกัน ดานี่ อัลเวส ถูกจัดให้เป็นการซื้อที่คุ้มค่าและประสบความสำเร็จที่สุดของ เป๊ป ที่บาร์เซโลน่าในอันดับ 2 ส่วนนักเตะที่ได้ชื่อว่าคุ้มค่า และประสบความสำเร็จที่สุด เป็นอันดับ 1 ของเป๊ป ในฐานะกุนซือบาร์ซ่า เขาเป็นนักเตะคนที่ 2 ที่ เป๊ป กับ ซิกิ เซ็นมาร่วมทีมต่อจาก เซย์ดู เกอิต้า ปัจจุบัน ก็ยังคงเล่นให้กับทีม แม้ความสำคัญจะลดลงไป นั่นก็คือ เคราร์ด ปีเก้ เป๊ป ดึงตัว ปีเก้ มาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยราคาเพียง 5 ล้านยูโรเท่านั้น ปีเก้ เป็นเด็กจากลามาเซีย แล้วย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ตอนอายุ 17 ปี แต่ไม่สามารถสอดแทรกมาเป็นตัวหลักได้เพราะมีทั้ง ริโอ กับ วิดิช ขวางทางอยู่ เมื่อต้องการโอกาสลงเล่นสม่้ำเสมอ และเฟอร์กี้ ก็เข้าใจสถานการณ์ จึงจำใจต้องปล่อย ปีเก้ กลับบ้าน ไม่ต้องใช้เวลานาน ปีเก้ กลายมาเป็นเซนเตอร์ด้วยหลักของทีมได้เลย ในวัยเพียง 21 ปี และยึดตำแหน่งยาวเรื่อยมาหากไม่มีอาการบาดเจ็บ เซนเตอร์ร่างใหญ่ กลายเป็นตัวหลักของทั้งบาร์ซ่าและทีมชาติสเปน กวาดแชมป์ในยุคทองของ "ติกิ ตาก้า" ที่บาร์ซ่า และสเปน ครองโลกลูกหนัง เขาลงสนามให้บาร์เซโลน่า จนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 14 ปีเข้าให้แล้ว รวมจำนวนนัดทุกรายการถึงกว่า 600 นัด ทำไปกว่า 50 ประตู ช่วยทีมคว้าแชมป์เมเจอร์มากถึง 24 รายการด้วยกัน ซิกิ เบกิริสไตน์ อำลาบาร์ซ่าไปในปี 2010 พร้อมๆ กับที่ โจน ลาปอร์ต้า ก้าวลงจากตำแหน่งประธานสโมสร จากนั้นอีก 2 ปี เป๊ป ได้ร่วมงานกับ อันโดนี่ ซูบีซาเรต้า ในตำแหน่ง ผอ.กีฬา แทนที่ ของ ซิกิ ซูบีซาเรต้า ก็ซื้อผู้เล่นยอดเยี่ยมเข้ามาเช่นกัน ทั้ง ดาบิด บีย่า, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, เชส ฟาเบรกาส, อเล็กซิส ซานเชซ เป็นต้น แต่มองที่ความคุ้มค่า คุ้มราคาแล้ว ในยุคของ ซิกิ ถือว่าดีกว่านิดๆ ปี 2012 เป๊ป ก็ขอพักการคุมทีม เขาอำลาบาร์เซโลน่า และปล่อยให้สิ่งทีมที่เขาสร้างมา ได้เดินหน้าลุ้นความสำเร็จให้บาร์ซ่าต่อไป ปีเดียวกันนั้นเอง ซิกิ เบกิริสไตน์ ก็เข้ามารับงานเป็น ผู้อำนวยการกีฬาที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ซิกิ ก็ดึง เป๊ป เพื่อนของเขา มาคุมทีมในปี 2016 ในจังหวะที่เหมาะสมเป็นใจ 6 ปีแล้ว ที่ทั้งคู่ร่วมกันสร้างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนแข็งแกร่ง แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ซัมเมอร์ 2008 กับการเสริมทัพในคราวนั้น ยังเป็นความยอดเยี่ยมของ ซิกิ และเป๊ป ซึ่งเมื่อมองจากจำนวนเงินที่จ่ายไป ต้องถือว่ามันคุ้มค่าแทบทุกยูโร เลยจริงๆ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" คินคลัดเซ่ ขวัญใจแมนฯ ซิตี้ "

ตอนนี้ชื่อของ ควิชา ควารัตส์เคเลีย ดังเป็นพลุแตก นาโปลีมีเพชรอยู่ในมือแท้ๆ ปีกวัย 21 ปีกลายเป็นตัวหลักของทีมในทันที เขาย้ายมาจากทีมที่ชื่อ ดินาโม บาตูมี่ ในบ้านเกิดจอร์เจีย.. จริงๆ แล้ว ควารัตส์เคเลีย ไปสร้างชื่ออยู่ในรัสเซียมาก่อน กับ รูบิน คาซาน เขาเคยได้รับการจับตาจาก "เลกิ๊ป" สื่อดังเมืองน้ำหอม ว่าเป็น 1 ใน 50 นักเตะที่เกิดหลังปี 2001 ที่น่าจับตาที่สุด ทว่าต้นปีที่ผ่านมาเมื่อรัสเซียมีข้อพิพาทกับยูเครน ทำให้นักเตะสามารถย้ายไปเซ็นกับทีมนอกประเทศได้ ควารัตส์เคเลีย เลยเลือกกลับบ้านที่สโมสรบาตูมี่ นาโปลี ถึงรีบไปเซ็นมาด้วยราคา 12 ล้านยูโรในทันที ปาดหน้า เอซี มิลาน ที่สนใจอยู่เช่นกัน ต้องบอกว่าถ้าใครได้ดู ควิชา ลงเล่น ผลงานของเขาไม่ใช่แค่ฟลุก หรือฉาบฉวย ดาวเตะรายนี้เก่งจริง ทักษะยอด ใจสู้ เซนส์บอลดี แถมร่างกายแข็งแรงบวกความเร็วที่เหมาะเล่นริมเส้น ที่ผ่านมา จอร์เจีย ผลิตนักเตะเก่งๆ ออกมาไม่เยอะมากนัก หลายปีถึงจะมีตัวเก่งๆ ระดับเป็นที่ยอมรับกันทั่วสักราย ยุคก่อนหน้านี้มี เตมูร์ เคตส์บาย่า, เลวาน โคเบียชวิลี่, คาคา คาลัดเซ่ และดาวยิงอย่าง โชต้า อาเวลัดเซ่ ทว่านักเตะเหล่านี้ก็ไม่ใช่สายพรสวรรค์ ตัวที่เคยคาดว่าจะดังขึ้นมา เพราะเก่งแต่เด็กคือ ยาโน่ อานานิดเซ่ ก็ไม่สามารถทะลุเพดานคำว่า "ดาวรุ่ง" ขึ้นมาได้ หากจะมองหานักเตะจอร์เจีย สายพรสวรรค์สักคนที่โด่งดัง และเป็นที่รู้จักกันดี ก็คงจะต้องเป็น จอร์จี้ คินคลัดเซ่ คินคลัดเซ่ มิดฟิลด์ตัวรุกซ้ายพรสวรรค์สูง ผู้เคยมาสร้างสีสันในเสื้อตัวสีฟ้าของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลางยุค 90s จอร์จี้ คินคลัดเซ่ เกิดในทบิลิซี่ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียต แต่บ้านเขาไม่ได้ถือว่ายากลำบาก พ่อเป็นวิศวกรแม่เป็นคุณครู ต่างก็อยากให้ลูกชาย จอร์จี้ ของพวกเขาเอาดีด้านกีฬา แม่ให้เขาเรียนยิมนาสนิก กีฬายอดนิยมของเด็กในยุโรปฝั่งตะวันออกยุค 70s-80s และเต้นบัลเล่ต์ของจอร์เจีย ด้วยพื้นฐานนี้เองที่ทำให้ จอร์จี้ มีสมดุลร่างกายดีเยี่ยม ตอนอายุ 18 ได้ย้ายมาเล่น ดินาโม ทบิลิซี่ ทีมใหญ่ของ จอร์เจีย ตอนนั้นเพิ่งแยกประเทศหลังโซเวียตล่มสลายและตั้งลีกฟุตบอลของตัวเอง ผลงานของ คินคลัดเซ่ ดีมากๆ จนได้ไปทดสอบฝีเท้ากับ แอต มาดริด และ เรอัล มาดริด แต่ไม่ได้รับการพิจารณาสัญญา เพราะแม้จะเป็นนักเตะพรสวรรค์สูง แต่เขามีปัญหาในเรื่องวินัยการยืนตำแหน่ง ความเข้าใจเชิงแท็คติก และความฟิต ความคลาสสิกคือ ตอนนั้นมีแมวมองของ โบคา จูเนียร์ส เข้ามาดูอยู่ด้วย กะว่าคอยช้อนนักเตะที่หลุดรอดจาก เรอัล มาดริด ดึงไปร่วมทีมและเขาก็ได้ย้ายไปเล่นในอาร์เจนติน่ากับโบคา ด้วย ที่นั่น คินคลัดเซ่ ได้พบกับขวัญใจของเขาคือ ดีเอโก้ มาราโดน่า จะว่าไป มีหลายอย่างที่ จอร์จี้ คล้ายกับ ดีเอโก้ ไม่ว่าจะเป็นการถนัดซ้าย เล่นในตำแหน่งเดียวกัน เลี้ยงบอลติดเท้า บาลานซ์ร่างกายดีมากๆ เร่งสปีดได้ดี และเท้าขวาแทบจะเอาไว้ยืนอย่างเดียว แต่ก็เอาอยู่ยากมากๆ น่าเสียดายที่เขาได้เล่นกับโบคา แค่แป้บเดียว ต้องเข้าใจว่าทีมในอาร์เจนติน่า มักดันดาวรุ่งชาติตัวเองขึ้นมาเล่นมากกว่าแล้วดาวรุ่งอาร์เจนฯ เก่งๆ ก็มีขึ้นมาตลอด ทว่าในช่วงรอบคัดเลือก ยูโร 1996 คินคลัดเซ่ และเพื่อนสนิทที่เล่นด้วยกันมาในดินาโม อย่าง โชต้า อาเวลัดเซ่ ช่วยกันถล่มเวลส์ 5-0 เนวิลล์ เซาธอลล์ มือกาวจอมเก๋า ยกนิ้วให้ว่า จอร์จี้ คือนักเตะที่เก่งสุดในสนามชนิดทิ้งห่างคนอื่นไปไกล ระหว่างที่ทีมใหญ่ๆ ในยุโรปยังไม่กล้าเสี่ยงนี้เอง ฟรานซิส ลี ประธานสโมสร แมนฯ ซิตี้ ในตอนนั้นตัดสินใจเดินหน้าเข้าหา ดินาโม ทันที หลังได้เห็นวีดีโอการเล่นของ คินคลัดเซ่ ในเกมนี้ 2 ล้านปอนด์ คือค่าตัวที่ แมนฯ ซิตี้ จ่ายให้ ดินาโม ทบิลิซี่ และเขาก็เปิดตัวให้กับทีมในเกมเสมอ สเปอร์ส 1-1 เป็นเกมรูดม่านของซีซั่น 1995/96 ผลงานของแมนฯ ซิตี้ ไม่ดีเลย 11 นัดแรก เสมอ 2 แพ้ 9 คินคลัดเซ่ ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ หนนี้นอกเหนือจากเรื่องสภาพร่างกายที่ พรีเมียร์ ลีก ต้องการความแข็งแรงแบบสุดๆ แล้วยังมีเรื่องการปรับตัว เขาพักในโรงแรม อยู่คนเดียว ภาษาก็ไม่แข็ง แมนฯ ซิตี้ หาทางออกด้วยการให้คุณแม่ของเขาและเพื่อนอีก 2 คนย้ายมาอยู่ด้วย เพื่อช่วยให้เขาไม่เหงา ได้กินอาหารจอร์เจียที่คุ้นเคยลิ้นมากกว่า จอร์จี้ คินคลัดเซ่ เริ่มผลงานดีขึ้น แมนฯ ซิตี้ ก็เริ่มกระเตื้อง เขาคือของแปลกของ แมนฯ ซิตี้ ที่ยังคุ้นเคยกับบอลแบบโบราณ เพราะนี่คือนักเตะพรสวรรค์ที่เลี้่ยงบอลเก่ง ชอบแทงบอลทะลุช่อง ต้องบอกว่าสมัยนั้น แมนฯ ซิตี้ ที่เป็นทีมที่ขึ้นๆ ลงๆ ลีกสูงสุดกับลีกรอง ไม่มีอะไรมาเทียบฝั่งสีแดงร่วมเมืองได้เลยนั้น แมนฯ ซิตี้ เป็นทีมที่น่าสนใจตรงที่ เราเดาลำบาก วันนึงมันอาจจะเล่นดีกับทีมใหญ่ แต่บางวันก็แพ้ง่ายๆ ให้ทีมเล็กๆ ถ้าเป็นแฟนบอลเป็นกลาง ดูแมนฯ ซิตี้ รับรองว่าสนุก แต่อย่าคาดหวังอะไรมาก มีพวก ไนออล ควินน์, ปีเตอร์ บีกรี, สตีฟ โลมาส, อูเว่ รอสเลอร์ แล้วก็ จอร์จี้ คินคลัดเซ่ นี่แหละ ที่สร้างสีสัน น่าเสียดายที่ปีนั้น ฝั่งแมนฯ ยูไนเต็ด ฉลองดับเบิ้ลแชมป์ ด้วยประตูชัยในเวมบลีย์ของ เอริค คันโตน่า ที่ถอยหลังวอลเล่ย์ใส่ลิเวอร์พูล แต่ แมนฯ ซิตี้ ต้องตกชั้นด้วยผลต่างประตูได้เสีย อลัน บอลล์ รู้ดีว่าเขามียอดนักเตะพรสวรรค์สุดยอดในมือ พยายามปั้นทีมโดยมีเขาเป็นหัวใจหลัก แต่ คินคลัดเซ่ ยังมีปัญหาเรื่องการปรับตัว ความฟิต รวมถึงแนวทางการเล่น ยุคนั้นทีมในพรีเมียร์ ลีก ไม่ได้มีแท็คติกซับซ้อนเหมือนทุกวันนี้ เกือบทุกทีมเล่น 4-4-2 เน้นบอลยาว หรือออกปีกแล้วครอสเข้ากลาง เพลย์เมกเกอร์ชนิดเบอร์ 10 แท้ๆ เล่นเต็มความสามารถได้ยาก โดยไม่กระทบความหนักแน่นในแดนกลาง ผลงานของแมนฯ ซิตี้ ไม่ดีเลยแม้ใน ดิวิชั่น 1 (เดิม) เปลี่ยนกุนซือทั้งชั่วคราวและถาวรหลายคน ต้นปี 1998 โจ รอยล์ ถูกตั้งมาคุมทีม พวกเขาย่ำแย่แล้ว แต่ โจ รอยล์ ไม่เหมือนกุนซือคนอื่นๆ เขามองว่าสโมสรต้องขาย คินคลัดเซ่ นี่คือความหรูหราที่ไม่จำเป็น พูดง่ายๆ ว่าเขาเป็นดาบสองคม ด้วยสถานการณ์ของ แมนฯ ซิตี้ เก็บไว้จะลังเลเสียเปล่าๆ เขาโดนขายไปอาแจ็กซ์ อย่างไรก็ตาม "คิงกี้" สำหรับแฟนบอลแมนฯ ซิตี้ คือหนึ่งในนักเตะที่เก่งสุดตลอดกาลของพวกเขา ถ้ามองกันในแง่ฝีเท้า และพรสวรรค์เพียวๆ ยุคสมัยที่ ซิตี้ ไม่ได้ลุ้นความสำเร็จ การมีสิ่งสวยงามมาประดับทีม ให้ดูแล้วตื่นเต้น และมีความหวังเป็นช่วงๆ มันคือความสุขที่กลายเป็นภาพจำอยู่ในใจ จอร์จี้ คินคลัดเซ่ คือนักเตะคนนั้น เขาคือสีสัน และแสงสว่างวาบในความอับทึบของแมนฯ ซิตี้ ที่เมน โร้ด แฟนบอลซิตี้ ตัวยงผู้โด่งดังอย่าง โนเอล กัลลาเกอร์ ชอบ คินคลัดเซ่ มากๆ ในปี 1995 โอเอซิส ปล่อยเพลง Wonderwall ออกมา ซึ่งมันจะกลายมาเป็นหนึ่งในเพลงที่ฮิตที่สุดของวง เพลงที่ถูกร้องมากที่สุดในคาราโอเกะ ที่ประเทศอังกฤษจนถึงทุกวันนี้ ว่าแล้วแฟนแมนฯ ซิตี้ ก็แปลงท่อนหนึ่งเพื่อให้กลายเป็นเพลงของ คินคลัดเซ่ ท่อนที่ว่า "And all the lights that lead us there are blinding" "และแสงสว่างทั้งหมดที่นำเราไปสู่จุดนั้นมันทำให้ตาพร่าเลือน" แปลงเป็น “All the runs that Kinky makes are blinding" "ทุกการวิ่งโฉบเฉี่ยวของคิงกี้นั้นว่องไวจนตาพร่าเลือน" หลัง 1 ปีเศษกับ อาแจ็กซ์ จอร์จี้ คินคลัดเซ่ ก็กลับมาอังกฤษอีกครั้ง โดยเล่นกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ โดยหนนี้เขาเล่นนานถึง 4 ปี และเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว แต่สำหรับแฟนบอล จอร์จี้ คินคลัดเซ่ เวอร์ชั่นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดของ เมน โร้ด จริงๆ คลิปน่าสนใจกับ คินคลัดเซ่ :: https://citly.me/tY5IZ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117