breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ความกดดันในโลกฟุตบอล "

อัพเดตเมื่อ : November 01, 2020 8:00pm โดย : admin

ในสัปดาห์นี้มีข่าวเศร้า เจเรมี่ วิสเท่น แข้งเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ วัยเพียง 17 ปีต้องจากโลกนี้ไป
สาเหตุคือปัญหาสภาพจิตใจ และนำไปสู่การเสียชีวิต ทำให้นักเตะของทั้งแมนฯ ยูไนเต็ดและแมนฯ ซิตี้ พากันออกมาร่วมแสดงความเสียใจ หลายคนรู้จักเด็กคนนี้ดี
เขาเคยเป็นกองหลังอนาคตไกลแต่เจออาการเจ็บเล่นงานจนในที่สุด ซิตี้ ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับเขาเมื่อปีที่แล้ว
หลายครั้ง เมื่อความคาดหวังไม่ถูกเติบเต็ม มันก็อาจนำไปสู่ความกดดันด้านจิตใจจนอาจสายเกินไปถ้าไม่ได้รับการแก้ไข
เรื่องนี้เป็นปัญหามานาน แต่เพิ่งถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้
ในอดีต มีบางคนเคยเจอมาแล้ว และโชคดีที่เขาผ่านมันมาได้
"สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คืออายุเฉลี่ยของผู้เล่นที่รีไทร์จากฟุตบอลอาชีพคือ 20 ปี"
"เด็กๆ พวกนี้เริ่มเล่นในอคาเดมี่ตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ และพวกเขาคือนักฟุตบอลอาชีพในหัวของพวกเขา ดังนั้นเมื่อพวกเขาโดนปล่อยออกจากสโมสร 12 ปีต่อมา มันยากมากๆ สำหรับพวกเขา พวกเขาจะเอาไงต่อหลังจากนั้น หลังจากความคาดหวังทั้งหลายทั้งปวง?"
ไมเคิ่ล เคล็กก์ อดีตกองหลังเด็กปั้นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวเอาไว้
เขาเป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีทั้งแฟนบอลซิตี้ และยูไนเต็ด
ที่บ้านมีคุณพ่อ ไมค์ เคล็กก์ เปิดโรงยิมอยู่แล้ว เป็นฟิตเนสโค้ชที่เก่ง เขาจึงได้ฝึกเรื่องความแข็งแรง และความฟิต มาตั้งแต่เด็ก เขายอมรับว่าเขามีความเป็นนักกีฬา ร่างกายแข็งแรง แต่เรื่องฟุตบอลยังไม่เก่งนัก
ครั้งหนึ่งเขาพลาดเกมทีมเยาวชนเพราะติดแข่งยกน้ำหนักของสหราชอาณาจักร และเขามักเข้ายิมเพิ่มมากกว่าคนอื่นๆ อยู่เสมอ
ไมเคิ่ล เข้ามาเป็นเด็กฝึกในอคาเดมี่ตอนอายุ 16 ปี จากนั้นอายุ 19 ก็ได้ประเดิมทีมชุดใหญให้แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมเสมอมิดเดิลสโบรช์ 2-2 เมื่อปี 1996
"ผมมีความเป็นนักกีฬาและแข็งแรง แต่ผมไม่ได้เก่งเรื่องฟุตบอลเท่าไหร่ในตอนนั้น"
 
เขาเคยได้รับข้อเสนอทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาถึง 4 แห่งด้วยกัน เขาพิจารณาจริงจัง ก่อนตัดสินใจเข้าไปเคาะประตูออฟฟิศของเฟอร์กี้ เพื่อพูดคุยเรื่องนี้
"เขาเสนอสัญญา(อาชีพ) 1 ปีให้ผม และถามผมว่า ผมอยากให้ต่อไปเป็นยังไง ผมบอกว่า ผมอยากได้โอกาสลงเล่นในตำแหน่งแบ็กขวา ซึ่งเขาก็สัญญากับผม แม้ว่าตอนนั้จะมีนักเตะเก่งๆ หลายคนอย่าง จอห์น โอเคน และ คริส แคสเปอร์ แต่ผมก็เซ็นสัญญาจนได้"
"ทีมชุดใหญ่มีตัวเจ็บ 5-6 คนในตอนนั้น และสโคลซี่ บอกผมว่าผมอาจได้มีส่วนในเกมสุดสัปดาห์นะ ไบรอัน คิดด์ บอกผมว่าให้ไปฟิตติ้งชุดสูทซะ"
 
"ลงเอยผมก็ได้เดินทางไปกับทีมชุดใหญ่ และเราก็พักในปราสาทเก่าแก่ในเดอแร่ม ทุกคนเป็นกันเองกับผมมาก และ รอย คีน กับ แอนดี้ โคล ดีกับผมมาก"
"ผมไม่ได้มีความมั่นใจเท่าไหร่ว่าผมจะสามารถเล่นในพรีเมียร์ ลีก ได้และผมแค่คิดว่าผมคงได้ดูเกมบนแสตนด์นั่นแหละ แต่พอผมเข้าไปในห้องแต่งตัว ผมเห็นเสื้อผมแขวนติดอยู่กับเสื่้อของ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล หัวใจผมวูบเลย แต่ก็ดีใจด้วยเช่นกัน ผมกลัวและตื่นเต้นไปในเวลาเดียวกัน"
"สิ่งต่อมาที่รู้ก็คือ ผมรู้สึกมีมือมาแตะไหล่ผม และเมื่อผมหันกลับไปก็เจอ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ท่านยินดีกับผมที่ได้ประเดิมสนามให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และบอกผมว่าให้ลงไปและสนุกกับการเล่นฟุตบอล"
"นั่นทำให้ความตื่นเต้นของผมหายไป เพราะผมรู้ว่าทุกคนต้องการให้ผมเล่นได้ดี"
 
เกมนั้นจบลงที่เสมอ 2-2 โดยที่ ไมเคิ่ล เคล็กก์ ได้รับหน้าที่ตามประกบ ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ ดาวดังอิตาเลี่ยนของ มิดเดิลสโบรช์ ในฤดูกาลนั้น
ไมเคิ่ล เคล็กก์ อยู่กับทีมมาตลอด ได้ลงเล่นไปบ้างในฤดูกาล 1997/98 ปีที่แมนฯ ยูไนเต็ด มือเปล่าเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 ปี
ทว่าในฤดูกาลต่อมาที่แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ 3 แชมป์ ชื่อของ ไมเคิ่ล เคล็กก์ อยู่ในทีมแต่ลงเล่นเพียงแค่ 3 นัดในลีก คัพ  หมายความว่าเขาไม่ได้มีชื่อได้แชมป์ใน 3 รายการหลัก
จุดสำคัญอีกอย่างก็คือ ตำแหน่งแบ็กขวาที่เขาเล่นได้นั้นมีนักเตะอย่าง แกรี่ เนวิลล์ จองสัมปทานอยู่แล้ว ไหนจะมีน้องชายของเขาอย่าง ฟิล อีกคนที่เล่นได้ทั้งแบ็กซ้ายและแบ็กขวา โดย ฟิล คือนักเตะรุ่นเดียวกับ เคล็กก์
เขาอยู่กับ ปีศาจแดง จนถึงปี 2002 แต่ส่วนมากโดนปล่อยยืมตัวกับ อิปสวิช และ วีแกน แอธเลติก ก่อนที่จะย้ายไปเล่นกับ โอลด์แฮม ในปีนั้นเอง
ตอนนั้นเองที่ปัญหาสภาพจิตใจของเขาเริ่มต้นขึ้น
"ผมอาจจะอยู่กับยูไนเต็ดจนนานระดับนึงแล้ว ผมต้องย้ายออกไปแล้ว"
 
"ลูกพี่ลูกน้องผม เดวิด ซึ่งเป็นแฟนบอลยูไนเต็ดพันธุ์แท้ ได้ฆ่าตัวตายตอนเขาอายุแค่ 19 ปี และในงานศพของเขา ทุกคนใส่เสื้อแข่งยูไนเต็ด ที่มีเบอร์ 19 และปักชื่อ เคล็กก์ บนหลัง"
"เพราะเบอร์ 19 ดันเป็นเบอร์ของผมที่ ยูไนเต็ดพอดี มันทำให้ผมรู้สึกหดหู่ สภาพจิตใจของผมมันเริ่มแย่ แต่ผมไม่เคยไปเข้าการรักษา ความกดดันเครียดหนักขึ้น มือผมเริ่มเป็นสะเก็ดเงิน"
 
"จากนั้นผมก้ต้องผ่าตัดเนื้อร้ายออกจากหู และต้องกลับไปเช็กในอีก 2-3 เดือนหลัง เพื่อดูว่ามะเร็งมันแพร่กระจายไหม"
 
"มิค วันด์สเวิร์ธ ดึงผมไป โอลด์แฮม และผมทำได้โอเค แต่เขาโดนปลด จากนั้น เอียน ดาววี่ เข้ามา เขาดร็อปผมออกจากทีมชุดใหญ่และรู้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติสำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกหลุดไปในฐานะมนุษย์"
"ผมจำได้ว่านอนแช่ในอ่างอาบน้ำที่สนามซ้อม แหงนมองเพดาน คนดูแลสนามเข้ามาเจอผม และถามว่าผมโอเคไหม เพราะเขาจับตาผมมาสักพักแล้วและเป็นห่วงผมมาเป็นเดือนๆ และกลัวว่าผมจะทำร้ายตัวเอง"
เมื่อ ดาววี่ โดนปลด กุนซือคนใหม่ ไบรอัน ทัลบ็อต เข้ามา กุนซือคนใหม่ไม่ต้องการเขาอีก ในที่สุดเขาตัดสินใจรีไทร์ แขวนสตั๊ดในปี 2004 ด้วยวัยเพียง 27 ปี
ด้วยการที่อยู่กับยิมมาตลอด ในที่สุดเขาเข้าไปเป็นเทรนเนอร์ในยิมของพ่อเขา ซึ่งเมื่อผันตัวมาทำงานที่ถนัด ไม่ต้องเครียด เลิกคิดถึงฟุตบอล มันทำให้เขาค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น
จากนั้นราว 2-3 ปี ไมเคิ่ล เคล็กก์ ก็เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเป็นโค้ช เมื่อ รอย คีน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนซือซันเดอร์แลนด์ ได้ติดต่อเข้ามาหาเขา เพื่อรับงานในฐานะหัวหน้าโค้ชด้านความแข็งแรงและสภาพร่างกาย ซึ่งมันตรงกับที่เขาถนัดพอดี
"ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า รอย แขวนสตั๊ดไปแล้ว เพราะผมออกมาจากวงการฟุตบอลเลย"
"เขาอยากให้มี DNA ของยูไนเต็ดที่ซันเดอร์แลนด์ เขายังดึง ไรมอนด์ ฟาน เดอร์ ฮาว ไปเป็นโค้ชผู้รักษาประตูด้วย นีล เบลี่ย์ และ ริคกี้ สบราเกีย ก็เป็นโค้ช ส่วน มิค บราวน์ เป็นหัวหน้าแมวมอง"
 
"คนมองว่า รอย คีน เป็นพวกขาโหดดุดัน แต่เมื่อคุณสนิทกับเขา คุณจะได้เห็นว่าเขาเป็นคนดีแค่ไหน ตอนที่เรา (ซันเดอร์แลนด์) เลื่อนชั้นสู่พรีมียร์ ลีก เขาจัดการส่งทีมงานของเขา 15 คนไปพักผ่อนที่โมนาโก 4 วัน"
 

แม้ รอย คีน จะแยกทางกับ ซันเดอร์แลนด์ไปในปี 2008 แต่สำหรับ ไมเคิ่ล เคล็กก์ เขายังอยู่กับทีมต่อในฐานะโค้ชฝ่ายฟิตเนส ผ่านการทำงานที่นี่ถึง 10 ปี กับกุนซือหลายรายทั้ง สตีฟ บรูซ, มาร์ติน โอนีล, เปาโล ดิ คานิโอ, ดิค อัดโวคาท, แซม อัลลาร์ไดซ์ และ เดวิด มอยส์
ไมเคิ่ล เคล็กก์ แต่งงานกับสาวชาวแม็คเอ็ม (คนซันเดอร์แลนด์) และยังอาศัยอยู่ที่นี่มีลูก 2 คน แต่ในหน้าร้อนปี 2018 เขากำลังไปพักผ่อนกับครอบครัวที่สิงคโปร์ ก็ได้รับโทรศัพท์บอกว่าเขาโดนปลดออกจากตำแหน่ง
สโมสรตอนนั้นเพิ่งมีการเทคโอเวอร์ใหม่ แน่นอนว่าฝ่ายบริหารและงานโค้ช ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่เขาอยากให้สโมสรบอกกับเขาต่อหน้า ไม่ใช่โทรมาบอกกันง่ายๆ แบบนี้
เมื่อหันมาเอาดีด้านนี้ ไมเคิ่ล เคล็กก์ ก็เดินหน้าไม่หยุด เขาสอบได้ใบอนุญาตโค้ช ยูฟ่า B ไลเซนส์ และวางโปรแกรมฝึกความแข็งแรงมากมาย จบปริญญาโทรด้านนี้โดยตรง
หลังจากต้องก้าวอออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2002 ผ่านไป 17 ปี ในที่สุด ไมเคิ่ล เคล็กก์ ก็ได้กลับมาอีกครั้ง
ซัมเมอร์ปีที่แล้ว 2019 อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขา ที่ปัจจุบันเป็นกุนซือของทีมอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ และทีมงานตัดสินใจติดต่อให้ ไมเคิ่ล เคล็กก์ เข้ามาเป็นหัวหน้าฟิตเนสโค้ชและความแข็งแรงที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
สำหรับ ไมเคิ่ล เคล็กก์ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจในฐานะนักเตะของปีศาจแดง แต่ตอนนี้เขากลับมาในอีกบทบาท ซึ่งมีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน เพราะดูแลเรื่องสภาพร่างกายของนักเตะโดยตรง
ทว่าสิ่งหนึ่งที่ติดอยูในสมองเขามาตลอดคือปัญหาเรื่องสภาพจิตใจของคนในวงการนักฟุตบอล โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยๆ
อย่างที่เขาบอกเอาไว้ตอนแรก อายุเฉลี่ยของนักเตะที่รีไทร์ออกจากวงการคือ 20 ปีเท่านั้น
เด็กเหล่านี้เจอความคาดหวัง ผิดหวัง อาจเจออาการเจ็บ หรือโดนปล่อยตัวออกจากสโมสรที่เขารัก และฝันจะเดินขึ้นสู่การเป็นนักเตะทีมชุดใหญ่ หรืออะไรก็ตาม
ตัวเขาเองผ่านสภาพนี้มาแล้ว ยังดีว่าทางออกของเขาคือการก้าวออกมา ไปทำสิ่งที่เขาถนัดและรัก จนทำให้ลืมความเจ็บปวดกดดันในการเป็นนักฟุตบอลไปได้
เราพบเห็นข่าวอยู่เสมอในช่วงหลังว่านักฟุตบอลอาชีพมีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ เป็นโรคซึมเศร้า และเจอความเครียดเพียงแต่หลายคนเลือกจะไม่เปิดเผย หรือบางครั้งเรารู้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเหล่านั้น ตัดสินใจทำอัตวินิบาตกรรม
"มันเป็นระเบิดเวลาด้านสภาพจิตใจที่พร้อมจะระเบิด ซึ่งผมรู้ว่าเจ้าหน้าที่ของสโมสร ยกตัวอย่างนะ ที่แมนฯ  ยูไนเต็ด ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ดี"
"ไม่มีปัญหาอะไรในการให้โอกาสเด็กๆ แต่คุณต้องเตรียมพร้อมด้านสภาพจิตใจให้พวกเขาด้วย เพราะฟุตบอลคือลูกโป่งขนาดใหญ่ ที่พร้อมระเบิดและมันต้องได้รับการดูแลแก้ไข"

ทุกคนมีสิ่งที่ต้องแก้ไขแตกต่างกันไป แต่หนทางของคุณที่อยากแก้ไขให้ดีขึ้นมาลองเปิดใจกับ Sbobet777 บริการดี ตอบสนองเด่น ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777SBTZ หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment