breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" จากลิเวอร์พูลสู่มารีน "

อัพเดตเมื่อ : January 14, 2021 11:38pm โดย : admin

ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ บุกไปเยือน มารีน เอฟซี และเอาชนะไปได้ไม่ยากเย็น 5-0
มารีน เอฟซี ตั้งอยู่ในครอสบี้ ย่านหนึ่งของเมอร์ซี่ไซด์ ลิเวอร์พูล พวกเขาเป็นทีมนอกลีก หากว่ากันตามพีระมิดฟุตบอลอังกฤษ ลีกที่พวกเขาเล่นคือลีกระดับดิวิชั่น 8
แม้ว่าส่วนใหญ่ นักเตะของพวกเขาจะเป็นพวกสมัครเล่น ไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพแบบฟูลไทม์ แต่หลายคนก็เคยเล่นในลีกที่สูงกว่ามาบ้าง
ในบรรดานักเตะของมารีน มีอยู่หนึ่งคน เคยเล่นให้ทีมชุดใหญ่ลิเวอร์พูล เคยไปค้าแข้งในลีกสูงสุดสก็อตแลนด์ และได้แชมป์ฟุตบอลถ้วยที่นั่นมาแล้ว เคยติดทีมชาติอังกฤษชุดเล็กมาหลายชุด เขาก็คือกองหลังวัย 35 ปีที่ชื่อ เดวิด เรฟเว่น เจ้าของเสื้อหมายเลข 6
เขาเกิดที่วีร์รัล อีกหนึ่งย่านในเมอร์ซี่ไซด์ โตมาจากระบบเยาวชนลิเวอร์พูล การได้โอกาสลงเล่นให้ทีมหงส์แดงชุดใหญ่จึงเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก
เพียงแต่เส้นทางของนักเตะอาชีพมันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
"มันมีช่วงนึงที่ สตีฟ ฟินแน่น เจ็บและ โฆเซมี่ เป็นตัวแทน ผมเป็นตัวเลือกที่ 3 และ โฆเซมี่ ไม่ได้เล่นดีนัก และผมจำได้ว่าโค้ชทีมสำรอง อเล็กซ์ มิลเลอร์ บอกกับผมให้ฮึดหน่อย บอกว่ามันเป็นโอกาสดีมากๆ สำหรับผมที่จะได้ขึ้นไปติดทีม"
"ผมทุ่มเทหนักที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และมันก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ ตอนนั้นเองที่ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้อง"มูฟออน" แล้ว"
"ผมไม่เคยรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดใหญ่เพราะผมไม่ได้เล่นมากพอ ผมมีชื่อสำรองในเกมพรีเมียร์ ลีก และเกมยุโรป และผมก็ชอบมัน แต่ผมไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างที่ผมรู้สึกในช่วงหลังจากนั้นของอาชีพผม ผมแค่เป็นเด็กดาวรุ่งที่กำลังขึ้นมาเท่านั้น"
เดวิด เรฟเว่น เริ่มต้นในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ก่อนขยับมาลองยืนในตำแหน่งแบ็กขวา ตามคำแนะนำของ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่บอกว่าน่าจะเหมาะกว่า และการแย่งชิงตำแหน่งก็มีน้อยกว่า
สมัยเด็ก เรฟเว่น ถือเป็นกองหลังอนาคตไกล เขาลงเล่นให้ทีมยู-19 ของลิเวอร์พูลตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษในหลายรุ่น ไปจนถึงการเป็นกัปตันทีมสำรองลิเวอร์พูลด้วย
โอกาสของเขามาถึงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมปี 2004 ขณะอายุได้ 19 ปี มันเป็นเกมลีก คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศเจอกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทีมที่เขาเพิ่งลงดวลในฐานะนักเตะของ มารีน เอฟซี มาหมาดๆ นี่แหละ
เดวิด เรฟเว่น ถูกราฟาใส่ชื่อบนม้านั่งสำรองมาแล้วในรอบก่อนหน้านั้นแต่ไม่ได้ลงเล่น กระทั่งมาเจอกับ สเปอร์ส เขาก็ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงทันที
เกมนั้น เรฟเว่น ลงเล่นเต็ม 120 นาที และลิเวอร์พูลชนะจุดโทษ เขาเล่นได้โดดเด่นจนได้รับรางวัล แมน ออฟ เดอะ แม็ทช์
ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ได้ลงสนามต่อใน เอฟเอ คัพ รอบ 3 ในเดือนมกราคม 2005 เจอกับเบิร์นลี่ย์ ซึ่งยังเป็นทีมใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เวลานั้น
เรฟเว่น ไม่ใช่แค่ดาวรุ่งคนเดียวที่้ได้ลงเล่นเกมนั้น เพราะราฟา ให้แข้งอายุน้อยลงพิสูจน์ตัวเองหลายคนทั้ง แซค วิทเบรด, สตีเฟ่น วอร์น็อค, ดาร์เรน พ็อตเตอร์, จอห์น เวลช์
โชคไม่ดี ที่เกมนั้นดันเป็นที่จดจำในแง่ลบสำหรับลิเวอร์พูล เพราะมันเป็นเกมที่ลิเวอร์พูลแพ้ 0-1 จากการทำเข้าประตูตัวเองด้วยท่า "ซีดานเทิร์น" ของ ฌิมี่ ตราโอเร่
อย่างไรก็ดี เรฟเว่น บอกว่าจริงๆ แล้ว ตราโอเร่ เป็นคนนิสัยดี และฝีเท้าดีด้วย เพียงแต่มีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ
"ฌิมี่ ตราโอเร่ โดนมองต่ำกว่าความเป็นจริง และเขาโดนด่าหนักมากจากบางจังหวะที่เขาเล่นเกมนั้น"
"ผมเห็นเขาทุกวันตอนซ้อม เขาเป็นคนที่ร่างกายดีมาก และเป็นนักเตะที่เก่ง ซึ่งเขามีปัญหาเรื่องความมั่นใจหลายๆ ครั้ง นั่นคือปัญหาใหญ่ของเขา เขาเป็นนักเตะที่เก่งนะ และเป็นคนนิสัยดี"
มันไม่ใช่แค่การตกรอบของ ลิเวอร์พูล แต่มันกลายเป็นว่านักเตะอายุน้อยหลายคนสอบไม่ผ่านในสายตาของ ราฟา เบนิเตซ
"ผมเจ็บใจกับเกมนั้นเพราะผมจำได้ว่า เบนิเตซ พูดในห้องแต่งตัวหลังเกมว่าเราทิ้งโอกาสในการได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของเราไปซะแล้ว เพราะนั่นคือตั๋วขึ้นทีมชุดใหญ่ของพวกเรา"
แม้จะเซ็งกับการโดนเจ้านายตำหนิและมองผ่านเช่นกันกับดาวรุ่งอีกหลายคน แต่ 4 วันให้หลัง เดวิด เรฟเว่น กลับได้รับโอกาสสำคัญ นั่นคือการลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก
มันเป็นเกมที่ลิเวอร์พูลบุกไปเยือนเซาธ์แฮมป์ตันของ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ในช่วง 23 นาทีสุดท้าย ลิเวอร์พูลตามอยู่ 0-2 และ ซามี่ ฮูเปีย ปราการหลังกัปตันทีมตัวเก่งได้รับบาดเจ็บ
ราฟา ตัดสินใจส่ง เดวิด เรฟเว่น ลงไปแทนทันที ซึ่งเขาก็ถูกรับน้องทันทีจาก แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์
"ซามี่ ได้รับบาดเจบและนาทีต่อมาผมก็ลงไปเล่น ความทรงจำหลักๆ ของผมคือ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ส่ง ปีเตอร์ เคร้าช์ ไปยืนทางซ้าย และบอกให้ทั้งทีมวางบอลบางไปให้เคร้าชี่ เพราะมีเด็กหน้าใหม่เพิ่งลงสนามมา"
"มันออกมาใช้ได้ รายงานออกมาดี แต่ลิเวอร์พูลในเกมนั้นห่วยมาก"
"ผมแค่ลงไปและเล่นให้ง่ายเข้าไว้ และมันออกมาใช้ได้คอมเมนเทเตอร์ดูอยู่ก็พูดถึงค่อนข้างดี แต่เราแพ้เกมนั้น ซึ่งมันไม่ได้ช่วยผมเท่าไหร่นัก และนั่นคือหนสุดท้ายที่ผมได้ลงเล่น"
"นักเตะชุดใหญ่บางคนเข้ามาพูดแสดงความยินดีและจับมือผม ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก และมันเป็นสิ่งที่ผมจำติดตัวไปใช้ตลอดเส้นทางอาชีพที่เหลือของผม เมื่อมีดาวรุ่งขึ้นมาและได้ลงเล่นเกมลีกนัดแรก ผมจะเข้าไปกล่าวแสดงความยินดีกับพวกเขาเสมอ เหมือนอย่างที่ ดิดี้ ฮามันน์ ทำกับผม"
แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว นั่นคือเกมแรกและเกมสุดท้ายของ เดวิด เรฟเว่น ในพรีเมียร์ ลีก  โดยที่ตัวเขาเองก็อาจจะยังไม่รู้ตัวในตอนนั้น
หน้าร้อนปี 2005 อีกหนึ่งเรื่องดีก็มาถึง เมื่อลิเวอร์พูลพลิกเอาชนะมิลาน ที่อิสตันบุล ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นตำนานค่ำคืนอิสตันบุล ที่แฟนหงส์ไม่มีวันลืม
เดวิด เรฟเว่น ก็มีชื่อติดทีมด้วยพร้อมกับพวกสำรองและดาวรุ่งอีกบางคน เมื่อจบเกมเขาก็ได้ลงไปฉลองในสนามกับทีมชุดใหญ่ด้วย แต่ในใจเขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่ความสำเร็จของเขาเลย
"เราก็ได้ลงไปในสนามหลังจบเกม และเดินไปปรบมือรอบสนามและขึ้นไปบนโพเดี้ยม แต่ผมรู้สึกเหมือนเป็นแค่แฟนบอลมากกว่าในวันนั้น"
"ผมเป็นแฟนบอลที่โชคดีแค่นั้น ผมเข้าไปในห้องแต่งตัวถ่ายรูปกับถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ และมันเป็นสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืม มันเป็นหนึ่งในโอกาสที่คุณจะหยิกตัวเองและถ้าว่านี่มันเป็นเรื่องจริงหรือที่คุณมาอยู่ที่นี่"
"ผมกระโดดขึ้นรถแห่ไปรอบเมืองด้วย และมันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากที่ได้มีส่วนร่วม แต่ผมไม่ได้ทำอะไรที่รู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับผลงานนี้เลย ผมไม่ได้ลงเล่นสักนาทีเดียวใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องของผมเลย"
ฤดูกาลต่อมา โอกาสของเขาก็ยิ่งเลือนลาง เดวิด เรฟเว่น ได้ลงเล่นเกมเดียวเป็นเกมลีก คัพ เจอกับคริสตัล พาเลซ ซึ่งลิเวอร์พูลแพ้ 1-2 และนั่นกลายเป็นเกมสุดท้ายในฐานะนักเตะของลิเวอร์พูลของเขา เมื่อเข้าหน้าร้อนปี 2006 เขาจึงตัดสินใจยกเลิกสัญญาเพื่อไปตามหน้าโอกาสการลงเล่นต่อเนื่องที่อื่น เพราะขณะนั้นอายุย่างเข้า 21 ปีแล้ว
"ผมตัดสินใจได้ว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก ผมต้องลงเล่น ผมลงไปร่วมซ้อมกับทีมสำรอง ดังนั้นผมเลยขอยกเลิกสัญญาที่ยังเหลืออีก 1 ปี"
"ถ้าผมยังอยู่ต่อ ผมก็จะยังไม่ได้เดินหน้าต่อในอาชีพของผม ผมรู้จักหลายคนที่อยู่นั่นนานเกินไปพวกเขาจบลงด้วยการค้างแผงอยู่ในทีมสำรอง และไม่ได้ลงเล่นเกมจริงจังเลย ผมต้องการเกมแข่งขันจริงจัง ดังนั้นผมเลยทำในสิ่งที่ดีที่สุดแก่ตัวเอง"
"มันไม่ใช่เรื่องยากในการอำลา มันก็แค่ก้าวต่อไป ดังนั้นมันไม่ใช่การตัดสินใจที่ยากสำหรับผม"

เรฟเว่น ออกจากลิเวอร์พูล ไปเซ็นกับ คาร์ไลส์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในลีก วัน และถือว่าทำผลงานได้ดี เขาอยู่ที่นั่นจนถึงปี 2010 โอกาสที่ดีที่สุดที่เขาจะพาทีมพุ่งทะยานสูงที่สุดคือในฤดูกาล 2007/08
คาร์ไลส์ ปีนั้นจบอันดับ 4 ได้เพลย์ออฟเพื่อเลื่อนสู่ ชปช. พวกเขาจับเจอกับลีดส์ ซึ่งจบอันดับ 5
เกมแรก คาร์ไลส์ บุกชนะ 2-1 พอเกมเลกสอง มาเล่นในบ้าน พวกเขากลับพลิกแพ้ 0-2 โดย จอนนี่ ฮาวสัน ทำทั้ง 2 ประตูให้ลีดส์
ที่น่าเจ็บใจคือ ประตูที่ 2 ที่ คาร์ไลส์ โดนยิง มาโดนเอาในนาทีสุดท้ายของเกม (ถ้าแพ้แค่ 0-1 จะได้เล่นต่อเวลา เนื่องจากเพลย์ออฟอังกฤษไม่คิดอเวย์โกล)
"มีช่วงที่ผมอยู่กับคาร์ไลส์ ซึ่งตอนนั้นเรามีทีมที่เจ๋งนัก แดนนี่ แกรห์ม, โจ การ์เนอร์ และ คีแรน เวสท์วูด พวกนักเตะที่ตอนหลังได้ขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ ลีก"
"เราน่าจะได้เลื่อนชั้น แต่ตอนท้ายก็แพ้ให้ลีดส์ ในเกมเพลย์ออฟ"
"จากนั้นปีแรกและปีที่สองที่ อินเวอร์เนสส์ ปีนึงมี เทอร์รี่ บุทเชอร์ คุมทีมและอีกปีมี จอห์น ฮิวจ์ส คุมทีม เราได้แชมป์บอลถ้วย มันเป็นความสำเร็จที่ต่อเนื่อง"
ปี 2012 เรฟเว่น ได้ย้ายขึ้นเหนือไปอีก ไปถึงไฮแลนด์ ของสก็อตแลนด์ เพื่อร่วมทีมอินเวอร์เนสส์ สโมสรในสก็อตติช พรีเมียร์ชิพ
ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของ อินเวอร์เนสส์ ที่เขามีส่วนร่วมคือการได้แชมป์ สก็อตติช คัพ (เอฟเอ คัพ) ในฤดูกาล 2014/15  มันเป็นแชมป์เมเจอร์รายการแรก และรายการเดียวของอินเวอร์เนสส์ มาจนถึงปัจจุบันด้วย
ไฮไลท์ของเขาคือในรอบรองชนะเลิศ เรฟเว่น เป็นคนพังประตูชัยให้ทีมเอาชนะ กลาสโกว์ เซลติก 3-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 117  (เซลติก ชุดนั้นมี เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ร่วมทีมก่อนย้ายมาเซาธ์แฮมป์ตัน และ ฟาน ไดค์ ทำประตูในนัดนี้ได้ด้วยเช่นกัน)

"ผมพูดได้เลยว่า อินเวอร์เนสส์ เป็นที่ที่ดีที่สุดที่ผมเคยอยู่ในฐานะนักฟุตบอล ในแง่ของประสบการณ์ในเกมฟุตบอลและสิ่งที่ผมประสบความสำเร็จที่นั่น ผมขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพที่นั่น" เรฟเว่น เผยความในใจ
สำหรับนักเตะหลายคน การได้ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก เป็นประสบการณ์สุดยอดแล้ว นั่นไม่ใช่สำหรับ เดวิด เพราะเขาบอกว่า มันไม่ได้มีความหมายเท่าไหร่นัก การลงเล่นนัดแรกให้ลิเวอร์พูล แม้จะเป็นแค่บอลลีก คัพ ยังมีคุณค่ามากกว่า
"มันไม่ได้ติดอันดับอะไรเลย มันเป็นเรื่องดีที่บอกว่าผมเคยลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก แต่มันก็แค่นั้นเอง"
"ในแง่ของความสำคัญ การประเดิมสนามให้ลิเวอร์พูลสำคัญกว่าเสียอีกในความคิดผม และจากนั้นก็ความสำเร็จที่คาร์ไลส์ ส่วนอินเวอร์เนสส์โดดเด่นที่สุดในอาชีพผม"
หลังค้าแข้งในสก็อตแลนด์ได้ 6 ปี เดวิด เรฟเว่น อำลา อินเวอร์เนสส์ เมื่อปี 2018 ด้วยวัย 33 ปี  เขาไปร่วมทีมเร็กซ์แฮม อยู่ครึ่งฤดูกาลก่อนย้ายมาเล่นให้ วอร์ริงตัน ทาวน์ อีกหนึ่งทีมระดับนอกลีก
จนฤดูกาลนี้เองที่เขาได้ย้ายกลับบ้านมายังเมอร์ซี่ไซด์ เพื่อร่วมทีม มารีน เอฟซี
ในวัย 35 ปี เดวิด เรฟเว่น คงไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าใช้ประสบการณ์ที่เขามีมาถ่ายทอดให้เพื่อนและดาวรุ่งในทีมที่อาจจะมีความฝันในการเป็นนักเตะอาชีพเหมือนกับตัวเขาเองเมื่อหลายปีก่อน....
ส่วนใครอยากหาเว็บไซด์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ล่ะก็ต้องนี่เลยครับกับ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777SBTZ หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment