breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ตำแหน่งนี้พี่เล่นมาก่อน "

อัพเดตเมื่อ : September 29, 2022 7:07pm โดย : admin

คริสเตียน เอริคเซ่น เหมือนตายแล้วเกิดใหม่อย่างแท้จริง หลังเหตุการณ์ที่เขาประสบในยูโรกลางปีที่แล้ว
ไม่เพียงแค่รอดชีวิตอย่างเข้มแข็งแต่เขากลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้งด้วยซ้ำ
จากการกลับไปซ้อมที่อาแจ็กซ์ มาจนถึงเบรนท์ฟอร์ดที่ให้โอกาส และหวนคืนสู่เบอร์ 10 ในนามทีมชาติเดนมาร์ก กระทั่งเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ตั้งแต่คัมแบ็กกลับมาเล่นฟุตบอล เอริคเซ่น แทบไม่เล่นแย่เลย มาตรฐานฝีเท้าของเขายังอยู่ในระดับสูง
บทบาทของเขาที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้ได้รับคำชื่นชมอย่างมากในตำแหน่งมิดฟิลด์มาเอสโตร จอมทัพผู้คุมจังหวะเกมอยู่แดนกลาง
ไม่ใช่เพลย์เมกเกอร์เบอร์ 10 ไม่ใช่ตัวยืนสูงหลังกองหน้า หรือการไปเล่นเป็นปีก  แต่เป็นหมายเลข 8 ยืนกลางสนาม
ด้วยความสามารถส่วนตัว ด้วยเพื่อนรอบข้าง ด้วยแนวทางการเล่นของทีม ดูเหมือนว่ายามเล่นให้สโมสร บทบาทนี้จะเหมาะกับเขาที่สุดแล้ว


 
พกสถิติมาดูจะเห็นว่า ตลอดอาชีพการเล่นฟุตบอล ตำแหน่งที่ เอริคเซ่น เล่นบ่อยสุดคือ "มิดฟิลด์ตัวรุก" ที่ยืนสูง จากนั้นก็กระจายเล่นทั้งปีกซ้าย ขวา มิดฟิลด์ตัวกลาง ไปจนถึงตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับที่ห้อยต่ำในรูปแบบของ อันเดรีย ปีร์โล่ ด้วยซ้ำสมัยอยู่อินเตอร์ มิลาน
นักฟุตบอลอาชีพที่เซนส์ฟุตบอลดี อ่านเกมไว สมองดี และมีทักษะฟุตบอลแน่นปึ้ก สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นได้หลากหลาย เอริคเซ่น คือหนึ่งในนั้น
นักเตะที่เปลี่ยนบทบาทจนได้ดีมีหลายคน แต่หากจะหาให้พอใกล้เคียงและเชื่อมโยง เห็นจะเป็น บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ที่แม้จะเป็นเยอรมัน แต่เจิดจรัสเพราะคนดัตช์ขัดเกลา
เดิมทีสมัยเป็นดาวรุ่ง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ คือเด็กห้าว ที่เล่นเป็นปีก หรือมิดฟิลด์ตัวรุก
เขาเป็นดาวรุ่งหน้าเปื้อนสิว ผมทอง ชอบเอาเสื้อออกนอกกางเกง อาศัยการเลี้ยงบอล กระชากบอล และความว่องไวแข็งแรงเป็นอาวุธ
ตำแหน่งถนัดของ ชไวนี่ เวอร์ชั่นดาวรุ่งคือปีก ทั้งซ้ายทั้งขวาเล่นได้หมด ถือเป็นสมบัติอีกชิ้นของทีมเยาวชนบาเยิร์น
เล่นทั้งสโมสรและทีมชาติ บทบาทของชไวนี่ก็คือปีก หรือมิดฟิลด์ตัวรุก
แต่ต้องบอกว่าแม้จะมีความสามารถแต่ ชไวนี่ ไม่เคยโดนมองเป็นปีกระดับสุดยอดเลย มันยังกั๊กๆ ไปไม่สุด
กระทั่งการเข้ามาของ หลุยส์ ฟาน กาล ที่บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาล 2009/10
เพียงผ่านไปไม่กี่นัด "จารย์หลุยส์" ก็ตัดสินใจปรับบทบาทของหนุ่มวัย 25 ปีในเวลานั้นอย่าง ชไวน์สไตเกอร์ จากตัวรุกและปีก ให้มายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง
ในระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-2-2-2 เขาได้เล่นคู่กับตัวรับอาชีพและมีประสบการณ์สูงอย่าง มาร์ค ฟาน บอมเบล


 
ใช่ว่า ชไวนี่ จะไม่เคยยืนด้านใน ก่อนหน้านั้นเขาก็เล่นมาบ้าง แต่มักเป็นตอนที่ บาเยิร์น เล่น 3-5-2 ทำให้มีวิงแบ็กประจำการริมเส้นอยู่แล้ว เขาเลยขยับมาเล่นด้านใน ร่วมกับพวก เซ โรแบร์โต้ , อันเดรียส อ็อทเทิ่ล หรือมาร์ติน เดมิเคลิส ในบางครั้ง
อย่างไรก็ดี บทบาทหลัก  90% ของเขาก็ยังเป็นตัวรุก เป็นปีก เป็นตัวทำเกมริมเส้น
หลุยส์ ฟาน กาล มองเห็นคุณสมบัติหลายอย่างของ ชไวนี่ ว่าจะเหมาะกับบทบาทมิดฟิลด์คู่กลางสมัยใหม่ ณ ตอนนั้น
เมื่อมี ฟาน บอมเมล เป็นตัวสายลุย สายบู๊แล้ว อีกคนควรเป็นนักเตะที่ใจสู้เช่นกัน แต่ไม่ได้มีแค่พลัง ต้องเข้าใจเกมสูง สามารถออกบอลสั้นยาวได้ดี สามารถเปิดเกมรุกเป็น และเคลื่อนที่ได้คล่องแคล่ว มีวินัยต่อแผนการเล่น สิ่งเหล่านี้ ชไวนี่ มีครบ
ไม่นาน บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ก็ปรับจากปีก มาสู่การเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่เก่งที่สุดของยุโรปภายในไม่กี่เดือน และกลายเป็นนักเตะระดับโลกได้อย่างแท้จริงกับบทบาทนี้
นอกจาก บาเยิร์นแล้ว บทบาทของเขายังลามไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญในทีมชาติด้วย
โยอัคคิม เลิฟ จับคู่ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เข้ากับ ซามี่ เคดิร่า อย่างลงตัวในระบบ 4-2-3-1 และนั่นทำให้ มิชาเอล บัลลัค กัปตันทีมจอมเก๋าซึ่งบาดเจ็บก่อนบอลโลก ไม่จำเป็นต่อทีมอีกต่อไปแล้ว
มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน คนหนึ่งสายพลัง วิ่งขึ้นลงดุดัน อีกคนคอยอ่านเกม บัญชาการเกม รับบอลจากหลัง แล้วแจกจ่ายไปข้างหน้า สามารถแก้การโดนเพรสซิ่งได้ จากทักษะและความคล่องที่มีสมัยเป็นตัวรุก
ผลงานของ ชไวนี่ โดดเด่นตั้งแต่ฤดูกาลดังกล่าวเป็นต้นมา เป็นช่วงที่ บาเยิร์น มิวนิค สังคายนาทีมใหม่พอดี ฟาน กาล อาจโดนปลดภายใน 2 ปี แต่ก็ได้สร้างรากฐานสำคัญเอาไว้ ให้โอกาสดาวรุ่งอย่างเช่น โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์ และโธมัส มุลเลอร์ ได้แจ้งเกิดเต็มตัว และหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญคือการปรับ ชไวนี่ มาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง
น่าเสียดายที่ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของเขากับ บาเยิร์น อาการบาดเจ็บเล่นงานเขาหนัก
เมื่อซัมเมอร์ 2015 มาถึง ชไวนี่ วัย 31 ปี ก็ได้ย้ายมาเล่นให้ ฟาน กาล อีกครั้งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมจากอังกฤษที่เขาเคยเชียร์สมัยยังเป็นเด็ก


 
น่าเสียดายที่ด้วยสภาพร่างกายของเขา การกรำศึกหนัก ทำให้ไม่เคยฟิตได้เต็มที่ ลงสนามได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกเลย ก่อนอำลาไปในปี 2017 ในยุคของ มูรินโญ่
สำหรับ เอริคเซ่น จากบทบาทตัวรุกและสลับเล่นในหลายตำแหน่ง แต่ดูเหมือนว่าที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาจะได้ค้นพบความลงตัวที่แท้จริง สำหรับทั้งตัวเองและทีม
มิดฟิลด์ตัวกลางเบอร์ 8 ผู้คุมจังหวะเกม เป็นหัวใจของทีมที่ขาดไปไม่ได้
เขากลายเป็นคนสำคัญโดยไม่จำเป็นต้องมีปลอกแขน ไม่จำเป็นต้องย้ายมาด้วยค่าตัวมหาศาล และไม่ได้มีค่าจ้างแพงที่สุด
ตอนที่แมนฯ ยูไนเต็ด ประกาศเซ็นกับ คริสเตียน เอริคเซ่น อย่างเป็นทางการ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ทวีตเอาไว้ว่า
"ข่าวยอดเยี่ยมสำหรับโลกฟุตบอล! ผมมความสุขกับคริสเตียน เอริคเซ่น ที่ค้นพบความแข็งแกร่งดุจเดิม และตอนนี้ได้ตอบแทนตัวเองด้วยการเซ็นสัญญากับสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง นับถือ!"
"ไม่ต้องสงสัย เขาเป็นนักเตะที่เก่งกาจพร้อมด้วยประสบการณ์มากมาย เป็นการย้ายตัวที่ดีสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด"
สำหรับคนที่ผ่านบางอย่างที่คล้ายกันมา ชไวนี่ ย่อมเข้าใจได้ดีที่สุด
ตอนนี้ เขาเพิ่งอายุ 30 ปี หวังว่า คริสเตียน เอริคเซ่น จะรักษาสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรงทั้งภายนอกและภายในเอาไว้ เขาจะเป็นกำลังหลักให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปอีกหลายปี
แฟนฟุตบอลยังเฝ้ารอชมฝีเท้าของเขาอยู่ในทุกๆ สัปดาห์
ดูคลิปเพิ่มเพิ่มอรรถรสให้เห็นภาพกันได้ที่ :: https://cutt.ly/pVD7q0f

เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment