breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" อำลา มิเกล กลางรับตามสั่ง "

อัพเดตเมื่อ : October 02, 2022 4:54pm โดย : admin

ฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลก  2005 เป็นเวทีเปิดตัวดาวรุ่งตัวเล็กๆ ชาวอาร์เจนติน่าที่ชื่อ ลิโอเนล เมสซี่ อย่างแท้จริง
เมสซี่ ถือเป็นเด็กเทพของบาร์ซ่า แต่ในยุคนั้น ยูทูบ เพิ่งมี คนทั่วไปแทบไม่เคยเห็น ไม่เคยดูดาวรุ่งจากทีมต่างๆ
ดังนั้นฟุตบอลรายการเยาวชนจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ชมฝีเท้าพวกนี้และ เมสซี่ กับเสื้อหมายเลข 18 ก็นำอาร์เจนติน่า คว้าแชมป์เยาวชนโลก หรือ ยู-20 ในปีนั้นมาครองได้ โดยที่ตัวเองอายุเพียง 18 ปี
เมสซี่ ทำ 2 จุดโทษในนัดชิงชนะเลิศ พาทีมชนะ 2-1  และเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ ด้วยจำนวน 6 ประตู รวมไปถึงคว้ารางวัล "โกลเด้น บอล" หรือนักเตะยอดเยี่ยมแห่งทัวร์นาเมนต์ไปครอง
คู่แข่งของอาร์เจนติน่า ในนัดชิงก็คือ ไนจีเรีย ซึ่งหากว่า ทัพอินทรีมรกตพลิกได้แชมป์ นักเตะยอดเยี่ยมแห่งทัวร์นาเมนต์ อาจไม่ใช่เมสซี่ แต่อาจเป็น จอห์น โอบี มิเกล
จอห์น โอบี มิเกล ได้รางวัล "ซิลเวอร์ บอล" หรือนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 2 ของทัวร์นาเมนต์นั้น


 
เราติดภาพของกองกลางรายนี้ในฐานะ "ตัวปิดงาน" ของ โชเซ่ มูรินโญ่ หรือมิดฟิลด์ตัวรับ ที่จะลงมาปัดกวาด มาทำให้แดนกลางของเชลซีแน่นขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปในปี 2005 เวลานั้น มิเกล ไม่ใช่กองกลางตัวรับเลย เขาเป็นจอมทัพ เป็นตัวเดินเกม ออกจะเป็นแนวมิดฟิลด์เชิงรุกเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ในตอนที่ทัวร์นาเมนต์เริ่มต้นขึ้น จอห์น โอบี มิเกล หรือในชื่อเกิดว่า จอห์น ไมเคิ่ล โอบินน่า ก็ดังเสียแล้ว
นั่นเพราะปลายเดือนเมษายน 2005 เขาตกเป็นข่าวใหญ่ว่าได้ตกลงเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล่วงหน้าจากสโมสร ลิน ออสโล ในนอร์เวย์ ด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์
ขณะนั้น มิเกล เป็นกองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปี แต่ได้รับการจับตามองจากแมนฯ ยูไนเต็ด และถูกคาดหมายว่าจะเป็นสตาร์ดวงใหม่ของไนจีเรียได้แน่
อย่างไรก็ดี ไม่นานหลังจากมีข่าวเปิดตัว มิเกล กลับประท้วง ด้วยการไม่ยอมมาซ้อมกับ ลิน ออสโล ต้นสังกัด โดยอ้างว่าเขาโดนบีบให้เซ็นกับแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะจริงๆ แล้วเขาต้องการย้ายไปเล่นกับ เชลซี มากกว่า
หลังจากความยุ่งยากมากมาย การต่อสู้กันในชั้นศาล ซึ่ง มิเกล ก็ได้ย้ายมาเชลซี สมใจในปี 2006
เชลซี เองก็ยอมจบเรื่องด้วยการจ่าย 4 ล้านปอนด์ให้ ลิน ออสโล และจ่าย 12 ล้านปอนด์ให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นค่าเสียเวลา
ทว่าการย้ายมาของ มิเกล ยังถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ก็ไม่ได้ราบรื่น เนื่องจากเขาเป็นเพียงกองกลางดาวรุ่งอายุ 19 ปี
ขณะที่ เชลซี มี แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่กำลังห้าว และสดสุดขีด และอีกสองมิดฟิลด์ที่ชื่อเดียวกันกับเขา นั่นคือ ไมเคิ่ล เอสเซียง กับ มิชาเอล บัลลัค ทำให้โอกาสของ จอห์น โอบี มิเกล มีไม่มากนัก


 
อย่าลืมว่ายังมี โคล้ด มาเกเลเล่ ที่ถือเป็นตัวประสบการณ์อีกคน แม้ร่างกายจะโรยลงไปบ้างก็ตาม แต่เขาก็คือกลางรับอาชีพระดับท็อป
ดังนั้น บทบาทของกองกลางดาวรุ่งชาวไนจีเรียจึงเปลี่ยนไป
จากเดิมในฐานะมิดฟิลด์ตัวจอมทัพ คอยปั้นเกม เดินเกม โชเซ่ มูรินโญ่ มองเห็นอีกอย่าง
มูรินโญ่ เปลี่ยนบทบาทของเขามาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ  เพราะเขามองว่า มิเกล มีรูปร่างดี ขายาว ตัวสูงใหญ่แข็งแรง แต่มีการออกบอลที่ดีทั้งสั้น ยาว จากการเล่นกองกลางตัวรุก ทำให้มีมิติที่ต่างไปจากกลางรับทั่วไป
วันเวลาผ่านไป มิเกล ค่อยๆ กลายร่างจากกองกลางตัวทำเกม มาเป็นกองกลางเชิงรับเต็มตัว การออกบอลยาว การจ่ายบอลเข้าทำของเขาค่อยๆ เลือนหายไป
ทว่าสิ่งที่ยังคงอยู่คือความชัวร์ และทักษะฟุตบอลที่ยังแน่นปึ๊กเหมือนเดิม เขาเป็นมิดฟิลด์ที่เสียบอลยาก และไม่ทำอะไรเกินตัว การจ่ายบอลระยะสั้นและกลางของเขาค่อนข้างแม่นยำ ทำให้สามารถรักษาความนิ่งของเกมการแข่งขันเอาไว้ได้
ภาพติดตาของแฟนบอลก็คือ เมื่อสกอร์นำอยู่ ในครึ่งหลัง มูรินโญ่ มักเปลี่ยนเอา จอห์น โอบี มิเกล ลงมาช่วยผนึกเกมให้มันแน่นขึ้น
เมื่้อไหร่ที่เราเห็น มิเกล เปลี่ยนลงสนาม นั่นแทบเป็นการการันตีได้ว่า เชลซี จะรักษาสกอร์นำเอาไว้ได้จนจบเกม มันเกือบๆ จะเป็นการตอกหมุดปิดฝาโลงโอกาสคัมแบ็กของคู่แข่งไปโดยปริยาย
กระทั่งเมื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ จากไปแล้ว ครั้งที่ กุส ฮิดดิงค์ ได้รับการไหว้วานจากเสี่ยหมี ให้มาคุมทีมชั่วคราว กุนซือดัตช์ก็ประทับใจในตัว มิเกล อย่างยิ่งเช่นกัน
"ถ้าทีมไม่มีความตั้งใจในการเล่นเกมรับให้ดี หรือไม่ได้มีสมดุลที่ดีแล้วละก็ คุณจะเสียประตูเยอะ ผมคิดว่า จอห์น โอบี สามารถเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการนำเอาสมดุลนั้นกลับมาได้"
"บนโพเดี้ยมนี้ นักเตะพรสวรรค์สามารถแสวงหาฝีเท้าของพวกเขาได้ ซึ่ง มิเกล อ่านเกมได้ดีมาก เขารู้ว่าจุดแข็งของคู่แข่งอยู่ตรงไหน และเขารู้วิธีที่จะรับมือกับมัน"
"เขามีเซนส์บอลที่ดีมาก เขาไม่ได้ทำมันด้วยการเล่นแบบรุนแรงนะ เขามีชั้นเชิงอย่างยิ่ง  คนที่สามารถเล่นเกมรับได้อย่างเนียนตาแบบนี้ช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ"
นี่คือคำกล่าวที่ กุส ฮิดดิงค์ มีให้กับมิดฟิลด์ชาวไนจีเรีย รายนี้
แม้ว่า มิเกล จะไม่เคยลงเล่นครบเต็มฤดูกาล และจะว่าไปมีเพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น คือปี 2008/09 ที่เขาได้ลงเล่นเกิน 30 นัดในพรีเมียร์ ลีก แต่เขาก็มีบทบาทสำคัญต่อเชลซีไม่แพ้สตาร์อีกหลายคน


 
โดยเฉพาะบนเส้นทางสู่แชมป์ฟุตบอลยุโรป 2 รายการติด คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2012 และ ยูโรปา ลีก 2013 มิเกล ลงสนามเป็นแกนหลักให้กับทีม
อันรวมไปถึงนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งประวัติศาสตร์ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในการดวลจุดโทษได้ด้วย
จอห์น โอบี มิเกล เล่นให้เชลซีนานถึง 10 ปี รวม 372 นัด ก่อนจะอำลาไปเล่นในจีนกับ เทียนจิน ไท่ต๋า ในปี 2017
เขากลับมาอังกฤษ เพื่อเล่นกับ มิดเดิลสโบร์ ในปี 2018/19 แล้วย้ายไปตุรกีกับ แทรบซอนสปอร์ ก่อนจะกลับอังกฤษอีกหน กับสโต๊ค ซิตี้ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ล่าสุด เขาเล่นกับ คูเวต เอสซี ในฤดูกาล 2021/22 แต่ก็ลงสนามไปแค่ 2 เกม
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา จอห์น โอบี มิเกล ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการด้วยวัย 35 ปี
จากมิดฟิลด์ตัวทำเกมที่ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ของไนจีเรีย เขากลับกลายมาเป็นกองกลางตัวรับ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มิเกล ไม่ใช่ดาวเด่นของ ไนจีเรียเลย เขายังสวมเสื้อเบอร์ 10 ให้กับทีมอินทรีมรกตอยู่เสมอเมื่อลงรับใช้ชาติ
แม้บทบาทอาจไม่ใช่มิดฟิลด์ตัวรุกเหมือนเดิม แต่เขาคือห้องเครื่อง คนคุมเกมของไนจีเรีย ที่ติดทีมชาติไปถึง 91 นัด
โชคดีกับเส้นทางหลังแขวนสตั๊ด จอห์น โอบี
ย้อนรอย จอห์น โอบี มิเกล กันได้ที่ :: https://cutt.ly/MVBh4aT

เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment