breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" เมื่อโรนัลดินโญ่เมินผีเลือกบาร์ซ่า "

ถึงตรงนี้ การชักเย่อระหว่างแมนฯ ยูไนเต็ด กับ บาร์เซโลน่า ในการเจรจาซื้อขาย เฟรงกี้ เดอ ย็อง ก็ผ่านมานานเหลือเกินแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา 2 สโมสรใหญ่นี้ ได้เคยมีการทำธุรกิจซื้อขายกันมาหลายครั้ง ความสัมพันธ์อยู่ในขั้นดี ไม่เคยขัดแย้งหรือคัดง้างกันเท่าไหร่ แต่ก็มีบ้าง ที่เคยมองเป้าหมายเดียวกัน แย่งนักเตะกัน ซึ่งโลกฟุตบอลก็เขียนบทเอาไว้แบบนี้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องเมื่อปี 2003 เรื่องนี้มันเหมือนโดมิโน่ ที่ส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอดๆ เริ่มจากหลังจบเกมเอฟเอ คัพ ที่แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ต่ออาร์เซน่อล 0-2 ในห้องแต่งตัว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หงุดหงิดจนเตะรองเท้าสตั๊ดแล้วดันลอยไปโดนคิ้วของ เดวิด เบ็คแฮม จนแตก เบ็คแฮม ฮึดฮัดใส่เจ้านายทันทีจนเพื่อนร่วมทีมต้องมาห้าม วันรุ่งขึ้น เบ็คส์ คาดผม แปะพลาสเตอร์เป็นรูปกากบาทเล็กๆ เพื่อโชว์แผล ทำให้สื่อขุดเรื่องนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเองที่ เฟอร์กี้ รู้แล้วว่า เบ็คแฮม ต้องไปหลังจบฤดูกาล 2002/03 เพราะก้าวข้ามเส้นที่ขีดเอาไว้แล้ว ในหน้าร้อนปี 2003 มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่างพอดี หนึ่งในนั้นคือโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งประธานสโมสรบาร์เซโลน่าคนใหม่ โจน ลาปอร์ต้า ในวัยหนุ่ม มาพร้อมกับแคมเปญที่ต้องการดึงซูเปอร์สตาร์เข้ามาเพื่อยกระดับทีม และนำบาร์ซ่ากลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ลาปอร์ต้า ประกาศว่าหากเขาได้เป็นประธานสโมสร เดวิด เบ็คแฮม จะเดินเข้าสู่คัมป์ นู ภายในวงเล็บว่า เบ็คแฮม ไม่ได้เป็นเป้าหมายเดียว รองลงไปคือ เธียร์รี่ อองรี และ โรนัลดินโญ่ ทางแมนฯ ยูไนเต็ด พวกเขาเล็งเป้า โรนัลดินโญ่ ดาวเตะแซมบ้าวัย 23 ปี ของเปแอสเชเอาไว้ ณ ตอนนั้น ดินโญ่ ดังทั่วโลกแล้ว จากผลงานใน ฟุตบอลโลก 2002 โดยเฉพาะลูกที่ยิงฟรีคิกเกินคาดใส่อังกฤษรอบ 8 ทีมสุดท้าย แมนฯ ยุไนเต็ด เดินหน้าเข้าหา โรนัลดินโญ่ เต็มตัว เรียกว่าเป็นตัวเต็งที่จะคว้าดาวเตะบราซิลรายนี้ไปร่วมทีม ขณะเดียวกันนั้น บาร์เซโลน่า ก็ยื่นข้อเสนอจำนวนถึง 25 ล้านปอนด์ (ราว 37 ล้านยูโร) มาเพื่อขอซื้อ เดวิด เบ็คแฮม แบบนี้คือเข้าทาง แมนฯ ยูไนเต็ด พวกเขาตอบรับข้อเสนอของทางบาร์ซ่าทันที อย่างไรก็ตามแผนนี้ต้องล่ม เพราะ เบ็คแฮม ไม่ยินดีที่จะย้ายไปเล่นในคัมป์ นู! เบ็คแฮม ตอนนั้นมีตัวแทนคือ SFX ซึ่งเป็นเอเย่นต์ของเขา แถลงการณ์กับสื่อว่า เบ็คแฮม ตกใจมากที่แมนฯ ยูไนเต็ด รับข้อเสนอจากบาร์ซ่าแบบนี้ และตัวของ เบ็คแฮม ไม่ยินดีที่จะย้ายไปบาร์เซโลน่า เพราะเขารู้สึกว่าเป็นแค่หมากในทางการเมืองของ โจน ลาปอร์ต้า ในการเลือกตั้งประธานสโมสร ต้องบอกว่าตอนนั้น บาร์เซโลน่า เผชิญวิกฤติศรัทธาอย่างมาก พวกเขาเป็นแชมป์ ลา ลีกา ในปี 1998/99 ก็จริง แต่หลังจากนั้น พวกเขาจบอันดับ 2, 4, 4 และ 6 ปี 2002/03 พวกเขาจบอันดับ 6 ต้องไปเล่น อินเตอร์โตโต้ เพื่อสิทธิ์เล่นใน ยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีก ปัจจุบัน) ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก หมาดๆ เป็นแชมป์ 4 สมัยจาก 5 ปีล่าสุด และการันตีฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ ลีก ทุกปีแน่ๆ การย้ายไปบาร์ซ่า คือการลดเกรดตัวเอง ณ นาทีนั้นอย่างชัดเจนที่สุด ในแง่ของโอกาสลุ้นแชมป์ และการลงเล่นในเวทีใหญ่ เมื่อตัวแทนของ เบ็คแฮม ออกมาแถลงว่าไม่คิดจะย้ายไปเล่นให้บาร์เซโลน่า แต่ โจน ลาปอร์ต้า ไม่ยอมแพ้ ลาปอร์ต้า บอกว่าถ้า เบ็คส์ กลับมาจากพักร้อน เชื่อว่าจะคิดใหม่ พิจารณาใหม่ และสนใจย้ายมาแน่ และทิ้งท้ายด้วยคำคมพระเอก ถ้าเขาไม่ได้รับเลือกเป็นประธานสโมสร เขาก็จะส่งต่อดีลนี้ให้ผู้ชนะ มารับไปดำเนินการต่อเพื่อดึงสตาร์อย่างเบ็คแฮม มาอยู่กับบาร์ซ่าให้ได้ คำประกาศของเขาล้มเหลว เดวิด เบ็คแฮม ตัดสินใจย้ายออกจากแมนฯ ยูไนเต็ด จริงแต่ไม่เลือกบาร์ซ่า กลับลงเมืองหลวง ย้ายไป เรอัล มาดริด แทน ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (หรือ 37 ล้านยูโร ณ ค่าเงินตอนนั้น) นั่นทำให้ ลาปอร์ต้า ต้องหันสู่เป้าหมายอีก 2 เป้าที่วางเอาไว้เผื่อ นั่นก็คือ เธียร์รี่ อองรี กับ โรนัลดินโญ่ อองรี คือเพชรยอดมงกุฎของอาร์เซน่อล และนาทีนั้นอาร์เซน่อลคือหนึ่งในทีมที่ดีสุดของยุโรป ดีลนี้เลยล้มกระดานตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มอะไรนัก นั่นทำให้สุดท้าย โรนัลดินโญ่ คือทางออกของ โจน ลาปอร์ต้า และบาร์ซ่า ในซัมเมอร์นั้น เมื่อตลาดนักเตะเดินทางมาถึงตรงจุดนี้ นั่นหมายความว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กับบาร์เซโลน่า ต้องหันมาแย่งตัว โรนัลดินโญ่ กันเอง แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดฉากมาก่อน และโรนัลดินโญ่ เองก็เคยบอกว่าเขาเกือบจะไปเป็นเด็กผีแล้ว หากอีก 48 ชั่วโมง ไม่มีอะไรสอดแทรก ทุกอย่างคงเรียบร้อย เคลแบร์สัน อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์โลก 2002 ที่เล่นด้วยกันมากับ ดินโญ่ ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า เหยินน้อยชวนเขาไปเล่นด้วยกันที่ ยูไนเต็ด เนื่องจากเฟอร์กี้ สนใจ เคลแบร์สัน ในปี 2003 พร้อมๆ กับ โรนัลดินโญ่ ทำให้ทั้งคู่ได้คุยกัน และดินโญ่ ถึงกับบอกว่าเขากำลังจะไปที่นั่นด้วย งานของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ทำท่าจะออกมาง่าย กลับไม่ง่ายเมื่อบาร์เซโลน่า เข้ามาร่วมวงล่าตัวด้วย ขณะที่ โรนัลดินโญ่ ใกล้จะตกลงเซ็นสัญญากับปีศาจแดงนั่นเอง ตัวละครที่ชื่อ ซานโดร โรเซลล์ ก็โผล่เข้ามา ซานโดร โรเซลล์ (ซึ่งภายหลังจะได้ขึ้นมาเป็นประธานสโมสรเองในช่วงปี 2010-2014) คือทีมงานของ โจน ลาปอร์ต้า เปรียบเสมือนเพื่อน หรือมือขวาเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญ โรเซลล์ เคยทำงานให้ไนกี้ เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงประจำประเทศบราซิล นั่นทำให้เขารู้จักและสนิทกับนักเตะบราซิลดังๆ มากมาย เนื่องจากนักเตะหลายราย ไนกี้ เป็นสปอนเซอร์ให้ และไนกี้ ยังเป็นสปอนเซอร์ของทีมชาติบราซิลมาตั้งแต่ปี 1997 จนถึงทุกวันนี้ ซานโดร โรเซลล์ ที่สนิทสนมกันอยู่แล้วก็โทรหา โรนัลดินโญ่ ทันที และถามว่าอยากมาเล่นที่บาร์ซ่าหรือไม่? หากเขา (หมายถึงโรเซลล์และลาปอร์ต้า) ได้เป็นประธานสโมสร โปรเจ็คท์นี้จะน่าสนใจ กลางเดือนมิถุนายน 2003 โจน ลาปอร์ต้า ชนะการเลือกตั้งประธานสโมสรบาร์เซโลน่า นั่นทำให้การเดินเรื่องล่าตัว โรนัลดินโญ่ เป็นจริงขึ้นมาทันที โรนัลดินโญ่ ตัดสินใจเลือกบาร์เซโลน่า แทนที่จะไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากได้พูดคุยกับ ซานโดร โรเซลล์ แต่นั่นแค่ฉากเบื้องหน้า โดยที่เบื้องหลังยังมีการขับเคี่ยวมากกว่านั้น เมื่อทั้ง ยูไนเต็ด และบาร์ซ่า ต้องการตัว โรนัลดินโญ่ ทำให้มันเข้าทาง โรแบร์โต้ เด อัสซิส หรือเรียกสั้นๆว่า "อัสซิส" อัสซิส คือพี่ชายสุดที่รักของโรนัลดินโญ่ ผู้ทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ของน้องชายคนเก่งไปในตัวด้วย เขานัดตัวแทนของทั้งบาร์ซ่าและ แมนฯ ยูไนเต็ด มาเจอที่โรงแรมเดียวกัน แต่แยกกันคนละห้อง ส่วนตัวเขาจะเข้าไปฟังข้อเสนอของแต่ละสโมสร ดูว่าทีมไหนมอบสิ่งที่ดีกว่าให้น้องชายของเขา ตัวแทนของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือซีอีโอ คนเก่ง ณ ขณะนั้นอย่าง ปีเตอร์ เคนย่อน ที่เฟอร์กี้ ไว้วางใจให้ไปปิดดีลนี้ให้ได้ ส่วนตัวแทนของบาร์ซ่า หนึ่งในนั้นมี ซานโดร โรเซลล์ อยู่ด้วย โรเซลล์ รู้ว่าข้อเสนอที่แข่งกันตอนนี้ กำลังจะเกินเอื้อมที่บาร์ซ่า จะจ่ายได้แล้ว เขาเลยโทรติดต่อหา หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือทีมชาติบราซิล ซึ่งสนิทสนมกันดีอีกเช่นกัน เขาถาม สโคลารี่ ว่าหากจะโน้มน้าวโรนัลดินโญ่ ต้องทำอย่างไร คำแนะนำจาก สโคลารี่ คือ ดินโญ่ แม้เป็นนักเตะที่เก่งแต่ลึกๆ เขายังกังขาในความเก่งของตัวเองอยู่ จงทำให้เด็กคนนี้เชื่อมั่นในตัวเองและเชื่อว่าเขาจะเป็นผู้นำของทีมได้ ไม่นาน ซานโดร โรเซลล์ ก็กลับออกมาพร้อมกับชัยชนะในการต่อรองครั้งนี้ เขาทำให้ โรนัลดินโญ่ และอัสซิส มั่นใจว่าบาร์เซโลน่า คือทีมที่เหมาะสมกับสำหรับเส้นทางอาชีพ บาร์เซโลน่า จ่ายให้ เปแอสเช สำหรับค่าตัวของดินโญ่ เป็นจำนวน 30 ล้านยูโร (ราว 21 ล้านปอนด์) และได้ลายเซ็นนักเตะที่จะกลายเป็นแข้งเบอร์ 1 ของโลกในอีกอึดใจข้างหน้ามาไว้ในทีมได้สำเร็จ ฝั่งแมนฯ ยูไนเต็ด ผิดหวังอย่างมาก เพราะการปล่อย เดวิด เบ็คแฮม ไปนั่น เฟอร์กี้ ตั้งเป้าไว้ที่การดึงนักเตะที่จะสร้างสรรค์เกมคนใหม่เข้ามา และ โรนัลดินโญ่ คือเป้าหมายแรก เฟอร์กี้ กล่าวตำหนิการทำงานของ ปีเตอร์ เคนย่อน อย่างเปิดเผย แสดงให้เห็นว่าผิดหวังมากแค่ไหนที่ เคนย่อน ปิดดีลโรนัลดินโญ่ ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะแพ้ในการแย่งชิงลายเซ็นของ โรนัลดินโญ่ แต่ในซัมเมอร์นั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทำการเซ็นสัญญาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร อีก 3 สัปดาห์ต่อมา พวกเขาเดินทางไปเตะนัดเปิดสนามใหม่ของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และกลับออกมาพร้อมลายเซ็นของเด็กหนุ่มวัย 18 ปีที่ชื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ .... เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดีลบรรลัยแห่งพรีเมียร์ ลีก "

ตอนนี้ โรเมลู ลูกากู กำลังเป็นที่ถูกพูดถึงในฐานะการซื้อขายที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก หรือไม่? มีนักข่าวและสื่อจำนวนไม่น้อยเคยค่อนขอดแมนฯ ยูไนเต็ด ว่าทำธุรกิจได้แย่ที่คว้าตัวลูกากู มาในปี 2017 และไม่ได้โชว์ฟอร์มเทพอะไร ทว่าอย่างน้อย ปีศาจแดงก็ขายต่อไปให้อินเตอร์ได้ในราคาที่แทบไม่ขาดทุนเลย และจำนวนประตูของ "บิ๊กรอม" ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียด ส่วนเชลซี กด F ลูกากู มาจากอินเตอร์ด้วยราคาถึง 97.5 ล้านปอนด์ แต่ผลงาน และโอกาสลงเล่นไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าคุ้ม จนกำลังจะย้ายกลับอินเตอร์ในสัญญาเช่ายืม เรียกว่าเอาภาระเกือบ 100 ล้านปอนด์มาแบกไว้แท้ๆ ถ้ามองบริบทโดยภาพรวม ทั้งการเฟ้อของตลาดนักเตะ, ขนาดของทีม, ชื่อชั้นนักเตะ และเป้าหมายของการเสริมทัพ ดีลของ ลูกากู ไม่ใช่การซื้อขายที่แย่ที่สุดแน่นอน เรื่องต่อไปนี้คือความคลาสสิกที่เรียกได้ว่าเหมือนเดินเลินเล่อเข้าไปในย่านอันตรายแล้วโดนโจรล้วงกระเป๋า พอไปฟ้องตำรวจ ก็โดนตำรวจบอกว่าให้ถอดนาฬิกากับสร้อยแถมให้โจรไปด้วย มันเป็นเรื่องระหว่าง ซันเดอร์แลนด์ -อินเตอร์ มิลาน และ ริคาร์โด้ "ริคกี้" อัลวาเรซ ในปี 2014/15 เริ่มต้นแบบนี้ ... ซันเดอร์แลนด์ ภายใต้การคุมทีมของ กุสตาโว่ โปเยต์ จบฤดูกาล 2013/14 ด้วยอันดับ 14 และรองแชมป์ลีก คัพ พวกเขาต้องการยกระดับทีมให้ดียิ่งขึ้น แต่เป้าหมายแรกคือการอยู่รอดในพรีเมียร์ ลีก ให้ได้ เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงิน 100 ล้านปอนด์ต่อปีแบบเห็นๆ ซัมเมอร์ 2014 กุสตาโว่ โปเยต์ เลยเสริมทัพน่าดู ทั้ง แจ็ค ร็อดเวลล์, เจอร์เมน เดโฟ, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ ไปจนถึง เซบาสเตียน โกอาเตส และตัวละครหลักของเรา นั่นก็คือ ริคาร์โด้ อัลวาเรซ ริคกี้ อัลวาเรซ เวลานั้นอายุ 26 ปี เขาเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกที่ติดทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดใหญ่มาแล้วด้วย อัลวาเรซ ชั้นเชิงดี มีการเปิดบอลเข้าทำที่ใช้ได้ เขาย้ายจาก เวเลซ ซาร์สฟิลด์ มาอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ตั้งแต่ปี 2011/12 เล่นอยู่ 3 ปี ผลงาน 90 นัดทำได้ 14 ประตู ไม่เลวเลย ซันเดอร์แลนด์ ไปทำสัญญายืมตัว อัลวาเรซ มาจากอินเตอร์ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าซันเดอร์แลนด์รอดตกชั้น จะต้อง "ซื้อขาด" อัลวาเรซ ไปด้วยราคา 10.5 ล้านยูโร (ผ่อนจ่าย 4 งวด) อย่างไรก็ตามในสัญญาที่ทำกันไว้นั้น มีเงื่อนไขข้อหนึ่งซึ่งถือว่าสำคัญมาก ซึ่งเกี่ยวพันกับอาการบาดเจ็บเอ็นที่ "เข่าซ้าย" ของ อัลวาเรซ ที่ค่อนข้างเรื้อรัง เงื่อนไขนั้นบอกว่าหากมีปัญหาที่ "เอ็นเข่าซ้าย" ซึ่ง "ส่งผล" ให้ตัวนักเตะไม่สามารถลงสนามในฐานะนักเตะอาชีพในพรีเมียร์ ลีก ได้ ซันเดอร์แลนด์ไม่จำเป็นต้องซื้อขาด ต่อให้รอดตกชั้นก็ตาม ฤดูกาลเริ่มต้น... ริคกี้ อัลวาเรซ ลงเล่นให้ซันเดอร์แลนด์ได้ทันทีตั้งแต่เกมแรกที่เสมอสเปอร์ส 2-2 แต่ในเกมที่ 3 ของฤดูกาลที่เจอสวอนซี เขาลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลัง และปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บ จนต้องพักยาวไป 2 เดือน น่าสนใจตรงนี้คือ อาการเจ็บหนนี้เป็น "เข่าขวา" กองกลางรายนี้กลับมาช่วยซันเดอร์แลนด์ได้อีกครั้งในตอนต้นเดือนธันวาคม 2014 แต่ก็ไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงถาวร ไม่ได้เล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนกระทั่งเกมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2015 ซันเดอร์แลนด์ แพ้คาบ้านต่อ วิลล่า 0-4 เกมนั้นเป็นเกมสุดท้ายของ กุส โปเยต์ ในฐานะกุนซือแมวดำ ทีมกำลังหนีตกชั้น ทำให้เขาโดนปลดและแต่งตั้ง ดิ๊ค อัดโวคาท มาคุมทีมแทน อัลวาเรซ ลงสนามในเกมนี้ด้วย แต่เขาได้รับบาดเจ็บที่ "เข่าขวา" อีกครั้ง และโดนเปลี่ยนตัวออกตอนพักครึ่ง ตอนเจ็บ "เข่าขวา" ครั้งแรกของฤดูกาล สโมสรได้ผ่าตัดเล็ก เพื่อรักษาอาการไปแล้ว แต่มันก็ยังเกิดขึ้นอีก นั่นเป็นเกมสุดท้ายที่ อัลวาเรซ ลงเล่นให้แมวดำ รวมแล้วเขาลงเล่น 17 นัดทุกรายการ ทำได้ 1 ประตู ช่วงนั้นเองที่ซันเดอร์แลนด์ กับ อินเตอร์ มิลาน เริ่มมีความขัดแย้งกัน ... ซันเดอร์แลนด์ ต้องการยื่นเรื่องให้ ริคกี้ เข้ารับการผ่าตัดใหญ่เพื่อรักษาอาการที่ "เข่าขวา" ให้มันหายขาดไปเสียที แต่ อินเตอร์ ซึ่งยังมีสถานะเป็นเจ้าของนักเตะอยู่ ไม่อนุมัติ (ให้คำตอบในเดือนพฤษภาคม) เรื่องราวความไม่ลงรอยกันของสองสโมสร ต้องใช้กฎหมายเข้ามาช่วยแล้วในตอนนี้ ซันเดอร์แลนด์ ขณะที่กำลังหนีตกชั้นอยู่ตอนปลายซีซั่น แจ้งไปยังอินเตอร์ ว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องซื้อขาด ริคกี้ อัลวาเรซ ไม่ว่าพวกเขาจะรอดตกชั้นหรือไม่ก็ตาม แมวดำบอกว่าเงื่อนไขบังคับซื้อขาดจะไม่เป็นผล เพราะอาการเจ็บของนักเตะ และอินเตอร์ผิดข้อตกลงที่ไม่อนุญาตให้นักเตะเข้ารับการผ่าตัด พวกเขาอ้างว่าอาการเจ็บที่ "เข่าขวา" ของนักเตะ เป็นผลโดยทางอ้อม มาจาก "เข่าซ้าย" ซึ่งเป็นปัญหาดั้งเดิมที่ทำกันไว้ในสัญญา นั่นทำให้ ซันเดอร์แลนด์ไม่จำเป็นต้องซื้อขาดจากอินเตอร์ ตามเงื่อนไข - นี่เป็นข้อมูลที่ได้มาจาก ดร.อิชติอัค เรห์มาน แพทย์ประจำสโมสรของซันเดอร์แลนด์ แน่นอนว่า อินเตอร์ ไม่ยอม เมื่อฤดูกาลจบ ซันเดอร์แลนด์รอดตกชั้น อินเตอร์ ก็ส่งอีเมล์มาแสดงความยินดีด้วย พร้อมกับแจ้งเตือนว่า "ค่าตัวผ่อนงวดแรก" ถึงเวลาจ่ายแล้วนะ ทั้งสองสโมสรตกลงกันไม่ได้ เลยต้องเอาเรื่องไปยื่นถึงฟีฟ่า เพื่อตัดสิน ในเดือนกรกฎาคม 2015 คณะกรรมการตัดสินของฟีฟ่า มีมติตัดสินให้ ซันเดอร์แลนด์ต้องทำตามเงื่อนไข และให้จ่ายเงินค่าตัวงวดแรก 2.5 ล้านยูโร ซันเดอร์แลนด์ พยายามแย้งว่า พวกเขาไม่รู้ว่า อัลวาเรซ เคยผ่าตัด "เข่าขวา" มาแล้วด้วยตอนปี 2012 ซึ่งคณะกรรมการก็บอกว่า ซันเดอร์แลนด์น่าจะต้องรู้สภาพร่างกายของนักเตะทั้งหมดก่อนเซ็นสัญญา จะได้ใส่เงื่อนไขให้ครอบคลุม จะมาอ้างว่าไม่รู้แบบนี้ไม่ได้ การผ่าตัดเข่าขวาในปี 2012 ของอัลวาเรซ ถูกตัดสินว่าไม่ใช่ความผิดของอินเตอร์ด้วย การสู้กันในชั้นศาลกินเวลานานหลายเดือน ขณะนั้น ริคกี้ อัลวาเรซ ก็กลับไปเป็นนักเตะของอินเตอร์ เพราะหมดสัญญายืมตัว และเงื่อนไขซื้อขาดยังตกลงกันไม่ได้ เขากำลังพักฟื้นร่างกายไปตามปกติ ในเดือนมกราคม 2016 อัลวาเรซ ก็ไปเซ็นสัญญากับซามพ์โดเรีย อีกหนึ่งทีมของเซเรีย อา เป็นการเซ็นสัญญาระยะสั้น 6 เดือนจนจบฤดูกาล ระหว่างสู้กันในศาล อัลวาเรซ ก็ฟิตพอที่จะลงเล่นให้สโมสรใหญ่อย่างซามพ์โดเรียไปแล้ว และนี่ก็เป็นหลักฐานที่ซันเดอร์แลนด์ต้องเซ็งสุดๆ เพราะมีการตัดสินว่า นี่ไง นักเตะฟิต ลงสนามได้ ไม่ได้เจ็บจนลงเล่นไม่ได้สักหน่อย ปี 2017 ..... การต่อสู้กันของ 2 สโมสรลากยาวมาถึงปี 2017 และต้องไปว่ากันในศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา เลยทีเดียว ซันเดอร์แลนด์ พยายามอ้างเรื่องที่พวกเขาไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บที่ อัลวาเรซ มีที่ "เข่าขวา" จนต้องผ่าตัดในปี 2012 แต่ข้อนี้ก็โดนตีตกไปอีก ศาลมองว่าเป็นความผิดพลาดของทางซันเดอร์แลนด์เองที่ไม่รอบคอบ และนั่นไม่ใช่ความผิดของอินเตอร์ มิลานแต่อย่างใด ในที่สุด อินเตอร์ ก็ชนะ ศาลมีคำตัดสินสั่งให้ ซันเดอร์แลนด์ ต้องจ่ายเงิน "ค่าตัว" ของ ริคกี้ อัลวาเรซ ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ 10.5 ล้านยูโร ด้วยการผ่อนจ่าย 4 งวดตามเดิม โดนเพิ่ม.... ยังไม่จบสำหรับซันเดอร์แลนด์ เพราะนอกจากต้องจ่าย 10.5 ล้านยูโร ให้อินเตอร์ แถมไม่ได้นักเตะมาไว้ใช้งานด้วย พวกเขายังต้องเผชิญกับการเสียทรัพย์เพิ่มอีก ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา สั่งให้ซันเดอร์แลนด์ ต้องจ่าย 362,500 ยูโร ให้กับ เวเลซ ซาร์สฟิลด์ ต้นสังกัดแรกของ ริคกี้ อัลวาเรซ ในอาร์เจนติน่า เรื่องนี้เป็นไปตามระบบของฟีฟ่า ที่ออกแบบมาเพื่อให้สโมสรที่ปั้นนักเตะแรกสุดได้เงินชดเชยในกรณีนักเตะมีการย้ายตัว ไม่เพียงแค่นั้น ริคกี้ อัลวาเรซ หลังจากอยู่กับซามพ์โดเรียต่อจนถึงปี 2018 เขาก็ย้ายไปเล่นให้ อัตลาส ในเม็กซิโก และในปี 2019 เขาก็ยื่นเรียกร้องเงินชดเชยจากซันเดอร์แลนด์ อัลวาเรซ อ้างว่ามันเป็นความผิดของซันเดอร์แลนด์ ที่ทำให้เขาไม่สามารถมีต้นสังกัดได้ในครึ่งฤดูกาลแรกของปี 2015/16 ทำให้สูญเสียรายได้ เรื่องนี้ก็ว่ากันยาวอีกจนกระทั่งปี 2021 ศาลมีคำตัดสินให้ซันเดอร์แลนด์ จ่ายเงินชดเชยให้ อัลวาเรซ เป็นจำนวน 4,770,000 ปอนด์ โบนัส : สื่ออังกฤษ เคยอ้างว่า ซันเดอร์แลนด์ ฟ้องแพทย์ประจำสโมสร ดร.อิชติอัค เรห์มาน เป็นจำนวนถึง 13 ล้านปอนด์ ในข้อหาที่ว่าไม่ตรวจร่างกายนักเตะให้ละเอียด โดยเฉพาะเรื่องของ "เข่าขวา" จนเป็นผลเสียต่อสโมสร ซึ่งทางคุณหมอ ก็ตั้งฟ้องกลับเช่นกัน แต่สุดท้ายต่างก็มาถอนฟ้องกันในเดือนมีนาคม 2021 เมื่อ คีริล หลุยส์-เดรย์ฟุส นักธุรกิจหนุ่มวัย 24 ปี ทายาทตระกูลดัง เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร นี่คือมหากาพย์ความบรรลัยของซันเดอร์แลนด์ ที่ไปทำสัญญา "ดีลยอดแย่" ที่สุดเท่าที่มีมา โดยรวมมีการประเมินกันว่าซันเดอร์แลนด์ต้องเสียเงินรวมถึง 20 ล้านปอนด์ในคดีนี้ ที่กินเวลาทั้งหมด 6 ปี 2015-2021 ตั้งแต่พวกเขาอยู่ในพรีเมียร์ ลีก จนตกชั้นสู่ แชมเปี้ยนชิพ ตกไปสู่ ลีก วัน แล้วกลับคืนสู่ แชมเปี้ยนชิพ ได้อีกครั้งในปัจจุบัน หากนั่นหมายถึงจ่าย 20 ล้านปอนด์ แล้วได้นักเตะมาอยู่ในทีม จะเล่นดีบ้างไม่ดีบ้างก็ยังพอว่า นี่เป็นการจ่าย 20 ล้านปอนด์ที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลยแม้แต่นิดเดียวนอกจากความอับอาย และบทเรียนที่จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าโง่ใครอีกในอนาคต... เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ตูร์กนัว 1997 แชมป์สุดท้ายของอังกฤษ "

ทีมชาติอังกฤษยังเจอกับฝันร้าย แกเร็ธ เซาธ์เกต โดนโจมตีไม่เหลือชิ้นดีหลังผลงานแย่ในเนชั่นส์ ลีก โปรแกรมล่าสุดที่เพิ่งผ่านไป ความฝัน Football is coming home ต้องผิดหวังเมื่อปีที่แล้วในการแพ้จุดโทษต่ออิตาลี ในนัดชิง ยูโร 2020 แม้ว่าทีมเยาวชน ทีมชุดเล็ก รุ่น ยู-17 และ ยู-20 สามารถคว้าแชมป์โลกได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทีมชุดใหญ่ ถึงตอนนี้ แชมป์รายการเมเจอร์เดียวของพวกเขายังเป็นฟุตบอลโลก 1966 เมื่อถามถึงแชมป์ระดับนานาชาติ รายการล่าสุดที่อังกฤษสามารถคว้ามาครองได้ จึงต้องดูที่รายการไมเนอร์ หรือแชมป์เล็กๆ แชมป์รายการล่าสุดที่ทีมชาติอังกฤษคว้ามาครองได้ เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 1997 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ในรายการที่เรียกว่า "ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์" หรือ "Tournament of France" รายการนี้เป็นที่จดจำจากลูกยิงฟรีคิก Banana Shoot ของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส นั่นเอง ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ เคยมีขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น หนแรกในปี 1988 และอีกครั้งคือ 1997 ที่กำลังกล่าวถึงนี่ ด้วยการที่ฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 ดังนั้น 1 ปีก่อนบอลโลก พวกเขาเลยจัดตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ ขึ้นมา เหมือนเป็นการซ้อมใหญ่ ทั้งเรื่องของทีม และเรื่องของการทดสอบระบบต่างๆ ในฐานะเจ้าภาพ (ก่อนที่ต่อมาในยุคหลัง ฟีฟ่า จะมีรูปแบบที่ชัดเจนคือ 1 ปีก่อนฟุตบอลโลก เจ้าภาพจะได้จัด คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ เพื่อเป็นการซ้อมใหญ่) ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน มีทั้งหมด 4 ทีม หนึ่งคือเจ้าภาพฝรั่งเศส อีก 3 ทีม เป็นระดับบอลแม่เหล็ก คือ อังกฤษ, อิตาลี และ บราซิล วิธีการแข่งขันก็ง่ายๆ นั่นคือ "เตะแบบพบกันหมด" แต่ละทีมจะได้เจอคู่แข่งครบทุกทีม และเมื่อแข่งจบครบทีมละ 3 นัด ทีมที่มีคะแนนมากที่สุดก็จะได้แชมป์ไปครอง รายการนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 3 มิถุยายน - 11 มิถุนายน 1997 ท่ามกลางซัมเมอร์ที่อากาศดี แดดสดใสแห่งฝรั่งเศส มันคือบรรยากาศในฝันของการเล่นฟุตบอล เจ้าภาพจัดไว้ 4 สนามใน 4 เมือง ได้แก่... สต๊าด เดอ ลา โบฌัวร์ ของ น็องต์ส ฝั่งตะวันตก สต๊าด เดอ ลา มอสซง ของมงต์เปลลิเยร์ ทางใต้ ปาร์ก เดส์ แพร็งส์ ของปารีส ทางตอนเหนือ สต๊าด เดอ แชร์กล็องด์ ของลียง ทางตะวันออก เกมแรกคือเกมที่หลายคนจำได้จากลูกยิงของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส 3 มิ.ย. 1997 : ฝรั่งเศส 1-1 บราซิล บราซิล ออกนำ1-0 กลางครึ่งแรก จากลูกยิงฟรีคิกระยะไกลของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส มันกลายเป็นที่จดจำเนื่องจาก คาร์ลอส ยิงฟรีคิกลูกนี้เลี้ยวอ้อมกำแพงแบบเห็นๆ โค้งเป็นกล้วย จนได้รับฉายาลูกยิง Banana Kick เป็นฟรีคิกเท้าซ้ายในตำนานจนถึงทุกวันนี้ ครึ่งหลัง ฝรั่งเศส ตีเสมอ 1-1 จาก มาร์ค เคลเลอร์ กองกลางจากคาร์ลสรูห์ ที่ภายหลังย้ายมาเล่นให้เวสต์แฮม กับ แบล็คเบิร์น แต่เขาไม่ได้มีส่วนในทีมชุดจริง ที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ในอีก1 ปีต่อมา 4 มิ.ย. 1997 : อังกฤษ 2-0 อิตาลี ปกติแล้ว อังกฤษมักมีผลงานไม่ดียามเจอกับคู่แข่งระดับหัวแถว แต่ไม่ใช่ในครั้งนี้ ภายใต้การคุมทีมของ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ฮ็อดเดิ้ล กล้าให้โอกาสดาวรุ่ง พวกแข้งอายุน้อยติดทีมกันมาเป็นแถบโดยเฉพาะก๊วนเด็กผีในวัยเพิ่งผ่าน 20 อย่างเช่น แกรี่ เนวิลล์, เดวิด เบ็คแฮม, ฟิล เนวิลล์, พอล สโคลส์ รวมไปถึง โซล แคมป์เบลล์ จากสเปอร์ส ด้วย กระนั้นก็ไม่ตัดโอกาสพวกตัวเก๋าเช่น เอียน ไรท์ , สจ๊วร์ต เพียร์ซ, พอล แกสคอยน์ ฝั่งอิตาลี ของ เชซาเร่ มัลดินี่ ก็เรียกชุดใหญ่มาเกือบครบ 100% เช่นกันโดยเฉพาะแนวรับมีทั้ง เปาโล มัลดินี่, ฟาบิโอ คันนาวาโร่, อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า, อเลสซานโดร เนสต้า, คริสเตียน ปานุชชี่ แนวรุก อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ อยู่ในช่วงที่เรียกว่า Golden Boy นี่คือหนึ่งในนักเตะหนุ่มที่ถูกยกย่องมากที่สุดในยุโรปเวลานั้น, ฟิลิปโป้ อินซากี้, เอ็นริโก้ เคียซ่า, คริสเตียน วิเอรี่ และพวกประสบการณ์อย่าง จานฟรังโก้ โซล่า กับ ปิแอร์ลุยจิ กาซิรากี้ ทว่าเกมนี้อังกฤษกลับเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้อย่างยอดเยี่ยม 2-0 ในเกมที่ พอล สโคลส์ โชว์ฟอร์มพระเอก วางยาวอย่างสวยให้ เอียน ไรท์ พังประตูนำ 1-0 ก่อนที่ตัวเองจะมาทำประตูที่ 2 ของเกม 7 มิ.ย. 1997 : ฝรั่งเศส 0-1 อังกฤษ ฝรั่งเศสในตอนนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าจะเป็นทีมระดับท็อปเกรดพรีเมี่ยม พวกเขาคือทีมที่ดี มีนักเตะเก่งๆ หลายราย แต่คนไม่ค่อยเชื่อว่าทีมนี้จะเป็นแชมป์โลกได้จริงๆ เพราะยังมีทีมอย่าง บราซิล, ฮอลแลนด์, อาร์เจนติน่า, อิตาลี หรือเยอรมัน ที่เจนจัดมากกว่า อังกฤษกำลังมาแรง อลัน เชียเรอร์ เป็นคนพังประตูโทนของเกมในนาทีที่ 86 ช่วยให้สิงโตคำรามเอาชนะฝรั่งเศสเจ้าภาพไปได้ 1-0 ทำให้ อังกฤษมี 6 คะแนนเต็มจาก 2 เกมแรก 8 มิ.ย. 1997 : อิตาลี 3-3 บราซิล เกมที่มันที่สุดของทัวร์นาเมนต์คือเกมนี้ เพราะมันเป็นการโชว์เกมรุกของทั้งสองทีม และอิตาลี บอกให้โลกรู้ว่าพวกเขาสามารถเล่นเกมรุกได้ถ้าต้องการ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ประกาศศักดา สมราคา Golden Boy ของวงการฟุตบอลยุโรป นั่นเป็นช่วงที่ร่างกายของ "อาเล่" ยังฟิตเต็มที่ ไม่มีอาการบาดเจ็บหนักมารบกวน ครึ่งแรก อิตาลีนำ 2-1 โดย เดล ปิเอโร่ ทำ 1 ประตู ก่อนที่เขาจะมายิงจุดโทษฉีกเป็น 3-1 ในครึ่งหลัง อย่างไรก็ตามบราซิลยังมี 2 กองหน้าระดับเทพ นั่นคือ โรนัลโด้ และ โรมาริโอ ที่ยิงคนละประตูให้เกมนี้จบลงด้วยสกอร์ 3-3 เช่นเดียวกับ เดล ปิเอโร่ ช่วงนั้นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพนักเตะของโรนัลโด้ R7 ด้วยวัย 21 ปี และยังไม่เคยเจ็บหนัก มันคือช่วงพีคสุดของเขา 10 มิ.ย. 1997 : อังกฤษ 0-1 บราซิล ด้วยผลการแข่งขันจาก 2 นัดแรก เท่ากับว่าอังกฤษเป็นแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขามี 6 คะแนน ขณะที่ทีมอื่น ไม่สามารถไล่ทัน เนื่องจากไม่มีใครชนะกันได้เลย ตัดแต้มกันเองหมด อังกฤษลงเล่นเกมนี้ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะบราซิล ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่พวกเขามักแพ้ทางเสมอ แต่สุดท้าย แม้จะเล่นด้วยความมั่นใจและไม่เกรงกลัว แต่คลาสบอลของบราซิล ก็แสดงให้เห็นว่าทำไมเวลานั้นพวกเขาถึงเป็นราชาลูกหนังโลก เพราะทีมเปี่ยมด้วยแข้งพรสวรรค์ โรมาริโอ ทำประตูชัยให้บราซิลในนาทีที่ 61 เป็นการยิงจิ้มปลายเกือกตามสัญชาติญาน หลังจบเกม อลัน เชียเรอร์ ในฐานะกัปตันทีมก็ขึ้นรับโทรฟี่แชมป์ ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ 1997 11 มิ.ย. 1997 : ฝรั่งเศส 2-2 อิตาลี เกมปิดทัวร์นาเมนต์ เป็นเกมหนีบ๊วยระหว่างสองยอดทีม นี่เป็นเกมที่ ซีเนดีน ซีดาน เริ่มโชว์คลาสให้เห็น ว่าในอีก 1 ปีให้หลัง เขาจะกลายเป็นพระเอกผู้นำฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลก ซีดาน พาทีมออกนำ 1-0 ตอนต้นเกม แต่ ปิแอร์ลุยจิ กาซิรากี้ ตีเสมอให้อิตาลี 1-1 เมื่อเกมผ่านไปได้ 1 ชั่วโมง ยูริ จอร์เกฟฟ์ ที่คุ้นเคยกับฟุตบอลอิตาลีเป็นอย่างดี ทำประตูให้ฝรั่งเศสนำอีกครั้ง แต่แล้วก่อนหมดเวลา 1 นาที อิตาลี ก็ตีเสมอ 2-2 จากจุดโทษของ เดล ปิเอโร่ โดยที่เขาเป็นคนเรียกจุดโทษด้วยตัวเองด้วย นั่นทำให้ เดล ปิเอโร่ เป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ ด้วยจำนวน 3 ประตู ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ อาจมองเป็นทัวร์นาเมนต์เล็กๆ ไม่ได้เอาจริงแบบ 100% แต่ถ้าไล่ดูขุมกำลังของแต่ละทีม ก็เรียกได้ว่าเป็นนักเตะชุดที่ดีที่สุด 80-90% เลยทีเดียว โดยเฉพาะพวกสตาร์เบอร์ต้นๆ ของแต่ละชาติ ต่างมากันครบครัน หลังจบศึกนี้ บราซิล ก็รีบเดินทางไปโบลิเวียทันที เพราะพวกเขามีศึกที่เอาจริงเอาจังกว่ารออยู่ นั่นคือ โกปา อเมริกา 1997 ซึ่งนัดแรกของพวกเขา ให้หลังเพียง 3 วัน จากนัดที่เอาชนะอังกฤษ 1-0 ปิดท้ายตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ บราซิล ทำสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์โกปา อเมริกา มาครองและเป็นรายการที่ โรนัลโด้ R9 โชว์เทพ เล่นดีที่สุดในชีวิต ฝรั่งเศส พวกเขาได้ซ้อมใหญ่กับทีมเบอร์ต้นๆ ของโลก และกลับไปแก้ไขจุดบกพร่อง ก่อนที่ 1 ปีให้หลัง เอเม่ ฌักเก้ต์ จะนำทีมคว้าแชมป์โลกได้ในที่สุด โดยคู่ต่อกรนัดชิงชนะเลิศของพวกเขาก็คือบราซิล ที่เจอกันมาในตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ นี่เอง อิตาลี ไปเจอกับอังกฤษอีกครั้งในนัดสุดท้ายของรอบคัดเลือกฟร้องซ์ 98 ตอนเดือนตุลาคม แต่เอาชนะไม่ได้ เสมอ 0-0 ทำให้จบอันดับ 2 ต้องไปเพลย์ออฟ แต่ก็ดีพอที่จะเอาชนะรัสเซีย ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ในฟร้องซ์ 98 อิตาลี เข้าไปแพ้ฝรั่งเศสเจ้าภาพในรอบก่อนรองชนะเลิศในการดวลจุดโทษอย่างน่าเจ็บใจที่สุด อังกฤษ .... หลังจากคว้าแชมป์ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ ดูเหมือนอนาคตสดใสของพวกเขารออยู่ข้างหน้า พวกเขารู้ตัวว่าอาจไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด แต่ประสบการณ์จากทัวร์นาเมนต์นี้ พวกเขาเชื่อมั่นว่าสามารถต่อกรกับเหล่ายักษ์ใหญ่ได้แน่ ฟร้องซ์ 98 ของอังกฤษเริ่มต้นอย่างสดใส นักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม, โซล แคมป์เบลล์ และไมเคิ่ล โอเว่น สร้างชื่อ แต่แล้ว เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในเกมกับอาร์เจนติน่าอย่างที่เรารู้กันดี ใบแดงของ เบ็คแฮม และการแพ้จุดโทษ ทำให้อังกฤษต้องอกหัก จากตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ ในปี 1997 จนถึงตอนนี้ อังกฤษก็ยังไม่สามารถคว้าแชมป์ระดับนานาชาติมาครองได้อีกเลย อ่านให้ได้อรรถรสขึ้นอย่าลืมชมคลิปกันได้ที่ :: http://ow.ly/ugNi30smw95 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ริเกลเม่ ผู้กล้าท้าทายพระเจ้า "

มีนักเตะหลายคนในโลกนี้ที่เคยเล่นร่วมกับทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ยกตัวอย่างก็เช่น กาเบรียล ไฮน์เซ่, คาร์ลอส เตเวซ, มิราเล็ม เปียนิช, เคราร์ด ปีเก้, เปาโล ดีบาล่า, กอนซาโล่ อิกวาอิน, อังเคล ดิ มาเรีย, เดโก้ และ เฮนริค ลาร์สสัน เป็นต้น แต่ถ้าถามว่า ใครคือผู้โชคดีสุดๆ ที่ได้เล่นกับ 2 เบอร์ 10 ที่เก่งสุดในประวัติศาสตร์ของอาร์เจนติน่า อย่าง ลิโอเนล เมสซี่ และ ดีเอโก้ มาราโดน่า รายชื่อผู้โชคดีเหล่านี้มีเพียงหยิบมือ คิลี่ กอนซาเลซ, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, มาร์ติน ปาแลร์โม่, โรแบร์โต้ "ปาโต้" อับบอนดาซิเอรี่ และสุดท้าย ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ในรายของ ริเกลเม่ เขาได้เล่นกับ มาราโดน่า แค่ 2 เกม เป็นเกมกระชับมิตรเมื่อปี 1997 ก่อนที่ มาราโดน่า จะแขวนสตั๊ด ภาพทับซ้อนของทั้งสองคน รวมกันอยู่ที่ โบคา จูเนียร์ส เมื่อ ริเกลเม่ ในฐานะดาวรุ่งอายุ 18-19 กลายเป็นดาวดวงใหม่ของทีมในปี 1996/97 ขณะนั้น มาราโดน่า ย้ายกลับมาเล่นให้ โบคา อีกรอบ แต่สภาพร่างกายของเขาไม่เอื้อให้กลายเป็นตัวหลักแล้ว มาราโดน่า ลงสนามแค่น้อยนิด เกมสุดท้ายในอาชีพของ มาราโดน่า คือการลงเจอกับ ริเวอร์ เพลท อริตลอดกาลของโบคา ทีมตามอยู่ 0-1 และเขาโดนเปลี่ยนตัวออก ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ได้ลงสนามไปแทน ก่อนที่เพลย์เมกเกอร์ดาวรุ่งจะโชว์ฝีเท้า พลิกเกมให้ โบคา กลับมาเป็นฝ่ายชนะ 2-1 มันคือสัญญานของการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ริเกลเม่ กลายเป็นเจ้าของเสื้อเบอร์ 10 ที่ ลา บอมโบเนร่า สนามเหย้าอันเปี่ยมมนต์ขลังของ โบคา เขานำทีมคว้าแชมป์ โกปา ลิเบร์ตาโดเรส ได้ถึง 2 สมัย ก่อนจะโบกมือลาเพื่อมาเล่นให้ยุโรปกับ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2002 ขณะนั้นเขาอายุ 24 ปีแล้ว ที่บาร์ซ่า ริเกลเม่ เล่นให้ หลุยส์ ฟาน กาล ที่ไม่ได้ชอบเขาแต่แรก จับเขาไปเล่นปีก ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งถนัด เล่นอยู่ได้ปีเดียวก็ย้ายไปบียาร์เรอัล (ยืมตัวก่อนซื้อขาด) และ โรมี่ ก็กลายเป็นขวัญใจของเหล่าแฟนบอลเรือดำน้ำได้ในทันที ปี 2005/06 เป็นปีที่เขาพีคสุดขีด น่าเสียดายที่เขายิงจุดโทษพลาดในรอบรองชนะเลิศ ชปล. ที่เจอกับอาร์เซน่อล ทำให้หมดโอกาสพาบียาร์เรอัล เข้าไปชิงชนะเลิศถ้วยใบใหญ่ยุโรปกับบาร์เซโลน่า ต้นสังกัดเก่า ด้วยความที่เป็นคนไม่ขึ้นกับใคร มีความเป็นตัวตนสูงมาก เมื่อเขาฟอร์มตก ทำให้โดนดร็อปจากกุนซือมานุเอล เปเยกรินี่ สุดท้ายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างตัวเขา, เปเยกรินี่ และประธานสโมสรเฟร์นานโด โรอิก ลงเอยด้วยการที่ตอนต้นปี 2007 เขาโดนปล่อยยืมตัวกลับไปที่ โบคา จูเนียร์ส ต้นสังกัดที่สร้างชื่อในบ้านเกิด เมื่อกลับสู่รากเหง้าของตัวเอง ริเกลเม่ ก็กลับมาเล่นฟุตบอลได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง เขาย้ายถาวรกลับมาที่โบคา ทันทีในฤดูกาล 2007/08 ขณะอายุเพียง 29 ปี ช่วงเวลาดังกล่าว ริเกลเม่ ยังเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าต่อเนื่อง แต่เมื่อ อัลฟิโอ บาซิเล่ ลาจากตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติ ดีเอโก้ มาราโดน่า ก็ถูกแต่งตั้งเข้ามารับตำแหน่งแทนในเดือนพฤศจิกายน 2008 โดยไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ออกมาประกาศว่าเขาจะไม่เล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าอีก หากมาราโดน่า ยังเป็นกุนซือ! "ตราบใดที่มาราโดน่าเป็นโค้ช ผมจะไม่กลับไปเล่นทีมชาติ เราจูนกันไม่ได้เลย เราแทบไม่เห็นตรงกัน แนวทางของผมไม่เหมือนกับของเขา มันชัดเจนว่าเราทำงานร่วมกันไม่ได้หรอก" นี่คือการพูดแบบตรงไปตรงมา ที่สร้างความช็อคให้กับวงการฟุตบอลอาร์เจนติน่าไม่น้อย จะมีใครที่กล้าตัดกับเทพเจ้าลูกหนัง คนที่ชาวอาร์เจนติน่าบูชาอย่าง มาราโดน่า ได้แบบนี้ แม้ภายหลังเมื่ออาร์เจนติน่า ผ่านไปเล่นฟุตบอลโลก 2010 ได้แบบสุดดราม่า มีข่าวว่า มาราโดน่า ติดต่ออยากให้ ริเกลเม่ กลับมาเล่นให้ทีม แต่เขาก็ไม่กลับมาอีกเลย ริเกลเม่ เล่นให้กับโบคา จูเนียร์ส ในช่วงที่เหลือของอาชีพค้าแข้งอีกถึง 7 ปี ก่อนแขวนสตั๊ดในปี 2014 ด้วยวัย 36 ปี เมื่ออำลาการค้าแข้งแล้ว ริเกลเม่ ก็ทำงานให้กับโบคา ต่อ มีส่วนในการเลือกตั้งประธานสโมสร สำหรับ โบคา มันก็เหมือนกับบาร์ซ่า หรือ เรอัล มาดริด นั่นคือมีพรรค มีขั้ว ในการลงสมัครเลือกตั้งประธานสโมสร ความขัดแย้งระหว่าง มาราโดน่า กับ ริเกลเม่ เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2019 เมื่อวาระการเลือกตั้งมาถึง ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ออกหน้าหนุน ฮอร์เก้ อามอร์ อาเมอัล อดีตประธานปี 2008-2011 ขณะที่ มาราโดน่า หนุนหลัง คริสเตียน กริเบาโด้ ซึ่งอยู่ในสายของ ดาเนี่ยล อัลเคลิชี่ ประธานคนปัจจุบันในเวลานั้นที่กำลังจะหมดวาระ สำหรับแฟนบอล และสโมสรโบคา จูเนียร์ส แล้ว ทั้ง มาราโดน่า และ ริเกลเม่ ต่างได้รับการยกย่องทั้งคู่ เป็นฮีโร่ตลอดกาลของสโมสร ดังนั้น การเลือกตั้งประธานสโมสรครั้งนั้น จึงแทบเหมือนการเลือกข้างว่าคุณจะอยู่ฝั่ง ริเกลเม่ หรืออยู่ข้างมาราโดน่า ? โดยที่ มาราโดน่า เองก็ออกมาโจมตีแนวทางของ ริเกลเม่ ในครั้งนี้เช่นกัน เรียกว่าเป็นขั้วตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง เดือนธันวาคมปี 2019 การโหวตมาถึงปรากฏว่า ฮอร์เก้ อามอร์ อาเมอัล ที่มี ริเกลเม่ หนุนหลังและเป็นทีมงาน ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนโหวต 52.84% ขณะที่ กริเบาโด้ ที่มี มาราโดน่า สนับสนุนได้คะแนนโหวตเพียง 30.6% ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นมาเป็นรองประธานสโมสรเบอร์ 2 (รองประธานเบอร์ 1 คือ มาริโอ เปร์โกลินี่) ทำงานร่วมกับ ฮอร์เก้ อามอร์ อาเมอัล อย่างเป็นทางการจนถึงทุกวันนี้ ด้วยประวัติศาสตร์ช่วงหลัง ผลงานของ ริเกลเม่ ในฐานะนักเตะยังติดตาแฟนบอลรุ่นใหม่ เพราะเพิ่งผ่านไปสดๆร้อนๆ พวกเขามองว่า ริเกลเม่ คือตำนานที่แท้จริงของสโมสร ป้ายผ้ายกย่องว่าเขาคือเบอร์ 1 ตลอดกาลของโบคา มีให้เห็นใน ลา บอมโบเนร่า มุมมองของแฟนบอลโบคารุ่นหลังคิดว่า ริเกลเม่ เหนือกว่า มาราโดน่า ขณะที่ มาราโดน่า นั้นดังกับ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส มากกว่า เขามาเล่นให้โบคา แค่ปีเดียว (1981) แล้วก็ย้ายไปนาโปลีเลย ตอนที่กลับมาอีกครั้งในปี 1995 ก็หมดสภาพแล้ว ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ผิดกับ ริเกลเม่ ที่แม้จะโตมาจาก อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส เหมือนกัน แต่ย้ายมาโบคา ตั้งแต่อายุ 15 ก่อนจะขึ้นชั้นมาเป็นกำลังหลักให้ทีมชุดใหญ่ถึง 6 ปี เป็นกำลังหลักพาทีมได้แชมป์โกปา ลิเบร์ตาโดเรส ถึง 2 สมัย ถึงได้ย้ายไปยุโรป แล้วตอนที่กลับมาจากยุโรป ก็กลับมาตอนยังพีค ไม่ได้กลับมาแบบหมดสภาพ แถมกลับมาก็ได้แชมป์ โกปา ลิเบร์ตาโดเรส ได้ทันทีอีกต่างหาก แฟนบอลรุ่นใหม่มองที่สถิติตัวเลข มองที่จำนวนแชมป์ ว่า ริเกลเม่ นั้นเหนือกว่า มาราโดน่า ซึ่งก็ไม่ผิด แต่แฟนบอลที่สนับสนุนมาราโดน่า มองลึกไปที่ Context หรือบริบทของช่วงเวลาด้วย แม้ มาราโดน่า จะเล่นให้โบคา ปีเดียวก่อนย้ายไปนาโปลี แต่ตอนนั้น โบคา ซบเซาอย่างหนัก การมาของ มาราโดน่า เหมือนจุดประกายความหวังให้ทีม ทำให้แฟนบอลกลับมาคึกคัก และคว้าแชมป์ทั่วประเทศได้อีกครั้งหลังจากร้างรามานานมากๆ ไม่เพียงแค่นั้น เพราะการตัดสินใจเลือกโบคา ของมาราโดน่า คือการบอกปัด ริเวอร์เพลท อริตลอดกาลของพวกเขา แสดงให้เห็นถึงความรักที่ มาราโดน่า มีต่อโบคา ชื่อของสโมสรดังกระฉ่อนไปอยู่ในระดับโลกก็ตอนนั้น การกลับมาอีกครั้งของ มาราโดน่า ตอนยุค 90s ก็เหมือนฮีโร่ที่คืนรัง และสร้างแรงกระเพื่อมให้ทีมได้อย่างมากโดยเฉพาะในปีแรกที่กลับมาคือปี 1995/96 มาติอัส บัลโด้ นักข่าวฟุตบอลแห่งบัวโนส ไอเรส ที่เกาะติดโบคามายาวนาน ให้ความเห็นเอาไว้ว่า "ปัญหาทุกวันนี้คือคุณมีพวกคนหนุ่มสาวที่พูดกันในโซเชียลมีเดีย คุณนึกออกใช่มั้ยว่าเป็นยังไง ประวัติศาสตร์ไม่สำคัญแล้ว มีแค่แชมป์ที่สำคัญ ใช่ พวกเขาคิดว่ามาราโดน่ายิ่งใหญ่กับสิ่งที่ทำในทีมชาติ แต่ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ทำกับโบคา พวกเขาไม่ยอมรับว่ามาราโดน่าคือหนึ่งในไอดอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร" สุดท้ายแล้ว ความเป็นขั้วตรงข้ามกันระหว่าง ริเกลเม่ กับ มาราโดน่า ก็ลงเอยด้วยชัยชนะที่ดูจะเอนเอียงไปทาง ริเกลเม่ มากกว่า มีไม่กี่คนนักที่กล้าท้าทาย "พระเจ้า" อย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า อย่างเปิดเผย ฮวน โรมัน ริเกลเม่ คือคนคนนั้น เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างที่สุดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ริเกลเม่ ก็คือหนึ่งในผู้โชคดีไม่กี่รายที่ได้เล่นร่วมกับทั้ง มาราโดน่า และ ลิโอเนล เมสซี่ สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดคือทำเพื่อฟุตบอล ฟุตบอลของอาร์เจนติน่า ในวันที่ดีเอโก้ มาราโดน่า เสียชีวิต 20 พฤศจิกายน 2020 ริเกลเม่ ก็โพสต์คลิปวิดีโอสั้นๆ ลงทางอินสตาแกรมของตัวเอง แคปชั่นว่า El Prime 10 หรือ "เบอร์ 10 อันดับ 1" มีข้อความอยู่ในคลิปนั้น ที่เขียนว่า "ไม่เคยมีใครและจะไม่มีใครอีกที่เล่นฟุตบอลได้เหมือนอย่างที่เราเห็นเขาเล่น มันสวยงามเหลือเกิน ขอบคุณดีเอโก้" "ขอให้เขาได้พักผ่อนอย่างสงบ ขอส่งความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวมาราโดน่าด้วย" ภาพสุดท้ายในคลิปคือภาพดาวรุ่งที่ชื่อ ริเกลเม่ ยืนโอบกอดกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า ซึ่งต่างก็อยู่ในสีเสื้อ โบคา จูเนียร์ส ย้อนไปในปี 1996 ร่วมรับชมคลิปเพิ่มความสนุกในการอ่านได้ที่ :: http://ow.ly/KuLc30smhpw เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ลูกเทวดาในรังผี "

ทันทีที่ เอริค เทน ฮาก เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการเขาก็ถูกจับไปโยงว่าต้องการดึงอดีตลูกทีมมาร่วมทีมหลายราย ไม่ว่าจะเป็น ยูร์เรี่ยน ทิมเบอร์ หรือ แอนโทนี่ และที่มาแรงที่สุดคือ เฟรงกี้ เดอ ย็อง ซึ่งอยู่กับบาร์เซโลน่าในตอนนี้ ต่างก็เป็นตำแหน่งที่แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการเสริมทัพทั้งสิ้น จริงๆ แล้วที่ผ่านมามีผู้เล่นหลายรายที่เคยเล่นให้กับทั้งอาแจ็กซ์ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บางคนเล่นกับยูไนเต็ดก่อนแล้วค่อยย้ายไปอาแจ็กซ์ บางคนก็ตรงกันข้าม บางคนก็ไม่ได้ย้ายโดยตรง นักเตะเหล่านั้นก็เช่น เยสเปอร์ โอลเซ่น, เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์, ยาป สตัม (เล่นกับอาแจ็กซ์ ปลายอาชีพ), ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, ดาเล่ย์ บลินด์ ยังมีนักเตะอีกรายที่เชื่อมโยง อาแจ็กซ์ กับแมนฯ ยูไนเต็ด และพ่วงบาร์เซโลน่า เข้าไปด้วยเลย นั่นก็คือ จอร์ดี้ ครัยฟ์ จอร์ดี้ ครัยฟ์ คือลูกชายของ "นักเตะเทวดา" โยฮัน ครัยฟ์ ตำนานของทั้งอาแจ็กซ์ และบาร์เซโลน่า จอร์ดี้ เข้ามาเล่นในทีมเยาวชนของอาแจ็กซ์ ตั้งแต่อายุ 7 ขวบในปี 1981 ตอนที่ โยฮัน พ่อของเขาคัมแบ็กกลับมาเล่นให้อาแจ็กซ์ เมื่อ โยฮัน แขวนสตั๊ด ผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีม ก็ได้ย้ายไปคุมบาร์เซโลน่าในปี 1988 เขาก็นำเอาลูกชาย จอร์ดี้ ในวัย 14 ขวบ ย้ายไปบาร์ซ่าด้วยกัน หากจะมีเด็กหนุ่มที่โชคดีมากๆ ในวงการฟุตบอล จอร์ดี้ อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นเมื่อผ่านทีมเยาวชนของทั้งอาแจ็กซ์ และบาร์ซ่า เขาทะลุขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของบาร์ซ่าได้สำเร็จในปี 1994 ด้วยวัย 20 ปี และมีผลงานที่ไม่เลวเลย ตำแหน่งของเขาคือกองหน้าตัวต่ำ หลังจบศึกยูโร 1996 จอร์ดี้ ครัยฟ์ คิดถึงการย้ายออกจากบาร์เซโลน่า หลังจาก โยฮัน พ่อของเขาไม่ลงรอยกับ โจเซป นูนเญซ ประธานสโมสรและอำลาตำแหน่งเทรนเนอร์หลังจากคุมทีมมา 8 ปี ตอนแรก พ่อลูกได้ปรึกษากันว่าปลายทางควรเป็นที่ไหน อาแจ็กซ์ คือตัวเลือกที่น่าสนใจ การกลับบ้านไม่เลวร้ายนัก จนกระทั่ง ได้มีการติดต่อมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด.... "สุดสัปดาห์นั้น เราคิดแล้วว่า อาแจ็กซ์ จะเป็นก้าวต่อไป เราตั้งใจว่าจะเดินทางไปอัมสเตอร์ดัมตอนเช้าวันจันทร์เพื่อเซ็นสัญญา อาแจ็กซ์ตอนนั้นมี หลุยส์ ฟาน กาล คุมทีม" "แต่แล้วน่าจะวันเสาร์ ก็มีโทรศัพท์มาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งในขณะนั้นมีนักเตะอายุน้อยหลายคนในทีม ผู้จัดการทีมเฟอร์กูสัน ก็เป็นคนที่ให้โอกาส ให้เวลาลงเล่น ให้การพัฒนาแก่นักเตะอายุน้อยเหล่านี้ เราเลยคิดว่าเป็นความคิดที่ดีนะ ที่จะลองพูดคุยสักหน่อย" ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1994/95 รอบแบ่งกลุ่ม จอร์ดี้ เคยดวลกับนักเตะปีศาจแดงมาแล้ว เมื่อบาร์ซ่า ที่มีโยฮัน คุมทีม อยู่กลุ่มเดียวกับแมนฯ ยูไนเต็ด แมนฯ ยูไนเต็ด จับตาเขามาตั้งแต่ตอนนั้น และมาได้ดูใกล้ชิดในยูโร 96 ซึ่งเขายืนเป็นตัวริมเส้นด้านขวา ในระบบแนวรุก 3 คนของทีมชาติฮอลแลนด์ "มีบอร์ดบริหารบางคนแล้วก็ เฟอร์กูสัน เดินทางมาที่บาร์เซโลน่า แล้วเราก็นัดเจอกันที่บ้านของพ่อแม่ผม ผมต้องยอมรับว่าข้อเสนอมันดีมากๆ แผนการทำงานก็ดีมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผมมองไปที่นักเตะอายุน้อยๆ ในทีมอย่าง พี่น้องเนวิลล์ , มีนิคกี้ บัตต์, มี เดวิด เบ็คแฮม แล้วก็สโคลส์ มีนักเตะอายุน้อย 5-6 คนในทีมที่อายุเท่าๆกับผม ที่ทะลุขึ้นสู่ชุดใหญ่ และได้โอกาสลงเล่นเต็มที่" "ผมมองว่าเรื่องนี้มันโน้มน้าวผมได้ แทนที่จะพบตัวเองไปอัมสเตอร์ดัม ผมกลับบินไปแมนเชสเตอร์ แทนหลังจากนั้น 2-3 วัน" ซัมเมอร์ 1996 จอร์ดี้ ครัยฟ์ เลยกลายเป็นนักเตะคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ย้ายมาพร้อมๆ กับ ไรมอนด์ ฟาน เดอ ฮาว, โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์, รอนนี่ ยอห์นเซ่น และ คาเรล โพบอร์สกี้ จอร์ดี้ ถือเป็นหนึ่งในนักเตะดัตช์รุ่นใหม่ที่น่าจับตามากในตอนนั้น ด้วยวัย 22 ปี เพราะผลงานกับบาร์ซ่า ถือว่าสอบผ่าน 54 นัดทุกรายการ ทำได้ 11 ประตู อย่างไรก็ตาม เมื่อย้ายมาเล่นในอังกฤษ มันคือโลกที่แตกต่างออกไปเลย "แน่นอน ในอังกฤษมันยาก คือ ฟุตบอลมันแตกต่างจากในสเปน อย่างในสเปน มันเป็นสไตล์เน้นผ่านบอลมากกว่า ปะทะกันน้อยกว่า ส่วนอังกฤษ คุณนึกออกมั้ย ทุกเกมคือการออกศึก ทุกเกมมีอาวุธที่แตกต่างกันในการเอาชนะ เช่น บางเกมเน้นบอลยาว บางเกมก็เน้นด้านข้าง บางครั้งก็เน้นตรงกลาง มันเป็นลีกที่หินมาก โดยเฉพาะด้านร่างกาย มีการเปลี่ยนรุกรับบ่อยมาก มันเป็นก้าวที่ยากลำบาก" ปัญหาของ จอร์ดี้ คือ เขาเป็นแนวรุกภาคพื้นยุโรป ทักษะดี เซนส์บอลดี แต่กลับขาดความ "สุด" ด้านใดด้านหนึ่ง ในอังกฤษ โดยเฉพาะยุคนั้นที่เล่น 4-4-2 จะเล่นปีก เขาก็ไม่ได้จัดจ้านจี๊ดจ๊าด จะเล่นกองหน้า ก็ไม่ได้แข็งและไวพอที่จะเอาชนะกองหลังสไตล์อังกฤษ ส่วนตรงกลางในระบบ มิดฟิลด์ 2 คน ก็ต้องมีพลังงานล้นเหลือจริงๆ แต่ จอร์ดี้ ไม่ได้มีทั้งหมดนี้ "ระบบที่เราเล่นกันที่ยูไนเต็ด เน้นไปที่ 4-4-2 ตรงกลางมี 2 คนที่มีพลังร่างกายดีมาก แน่นอนมี รอย คีน แล้วหนึ่ง แล้วก็อีกคนมักเป็น นิคกี้ บัตต์" "คุณมี ชไมเคิ่ล ที่ตัวใหญ่ แล้วก็เหมือนเป็นบอส ในกรอบ 18 หลา และเปิดบอลยาวได้ คือถ้าตั้งเกมได้ยาก ก็ยังเปิดยาวขึ้นมาได้ โดยมีตัวคอยเก็บบอลจังหวะสอง แล้วก็มีตัวเสริมจากด้านข้าง" "แน่นอน ผมเข้ามาในฐานะปีก ซ้ายหรือขวาก็ได้ แต่เกมแรก ผมได้เล่นกองหน้า แต่ผ่านไป ผมไม่ใช่กองหน้าแบบที่จะไปปะทะกับเซนเตอร์ตัวใหญ่แข็งแรงได้ มันไม่ใช่แนวทางของผมที่จะเล่นในแบบนั้น ลงท้ายผมเลยได้เล่นปีกมากกว่า" "แต่แน่นอนเมื่อคุณดูในทีมชุดนี้ คุณมี ไรอัน กิ๊กส์ อีกด้านเป็น เดวิด เบ็คแฮม คุณรู้ได้เลยว่ามันไม่ง่ายแน่ในการจะได้ลงสนามเยอะๆ พวกเขาน่าจะเป็น 2 นักเตะที่เก่งสุดๆ ในยุโรปตอนนั้น" "ตรงกลาง เพราะมันมีแค่ 2 ตำแหน่ง มันต่างจากที่บาร์เซโลน่า ที่เรามักมี 3 หรือ 4 คน และตรงนี้คนที่จะเล่นต้องมีพลังร่างกายสูง ที่จะลงไปข้างหลังช่วยเกมรับ และต้องขึ้นไปข้างหน้าเพื่อช่วยเกมรุกด้วย" "คนหนึ่งคือ รอย คีน สำหรับผมนะ คุณรู้ไหม น่าจะเป็นหนึ่งในเซอร์ไพรส์ใหญ่ของผมเลย เขาเป็นนักเตะที่น่าเหลือเชื่อสุดๆ เป็นนักเตะแบบที่ผมอยากมีไว้ในทีมของผม ในฐานะผู้นำ หรือคนที่จะเป็นแนวหน้าในการทำศึก" "อีกคนเป็นนิคกี้ บัตต์ แต่ก็ยังมี พอล สโคลส์ ที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นหน้าไปเติมเกมรุก เขาเก่งมากในการสอดขึ้นมาเล่นแถวสอง" "กองหน้าขึ้นไปแบบนี้ เบ็คแฮม จะขึ้นมาครอส กิ๊กส์ จะขึ้นมานี่ แล้วก็ พอล สโคลส์ ขึ้นมา อะไรก็ตามที่เขาเก็บตกได้จากตำแหน่งนี้ คุณรู้เลยว่ามันมักจบลงด้วยการเข้าไปกองก้นตาข่าย" "ริมเส้น มีนักเตะ 2 สไตล์ เบ็คแฮม เขาแทบไม่ต้องเลี้ยงบอลด้วยซ้ำ เพราะเขามีลูกครอสที่มหัศจรรย์จริงๆ ครอสไปตรงนี้ตรงนั้นได้หมด เขาเลยไม่จำเป็นต้องไปถึงสุดเส้น เลี้ยงบอลแล้วถึงเปิด เขาไม่ต้องเลี้ยงบอลเลย" "แล้วก็คุณมี ไรอัน กิ๊กส์ คนที่ผมคิดว่าถ้าเขาเล่นในสเปนนะ เขาจะเป็นนักเตะที่แฟนบอลชื่นชอบสุดๆ เพราะความสามารถของเขาในการเลี้ยงบอลเข้าออก มองหาบอลแนวลึกตรงพื้นที่ว่างตลอด นี่คือนักเตะที่ในสเปน แฟนบอลอยากเข้ามาชมในสนาม" "ผมคิดว่ามันเป็นทีมที่มหัศจรรย์มากในปีแรกของผม ผมพูดได้ว่ามันเป็นเกียรติด้วยซ้ำ ที่ได้เล่นกับ เอริค คันโตน่า คนที่เป็นตำนานขึ้นหิ้ง แต่ในฐานะบุคคล เขาก็เป็นคนดีมากๆ" "ส่วนแดนหน้า คุณมี แอนดี้ โคล แล้วก็ โซลชาร์ ยูไนเต็ดเป็นทีมที่ดีมากๆ มีนักเตะพรสวรรค์อายุน้อยมากมาย แล้วก็มีคนที่มีความเป็นผู้นำหลายคน พวกเขารู้วิธีปรับตัวในแต่ละเกม" "สำหรับผม แรกเลยที่ผมมา เราเล่น 4-4-2 แต่บางครั้งก็เป็นแบบนี้ 4-4-1-1 สำหรับเกมยุโรป แต่โดยปกติแล้ว ด้วยคุณสมบัติของนักเตะในทีม มันมักลงเอยด้วย 4-4-2 นั่นแหละ สำหรับผม มันก็เหมือนการปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลที่แตกต่างออกไป" ในฤดูกาลแรก เฟอร์กี้ เองพยายามให้โอกาส จอร์ดี้ ลงเล่นในหลากหลายตำแหน่ง ทั้งกองหน้า ทั้งปีก ทั้งมิดฟิลด์ตัวรุก แต่ไม่มีตำแหน่งที่เขาโดดเด่นที่สุดเลย รวมแล้วลงเล่น 22 นัดทุกรายการ เขาทำได้ 3 ประตู อย่าว่าแต่ จอร์ดี้ เลยเพราะขนาดปีกแท้ๆ อย่าง คาเรล โพบอร์สกี้ ที่ดังมาจากยูโร 96 ก็เบียด เดวิด เบ็คแฮม ที่ทะลุขึ้นมาในฤดูกาลนั้นไม่ไหว จอร์ดี้ อยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 4 ปีด้วยกัน ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายไปเล่นให้ อลาเบส ในฤดูกาล 2000/01 ด้วยวัย 26 ปี ตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ จอร์ดี้ ลงเล่นให้ปีศาจแดงทั้งสิ้น 58 นัด ทำได้ 8 ประตูตลอดช่วงเวลา 4 ฤดูกาล "จากอายุน้อย เรียนรู้การเล่นแบบดัตช์ จากนั้นก็ย้ายไปบาร์เซโลน่า ทั้งในทีมเยาวชนและทีมชุดใหญ่ สุดท้ายก็มาถึงการเล่นแบบ 4-4-2 ซึ่งนำความสำเร็จมาให้มากมาย แม้ว่าอาจไม่ใช่ในแง่ส่วนตัว แต่ในแง่ทีม มันถือว่าดีมากๆ เป็นเวลาถึง 4 ปีที่นั่น ได้แชมป์มากมาย" การได้เล่นกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มันกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่าของเขาในภายหลัง แม้ว่าจะไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนัก เขานำเอาประสบการณ์นั้นมาใช้เมื่อตัวเองเลิกเล่นและหันมาเป็นโค้ชด้วยตัวเอง "หลายๆ อย่างที่ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยทำ หลายๆ การตัดสินใจของเขา ผมนึกแว้บขึ้นมาได้หลายครั้ง เมื่อจำได้ถึงหลายๆสิ่งที่เขาเคยบอกผม ตอนที่ผมพูดกับนักเตะของผมเอง คุณนึกภาพออกเลยว่าผ่านมาเกือบ 30 ปีแต่ แนวคิดและแผนงานของเขายังสดใหม่ในทุกวันนี้" "ผมคิดว่าตอนผมอายุน้อย ผมโชคดีมากที่ได้อยู่ภายใต้การโค้ชชิ่งของคุณพ่อผม คนที่อย่างที่พวกคุณรู้ ว่าเหมือนเป็นผู้ปฏิวัติฟุตบอล ผมบอกได้เลยว่าหลายคนเคยคิดว่าเขาบ้า ตอนเห็นไลน์อัพของเขา จนกระทั่งมายอมรับว่าหมอนี่อัจฉริยะ และเปลี่ยนหลายอย่างในโลกฟุตบอล" "แต่ผมก็โชคดีเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามาก เป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ทำงานภายใต้โค้ช 2 คนนี้ ตั้งแต่อายุน้อย และได้เล่นให้กับ 2 สโมสรที่น่าเหลือเชื่อนี้" จอร์ดี้ ครัยฟ์ เคยผ่านงานเป็นผู้อำนวยการกีฬาให้ เออีเค ลาร์นาก้า, มัคคาบี้ เทล อาวีฟ จากนั้นกลายมาเป็นผู้จัดการทีมของ มัคคาบี้ เทล อาวีฟ ไปคุมทีม ฉงชิ่ง ลี่ฟาน ในจีน และ เสิ่นเจิ้น รวมถึงคุมทีมชาติเอกวาดอร์ ช่วงสั้นๆ ปัจจุบัน เขากลับไปทำงานให้บาร์เซโลน่า หนึ่งในสโมสรที่ผูกพันมากที่สุดในฐานะที่ปรึกษาด้านกีฬา รับชมคลิปเพิ่มความสนุกกับเรื่องน่ารู้ได้ที่ :: http://ow.ly/EMN830smaWh เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เอคตอร์ กูเปร์ พระรองตัวจริง "

เราคุ้นเคยกับคำพูดที่ว่านักเตะเก่งแต่ไม่สุด ในขณะที่ผู้จัดการทีมเองก็มีประเภทเก่งแต่ไม่สุดอยู่เช่นกัน เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยโดนมองเป็นโค้ชเกรด บี เพราะทำทีมเป็นแค่พระรองมาตลอด การปลดล็อคกับ เลสเตอร์ ในปีปาฏิหาริย์ 2015/16 เป็นเหมือนการตอบแทนการทำงานตลอด 30 ปีก่อนหน้านั้นของเขาได้ในทีเดียว ขณะที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ แม้จะเป็นโค้ช เกรด เอ แต่ก็ยังพลาดท่าหลายต่อหลายครั้งเวลาลงเล่นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย กุนซือบางคน ขาดออร่าของผู้ชนะ ขาดความแข็งแกร่งในเกมที่สำคัญที่สุด ส่งผ่านความเชื่อมั่นและความเฉียบขาดให้ลูกทีมไม่ได้ยามถึงเกมตัดสิน ทั้งที่ทำดีมาตลอดเส้นทาง สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาโดนตราหน้าว่าเป็นแค่ "พระรองตลอดกาล" ซึ่งหนึ่งในโค้ชที่ตรงกับคำกล่าวนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น เอคตอร์ กูเปร์ กูเปร์ เป็นโค้ชชาวอาร์เจนติน่า ที่มาสร้างชื่อในยุโรปปลายยุค 90s จนถึงต้น 2000s ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขาได้รับการยกย่องมากที่สุด ตลอดเส้นทางอาชีพของเขา ถือเป็นจอมพเนจร คุมทีมไหนได้ไม่นานเลย ถ้าไม่ดีเกินไปจนโดนทีมใหญ่กว่าคว้าไปคุมทีม ก็ผลงานแย่จนโดนปลด เอคตอร์ กูเปร์ เริ่มคุมทีมตอนอายุ 38 กับ อูรากาน สโมสรในอาร์เจนติน่า ซึ่งเขานำทีมเป็น "รองแชมป์" ลีก เคลาซูร่า จนในปี 1995 ย้ายมาคุมทีมใหญ่ขึ้นอย่างลานุส และที่นี่เองเขาเริ่มสร้างชื่อบนโลกลูกหนัง ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์รายการ โกปา คอนมีโบล มันเป็นรายการบอลถ้วยรอง ที่ให้ทีมซึ่งไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นใน โกปา ลิเบร์ตาโดเรส ได้ชิงชัยกัน และกูเปร์ ก็นำลานุส คว้าแชมป์ได้สำเร็จในปี 1996 ปี 1997 บนวัย 42 ปี กูเปร์ ก็มาเผชิญโชคบนทวีปยุโรปครั้งแรกโดยเข้าคุม เรอัล มายอร์ก้า แห่งลา ลีกา สเปน เขาทำทีมจบอันดับ 3 และอันดับ 5 ภายในช่วง 2 ปีที่คุมทัพชาวเกาะ แต่จุดเริ่มต้นแรกของการเป็นพระรองคือ มายอร์ก้า ของเขาเข้าไปชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ กับบาร์เซโลน่า ในปี 1998 ปฐมบท "พระรอง" ครั้งที่ 1 มายอร์ก้า อุตส่าห์นำก่อนตั้งแต่ต้นเกม แต่มาโดนบาร์ซ่าตีเสมอในครึ่งหลัง ก่อนนักเตะของเขาจะโดน 2 ใบแดงช่วงท้ายเกม และสุดท้าย จบด้วยการแพ้ในการดวลจุดโทษ ปฐมบท "พระรอง" ครั้งที่ 2 ปีต่อมา 1998/99 หนนี้เขานำ มายอร์ก้า ไปถึงนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ เข้าไปเจอกับ ลาซิโอ ของ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ปรากฏว่ามาโดนทีเด็ดของ พาเวล เนดเวด ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย พ่ายแพ้ 1-2 ชวดแชมป์อีกครั้ง ปี 1999 แม้ว่าจะได้แค่รองแชมป์บอลถ้วย 2 ปีติด แต่ผลงานดีขนาดนั้น กูเปร์ เลยได้ย้ายมาคุมทีมที่ใหญ่กว่าอย่าง บาเลนเซีย ต้องบอกก่อนว่าสไตล์การทำทีมของ กูเปร์ นั้นเน้นที่ระบบ 4-4-2 บางครั้งอาจจะเล่นแบบกองกลาง 4 คนแบบข้าวหลามตัด (ไดมอนด์) กูเปร์ เป็นคนพูดน้อย เขาพยายามสร้างบรรยากาศของทีมให้เป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ว่าจุดที่เขาเป็นมาตลอดคือ เขาเป็นคนเฮี้ยบ ระเบียบจัด และซ้อมหนัก เขามักจะให้การซ้อมมีขึ้นในช่วงเช้า เพราะต้องการกระตุ้นให้นักเตะแอคทีฟตั้งแต่ช่วงแรกของวัน เป็นการป้องกันอาการ "ขี้เกียจ" นักเตะของเขาต้องขยัน ต้องวิ่ง เขาต้องการให้ทีมของเขาเพรสซิ่งใส่คู่แข่ง และกระฉับกระเฉง ดังนั้นเราจะไม่เห็นนักเตะประเภทเชิงสวย แต่ช้า วิ่งน้อย หรือเล่นด้วยจินตนาการอย่างเดียว แต่ไม่ขยัน นักเตะแบบนี้ไม่ใช่สเป็กของเขาเลย จุดเด่นอีกอย่างคือเขามีสายตามองนักเตะพรสวรรค์ออกได้ดี และมักให้โอกาสดาวรุ่ง ราอูล อัลบิโอล สมัยนั้นโดนดึงมาอยู่ทีมเยาวชนของบาเลนเซีย, การ์ลอส มาร์เชน่า, ดาบิด อัลเบลด้า, ฆาเบียร์ ฟารินอส พวกนี้ ปีแรก กูเปร์ ก็นำทีมค้างคาวเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม บอลของเขาไม่มีลีลาเยอะ เขาเน้นการเข้าทำให้เร็วที่สุด บอลเปิดเข้าเขตโทษคู่แข่งให้เร็วที่สุด บาเลนเซีย ผ่านเข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทันทีในปี 1999/2000 แต่ก็ไปแพ้ทีมเรอัล มาดริด สุดแกร่ง 0-3 หากคิดว่านั่นเป็นเรื่องฟลุค แสดงว่าคิดผิด เพราะในฤดูกาลต่อมา 2000/01 ทีมค้างคาวของ กูเปร์ ก็ทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ ชปล. อีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่สุดท้ายแล้วเขาเป็น "พระรอง" เพราะแม้จะออกนำ บาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่ต้นเกม แต่สุดท้ายมาโดนตีเสมอ และลากยาวไปถึงการดวลจุดโทษ และทีมของเขาก็แพ้ในการดวลเป้าอีกครั้ง ภายใน 4 ปี ที่เขามาคุมทีมในสเปน กับ 2 สโมสร กูเปร์ พาทีมเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย 4 ครั้ง แพ้รวดทั้ง 4 ครั้ง! แม้จะเป็นแค่พระรองใน ชปล. 2 ปีติด แต่เมื่อมองว่านั่นคือบาเลนเซีย มันก็เพียงพอที่ทำให้เขาได้รับการจับตามองจากทีมใหญ่ๆ ปี 2001 เอคตอร์ กูเปร์ คือกุนซือเนื้อหอมสุดคนหนึ่งในยุโรป ด้วยวัย 46 ปี อินเตอร์ มิลาน ตัดสินใจดึงเขามาคุมทีม มัสซิโม่ โมรัตติ เชื่อมั่นว่าเมื่อ กูเปร์ ได้มาคุมทีมใหญ่ มีนักเตะชั้นยอดจริงๆ เขาจะพาทีมคว้าแชมป์ได้แน่นอน เป้าหมายของอินเตอร์คือ สคูเด็ตโต้ เพราะอินเตอร์ร้างแชมป์กัลโช่ มานาน 12 ปีเข้าให้แล้ว ฤดูกาลแรกกับอินเตอร์ 2001/02 เอคตอร์ กูเปร์ พาทีมทำผลงานดี นำจ่าฝูงมาตลอดจนถึงนัดสุดท้าย ซึ่งเป็นเกมแห่งดราม่า เพราะสุดท้ายแล้ว อินเตอร์ แพ้ลาซิโอ 2-4 ขณะที่ ยูเวนตุส กับ โรม่า ต่างเอาชนะคู่แข่งได้ ทำให้ อินเตอร์ ไม่ใช่เพียงแค่ชวดแชมป์อย่างน่าเจ็บใจ แต่พวกเขาจบด้วยการเป็นอันดับ 3 เท่านั้น ทั้งที่นำมาแทบทั้งฤดูกาล นั่นคือเกมที่โรนัลโด้ R9 ต้องร่ำไห้ข้างสนาม และเมื่อจบฤดูกาลนั้น จบฟุตบอลโลก 2002 โรนัลโด้ ก็อำลา อินเตอร์ ย้ายมาเล่นให้ เรอัล มาดริด โรนัลโด้ มาเปิดเผยในภายหลังว่า หนึ่งในเหตุผลคือ เขาทำงานกับ เอคตอร์ กูเปร์ ไม่ได้จริงๆ เขาบอกโมรัตติ ให้เลือก ถ้า กูเปร์ ไม่ไป เขาก็จะขอไปเอง และสุดท้าย โมรัตติ เลือกเก็บกูเปร์ไว้ อย่างที่บอกว่าสไตล์การคุมทีมของกูเปร์ ไม่ยืดหยุ่น เน้นการซ้อมหนัก เข้มงวด ทำให้นักเตะพวกพรสวรรค์สูงอารมณ์ศิลปิน ทนไม่ไหว ทำงานด้วยไม่ได้ อีกทั้ง โรนัลโด้ ยังบอกอีกว่าเวลาเขาไม่ฟิต กูเปร์ ก็จะให้เขาลงโดยไม่สนใจคำแนะนำของแพทย์ แต่เมือเขาฟิต กูเปร์ กลับไม่ให้เขาลงเล่น ฤดูกาลต่อมา อินเตอร์ ที่้ไร้โรนัลโด้ ก็เป็นได้แค่พระรอง หนนี้จบอันดับ 2 ในเซเรีย อา แต่แต้มตามหลังแชมป์อย่างยูเว่ ถึง 7 คะแนน เมื่อไม่มี โรนัลโด้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่ขัดแย้งกับเขา เพราะหนนี้ อัลบาโร่ เรโคบา คือเหยื่ออารมณ์ เรโคบา ก็ไม่ต่างจากโรนัลโด้ ดาวเตะอุรุกวัยคือนักเตะสายอาร์ตของแท้ พรสวรรค์สูง แต่เล่นตามอารมณ์ และไม่ถนัดเลยในการฝึกอย่างหนักสไตล์กูเปร์ เมื่อ กูเปร์ ไม่ค่อยส่ง เรโคบา ลงสนามมากพอ มันก็กลายเป็นจุดตายของเขาเอง เนื่องจาก เรโคบา คือลูกรักของประธานโมรัตติ จบฤดูกาล 2002/03 เอคตอร์ กูเปร์ ยังได้ทำงานต่อ แต่เปิดฤดูกาลใหม่ไปได้ไม่นาน ก็โดนอินเตอร์ ปลดออกจากตำแหน่ง เขาทำได้แค่ "อันดับ 2" อีกแล้ว หลังจากงานที่อินเตอร์แล้ว กูเปร์ ว่างงานอยู่ 1 ปีเต็ม คราวนี้ งานระดับท็อป ไม่มีว่างสำหรับเขาแล้ว เขากลับไป มายอร์ก้า คราวนี้ ผลงานของเขาไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนเก่า หลังคุม มายอร์ก้า ก็มาคุม เรอัล เบติส และ ปาร์ม่า แต่ก็คุมได้ไม่จบฤดูกาลทั้งสองงาน ช่วงปี 2007 ชื่อของ เอคตอร์ กูเปร์ ก็แทบหายไปจากสารบบกุนซือระดับท็อป จนกระทั่งปี 2008 เขาได้งานคุมทีมชาติจอร์เจีย แต่ผลงานก็ไม่น่าประทับใจ ชนะแค่นัดเดียวจาก 16 นัด โดนปลดตามระเบียบ งานต่อมาที่ทำให้ กูเปร์ กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งคือการไปคุม อาริส เธสซาโลนิกิ ทีมในลีกกรีซ อีกครั้งที่ความเชี่ยวชาญฟุตบอลถ้วยของเขา ทำให้ อาริส ได้เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย กรีก คัพ เข้าไปเจอกับยักษ์ใหญ่ พานาธิไนกอส ในปี 2009/10 แต่ก็เป็นอีกครั้งที่อาถรรพ์พระรอง ยังตามมาหลอกหลอนเขา อาริส แพ้ให้พานาธิไนกอส 0-1 อีกเช่นเคย กูเปร์ ไม่สามารถพาทีมได้แชมป์ใดๆ ตลอด 2 ปีที่กรีซ เขาก็ตระเวนไปคุม ราซิ่ง ซานตานเดร์, ออร์ดูสปอร์ ในตุรกี, อัล วาเซิ่ล ในยูเออี แต่ก็ไม่มีที่ไหนประสบความสำเร็จ ปี 2015 ทีมชาติอียิปต์ แต่งตั้งกูเปร์ มาคุมทีม เป้าหมายคือ แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ และการเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้ เขาทำสำเร็จด้วยการพาอียิปต์ไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย แต่เรื่องของพระรองบอลถ้วย ยังตามมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง เขาพา อียิปต์ เข้าชิง แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ในปี 2017 เจอกับ แคเมอรูน แล้วก็แพ้ 1-2 และอีกครั้งที่ทีมของเขามาโดนยิงในช่วงท้ายเกม หลังจบฟุตบอลโลก 2018 เขาก็อำลาทีมชาติอียิปต์ จากนั้นมาคุมทีมชาติอุซเบกิสถาน แต่ก็คุมอยู่แค่ปีเดียวก็โดนปลดอีก ปี 2021 เอคตอร์ กูเปร์ มาคุมทีมชาติดีอาร์ คองโก จนถึงเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมานี่เอง เขาก็โดน ดีอาร์ คองโก ปลดออกจากตำแหน่งอีก บางทีมันอาจเป็นเหมือนคำพูดของ โรนัลโด้ R9 ที่เคยบอกเอาไว้ว่า กูเปร์ ไม่สามารถส่งต่อ Winning Mentality หรือสภาพจิตใจแห่งผู้ชนะ ไปสู่นักเตะได้เลย นี่คือจุดชี้ขาดระหว่างโค้ชระดับท็อป กับโค้ชธรรมดา เพราะแม้จะมีปรัชญาฟุตบอลดีแค่ไหน แท็คติกดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่สามารถทำให้นักเตะลงไปเล่นด้วยความเชื่อมั่นในเกมชี้เป็นชี้ตายได้ จะไม่มีวันประสบความสำเร็จเลย ตลอดการคุมทีมของ เอคตอร์ กูเปร์ เกือบๆ 30 ปี เขาไม่เคยพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้เลย เขานำทีมเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยรายการสำคัญ 7 ครั้ง ชนะแค่หนเดียวตั้งแต่สมัยอยู่ในอาร์เจนติน่า แต่จากนั้น ทีมของกูเปร์ จบด้วยการเป็นผู้แพ้มาตลอด เอคตอร์ กูเปร์ คือผู้จัดการทีมที่เป็นตัวแทนของพระรองอย่างแท้จริง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เกมเปลี่ยนประวัติศาสตร์เซเนกัล "

ตามปกติแล้ว ณ เวลานี้แฟนบอลอย่างเราๆ คงกำลังรับชมฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2022 กันอยู่ ถ้าเจ้าภาพไม่ใช่กาตาร์ ซึ่งร้อนจัด ไม่สามารถทำการแข่งขันในช่วงซัมเมอร์ได้ ฟุตบอลโลกรอบแรก รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรกๆ มักมีเกมเซอร์ไพรส์ให้ชมอยู่เสมอ อิตาเลีย 90 เราได้เห็นแคเมอรูน ล้มอาร์เจนติน่า แชมป์เก่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเกมเปิดสนามฟุตบอลโลกที่ช็อคสุด นั่นไม่ใช่เกมเดียวที่แชมป์เก่าโดนทีมรองบ่อนทำเซอร์ไพรส์ใส่ในนัดเปิดสนาม เปิดทัวร์นาเมนต์ อย่างที่ทราบกันว่าก่อนหน้านี้ ฟุตบอลโลกนัดแรกของทัวร์นาเมนต์ จะเป็นแชมป์เก่าลงเล่น ก่อนจะมาเปลี่ยนให้เจ้าภาพลงเล่นนัดแรกในปี 2006 เป็นต้นมา ย้อนไป 20 ปีที่แล้ว เวิร์ลด์ คัพ 2002 ครั้งแรกที่เอเชียได้เป็นเจ้าภาพ เกาหลี-ญี่ปุ่น ก็มีเหตุการณ์ช็อคโลกเกิดขึ้นในนัดเปิดสนามเช่นกัน เกมนั้นเตะกันวันที่ 31 พฤษภาคม 2002 ที่สนาม โซล เวิร์ลด์ คัพ สเตเดี้ยม ในกรุงโซล เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในช่วงพีคสุดของวงการฟุตบอลในตอนนั้น พวกเขาคือเจ้าของแชมป์ ฟร้องซ์ 98 และเพิ่งคว้าแชมป์ยูโร 2000 มาหมาดๆ เปิดสนามเจอกับเซเนกัล เซเนกัล ไม่เคยผ่านเข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาก่อนเลย นั่นเป็นครั้งแรกของพวกเขา ทีมดังจากแอฟริกามี โมร็อกโก, แอลจีเรีย, อียิปต์, แคเมอรูน, ไนจีเรีย แต่ไม่ใช่เซเนกัล ในยุคนั้น นักเตะของเซเนกัลชุดนั้น ก็เล่นอยู่ในฝรั่งเศสทั้งหมด ยกเว้นเพียงผู้รักษาประตูสำรอง 2 คน ที่เล่นในบ้านเกิด 1 คน และเล่นในโมร็อกโก อีก 1 คน พวกเขาไม่ได้เล่นให้ทีมใหญ่อย่าง มาร์กเซย, ลียง, เปแอสเช, บอร์กโดซ์ ด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่เล่นให้ทีมอย่าง เซอด็อง, แรนส์, สตราส์บูร์ก, ลอริย็องต์, โซโชซ์ แข้งเซเนกัลชุดนั้นส่วนใหญ่อายุยังน้อย มีเพียง อมาร่า ตราโอเร่ กองหน้าจอมเก๋าจากสโมสรเกอญง คนเดียวที่อายุ 36 ปี ที่เหลือไม่มีใครแตะเลข 30 เลย ผู้จัดการทีมของพวกเขาก็คือหนุ่มใหญ่ผมสลวย และเป็นชาวฝรั่งเศสเอง นามว่า บรูโน่ เม็ตซู ส่วนฝรั่งเศส ภายใต้กุนซือ โรแชร์ เลอแมร์ ที่รับไม้ต่อจากเอมเม่ ฌักเก้ต์ พาทีมคว้าแชมป์ยูโร 2000 มาได้แล้ว ก็เดินหน้าต่อสู่บอลโลก 2002 ด้วยเป้าหมายป้องกันแชมป์ ทีมชาติฝรั่งเศส เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ ที่กระจายกันเล่นให้ทีมใหญ่ทั่วยุโรป และแต่ละคนประสบการณ์ข้นคลั่ก ผ่านเวทีใหญ่ ผ่านเกมใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน หากจะมีจุดบกพร่องเล็กน้อย สำหรับเกมแรกนี้ก็คือ ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพคนเก่งในเวลานั้นมีอาการบาดเจ็บ ลงเล่นในนัดแรกไม่ได้ แต่เมื่อมองตามหน้ากระดาษขุมกำลังที่เหลือก็เหลือเฟือที่จะเอาชนะเซเนกัล น้องใหม่จากกาฬทวีปได้ไม่ยาก พูดตรงๆ ก็คือเซเนกัล ก็เหมือนทีมเวอร์ชั่นสำรอง ที่รวมเอานักเตะเกรดรองใน ลีก เอิง ที่ฝรั่งเศสคุ้นเคยดีนั่นแหละ 11 ตัวจริงของฝรั่งเศส มีดังนี้ นายทวาร ฟาเบียง บาร์กเตซ กองหลัง ลิลิย็อง ตูราม, ฟร้องค์ เลอเบิฟ, มาร์กแซล เดอไซญี่, บิเซนเต้ ลิซาราซู กองกลางห้องเครื่องที่รู้มือรู้ใจกัน ปาทริค วิเอร่า กับ เอมานูเอล เปอตีต์ แนวรุกด้านข้างใช้ ซิลแว็ง วิลตอร์ กับ เธียร์รี่ อองรี จากอาร์เซน่อล ให้ ยูริ จอร์เกฟฟ์ เป็นหน้าต่ำ และหอกเป้าคือ ดาวิด เทรเซเก้ต์ อายุเฉลี่ยของ 11 ตัวจริงเกมนี้คือ 29 ปี จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ทีมชาติรวมกัน 652 นัด ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องประสบการณ์ ขณะที่ฝั่งเซเนกัลตรงกันข้าม ไม่มีนักเตะอายุเกิน 28 ปีเลยใน 11 ตัวจริง และมีแค่ 2 คนเท่านั้นที่ลงเล่นให้ทีมชาติเกิน 30 นัด เรียกได้ว่าเป็นทีมหนุ่มที่ไร้ประสบการณ์เมื่อเทียบกับทางฝรั่งเศส ทว่าเซเนกัลชุดนี้ กลายเป็นที่จดจำของแฟนๆ ชื่อ 11 ตัวจริงของพวกเขา ฝังอยู่ในหัวของแฟนบอลหลังฟุตบอลโลก 2002 ในระบบ 4-5-1 โทนี่ ซิลวา คือผู้รักษาประตู แบ็กขวา แฟร์กดิน็อง โกลี่ หรือเจ้าพรีเดเตอร์ เพราะทรงผมเดรดล็อก แบ็กซ้ายโอมาร์ ดาฟ คู่เซนเตอร์คือ ลามีน ดิยัตต้า กับ ปาเป้ มาลิค ดิย็อป มิดฟิลด์ใช้ อาลิยู ซิสเซ่ กัปตันทีมยืนเป็นตัวปัดกวาด มิดฟิลด์ตัวกลางอีก 2 คน คือ ซาลิฟ ดิเยา และเจ้าโย่ง ปาปา บูบา ดิย็อป ตัวด้านข้างฝั่งขวาคือ มุสซ่า เอ็นดิอาย ฝั่งซ้ายเบอร์ 10 คาลิลู ฟาดิก้า ซึ่งก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่มไม่กี่วันโดนกล่าวหาว่าขโมยสร้อยคอทองคำจากร้านจิวเวอรี่ในกรุงโซล กองหน้าตัวเป้า ไฮไลท์ของเซเนกัลชุดนี้ เพราะผลงานโดดเด่นกับ ล็องส์ ต้นสังกัด เป็นอนาคตของวงการฟุตบอลเซเนกัลด้วยวัยเพียง 21 ปีนั่นก็คือ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ เกมเริ่มต้นขึ้น เซเนกัล เล่นแบบไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์เก่าและแชมป์ยูโรอย่างฝรั่งเศสเลย พวกเขาช่วยกันเล่น ช่วยกันไล่แย่งบอล แล้วอาศัยเกมสวนกลับ พยายามหาโอกาสยิงให้ได้มากที่สุด ยิงออก ยิงไกลบ้าง ไม่เป็นไร ทางฝรั่งเศส เมื่อมองว่าไร้เงาซีดาน แต่ยังมีทั้ง อองรี, วิลตอร์, จอร์เกฟฟ์ และ เทรเซเก้ต์ ก็ไม่น่ามีปัญหา การประสานงานกันของ อองรี และเทรเซเก้ต์ ยังอันตราย เทรเซเก้ต์ ได้กระหน่ำบอลไปชนคานอย่างจัง 1 ที ซึ่งน่าจะช่วยให้ทีมออกนำจริงๆ แต่เซเนกัลเองก็รู้ว่าพวกเขาจะเล่นงานฝรั่งเศสอย่างไร พวกเขาทำการบ้านมาดี ฟร้องค์ เลอเบิฟ อายุ 34 ปีแล้ว เชื่องช้า โรยราไปตามกาลเวลา เซเนกัลให้บอลไปที่ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ โดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้มีพื้นที่ อาศัยความคล่องแคล่ว และความเร็วเข้าเล่นงาน เลอเบิฟ กระทั่งนาทีที่ 30 แผนนี้ก็แผลงฤทธิ์ บอลแทงจากกลางสนามให้ ดิยุฟ สปีดหนีการเสียบสกัดของ เลอเบิฟ หลุดไปถึงสุดเส้นหลังในกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายแล้วเปิดมาหน้าปากประตู "ไอ้ก้านยาว" ปาปา บูบา ดิย็อป พุ่งเข้ามาล้มตัวชาร์จ บอลมันไปติดตัว ฟาเบียง บาร์กเตซ แต่กระดอนกลับมาเข้าทาง ดิย็อป ซ้ำดาบสองไม่พลาด เซเนกัล พลิกนำ 1-0 นักเตะทั้งทีมฉลองด้วยการเต้นรำตรงมุมธง แฟนบอลเซเนกัล ที่เดินทางข้ามทวีปมาเชียร์ทีมรักในสนาม เฮกันสุดเหวี่ยงแม้พวกเขาจะมีจำนวนไม่มากนักก็ตาม หลังจากออกนำ เซเนกัล ก็ลงมารับแน่น อาศัยเพียงจังหวะฉาบฉวยของ ฟาดิก้า กับ ดิยุฟ ไว้สวนกลับ อองรี เกือบตีเสมอได้จากการปั่นโค้งไปชนคาน แต่ เซเนกัล ก็น่าได้ลูกสองเช่นกันจาก ฟาดิก้า ที่ยิงชนคานอีกครั้ง จบเกม เซเนกัล พลิกล็อกช็อคโลก พวกเขาโดนมองเป็นทีมรองบ่อน มีนักเตะโนเนมเต็มไปหมด แต่สามารถเอาชนะฝรั่งเศส ทีมพี่ใหญ่ได้ 1-0 มันไม่แพ้กับสมัยที่แคเมอรูนเอาชนะอาร์เจนติน่าเมื่อปี 1990 เลย เอล ฮัดจิ ดิยุฟ ออกมาเปิดเผยในภายหลัง ถึงสิ่งที่ บรูโน่ เม็ตซู กุนซือชาวฝรั่งเศสเอง กล่าวกับนักเตะก่อนเกมในวันนั้น "ผมจำได้ว่าเรากำลังคุยกันก่อนเกม บรูโน่ เม็ตซู เข้ามาในห้องแต่งตัวและเอามือรวบผมไว้ด้านหลังซึ่งเขาชอบทำเป็นนิสัย แล้วพูดกับเราว่า - 'ฉันจะพูดอะไรกับพวกแกได้อีกวันนี้? เราอยู่ด้วยกันมานานแล้ว ฉันรู้จักพวกแกทุกคนดี พวกแกคือพวกบ้า ฉันรู้ว่าคืนนี้ หลังเกมจบลง ผู้คนจะพูดถึงพวกแกไปทั่วโลก เอ้าลุกขึ้น และออกไปแสดงให้ฉันเห็นว่าพวกแกทำอะไรได้บ้าง' - มันยอดเยี่ยมมาก เราไม่ต้องพูดอะไรกันอีกเลย เขามองดูเราและรู้ว่าเราสามารถออกไปในสนามและชนะเกมนี้ได้" ฝรั่งเศสเอง หลังเกมนี้ พวกเขาทำได้แค่เสมออุรุกวัย 0-0 ในนัดที่ 2 โดย เธียร์รี่ อองรี โดนใบแดงตั้งแต่ครึ่งแรก และเกมสุดท้าย ฝรั่งเศสแม้จะได้ ซีเนดีน ซีดาน ฟิตลงช่วยทีม แต่โมเมนตัมของพวกเขามันย่ำแย่เกินจะฟื้น พวกเขาโดนเดนมาร์กทุบไป 2-0 จบด้วยการมีเพียงแต้มเดียว ตกรอบด้วยการเป็นบ๊วยของกลุ่ม! ส่วนทาง เซเนกัล พวกเขาเสมอเดนมาร์ก 1-1 และเสมออุรุกวัย 3-3 ทำให้พวกเขาไม่แพ้ใครเลย มี 5 คะแนน เข้ารอบเป็นอันดับ 2 เส้นทางของเซเนกัลยังไม่จบแค่นี้ เพราะในรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขายังเอาชนะสวีเดน 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ทว่าเมื่อมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก็ต้องมาเจอกับของแข็ง หนึ่งในทีมแกร่งสุดของทัวร์นาเมนต์นั้นอย่างตุรกี และแพ้ไป 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ อย่างไรก็ตาม ผลงานของเซเนกัลชุดนี้ มันเป็นเหมือนประตูที่เปิดโอกาสให้กับนักเตะเซเนกัลรุ่นหลังๆ ถูกประเมินฝีเท้าจากทีมใหญ่ทั่วยุโรปจนถึงทุกวันนี้ หลังจบฟุตบอลโลก 2002 ดาวเด่นของพวกเขาหลายคนได้ย้ายไปเล่นในทีมใหญ่ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ โดนลิเวอร์พูลซื้อตัว (แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ และไปทำเรื่องไว้ที่นั่น) เช่นเดียวกับ ซาลิฟ ดิเยา ต่อมา ปาปา บูบา ดิย็อป ย้ายมาอยู่กับฟูแล่ม, ออมดี้ ฟาย เล่นให้พอร์ทสมัธและนิวคาสเซิ่ล, คาลิลู ฟาดิก้า ก็เคยถูกอินเตอร์ มิลาน เซ็นสัญญา อองรี กามาร่า ย้ายมาเล่นทั้งวูล์ฟส์, เซลติก, เซาธ์แฮมป์ตัน, เวสต์แฮม และที่นานสุดคือ วีแกน แอธเลติก แฟร์กดิน็องด์ โกลี่ มาเล่นให้พอร์ทสมัธช่วงสั้นๆ ก่อนไปเล่นในอิตาลีกับเปรูจาและปาร์ม่า ฮาบิ๊บ เบย์ ย้ายไปมาร์กเซย, นิวคาสเซิ่ล และแอสตัน วิลล่า และสุดท้าย อาลิยู ซิสเซ่ กัปตันทีม ย้ายมาเล่นให้เบอร์มิงแฮม และพอร์ทสมัธ ปัจจุบัน เขานี่แหละคือกุนซือทีมชาติเซเนกัล ที่พาทีมคว้าแชมป์ เนชั่นส์ คัพ ล่าสุดและพาทีมได้ตั๋วลุยฟุตบอลโลกที่กาตาร์ปลายปีนี้ เมื่อกวาดตามองเซเนกัล เวอร์ชั่น 2022 มันแตกต่างจากรุ่นพี่เมื่อ 20 ปีก่อนสุดขั้ว เรามี ซาดิโอ มาเน่ จากลิเวอร์พูล, อิดริสซ่า กาน่า เกย์ จากเปแอสเช, เอดูอาร์ เมนดี้ ของเชลซี, คาลิดู คูลิบาลี่ จากนาโปลี, อิสไมล่า ซาร์ จากวัตฟอร์ด นอมปาลิส เมนดี้, เชกู กูยาเต้, อับดู ดิยัลโล่ ก็เปแอสเช และนักเตะอีกหลายรายที่เอ่ยชื่อมาคุ้นหู และผ่านตามาแล้วแทบทุกคน พวกเขาเล่นให้ทีมใหญ่ทั่วยุโรป ทั้งลีกฝรั่งเศส, อังกฤษ, สเปน, อิตาลี เป็นเพราะการต่อสู้อย่างน่ายกย่องของรุ่นพี่ชุดฟุตบอลโลก 2002 ทำให้เหล่าสิงโตแห่งเตรังก้า ได้รับการยกย่องในเรื่องฝีเท้ามาจนถึงทุกวันนี้ ร่วมรับชมคลิปสุดมันกันเลยที่ :: http://ow.ly/wHmH30slMfk เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แม็คก้า ปีกอาภัพในทีมชาติ "

แกเร็ธ เซาธ์เกต กลับมาเป็นเป้าโจมตีของแฟนบอลอังกฤษ ผู้เอาใจยากอีกครั้งหลังจากพาทีมแพ้ฮังการี 0-1 ในเกมเปิดหัว เนชั่นส์ ลีก ตอนเข้ามารับงานแบบฉุกละหุก เซาธ์เกต ก็โดนมองด้วยความไม่เชื่อมือมาทีนึงแล้ว เขายังใช้ระบบหลัง 3 ซึ่งก็โดนปรามาสว่าเน้นเกมรับ กระทั่งได้เข้าชิงชนะเลิศยูโร พอแพ้จุดโทษอิตาลี ภาพของเซาธ์เกต ที่กำลังมาดีๆ ก็ดร็อปลงไปอีก แฟนบอลยังติดภาพว่ากุนซือรายนี้มีตัวรุกดีๆ เต็มไปหมด แต่กลับทำฟุตบอลเน้นรัดกุมจนน่าเบื่อ ดูเหมือนว่าในมุมมองของสื่อและแฟนบอลอังกฤษ ทีมของพวกเขาจะมีปัญหาบางอย่างอยู่เสมอ ที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ จังๆ เลยมานานเต็มที หนึ่งในปัญหาที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเป็น 10 ปี ตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 90 จนถึงกลางยุค 2000s คือเรื่องที่ว่า "เราไม่มีปีกซ้ายดีๆ เลย" เดวิด เบ็คแฮม โด่งดัง ก็กลายเป็นขาประจำทางฝั่งขวาในทีมชาติ แต่กวาดตามองในพรีเมียร์ ลีก พวกนักเตะปีกซ้ายเก่งๆ ระดับท็อป ดันเป็นพวกต่างชาติเช่น ดาวิด ชิโนล่า และ ไรอัน กิ๊กส์ คู่หูเบ็คแฮม ในรังปีศาจแดง (กิ๊กส์ เป็นเวลช์ ไม่สามารถเล่นให้อังกฤษได้ เขาเพียงแค่เล่นทีมโรงเรียนอังกฤษ) จริงๆ แล้ว จะว่าไป ยังมีอยู่หนึ่งคน นักเตะพรสวรรค์ ทักษะเยี่ยมแห่งลิเวอร์พูล นั่นก็คือ สตีฟ แม็คมานามาน แม็คก้า โดนมองเป็นปีกซ้าย ในภาพจำของแฟนบอล แต่เอาเข้าจริง ตลอดอาชีพการเล่น ตำแหน่งที่เขาเล่นบ่อยกว่าคือปีกขวา รวมถึงในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก ในบทบาท Free role หรือตัวอิสระด้วยซ้ำไป เขาคือนักเตะพรสวรรค์สูงสุดของลิเวอร์พูลในยุค 90s ถ้าว่ากันที่ทักษะฟุตบอลและเกมการเล่น เพียงแต่น่าเสียดายตรงที่ มันยากในการจะหาตำแหน่งที่เขาโดดเด่นที่สุด ตอนเล่นให้ลิเวอร์พูล แม็คมานามาน เล่นทั้งปีกซ้าย ปีกขวา ไปจนถึงมิดฟิลด์ตัวรุก เบอร์ 10 หรือเบอร์ 8 ด้วยซ้ำ ในบางครั้งที่กุนซือ รอย อีแวนส์ เล่นในระบบ 3-5-2 เมื่อมาถึงเรื่องของทีมชาติ แม็คก้า เล่นให้อังกฤษชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 1994 ผลงานของเขากับลิเวอร์พูล ทำให้เขาเป็นหนึ่งในขุมกำลังหลักของทีมชาติในการลุยศึก ยูโร 96 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพเอง ในทัวร์นาเมนต์นั้น แม็คก้า คือตัวจริงของอังกฤษภายใต้การคุมทีมของ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ เขาลงสนามเป็นคู่ปีกตัวจริงกับ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน โดยจะสลับกันเล่น ขวา-ซ้าย ขึ้นอยู่กับแต่ละเกม หลังจบศึกยูโร 96 เวนาเบิ้ลส์ ลงจากตำแหน่ง เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ขึ้นมาคุมทีมแทน กลายเป็นว่า แม็คก้า โดนมองข้าม เขาไม่ค่อยถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติ หรือติดก็เป็นสำรอง เป็นช่วงเวลา 2 ปีกว่าที่ แม็คมานามาน แทบไม่ค่อยได้เล่นให้ทีมชาติเลย แม้จะมีชื่อเป็นหนึ่งในขุนพลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 แต่ก็เป็นตัวสำรอง ได้ลงสนามเพียง 17 นาที เป็นตัวสำรองในเกมเจอกับโคลอมเบีย มันเป็นยุคที่อังกฤษหันมาเล่นหลัง 3 แบบมีวิงแบ็ก ริมเส้นซ้ายเป็นของวิงแบ็กอย่าง แกรม เลอ โซ ขณะที่ เบ็คแฮม กับ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน ก็ยึดตำแหน่งด้านขวาและมิดฟิลด์ตัวกลางไปหมดแล้ว ช่วงเวลานั้น แม็คก้า ยังสนุกกับการรับใช้ต้นสังกัดคือลิเวอร์พูล เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดให้กับหงส์แดง ต้นปี 1999 ฮ็อดเดิ้ล โดนปลดออกจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติ และเป็น เควิน คีแกน ที่ได้รับการแต่งตั้งมาคุมทีมแทน จุดนี้เองที่ทำให้โอกาสของ แม็คก้า สว่างสไวอีกครั้ง คีแกน ยืนยันว่าจะให้ แม็คมานามาน เป็นหนึ่งในกำลังหลักของทีม "คิง เคฟ" เชื่อว่า แม็คก้า คือนักเตะพรสวรรค์ดีสุดคนหนึ่งที่อังกฤษมี เขาจะพยายามปรับทีมให้ดาวเตะผมสลวยรายนี้ดึงศักยภาพออกมาให้ได้ดีมากที่สุด หลังจาก 2 ปีกว่าที่แทบไม่ได้มีส่วนร่วมสำคัญๆ ในที่สุด แม็คก้า ก็กลายมาเป็นตัวหลักให้อังกฤษในยุค คีแกน และยิงประตูแรกของตัวเองให้ทีมชาติได้สำเร็จ คีแกน ลองให้เขาเล่นทั้งปีกซ้าย ปีกขวา ไปจนถึงตัวรุกอิสระ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นบทบาทที่ดีที่สุด ซัมเมอร์ 1999 ข่าวช็อคมาถึงเมื่อ แม็คมานามาน ไม่ต่อสัญญากับลิเวอร์พูล และย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งสเปนแบบฟรีๆ ตามกฎบอสแมน ท่ามกลางสายตาดูถูก ไม่เชื่อฝีมือ แต่ แม็คมานามาน พิสูจน์ตัวเองว่าเล่นให้ทีมอย่างมาดริดได้ บทบาทของเขาในทีม มีทั้งปีกขวา ปีกซ้าย มิดฟิลด์ตัวกลาง ในระบบมิดฟิลด์ 3 ตัว ไปจนถึงตัวรุกในบางโอกาส ผลงานในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2000 หลายคนยังจำได้ที่เขากระโดดวอลเล่ย์ใส่บาเลนเซียสุดสวย ให้มาดริดคว้าแชมป์ด้วยสกอร์ 3-0 เกมนี้เขาเล่นมิดฟิลด์ตัวกลางกับ เฟร์นานโด เรดอนโด้ โดยมี ราอูล ถอยต่ำลงมาอีกคน โดยคู่หน้าเป็น นิโกล่าส์ อเนลก้า กับ เฟร์นานโด มอริเอนเตส ผลงานยอดเยี่ยมของแม็คก้ากับ เรอัล มาดริด ทำให้เขากลับมาเข้าแคมป์ทีมชาติ เตรียมตัวลุยศึกยูโร 2000 อย่างพระเอก ช่วงเวลานั้น แฟนบอลอังกฤษอยากเห็นที่สุดคือก็ การมีปีกซ้ายเก่งๆ ฝีเท้าดีไว้ใจได้ ตำแหน่งอื่นค่อนข้างลงตัว คู่หน้า เชียเรอร์ - โอเว่น ปีกขวา เบ็คแฮม ตรงกลาง พอล สโคลส์ กับตัวเก๋า พอล อินซ์ ขาดเพียงปีกซ้ายเท่านั้น และชื่อที่แฟนบอลต้องการให้ลงเล่นจริงๆ จังๆ ก็คือ แม็คก้า แฟนอังกฤษอยากเห็น เบ็คแฮมขวา - แม็คก้าซ้าย แบบเต็มๆ เล่นด้วยกันยาวๆเสียที เควิน คีแกน เลยจัดให้ ในนัดแรกของ ยูโร 2000 ภายใน 18 นาที อังกฤษก็ออกนำโปรตุเกส 2-0 ด้วยการขึ้นเกมรุกที่แม่นยำ เบ็คแฮม เปิดให้ พอล สโคลส์ โหม่งตั้งแต่นาทีที่ 3 จากนั้น เบ็คแฮม ก็เติมมาครอสจากขวาไปซ้ายในเขตโทษให้กับ แม็คมานามาน สอดเข้ามายิงแบบไม่ต้องจับ หนีห่าง 2-0 อังกฤษเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่พวกเขาเผลอไปหน่อย โปรตุเกสกลับมาได้จากลูกยิงไกลแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของ หลุยส์ ฟิโก้ และตีเสมอได้ 2-2 ก่อนจบครึ่งแรก เวลานั้นทุกอย่างกลับมาเท่ากันแต่ในครึ่งหลัง แม็คมานามาน ได้รับบาดเจ็บ ในจังหวะเข้าสกัด ทำให้ต้องโดนเปลี่ยนตัวออก ให้หลังเพียงนาทีเดียว อังกฤษก็โดนโปรตุเกสยิงแซง 3-2 และแพ้ไปด้วยสกอร์นี้ อาการเจ็บของ แม็คก้า ปรากฎว่าร้ายแรงกว่าที่คิด เพราะเขาไม่สามารถช่วยทีมได้อีกเลยตลอดทัวร์นาเมนต์ ซึ่งอังกฤษตกรอบแรก แม้จะชนะเยอรมัน 1-0 ในเกมสอง แต่ไปแพ้โรมาเนีย 2-3 เกมสุดท้ายอย่างน่าเจ็บใจ เส้นทางสายทีมชาติของแม็คก้า กำลังมาดีๆ ก็มาเจอเรื่องร้าย เพราะหลังจากเจ็บในยูโร ผ่านมาเพียง 3-4 เดือน เควิน คีแกน ก็ลาออก หลังจากแพ้ให้กับเยอรมัน คาเวมบลีย์ 0-1 ในเกมคัดบอลโลก เมื่อตุลาคม 2000 สเวน โกรัน อีริคส์สัน ได้รับการแต่งตั้งมาคุมทีม และเป็นกุนซือต่างชาติคนแรกของอังกฤษ มือขวาของเขาคือ ท็อดด์ กริป ในยุคของ สเวน แม็คก้าก็โดนเมินอีกครั้ง แทบไม่ค่อยโดนเรียกมาติดทีม ทั้งที่ผลงานกับเรอัล มาดริด ยังทำได้ดี ตามมาตรฐานต่อเนื่อง แม้จะเป็นสำรองไปบ้างหลังการเข้ามาของ หลุยส์ ฟิโก้ ตามด้วยซีเนดีน ซีดาน ท็อด กริป ให้เหตุผลตรงไปตรงมาว่า แม็คก้า เล่นทีมชาติไม่ดี ไม่เหมือนตอนเล่นให้สโมสร และกับ เรอัล มาดริด เขาก็ไม่ใช่ตัวจริงถาวรเสียด้วย นัดสุดท้ายของแม็คก้า ในนามทีมชาติคือเกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อตุลาคม 2001 เกมประวัติศาสตร์ที่ เดวิด เบ็คแฮม ฟรีคิกตีเสมอกรีซ 2-2 ในช่วงทดเจ็บ คว้าตั๋วไปบอลโลกให้อังกฤษได้นั่นเอง โดยตอนนั้น แม็คก้า เพิ่งอายุ 29 ปี Sky Sport เคยนำสถิติมาวิเคราะห์กันในช่วงเวลานั้น พบว่า การเปิดบอล, การครอส, การเลี้ยงกินตัว ของแม็คมานามาน มีสถิติที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดเวลาเล่นทีมชาติ ผิดกับตอนเล่นให้สโมสร สื่อเจ้านี้ระบุว่า มันมาจากสไตล์ และแนวทางการเล่นด้วย ขณะที่ลิเวอร์พูลตอนแม็คก้ายังอยู่ ยุคของ รอย อีแวนส์ เล่นฟุตบอลเกมรุก สวย เพลิน ทุกคนขยับขับเคลื่อนตัว เป็นการขึงใส่คู่แข่ง ที่ เรอัล มาดริด ก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเล่นพาสซิ่งฟุตบอล นักเตะเซนส์ดี เคลื่อนที่รับส่งบอลตลอดเวลา เป็นระบบ ผิดกับในทีมชาติอังกฤษ ที่แม้จะมีช่วงเล่น 3-5-2 บ้าง แต่ 90% อังกฤษก็เล่น 4-4-2 อยู่แล้ว และเล่นฟุตบอลไดเร็กท์มากกว่า พูดให้ถูกก็คือ สตีฟ แม็คมานามาน คือนักเตะอังกฤษ ที่เล่นไม่เหมือนนักเตะอังกฤษนัก แม้เป็นดาวเด่นของลิเวอร์พูล และประสบความสำเร็จกับ เรอัล มาดริด แต่ แม็คก้า กลับไม่สามารถแจ้งเกิดได้ในนามทีมชาติ เขารับใช้สิงโตคำรามไปเพียง 37 นัด ทำได้ 3 ประตูเท่านั้น แม้จะไม่ได้เป็นปีกซ้ายแบบถาวร เพราะเขาสามารถเล่นได้ทั้งซ้าย ขวา ตรงกลาง แต่อังกฤษควรได้ประโยชน์จากแม็คมานามาน มากกว่านี้ บางที เขาอาจเป็นคำตอบทางฝั่งซ้ายที่อังกฤษหามานาน เพียงแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ปีกผมสลวยคนนี้โชว์ฟอร์มเหมือนกับตอนเล่นให้สโมสรนั่นเอง ร่วมรับชมคลิปของ แม็คมานามาน กันได้เลยที่ :: http://ow.ly/nFCo30slxKO เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เก่งทั้งตระกูล "

ดาเนียล มัลดินี่ สร้างเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล "มัลดินี่" ด้วยการมีส่วนร่วมกับ เอซี มิลาน คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา มาครองได้สำเร็จในฤดูกาล 2021/22 ที่เพิ่งจบลงไป เท่ากับว่าตอนนี้ตระกูล มัลดินี่ ซึ่งผูกพันธ์กับ เอซี มิลาน มาอย่างยาวนาน สามารถคว้าสคูเด็ตโต้ได้ถึง 3 รุ่น รุ่นปู่คือ เชซาเร่ ทำได้ 4 สมัย รุ่นพ่อคือ เปาโล ซึ่งดังและยิ่งใหญ่กว่าเชซาเร่ คว้ามาครองได้ถึง 7 สมัย กระทั่งมาถึงรุ่นหลานคือ ดาเนียล แม้จะเล่นในตำแหน่งที่แตกต่างไปจากรุ่นก่อน ที่เป็นกองหลัง แต่ก็มีโอกาสคว้าแชมป์จนได้ ดาเนี่ยล เป็นมิดฟิลด์ตัวรุก ปัจจุบันอายุ 20 ปี ลงเล่นให้มิลาน ไป 8 นัดในฤดูกาลนี้ ทำได้ 1 ประตู คำถามน่าสนใจคือว่า มี "ตระกูล" ไหนอีกบ้างที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดกับสโมสรใดสโมสรหนึ่งได้ถึง 3 รุ่น 3 เจนเนอเรชั่น คำตอบก็คือมี ตระกูลนั้นคือ มิไฮลอฟ แห่งบัลแกเรีย ที่คว้าแชมป์ลีกกับเลฟสกี โซเฟีย ได้ทั้งปู่, พ่อ และหลาน คลาสสิกไปกว่านั้นคือทุกคน เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูเหมือนกันหมด เริ่มจาก รุ่นปู่ : บิเซอร์ มิไฮลอฟ เกิดในปี 1943 (เสียชีวิต 2020) เขาเป็นผู้รักษาประตูที่เล่นให้กับ เลฟสกี้ โซเฟีย ทีมเดียวตลอดการเล่นฟุตบอล รวมทั้งหมด 14 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 1961-1975 ได้แชมป์ลีก 4 สมัย และติดทีมชาติบัลแกเรีย ชุดใหญ่ 5 นัด แม้จะถูกยกย่องในฐานะตำนานของ เลฟสกี้ และเป็น "วัน คลับ แมน" แต่ก็ในระดับทีมชาติ บิเซอร์ ไม่ใช่นักเตะตัวหลัก ผิดกับลูกชายของเขา บอริสลาฟ รุ่นพ่อ : บอริสลาฟ มิไฮลอฟ เกิดปี 1963 บอริสลาฟ ถือเป็นตำนานของบัลแกเรียอย่างแท้จริงทั้งในฐานะผู้รักษาประตู และต่อมาเมื่อเลิกเล่นก็เคยดำรงค์ตำแหน่งประธานสมาคมฟุตบอลแห่งบัลแกเรียด้วย เขาเริ่มเฝ้าเสาให้ เลฟสกี้ โซเฟีย ตั้งแต่อายุ 18 ปี ช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 3 สมัย ก่อนย้ายไปเบเลเนนส์ ในโปรตุเกส ตอนปี 1989 บอริสลาฟ เคยมาเล่นในอังกฤษด้วย ตอนปี 1995 กับสโมสรเร้ดดิ้ง ด้วยค่าตัว 800,000 ปอนด์ ซึ่งตอนนั้นเป็นสถิติสโมสรด้วย เพื่อมาแทน ชาก้า ฮิสล็อป มือกาวคนดัง น่าเสียดายที่เขาเจออาการเจ็บ ทำให้เล่นได้ไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ผลงานของ บอริสลาฟ มิไฮลอฟ ดังมาจากการเล่นให้กับทีมชาติบัลแกเรีย เขาติดทีมชาติมาตั้งแต่ 1983 จนถึง 1998 กินเวลานานถึง 15 ปี ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาเป็นมือ 1 ให้บัลแกเรียในฟุตบอลโลก 1986 และเป็นกัปตันทีมชุดตำนาน ที่คว้าอันดับ 4 ฟุตบอลโลก USA94, เป็นกัปตันทีมชุดลุยศึก ยูโร 96 ที่อังกฤษ บอริสลาฟ ติดทีมชาติไปฟร้องซ์ 98 ด้วย แต่หนนี้เขาเป็นเพียงแค่มือ 2 ด้วยวัย 35 ปี รวมแล้วเขาลงเล่นให้บัลแกเรีย 102 นัด เป็นสถิติสูงสุดอันดับ 2 ตลอดกาล เป็นรองเพียงสติลิยัน เปตรอฟ (105นัด) เพียงคนเดียวเท่านั้น รุ่นหลาน : นิโคไล มิไฮลอฟ เกิดปี1988 นิโคไล รุ่นหลานแห่งตระกูลมิไฮลอฟ เคยดังมากตอนเป็นดาวรุ่งเพราะเขาเฝ้าเสาให้ เลฟสกี้ โซเฟีย ตั้งแต่อายุ 16-17 ปี แม้ตอนแรกๆ จะไม่ได้เป็นตัวหลักถาวร แต่ก็มีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย และที่ดังขึ้นมาก็เพราะเขาโดนลิเวอร์พูล คว้าตัวมาร่วมทีมด้วยเมื่อปี 2007 ขณะอายุเพียง 19 ปี โดยที่ตอนนั้นเขาติดทีมชาติชุดใหญ่แล้ว อาจจะด้วยการถูกมองว่าเป็นเด็กเส้นหรือเปล่า เป็นลูกเป็นหลานของ บิเซอร์ กับบอริสลาฟ หรือเปล่าที่ทำให้เขาได้โอกาสลงเล่น แต่นายทวารหนุ่มพิสูจน์ตัวเองได้ เขามีรูปร่างดีสุดในตระกูล สูงถึง 194 ซม. แม้ว่าสุดท้ายเขาจะแจ้งเกิดกับลิเวอร์พูลไม่ได้ แต่ก็ย้ายไปดังในฮอลแลนด์กับทเวนเต้ นิโคไล โดนยืมตัวมาเล่นให้ทเวนเต้ ในชุดแชมป์เอเรดิวิซี่ 2009/10 ด้วย ชุดประวัติศาสตร์ที่มี สตีฟ แม็คลาเรน คุมทีม แม้ว่าจะเป็นมือ 2 รองจาก ซานเดอร์ บอสเคอร์ ในปีนั้น แต่หลังจากฤดูกาลนั้น ทเวนเต้ ก็ซื้อขาดจากลิเวอร์พูล ทำให้ นิโคไล ได้ขึ้นมายึดมือ 1 ของทเวนเต้ ทันที ปัจจุบัน นิโคไล อายุ 33 ปี ย่าง 34 ปี เขาย้ายกลับมาเล่นให้ เลฟสกี้ โซเฟีย อีกครั้งตั้งแต่ปี 2018 เขาเป็นนายทวารมือ 1 ของทีมชาติบัลแกเรียเหมือนคุณพ่อ และเป็นเจ้าของปลอกแขนกัปตันทีมชาติเหมือนคุณพ่อด้วยเช่นกัน สถิติตอนนี้เฝ้าเสาให้ทีมชาติไปแล้ว 45 นัดด้วยกัน น่าเสียดายอย่างเดียวตรงที่ในยุคของเขา บัลแกเรีย ไม่ได้เป็นทีมแกร่งเหมือนเมื่อยุค 90s ยุคสมัยของคุณพ่อของเขาอีกแล้ว หากในอิตาลี และเอซี มิลาน มี มัลดินี่ ในบัลแกเรีย และเลฟสกี้ โซเฟียก็มีตระกูล มิไฮลอฟ สืบทอดตำแหน่งผู้รักษาประตูกันมารุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่ปู่ จนมาถึงหลานในปัจจุบัน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117