breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" แชมป์โลกจอมฝืดแห่งตราไก่ "

ฝรั่งเศส ยังเดินหน้าสู่เส้นทางการป้องกันแชมป์โลกอย่างแข็งแกร่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมรุกของพวกเขาลงตัวมากๆ คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กลับมาโชว์ฟอร์มเทพในสีเสื้อ เลส์ เบลอส์ ขณะที่ เดมเบเล่ กับ กรีซมันน์ ก็กลับชาติมาเกิดเมื่อเทียบกับฟอร์มในระดับสโมสรที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อีกคนที่กลายเป็นตัว Joker ไปแล้วนั่นก็คือ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ บนวัย 36 ปี ประตูที่ทำได้ในเกมกับโปแลนด์ ส่งผลให้ ชิรูด์ กลายเป็นเจ้าของสถิติดาวยิงสูงสุดของทีมชาติฝรั่งเศสคนใหม่ แซงหน้า ติตี้ อองรี ไปแล้ว ฟุตบอลโลกหนนี้ ชิรูด์ มีประตูมาฝากด้วย ผิดกับเมื่อ 4 ปีก่อน ถ้ายังไม่ลืม ในฟุตบอลโลก 2018 ชิรูด์ คือตัวหลัก เป็นหน้าเป้าลงเล่นทุกนัดบนเส้นทางสู่แชมป์โลก แต่กลับยิงไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว (ทำไป 2 แอสซิสต์) ชิรูด์ โดนค่อนขอด หัวเราะเยาะทำนองว่าเป็นกองหน้าทีมแชมป์ซะเปล่า แต่กลับทำประตูไม่ได้ อันที่จริงแล้ว เขามีคุณค่าต่อแผนการเล่นของ เดช็องส์ อย่างมาก คือเป็น Target Man คอยพักบอล เก็บบอล เล่นลูกโด่ง และเชื่อมเกม ด้วยความเป็นนักเตะไม่เห็นแก่ตัว ทว่าเมื่อไม่มีสกอร์เลย ย่อมโดนแซวเป็นปกติ ว่าแล้ว ชิรูด์ ก็โดนยกไปเทียบกับกองหน้ารุ่นพี่เมื่อปี 1998 อย่าง สเตฟาน กีวาร์ช ฟร้องซ์ 98 ดิดิเย่ร์ เดช็องส์ นี่แหละคือกองกลางกัปตันทีมฝรั่งเศส ผู้ได้ชูถ้วยแชมป์โลกสมัยแรกให้กับประเทศชาติ ครั้งนั้น กองหน้าของฝรั่งเศส ยิงกันไม่เยอะเท่าไหร่ เป็นพวก 2 ดาวรุ่งอย่าง เธียร์รี่ อองรี กับ ดาวิด เทรเซเก้ต์, คริสตอฟ ดูการ์รี แล้วก็ กีวาร์ช บวกหน้าต่ำกึ่งมิดฟิลด์รุกอย่าง ยูริ จอร์เกฟฟ์ ในรายของ กีวาร์ช ซึ่งสวมเบอร์ 9 ลงเล่น โดนค่อนขอดมากสุด เพราะพลาดการลงสนามแค่เกมเดียว ที่เหลือลงหมด แต่ดันยิงไม่ได้ ยิ่งในนัดชิงกับบราซิล ที่เขามีโอกาสหลายหน โดยเฉพาะช็อตที่หลุดเดี่ยวไปยิงติดเซฟ ทัฟฟาเรล ยังดีที่ฝรั่งเศสชนะขาดลอย 3-0 20 ปีต่อมา โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็โดนมองในสภาพเดียวกัน เมื่อเลส์ เบลอส์ ได้แชมป์โลกที่รัสเซีย เพียงแต่ภาพของ ชิรูด์ ถูกอธิบายด้วยเรื่องของแท็คติก แถมผลงานในสโมสรก็ไม่ได้เลวร้าย ทำให้คนเข้าใจบทบาทของเขามากขึ้นแม้จะยิงไม่ได้ ผิดกับตอน กีวาร์ช ลงเล่น ตอนนั้นเขาโดนตราหน้าอย่างหนักว่าเป็นกองหน้าสายฝืด ทั้งที่จริง เอเม่ต์ ฌักเก้ต์ บอกเองว่าบทบาทของกีวาร์ช มีมากกว่าแค่เรื่องยิงประตู สเตฟาน กีวาร์ช เป็นคนเบรอตง เกิดที่กงการ์กโน่ ในแคว้นบริตตานี่ เล่นบอลแล้วมาดังกับแก็งก็อง ก่อนย้ายมาโอแซร์ แต่ยังไม่เปรี้ยง จากนั้นไปแรนส์ ที่เขาเริ่มยิงกระจุย จนติดทีมชาติฝรั่งเศสครั้งแรกด้วยวัย 27 ปี ตอนปี 1997 เกมแรกในนามทีมชาติ กีวาร์ช ลงเล่นครบ 90 นาที และทำประตูได้เลยด้วย เป็นเกมอุ่นเครื่องชนะแอฟริกาใต้ 2-1 ผลงานที่ดีทำให้ โอแซร์ คว้าตัวกลับมาร่วมทีม หนนี้เองที่ฟอร์มของ กีวาร์ช ร้อนแรงจน เอเม่ต์ ฌักเก้ต์ ต้องเรียกตัวมาติดทีมชาติชุดลุยบอลโลกเพราะกดไป 21 ประตูจาก 32 นัดใน ลีก เอิง เพียงแต่ก่อน ฟร้องซ์ 98 จะเริ่ม แฟนๆของนิวคาสเซิ่ล ก็ได้ตื่นเต้น เพราะกุนซืออย่าง เคนนี่ ดัลกลิช จ่ายเงิน 3.6 ล้านปอนด์ คว้าตัวกองหน้ารายนี้มาร่วมทีมเรียบร้อยแล้ว หลังจบบอลโลก เขามีภาพของจอมฝืดติดตัวมา แต่ในเกมแรกที่ประเดิมให้ นิวคาสเซิ่ล ก็ทำประตูได้ทันที เป็นการยิงใส่ ลิเวอร์พูล ชีวิตหลังบอลโลก ทำท่าจะกลับมาสวยงาม น่าเสียดายที่เขาลงเล่นได้แค่ 4 นัด ก็พอดี ดัลกลิช โดนปลด รุด กุลลิท เข้ามาคุมทีมแทนก็จัดการขาย กีวาร์ช ไปให้กับ เรนเจอร์ส ทันที ทั้งที่มาอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน ผลงาน 1 ประตูจาก 4 นัด ไปอยู่กับเรนเจอร์ส ก็ไม่ถึงกับเปรี้ยง แต่ก็ไม่เลวนัก 5 ประตูจาก 14 นัด ช่วยทีมได้แชมป์ก่อนโยกกลับ โอแซร์ อีกครั้งในปี 1999 จนถึงปี 2001 สถิติการทำประตูก็ใช้ได้ 25 ลูกจาก 60 นัด ต่อมาเขาไปแขวนสตั๊ดตอนปี 2002 กับ แก็งก็อง อีกหนึ่งทีมเก่า สเตฟาน กีวาร์ช ไม่ได้เป็นนักเตะอย่างสมัยนี้ที่ทำตัวเด่นดัง เอาภาพลักษณ์มาขายก่อนเรื่องในสนาม พอเขาแขวนสตั๊ด ก็เงียบหายกลับไปใช้ชีวิตปกติ พอดีแม่ของเขาป่วยหนักด้วยเลยย้ายมาเล่นกับ แก็งก็อง "ก็พอดีตอนนั้นแม่ผมเสีย และผมต้องดูแลพ่อ เพราะท่านไม่มีใครเลย ท่านเป็นผู้ชายในยุคก่อนที่ไม่ได้ทำเรื่องต่างๆ เองเช่น ทำอาหาร หรือพวกงานเอกสาร ผมเลยย้ายไปอยู่กับท่าน" "แล้วจากนั้นก็มีคนมาติดตั้งระบบหม้อต้มที่บ้าน (สำหรับน้ำอุ่นในประเทศหนาว เพื่อใช้ได้ทั้งบ้าน) ปรากฏว่าเขาเป็นเพื่อนในวัยเด็กของผม" "ผมหยอกเขาไปว่า ผมจะเป็นเซลส์ให้บริษัททำสระว่ายน้ำของเขาเอง มันคงเหมือนมีอะไรไปสะกิดเขา เพราะวันต่อมาเขาก็โทรมาหา เราคุยกัน และตอนนี้ผมก็ทำงานกับบริษัทเขามาตลอด" พอแขวนสตั๊ด กลับไปดูแลแม่และพ่อที่บ้านเกิด ก็พอดี กีวาร์ช ได้เจอกับเพื่อนเก่าสมัยเด็กซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเกี่ยวกับระบบน้ำ สร้างสระว่ายน้ำชื่อ TANGUY ก็เลยทำงานกับบริษัทของเพื่อนเสียเลย "แค่เพราะผมเคยได้แชมป์โลก ไม่ได้หมายความว่าผมจะทำงานอย่างอื่นไม่ได้ ทุกคนควรจะได้ทำงานที่พวกเขาต้องการ" "เบอร์มือถือผมก็โชว์อยู่หน้าเว็บไซต์ของบริษัท และยังคงมีแฟนๆ โทรมาเข้าเครื่องผมเพื่อร้องเพลงบอลโลกที่ฝรั่งเศสให้ฟังอยู่เลย" "ครั้งแรกที่ผมไปพบลูกค้า ถ้าพวกเขาเป็นแฟนฟุตบอล มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะใช่เวลาครึ่งชั่วโมงคุยเรื่องสระว่ายน้ำ แล้วอีกชั่วโมงคุยเรื่องฟุตบอล" "มันเป็นเรื่องดี มันทำให้คุณได้สัมผัสกับแพสชั่นของผู้คน แทนที่จะคุยแต่เรื่องสระว่ายน้ำๆๆๆ พวกเขาชอบแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง" ทุกวันนี้ กีวาร์ช มีชีวิตที่เรียบง่ายในบ้านเกิด เขาใช้เวลาว่างตกปลาเป็นงานอดิเรก และยังมีช่องทีวีของฝรั่งเศสตามไปสัมภาษณ์เขาเรื่อยๆ อย่างล่าสุดที่ฝรั่งเศสได้แชมป์โลก 2018 ก็มีการไปสัมภาษณ์ กีวาร์ช ในบรรยากาศฉลองแชมป์ ซึ่งก็มีคนมาร่วมเข้าฉาก ตั้งแต่ผู้ใหญ่ยันเด็ก มันแสดงให้เห็นว่าสำหรับคนท้องถิ่น สเตฟาน กีวาร์ช ก็ยังเป็นนักเตะแชมป์โลกของพวกเขา เพียงแต่เปลี่ยนจากนักฟุตบอล มาทำงานบริษัทสระว่ายน้ำแค่นั้นเอง กีวาร์ช ยอมรับเองว่า เขาไม่ถนัดในการอยู่ท่ามกลางแสงสี ท่ามกลางการเป็นจุดสนใจ เขาชอบอยู่เมืองที่เงียบสงบ มันสบายใจมากกว่า "ผมสามารถหายใจได้โล่งที่นี่ ผมเป็นประเภทคนบ้านนอกมากกว่า" นั่นคือชีวิตที่เลือกแล้วของ สเตฟาน กีวาร์ช อดีตกองหน้าชุดแชมป์โลกของฝรั่งเศส แต่ถ้าว่ากันตามตรง การได้แชมป์ลีกสูงสุด 2 ครั้งกับ 2 สโมสร, 1 แชมป์โลก, สถิติ 147 ประตูจากการเล่นฟุตบอลอาชีพ 304 นัด และเคยคว้าดาวซัลโวลีก เอิง 2 สมัย ก็ไม่ได้ถือว่าแย่เลย สำหรับคนที่โดนมองว่าเป็นจอมฝืด ว่าไหม? อย่าลืมรับชมคลิปแบบไม่มีฝืดได้ที่ :: https://cutt.ly/817G4M2 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" อาร์เจนติน่า กับทรงผมยาว "

เป้าหมายของ อาร์เจนติน่า ยังคงอยู่ข้างหน้า และเข้าใกล้ไปอีกก้าว หลังเอาชนะออสเตรเลีย 2-1 ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ลิโอเนล เมสซี่ แต่อีกหนึ่ง ลิโอเนล ก็ควรได้รับคำชมเช่นกันนั่นคือ สกาโลนี่ โค้ชของทีมชุดนี้ สกาโลนี่ สมัยเป็นนักเตะเขาเล่นทีมชาติแค่ 7 นัดเท่านั้นเอง เคยติดทีมไปลุยฟุตบอลโลก 1 สมัย คือในปี 2006 ซึ่งนั่นก็เป็นบอลโลกสมัยแรกของ เมสซี่ ในวัย 19 ปีด้วย อาร์เจนติน่า ได้แชมป์โลกสมัยสุดท้ายคือเมื่อปี 1986 โน่นเลย ตั้งแต่ เมสซี่ ยังไม่เกิด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาทำได้ดีที่สุดก็แค่ "เกือบ" เท่านั้นในปี 2014 ภายใต้การคุมทีมของ อเลฮานโดร ซาเบย่า ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขาไม่ได้เล่นฟุตบอลเร้าใจอะไร เน้นผลการแข่งขัน ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกมีสถิติชัดเจนว่า ไม่เคยมีแชมป์โลกชาติไหน ใช้โค้ชเป็นคนต่างชาติเลย อาร์เจนติน่า เองเคยใช้โค้ชต่างชาติเพียงคนเดียว คือ เฟลิเป้ ปาสคุชชี่ ชาวอิตาเลี่ยน ในปี 1934 โน่นเลย ต่อจากนั้นมาพวกเขาใช้คนในตลอด เนื่องจากอาร์เจนติน่าเองก็มีความมั่นใจในฟุตบอลของตัวเองสูงเช่นกัน พวกเขาไม่จำเป็นต้องเอาคนนอกมาคุมทีม เซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ กับ คาร์ลอส บิลาร์โด้ เป็น 2 คนที่เคยได้แชมป์โลก แต่โค้ชคนอื่นๆ ก็มีฝีมือ ไม่ว่าจะเป็น อัลฟิโอ บาซิเล่, โฮเซ่ เปเกร์มัน, มาร์เซโล บิเอลซ่า, เคราร์โด้ มาร์ตีโน่ บ้างก็เน้นเกมรุก บ้างเน้นรัดกุม แต่ก็มีบางคน ที่เน้นเรื่องระเบียบวินัยมาก่อนใครอื่น โค้ชคนนั้นก็คือ ดาเนียล พาสซาเรลล่า สมัยเป็นนักเตะ พาสซาเรลล่า เป็นกองหลังระดับตำนานของอาร์เจนติน่า เขาคือกัปตันทีมชุดแชมป์โลก 1978 เล่นยาวมาจนอยู่ในทีมชุดแชมป์ปี 1986 ด้วย ตอนยังเป็นผู้เล่นนอกจากฝีเท้าแล้ว พาสซาเรลล่า ยังขึ้นชื่อเรื่องความเป็นผู้นำ และความเอาจริงเอาจัง ตรงไปตรงมาและเข้มแข็งมาก เขาเกลียดความเหยาะแหยะ รุ่มรวย ไร้สาระ หลังจบฟุตบอลโลก 1994 ซึ่งอาร์เจนติน่าแพ้ โรมาเนีย ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย อัลฟิโอ บาซิเล่ ก็อำลาตำแหน่ง ซึ่งคนที่เข้ามาคุมทีมแทนก็คือ พาสซาเรลล่า นี่เอง เดิมที อาร์เจนติน่า เต็มไปด้วยนักเตะเก่งๆ ดังๆ อีโก้สูง การคุมทีมแบบนี้ ไม่ง่าย โค้ชแต่ละคนก็มีวิธีแตกต่างกันออกไปในการบริหารทรัพยากรนักเตะในทีม ซึ่งสำหรับ พาสซาเรลล่า เขาใช้วิธีแบบเข้มงวด ใครไม่ยอมรับกฎระเบียบของเขา ก็ออกไป ไม่ได้มาติดทีมชาติเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีฝีเท้าดีแค่ไหน ยุค 90s จนถึงต้น 2000s หนึ่งในแฟชั่นของนักเตะ โดยเฉพาะพวกนักเตะละติน และยุโรปใต้ คือการไว้ผมยาว แล้วก็ใช้สายรัด คาดผมเวลาลงสนาม เพื่อไม่ให้มันฟูฟ่อง บังหน้าบังตา นักเตะอาร์เจนติน่า เองก็เช่นกัน กาเบรียล บาติสตูต้า ก็ไว้ผมยาว, เคลาดิโอ คานิกเกีย ก็ด้วย และอีกรายคือ เฟร์นานโด เรดอนโด้ เรดอนโด้ คือมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุค 90s เพราะนอกจากจะตัดเกมเก่งแล้ว เขายังมีทักษะสุดยอด พาบอลขึ้นหน้าไปได้สง่างามราวเพลย์เมกเกอร์ จ่ายบอลฉลาด ที่สำคัญ เรดอนโด้ คือนักเตะที่โคตรเท่ หน้าตาดี ไว้ผมยาว และมาดดีมากๆ ในบอลโลก 94 เรดอนโด้ เป็นตัวจริงให้อาร์เจนติน่า ทุกนัด แต่หลังจากที่แต่งตั้ง ดาเนียล พาสซาเรลล่า มาคุมทีม เรื่องราวก็พลิกผันไปในทันที อย่างที่บอกว่าวิธีการของ พาสซาเรลล่า คือวินัยจัด เข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง หนึ่งในกฎข้อแรกๆ ของเขาเลยก็คือ ห้ามนักเตะไว้ผมยาว ห้ามสวมตุ้มหู และแอนตี้โฮโมเซ็กช่วล เรียกว่าใครมาทำตัวรักสวยรักงาม นักเตะรักสวยรักงาม ก็ไปไกลๆ จากทีมชาติได้เลย หากอยากเล่นให้อาร์เจนติน่า ก็ต้องไปตัดผม เฟร์นานโด เรดอนโด้ โดนหางเลขไปเต็มๆ แน่แบบนี้ แต่สิ่งที่ทำคือ เรดอนโด้ ไม่แคร์ “กูไม่ตัดผม” เรดอนโด้ ประกาศชัด นั่นทำให้เขาไม่โดนเรียกติดทีม ไม่ได้ไปบอลโลก ฟร้องซ์98 มันน่าเสียดายสำหรับอาร์เจนติน่า ตรงที่ช่วงเวลานั้น เรดอนโด้ กำลังพีคสุดๆ ย้ายจากเตเนรีเฟ่ มา เรอัล มาดริด แล้ว แม้ภายหลัง พาสซาเรลล่า บอกว่าเขาเรียกมา 2 หนแต่เรดอนโด้ก็อ้างเหตุผลต่างกันออกไป เมื่อไม่อยากมา ก็ไม่ต้องมา ทางด้าน เรดอนโด้ ก็บอก ไม่เข้าใจว่าการไว้ผมยาวมันจะเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นยังไง? กาเบรียล บาติสตูต้า ก็โดนหางเลข เพราะดูเหมือนว่า ต่อให้เรียกมาติดทีมแต่ บาสติสตูต้า เป็นแค่ตัวสำรอง ทั้งที่เขาคือดาวยิงเบอร์ 1 ของประเทศแท้ๆ สักพัก บาติสตูต้า ก็จำใจ ทนรำคาญไม่ไหว เลยไปหั่นผมให้สั้นลงหน่อย แม้มันจะยังยาวอยู่ แต่ก็อยู่ในระดับที่ พาสซาเรลล่า ยอมรับได้ ก็มีแต่ เรดอนโด้ ที่ไม่ยอมโดยเด็ดขาด เขาบอกว่า บางที อีก 5-10 ปีจากนี้ เขาอาจเสียใจที่ทำแบบนี้ แต่ขณะนี้ เขาพร้อมนั่งดูอาร์เจนตินาบนโซฟาที่บ้าน จริงๆ แล้วผลงานของ พาสซาเรลล่า ในการคุมอาร์เจนติน่าสู้ศึก ฟร้องซ์ 98 ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว พวกเขาไปตกรอบ 8 ทีมเพราะแพ้ให้ฮอลแลนด์ จากลูกยิงสุดคลาสสิกของ เบิร์กแคมป์ ในนาทีสุดท้าย แน่นอนสำหรับอาร์เจนติน่า มันไม่เพียงพอต่อความคาดหมาย ดังนั้น พาสซาเรลล่า จึงอำลาตำแหน่งหลังจบศึกฟร้องซ์ 98 มาร์เซโล่ บิเอลซ่า คือโค้ชที่ได้รับการแต่งตั้งมาคุมทีมแทน ซึ่ง "เอล โลโก้" ก็เรียก เรดอนโด้ กลับมาติดอีกนัดสองนัด จากนั้น เรดอนโด้ ก็ไม่ได้เล่นให้ทีมชาติอีกเลย ขณะที่ในระดับสโมสร เรดอนโด้ ยังโชว์ฟอร์มสุดยอด พามาดริด ยุครอยต่อก่อนกาลาคติกอส คว้าแชมป์ ชปล. 2 สมัย โดยเฉพาะแฟนผี ยังจำลูกตอกส้นสุดเส้นหลังแล้วเปิดให้ ราอูล ยิงจ่อๆ ได้ดี ภายหลัง เรดอนโด้ ก็ตัดผมสั้นจนได้ แต่มันเกิดจากความสมัครใจของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากโดนใครบังคับเพื่อให้ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ นักเตะอาร์เจนติน่า ยุคหลังจากนั้น ก็มีพวกไว้ผมยาว คาดผม เล่นให้ทีมชาติตามมาอีกหลายคน บาติสตูต้า ก็กลับมาไว้ยาวขึ้น, เคลาดิโอ คานิกเกีย ก็ถูกเรียกกลับมา, อาเรียล ออร์เตก้า ก็กลับมาไว้ผมยาว, เอร์นาน เครสโป ก็พุ่งขึ้นมา, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, มาติอัส อัลเมยด้า, ดีเอโก้ ปลาเซนเต้, ฮวน ปาโบล โซริน จนมาถึง ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่ แม้กระทั่งช่วงแรกๆ ที่ขึ้นมาเล่นฟุตบอลอาชีพ ลิโอเนล เมสซี่ นี่แหละที่ก็เคยไว้ผมยาว ต้องคาดผมลงสนามเช่นกัน ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นตอนนั้น ดาเนียล พาสซาเรลล่า จะเมินเรียกตัว เมสซี่ มาติดทีมเพราะเหตุผลเรื่องผมยาวเกินควรหรือเปล่า? เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อญี่ปุ่นคว้าแชมป์โลก "

ทีมชาติญี่ปุ่น สร้างผลงานน่าประทับใจให้แฟนบอล อย่างมากในฟุตบอลโลกหนนี้ พวกเขาอาจมีช่วงที่เป็นรองในแต่ละเกม ชนิดน่าจะแพ้ยับไปแล้วแต่ก็กลับมารวมพลัง รวมใจ และสู้จนคัมแบ็กมาชนะได้เหลือเชื่อเหนือ เยอรมัน และสเปน 20 กว่าปีก่อน การ์ตูนกัปตันซึบาสะ พุ่งเป้าไปที่ญี่ปุ่นคว้าแชมป์โลก ไล่จากทีมเยาวชน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง มันจะเป็นไปได้แค่ไหนกันเชียว จะได้หรือไม่ก็ตาม แต่ถือว่าที่ผ่านมา 20 ปีหลังญี่ปุ่นเดินมาถูกทาง นักเตะของพวกเขาส่งออกไปยังทีมใหญ่ๆ ยุโรป เก็บเกี่ยวประสบการณ์มารวมพลังในนามทีมชาติ แต่ที่แน่ๆ ญี่ปุ่นก็เคยคว้าแชมป์โลกมาแล้วจริงๆ 1 สมัย เพียงแต่เป็นทีมฟุตบอลหญิง "นาเดชิโกะ" ไม่ใช่ทีมชาย "ซามูไร บลู" ฟุตบอลหญิงญี่ปุ่น เริ่มเติบโตขึ้นมาในทศวรรษที่ 80s และกลายมาเป็นทีมระดับหัวแถวของเอเชีย ทีมแกร่งของเอเชีย คือจีน และเกาหลีเหนือ ก่อนที่ในภายหลังจะมีออสเตรเลีย เข้ามาร่วมด้วยหลังจากสมาคมบอลออสซี่ ขอย้ายมาเล่นในสังกัดของ AFC (สหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย) แม้ญี่ปุ่นจะไม่เคยได้แชมป์เอเชียในเวลานั้น (มักตกเป็นของ จีน และเกาหลีเหนือ) แต่พวกเธอก็จบบนโพเดี้ยมมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นรองแชมป์ หรืออันดับ 3 นั่นทำให้ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมเล่นในฟุตบอลโลกหญิงมาโดยตลอด นับตั้งแต่ครั้งแรกที่จัดกันคือปี 1991 แต่ส่วนใหญ่ พวกเธอก็ตกรอบเพียงแค่รอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น เนื่องจากทีมเข้าร่วมมีน้อย (ตอนแรก 12 แล้วมาเป็น 16) ทำให้แต่ละทีมเรียกได้ว่าเป็นหัวกระทิ ทั้งสิ้น แต่ถ้าลองไล่เรียงดูจะพบว่าผลงาน และฟอร์มการเล่นของทีมหญิงญี่ปุ่น ค่อยๆ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่เป็นจุดแข็งของญี่ปุ่นในกีฬาทุกประเภท แน่นอน รวมถึงฟุตบอลชายด้วย อย่างที่เราเห็นกัน ฟุตบอลโลกหญิง 2011 (2011 FIFA Women's World Cup) จัดขึ้นที่เยอรมัน และญี่ปุ่น ก็ได้สิทธิ์เข้าร่วมจากโควต้าอันดับ 3 ชิงแชมป์เอเชียในปี 2010 ต้องบอกว่าเยอรมันเจ้าภาพคือเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์โลก เพราะอะไร? เพราะลีกบอลหญิงเยอรมันแข็งแกร่งมากๆ แถมทีมหญิงเยอรมัน คือแชมป์โลก 2 สมัยติด (2003,2007) และไม่แพ้ใครเลยในรอบสุดท้าย พวกเธอยังเป็นแชมป์ยุโรป 5 สมัยติด โดยที่ 3 สมัยหลัง (2001,2005,2009 ไม่แพ้ใครสักนัดเลยเช่นกัน) เยอรมันแทบจะเป็นทีมไร้พ่ายแล้วในตอนนั้น บวกกับเป็นเจ้าภาพ ทุกคนคาดว่าแชมป์คงไม่พ้นเยอรมัน โดยทีมที่พอจะวัดกับพวกเธอได้มีแค่ สหรัฐอเมริกา หรืออาจจะมีบราซิล ที่อาศัยลีลาลูกหนังโจมตี ไม่มีใครมองข้ามญี่ปุ่น แต่ทุกคนก็รู้ว่า ญี่ปุ่น อาจจะมาตกม้าตายเมื่อไหร่ก็ตามที่เจอกับ เยอรมัน, สหรัฐอเมริกา หรือบราซิล ... หรือแม้แต่ สวีเดน , นอร์เวย์ อีกสองทีมแข็งของยุโรป ที่มีจุดเด่นด้านพละกำลัง และรูปร่างสูงใหญ่ ขุมกำลังของทัพ "นาเดชิโกะ" ยุคนั้น ต้องบอกว่ามีฝีเท้าคุณภาพหลายรายแล้ว แต่มีไปเล่นยังลีกใหญ่เพียง 4 ราย ประกอบด้วย โคซุเอะ เอ็นโดะ กองหน้าจากดุ๊ยสบวร์ก, ยูกิ นางาซาโตะ กองหน้าจาก เทอร์ไบน์ พ็อดส์ดัม ทีมใหญ่แห่งเยอรมัน, รูมิ อุตสึกิ กองกลางจากมงต์เปลลิเยร์ และ อายะ ซาเมชิมะ ยอดฟูลแบ็กจากบอสตัน เบรกเกอร์ส ในอเมริกา แต่หัวใจของทีมชาติญี่ปุ่นคือ จอมทัพกัปตันทีมหมายเลข 10 โฮมาเระ ซาวะ วัยเฉียด 33 ปี ซาวะ เคยไปเล่นในอเมริกามาหลายปี เธอเป็นมิดฟิลด์จอมทัพแบบฉบับคลาสสิก สวมเบอร์ 10 คุมจังหวะเกมกลางสนาม เชื่อมเกม และทะลุขึ้นไปเสริมเกมรุกในจังหวะสำคัญๆ เธอเป็นตำนานของทีมชาติญี่ปุ่น เล่นฟุตบอลลีกหญิงตั้งแต่อายุแค่ 12 ปีเศษ ติดทีมชาติตั้งแต่อายุ 15 ขวบ เล่นบอลโลกครั้งแรกตอนอายุ 16 และถึงปัจจุบัน แม้เธอจะแขวนสตั๊ดไปตั้งแต่ปี 2015 แต่ซาวะ ยังเป็นเจ้าของสถิติลงเล่นให้ญี่ปุ่นมากสุด 205 นัดด้วยกัน โดยไม่มีใครทำลาย นอกจากพวกเหล่านี้แล้ว จริงๆ ทีมชุดนั้นมีนักเตะน่าจับตามองหลายราย อาซึสะ อิวาชิมิสึ เซนเตอร์ที่เล่นได้ดุดัน เคียงข้างกับ ซากิ คุมาไก ซึ่งภายหลังบอลโลกได้ย้ายมาเล่นกับทีมอย่างแฟรงค์เฟิร์ต และลียงรวมถึงบาเยิร์นมิวนิค ยังมี อายะ มิยามะ แนวรุกร่างเล็กตัน แต่บู๊แหลก เคยไปเล่นในอเมริกามาแล้วเช่นกัน รวมถึงดาวรุ่งตัวจิ๋วหน้าใสวัยเพียง 18 ปีในตอนนั้น มายะ อิวาบุจิ ที่ปัจจุบันเล่นกับอาร์เซน่อล ยักษ์ใหญ่ในวีเม่น ซูเปอร์ลีก ของอังกฤษ ครั้งนั้น ญี่ปุ่นอยู่กลุ่มเดียวกับ อังกฤษ, เม็กซิโก และนิว ซีแลนด์ เกมแรก ญี่ปุ่นเอาชนะนิว ซีแลนด์ ได้ 2-1 ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เกมที่สอง เหล่านาเดชิโกะ โชว์ฟอร์มร้อนแรง ถล่ม เม็กซิโก ไปถึง 4-0 พร้อมด้วยแฮททริกของ โฮมาเระ ซาวะ นั่นทำให้พวกเธอการันตีผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ได้เรียบร้อย และเมื่อมาถึงนัดที่ 3 ญี่ปุ่น ก็เจอกับอังกฤษ อังกฤษ ไม่เคยได้แชมป์เมเจอร์ ทีมหญิงอังกฤษคล้ายๆ บอลชายอังกฤษ คือมีนักเตะฝีเท้าดี แข็งแรง แต่ไม่เคยไปได้สุด อย่างไรก็ดี เกมนี้อังกฤษที่มุ่งมั่นมากกว่าเพราะยังไม่การันตีตั๋วเข้ารอบ ก็เป็นฝ่ายเอาชนะญี่ปุ่นไปได้ 2-0 แม้ว่าญี่ปุ่นจะยังจัดชุดใหญ่ก็ตาม และส่งผลให้อังกฤษเข้ารอบเป็นที่ 1 ของกลุ่มแทน เหตุที่ญี่ปุ่นยังต้องเอาจริง เพราะใครเข้ารอบอันดับ 2 กลุ่มนี้ สายมันต้องไปเจอกับ "เต็ง 1" เจ้าภาพเยอรมัน สาวอินทรีเหล็ก เต็มไปด้วยสุดยอดนักเตะ นำโดย เบียร์กิต พรินซ์ กองหน้ากัปตันทีมจอมถล่มประตู, ลินดา เบรโซนิค มิดฟิลด์จอมทัพ, ซิโมเน่ เลาเดียห์ "ชไวนี่หญิง", อิงค่า กริงส์ กองหน้าความเร็วสูง, เมลานี่ เบห์ริงเงอร์ ตัวริมเส้นสายลุย ผู้รักษาประตูอย่าง นาดีเน่ อังเงอเรอร์ ก็เหมือนโอลิเวอร์ คาห์น ของบอลชาย บวกด้วยแก๊งเด็กรุ่นใหม่ที่พุ่งขึ้นมาอย่าง คิม คูลิจ, เซเลีย โอโคยิโน่ ดา เอ็มบาบี และว่าที่ตัวเทพในอนาคตอย่าง อเล็กซานดร้า พ็อพพ์ ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ญี่ปุ่น ต้องเจอกับเยอรมัน ทุกคนคาดหมายว่า สุดท้าย เยอรมัน คงบดชนะจนได้แต่ผิดคาด จริงๆ แล้ว มีปัญหาใหญ่แอบซ่อนในทีมเยอรมันชุดนั้น เบียร์กิต พรินซ์ อายุ 33 ปี เธอไม่ได้สดเหมือนเก่า และฟอร์มไม่ดีอย่างที่ตั้งความหวังไว้ สุดท้ายเธอโดนดร็อปเป็นสำรองในเกมรอบแบ่งกลุ่ม โดนเปลี่ยนตัวออก แต่เธอดูจะไม่พอใจเท่าไหร่นัก - อาจคล้ายๆ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในบางจังหวะ คุณภาพนักเตะที่เหลือ จริงๆ เยอรมันดีพอจะเอาชนะญี่ปุ่นได้ แต่พลังของ พรินซ์ ที่หายไป ทำให้เหมือนขาดจิ๊กซอว์ไป 1 ตัว เพราะทีมคุ้นชิน และฝากความหวังเอาไว้กับเธอมานานหลายปี ด้านญี่ปุ่นก็เล่นอย่างมีวินัย ทุ่มเทเหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้ สามารถยันเยอรมันอยู่ที่ 0-0 จนลากไปถึงการต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 108 คารินะ มารุยามะ ตัวสำรองที่ลงมาในครึ่งหลังก็พังประตูช็อคโลก ให้ญี่ปุ่นเอาชนะเยอรมันไปได้ 1-0 เมื่อหักปากกาเซียนรอบ 8 ทีม "นาเดชิโกะ" ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ต่อจากนี้คือโบนัส เล่นให้เต็มที่ สวีเดน คือด่านต่อไป ไวกิ้งสาว มีกองหน้าร่างโย่งสุดอันตรายคือ ล็อตต้า เชลินแต่เกมนี้ เธอเล่นไม่ออกเลย กลับเป็นญี่ปุ่น ที่คว้าชัยสวยงาม 3-1 และ โฮมาเระ ซาวะ ทำประตูได้อีกแล้ว หมายความว่า ญี่ปุ่น เข้าไปชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คู่ชิงของพวกเธอก็ไม่ใช่ที่ไหน แต่เป็นสหรัฐอเมริกา เจ้าของแชมป์โลก 2 สมัย และเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกฟุตบอลหญิง 3 สมัย (สาวอเมริกันเข้าชิงครบทั้ง 4 ครั้ง นับตั้งแต่มีบอลหญิงโอลิมปิกหนแรกในปี 1996 และต้องบอกว่าสำหรับบอลหญิงนั้น โอลิมปิกส่งชุดใหญ่ มีศักดิ์ศรีเทียบเท่า หรืออาจจะมากกว่าแชมป์โลกด้วยซ้ำ) หากบราซิล ได้ชื่อว่าเป็นทีมที่มีนักเตะลีลา ทักษะเชิงบอลดีที่สุดในโลก บราซิลก็มีคู่ปรับที่แพ้ทางอยู่เป็นประจำ นั่นคือสหรัฐอเมริกานี่แหละ สาวมะกัน สภาพร่างกายแข็งแกร่ง เล่นบอลเป็นทีม และมีเกมที่ดุดัน ทั้งจากกองหน้าและริมเส้น หัวหอกของทีมแยงกี้ คือยักษ์ใหญ่สาวห้าม แอ็บบี้ วอมบัค แดนกลางคือ คาร์ลี ลอยด์ กับ แชนน่อน บ็อกซ์ อาจเรียกว่าเป็นคู่มิดฟิลด์ที่ครบเครื่องที่สุดในเวลานั้นของวงการบอลหญิง ส่วนตัวจี๊ดของวงการอย่าง มีแกน ราพิโน่ ตอนนั้นยืนปีกซ้าย อเมริกันยังมี 2 นักเตะที่แฟนๆ ชื่นชอบคือผู้รักษาประตู โฮป โซโล และกองหน้าดาวรุ่งตอนนั้นอย่าง อเล็กซ์ มอร์แกน อีกต่างหาก สาวอเมริกัน ถูกยกให้เป็นต่อ และพวกเธอก็เล่นได้สมราคาจริงๆ นาที 69 อเล็กซ์ มอร์แกน ทำประตูให้ทีมออกนำ ทุกอย่างน่าจะเข้าล็อก แต่ท้ายเกม นาทีที่ 81 อายะ มิยามะ ดันตีเสมอให้ญี่ปุ่นได้เฉย จนต้องไปว่ากันที่ช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 104 แอ็บบี้ วอมบัค ก็ทำในสิ่งที่ทุกคนหวัง ด้วยการอาศัยพลังของเธอ โขกบอลตุงตาข่ายให้สาวแยงกี้นำ 2-1 ถึงตอนนั้นทุกอย่างน่าจะจบเสียที แต่ว่าไม่ใช่สำหรับ โฮมาเระ ซาวะ นาทีที่ 117 ญี่ปุ่นได้ลูกเตะมุมทางซ้าย อาซึสะ อิวาชิมิซึ เปิดบอลมาเสาแรก โฮมาเระ ซาวะ กระโดดดีดบอลเปลี่ยนทางผ่านมือ โฮป โซล ตีเสมอเป็น 2-2 แม้ว่า อิวาชิมิซึ จะโดนใบแดงในนาทีที่ 120 แต่อเมริกันก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ต้องไปว่ากันที่การดวลจุดโทษ อย่างที่ทุกคนรู้ เมื่อจุดโทษมาถึง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตัวเก่งอย่าง แชนน่อน บ็อกซ์, คาร์ลี ลอยด์ และสำรองอย่าง โทบิน ฮีธ ยิงไม่เข้าเลยทั้ง 3 คน แม้ว่า แอ็บบี้ วอมบัค จะยิงเข้าในคนที่ 4 แต่เมื่อ ซากิ คุมาไก คนที่ 4 ของญี่ปุ่นยิงเข้า ทุกอย่างก็จบลง ญี่ปุ่นเอาชนะในการดวลจุดโทษ 3-1 คว้าแชมป์โลกมาครองได้อย่างสุดเซอร์ไพรส์ พวกเธอมาในฐานะทีมรอง แต่ปราบ 2 ทีมที่ดีที่สุดในโลกอย่าง เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา ลงได้ โฮมาเระ ซาวะ คว้าทั้งรางวัลดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์, นักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ มาครอง ก่อนจะมาได้รางวัลนักเตะหญิงยอดเยี่ยมประจำปีของฟีฟ่า ในเวลาต่อมา จากนั้นเป็นช่วงเวลาที่ฟุตบอลหญิงญี่ปุ่นรุ่งเรืองสุดขีด และมันถูกสร้างขึ้นมาจากการทำงานหนักและหัวจิตหัวใจไม่ยอมแพ้ แบบเดียวกับที่ฟุตบอลชายของญี่ปุ่น กำลังแสดงให้เห็นในฟุตบอลโลกที่กาตาร์นี่แหละ น่าสนใจว่า "ซามูไร บลู" ทีมนี้ จะไปได้ไกลแค่ไหน จะเดินตามรอยเหล่า"นาเดชิโกะ" อย่างในปี 2011 ได้หรือไม่ ... น่าติดตามจริงๆ ติดตามคลิปความสนุกกันได้เลย :: https://cutt.ly/Q1Kw1CL เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

"บอลโลกหนสุดท้ายของตุรกี"

หนแรกและหนเดียวก่อนหน้านี้ที่ทวีปเอเชียได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกก็คือ 20 ปีก่อน เวิลด์ คัพ 2002 ที่เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น ร่วมเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการมีเจ้าภาพร่วมในฟุตบอลโลก มาตรฐานของ 2 ทีมนี้ในเชิงลูกหนังถือว่าสอบผ่านแล้ว เกาหลีใต้เข้ารอบสุดท้ายมาตั้งแต่ปี 1986 และยิงยาวมาตลอด ขณะที่ญี่ปุ่น ก็ประเดิมไปแล้วในฟร้องซ์ 98 สมัยนั้น เตะกันเร็ว เพราะตามเวลาของเจ้าภาพ แฟนบอลหลายคนในตอนนี้ที่ได้ดูบอลโลกหนนั้น ยังน่าจะจำได้ว่า พวกเรายังเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่อาจารย์ก็ถึงกับเปิดบอลโลกให้ดูในช่วงบ่ายๆ ภาพจำของแฟนบอลหลายคนคือเจ้าภาพทีมหนึ่งอย่างเกาหลีใต้ โดนกล่าวหาว่าโกง เพราะผู้ตัดสินโดยเฉพาะในเกมกับอิตาลี และ สเปน เป่าได้ขัดหูขัดตามากๆ จนฉาวไปทั้งโลก กระนั้นทีมชาติเกาหลีใต้ในการคุมของ กุส ฮิดดิงค์ ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจไม่น้อย ถ้าเราตัดเรื่องผู้ตัดสินออกไป พวกเขาเข้าถึงรอบตัดเชือก แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดด้วยน้ำมือเยอรมัน และมาเพลย์ออฟ ชิงที่ 3 แต่ก็ไม่สำเร็จอีก เพราะพ่ายแพ้ให้กับ ตุรกี ทุกฟุตบอลโลก จะมีทีมที่ทำผลงานได้ดีเกินคาด ไม่ใช่แค่การเข้ารอบลึก แต่เป็นเรื่องของฟอร์มการเล่นด้วย รวมถึงฟอร์มของนักเตะอีกหลายๆ รายในทีม สำหรับ เวิลด์ คัพ 2002 ตุรกี คือทีมทีมนั้น ทัพเติร์ก มีกุนซืออย่าง เซนอล กูเนช คุมทัพ ไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะไปได้ไกลถึงรอบรองชนะเลิศ และจบด้วยการเป็นอันดับ 3 แต่พวกเขานี่แหละคือผู้ปราบพยศทีมจากเอเชีย อย่างแท้จริง ตุรกี อยู่กลุ่ม ซี ร่วมกับ บราซิล, คอสตาริก้า และจีน แค่เกมแรกที่เจอบราซิล พวกเขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ตุรกีไม่ใช่หมูให้เคี้ยว มันต้องลากไปท้ายเกมและจุดโทษของ ริวัลโด้ นั่นแหละที่ทำให้บราซิลเฉือนหืดจับ 2-1 และยังมีช็อตเล่นละครเกินเบอร์ของ ริวัลโด้ ที่ทำให้ ฮาคาน อุลซาล โดนใบแดง เกมต่อมาพวกเขาเสมอคอสตาริก้า 1-1 แต่นัดสุดท้าย พวกเขาก็ปราบทีมเอเชียทีมแรก ด้วยการทุบจีน น้องใหม่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ด้วยสกอร์ขาดลอย 3-0 ตุรกี ได้ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ตามบราซิลเข้าไป ตอนนั้นเองที่แฟนบอลเริ่มประทับใจกับฟอร์มการเล่นของพวกเขาแล้ว นายทวาร รุสตู เรคเบอร์ สร้างชื่อขึ้นมาด้วยฟอร์มเหนียวหนึบ และการทาสีที่โหนกแก้มเหมือนอินเดียนแดง หรือนักอเมริกันฟุตบอล ทีมชุดนั้นของตุรกี มันพีคสุดจริงๆ เพราะนักเตะส่วนใหญ่อยู่ในช่วงจุดสูงสุดของอาชีพ แนวรับมี อัลปาย โอซาลัน, เออร์กุน เพนเบ้, บูเลนท์ คอร์คมาซ จอมเก๋า และ เอ็มเร่ อาซิค มีกองกลางทักษะดีร่างเล็กจากอินเตอร์อย่าง เอ็มเร่ เบโลโซกลู เพลย์เมกเกอร์หนุ่มจากเลเวอร์คูเซ่น 3 รองแชมป์หมาดๆ ยิลดิราย บาสเติร์ก ตรงกลางมีตัวดุรอบจัด ตูกาย เคริโมกลู และอูมิต ดาวาล่า ที่โดดเด่นด้วยทรงผมโมฮอว์ค เล่นได้หลากหลายบทบาท มุซซี่ อิซเซ็ต ก็โดดเด่นกับเลสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ ลีก แนวรุกถือว่าจัดเต็มนำโดย กองหน้ากัปตันทีมร่างโย่งจอมเก๋า ฮาคาน ซูเคอร์ ฮาซาน ซาส จอมแสบหัวล้านเลี่ยน, นิฮัต คาห์เวชี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นสำรองในทีมชาติแต่ร้อนแรงกับเรอัล โซเซียดาดสุดๆ สุดท้าย คนที่สาวๆ กรี๊ดมากนั่นคือ อิลฮาน มันซิซ กองหน้าผมยาวรูปหล่อ เข้ามาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ตุรกี เจอกับญี่ปุ่น เจ้าภาพร่วม ซึ่งขณะนั้นกำลังพัฒนาฟุตบอลต่อเนื่องมาจากปี 1998 พวกเขาไม่แพ้ใครเลยในรอบแบ่งกลุ่ม ชนะ 2 เสมอ 1 ในกลุ่มที่มี เบลเยี่ยม, รัสเซีย และตูนิเซีย ตัวเก่งของซามูไรบลูส์คือ ฮิเดโตชิ นากาตะ กับ จุนอิจิ อินาโมโตะ และ ชินจิ โอโนะ ในแดนกลาง โดยมี อเล็กซ์ แข้งเลือดบราซิล เป็นสีสันอีกคน เกมนี้ ตุรกี อาศัยความจัดเจนกว่า คว้าชัย 1-0 จาก อูมิต ดาวาล่า ที่ทำประตูชัยตั้งแต่นาทีที่ 12 เท่ากับว่า ทัพเติร์ก ปราบทีมจากเอเชีย ทีมที่ 2 ลงได้สำเร็จ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ตุรกี เอาชนะ เซเนกัล ทีมจอมเซอร์ไพรส์อีกทีมจากแอฟริกา ที่ล้มฝรั่งเศสมาได้ในรอบแบ่งกลุ่ม โดยเกมนี้ต้องเตะกันถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 94 ของการต่อเวลา อิลฮาน มันซิซ ก็สรุปเกมนี้ เพราะเขาทำประตูโกลเด้น โกล ช่วยให้ตุรกีผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ น่าเสียดายที่รอบรองชนะเลิศ ตุรกี ต้องเจอกับบราซิล คู่ปรับที่เจอกันในรอบแบ่งกลุ่มอีกครั้ง มันเป็นเกมที่ตุรกีทำได้ดีทีเดียว ข้อแตกต่างเดียวของเกมนัดนี้คือ "โรนัลโด้ R9" บราซิล มาได้ประตูชัย 1-0 จาก โรนัลโด้ ที่หลุดเข้าไปดีดหัวเกือก ด้วยเซนส์และความเฉียบคมของยอดดาวยิง ทำให้ ตุรกี อกหักอดเข้าไปชิงชนะเลิศ แต่การเดินทางของตุรกีในฟุตบอลโลก 2002 ยังไม่จบ เพราะยังมีเกมนัดชิงอันดับ 3 เหลืออีกนัด เกมนี้พวกเขาต้องเจอกับเจ้าภาพเกาหลีใต้ ที่อกหักโดนเยอรมัน น็อคตกรอบรองมาเช่นกัน ฮาคาน ซูเคอร์ พาตุรกีออกนำตั้งแต่นาทีแรกของเกม แต่โสมขาว ก็ตีเสมอได้ไวเช่นกันในนาทีที่ 9 จาก อี ยุล ยอง แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมา อิลฮาน มันซิซ ที่ฟอร์มร้อนแรงสุดๆ ก็ทำประตูให้ ตุรกีออกนำอีกครั้งเป็น 2-1 และ อิลฮาน ก็บวกประตูที่ 2 ของตัวเองในนาทีที่ 32 ให้ตุรกี นำห่าง 3-1 ก่อนจบครึ่งแรก เกาหลีใต้ ได้ประตูไล่มาเป็น 2-3 จาก ซอง ชอง กุ๊ก ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่ก็ทำได้แค่นั้น จบเกม ตุรกี เอาชนะไป 3-2 คว้าอันดับ 3 มาครอง นั่นคือทีมจากเอเชียทีมที่ 3 ที่ตุรกี ปราบได้ในฟุตบอลโลก 2002 น่าเสียดายสำหรับตุรกี เพราะหลังจากนั้น ทีมชาติของพวกเขาก็เข้าสู่ช่วงผลัดเปลี่ยน แม้จะเข้าไปเล่นในยูโรได้เกือบทุกครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยได้ผ่านเข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกเลย รวมถึงครั้งนี้ก็นาน 20 ปีเข้าไปแล้ว ฟุตบอลโลก 2002 คือครั้งที่ ตุรกี โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุด ทำผลงานได้ดีที่สุด และพวกเขายังรอคอยโอกาสที่จะได้ไปแสดงฝีเท้าเช่นนั้นอีกครั้ง น่าเหลือเชื่อ แต่นั่นคือความจริง เราต้องมารอลุ้นกันว่าในปี 2026 ตุรกี จะได้ผ่านเข้าไปโชว์ตัวได้หรือไม่ที่อเมริกาเหนือ ซึ่ง 3 ชาติเป็นเจ้าภาพรวมกัน ร่วมรับชมฟอร์มของ ตุรกี กันได้ที่ :: https://cutt.ly/R1WEL4c เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ฟรีเอเยนต์มาเล่นบอลโลก "

วันที่ 22 พฤศจิกายน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาประกาศยกเลิกสัญญากับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ด้วยความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย เหตุผลมาจากการให้สัมภาษณ์ที่เกินขอบเขต (ในมุมมองของสโมสร) ที่ โรนัลโด้ ไปให้ไว้กับ เพียร์ส มอร์แกน นั่นเท่ากับว่าในทางทฤษฎีแล้ว โรนัลโด้ เป็นนักเตะ "ไร้สังกัด" ก่อนที่โปรตุเกสจะลงเล่นนัดแรกเจอกับกาน่า เสียอีก แน่นอนว่าการที่นักเตะระดับไฮเอ็นด์ เข้ามาร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก ในฐานะ "ว่างงาน" ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก ยิ่งมองว่าฟุตบอลโลกหนนี้มันมาแข่งกันกลางฤดูกาลฟุตบอลลีกของยุโรป มันยิ่งเป็นไปได้ยากยิ่งที่จะมีนักเตะดังไร้สังกัด แล้วมาเล่นในฟุตบอลโลกด้วย ปกติฟุตบอลโลกจะแข่งกันหน้าร้อนคือ มิถุนายน-กรกฎาคม โอกาสที่จะมีนักเตะไร้สังกัดมีสูงกว่า ยกตัวอย่าง แคนาดา ที่ปีนี้เพิ่งกลับมาเข้าร่วมเป็นหนแรกนับตั้งแต่ปี 1986 ก็เช่นกัน ในฟุตบอลโลก 1986 แคนาดา มีนักเตะที่ไร้สังกัด เป็นฟรีเอเยนต์ ติดทีมชาติไปลุยบอลโลกเยอะเลย ไล่ตั้งแต่ บรูซ วิลวัน กัปตันทีม, แรนดี้ ซามูเอล, สตีฟ เฮเบอร์แมนน์, พอล โดแลน, เกร็ก ยอน, เจมี่ โลเวอรี่ ที่มันมีเยอะขนาดนี้ก็เพราะว่า ส่วนใหญ่นักเตะของแคนาดา เล่นอยู่ในลีกของสหรัฐ ในตอนนั้นคือลีก "นอร์ธ อเมริกัน ซอคเก้อร์ ลีก" ซึ่งลีกนี้ถูกยุบไปในปี 1985 ส่งผลให้นักเตะจำนวนมาก กลายเป็นนักเตะว่างงาน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะสามารถหาสังกัดได้ในเวลาอันสั้น พวกเขาเล่นต้องเล่นฟุตบอลแบบอินดอร์ ฆ่าเวลาไปก่อน สุดท้าย หลายคนเลยยังไม่มีสังกัดเมื่อฟุตบอลโลก 1986 มาถึง ฟุตบอลโลก 2010 ก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะ 2 ชาติจาก "ดาวน์ อันเดอร์" อย่าง ออสเตรเลีย กับ นิวซีแลนด์ ทัพออสซี่ นั้นกัปตันทีมวัย 34 อย่าง เครก มัวร์ ก็ไม่มีต้นสังกัด เขาเคยเล่นในยุโรปกับหลายทีมดังอย่าง เรนเจอร์ส, พาเลซ, นิวคาสเซิ่ล และมึนเช่นกลัดบัค ปี 2010 เขาหมดสัญญากับ คาวาล่า ทีมในกรีซ แล้วก็ไปเซ็นกับ บริสเบน สไตรเกอร์ส ทีมในบ้านเกิดช่วงสั้นๆ เพื่อรักษาความฟิตไว้สำหรับฟุตบอลโลกโดยเฉพาะ ก็เรียกได้ว่าในเชิงปฏิบัติ เขาลงเล่นฟุตบอลโลกจบก็รีไทร์ไปเลยนั่นแหละ นิวซีแลนด์ มี 2 ผู้เล่นที่ไร้สังกัดติดทีมมาด้วยนั่นคือ ไซม่อน เอลเลียตต์ วัย 36 ปี และ เดฟ มัลลิแกน วัย 28 ปี ความคลาสสิกคือ ไซม่อน เอลเลียตต์ ลงเป็นตัวจริงให้ทีม ตลอดทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม และทีมกีวี่ ไม่แพ้เลยแม้แต่นัดเดียว เสมอกับทั้ง ปารากวัย, สโลวาเกีย และอิตาลี พวกเขาตกรอบด้วยการเป็นอันดับ 3 ของกลุ่ม เขี่ยอิตาลีเป็นบ๊วยได้ด้วยซ้ำ แต่ 2 นักเตะระดับไฮโพรไฟล์ ที่เล่นฟุตบอลโลกในฐานะฟรีเอเยนต์ต้องย้อนไปในปี 2006 และ 2014 ปี 2006 ซีเนดีน ซีดาน ประกาศแล้วว่าเขาจะแขวนสตั๊ดหลังจบฟุตบอลโลก 2006 นั่นจะเป็น The Last Dane ของเขา เดิมทีสัญญาของ ซีดาน กับ เรอัล มาดริด จะหมดลงในฤดูกาล 2006/07 แต่เขาได้มีการพูดคุยตกลงกับสโมสร ซึ่ง มาดริด ก็โอเคในการจะยกเลิกสัญญากับเขาก่อนเวลาจริง 1 ปี เกมสุดท้ายที่ ซิซู เล่นให้ มาดริด คือเกมแพ้เซบีย่า 3-4 เป็นนัดสุดท้ายของลา ลีกา ฤดูกาลนั้น และเขาทำไป 1 ประตู ก่อนจะหันมาโฟกัสสวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสไปลุยบอลโลกที่เยอรมัน เท่ากับว่า ซีดาน มาลุยฟุตบอลโลกในฐานะนักเตะที่ไร้สังกัดนั่นเอง ซึ่งบทสรุปของมัน ก็อย่างที่เราทราบกันดี Te Last Dance ของเขา จบลงด้วยความดราม่าสุดขีด ในนัดชิงชนะเลิศซึ่ง ฝรั่งเศส พ่ายจุดโทษอิตาลีไป อีก 1 รายเกิดขึ้นในปี 2014 กับ แฟรงค์ แลมพาร์ด วันที่ 23 พฤษภาคม 2014 เชลซี ประกาศรายชื่อนักเตะที่หมดสัญญาและโดนปล่อยตัวออกจากสโมสร หนึ่งในนั้นมีชื่อของ แลมพาร์ด ในวัย 36 ปีร่วมอยู่ด้วย ขณะที่ แลมพาร์ด เองได้ให้สัมภาษณ์ว่ารอจบบอลโลกก่อน เขาจะมีการพูดคุยกับสโมสร ว่าอาจมีการเซ็นสัญญากันใหม่ ทว่าในวันที่ 3 มิถุนายน ก่อนฟุตบอลโลกที่บราซิลเริ่มต้นเพียง 9 วัน เชลซี ก็ยืนยันว่า แลมพาร์ด จะแยกทางกับสโมสร ในทางทฤษฏี สัญญาของแลมพาร์ดจะสิ้นสุดลงในตอนปลายเดือน มิถุนายน ระหว่างฟุตบอลโลกที่บราซิล แข่งอยู่นั้น เขายังอยู่ในเงื่อนไขสัญญากับเชลซี แต่ในทางปฏิบัติ เท่ากับ แลมพาร์ด เป็นฟรีเอเยนต์นั่นเอง อังกฤษ ลงเล่นนัดสุดท้ายของฟุตบอลโลกหนนั้นวันที่ 24 มิถุนายน 2014 เสมอกับ คอสตาริก้า 0-0 และตกรอบแรกไปพร้อมกับอิตาลี 1 เดือนต่อมา แลมพาร์ด ก็ประกาศเซ็นสัญญากับ นิวยอร์ค ซิตี้ เอฟซี และอีกไม่กี่วันให้หลัง เขาก็ช็อคแฟนเชลซี เพราะย้ายมาแบบ"ยืมตัว" เพื่อเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งก็คือสโมสรแม่ของ นิวยอร์ค ซิตี้ เอฟซี ที่มันคลาสสิกคือ เขากลับมาทำประตูใส่เชลซีได้อีกต่างหาก! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" จากชาก้าถึงเอ็มโบโล่ "

สวิตเซอร์แลนด์ ลงเล่นในฟุตบอลโลกหนนี้เปิดหัวด้วยการเอาชนะแคเมอรูน 1-0 ประตูชัยของทัพสวิส มาจาก เบรล เอ็มโบโล่ กองหน้าตัวเก่ง ซึ่งเขาก็แสดงท่าทางไม่ได้ดีใจอะไร เนื่องจากตัวของ เอ็มโบโล่ จริงๆ แล้วเป็นชาวแคเมอรูนแบบเต็มตัว เขาเกิดที่ยาอุนเด้ ก่อนจะอพยพตามคุณแม่มาที่ฝรั่งเศส จากนั้นแม่ของเขาก็แต่งงานกับชาวสวิส จึงได้ย้ายมาเป็นพลเมืองสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่ง เอ็มโบโล่ ก็เพิ่งได้สัญชาติสวิส เมื่อปี 2014 ตอนที่เขาอายุ 17 ปี แน่นอนว่า เอ็มโบโล่ ไม่ใช่คน "ที่ไม่ใช่ชาวสวิส" แบบดั้งเดิม คนแรกในทัพนักเตะชุดนี้ อันที่จริงแล้วมันตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ สวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นทีมที่รวมผู้เล่นจากหลากหลายเชื้อชาติไว้มากที่สุด เดิมทีนามสกุลคนสวิส ก็จะแบ่งเป็น 3 สไตล์ คือเหมือน เยอรมัน, เหมือนฝรั่งเศส และเหมือนอิตาลี เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ ถูกโอบล้อมด้วย 4 ประเทศหลักคือ เยอรมัน, ออสเตรีย (พูดเยอรมัน), ฝรั่งเศส และอิตาลี อยู่แล้ว ทั้ง 3 ภาษาหลักนี้ เลยเป็นภาษาราชการของสวิตเซอร์แลนด์ ภายหลังพวกเขาเปิดรับผู้อพยพทั้งจากแอฟริกา และยุโรปตะวันออก อย่างพวกเชื้อสายแอลแบเนีย, โคโซโว ไปจนถึงพวกเติร์ก ที่เข้ามาทำงานอยู่นานหลายปี ดังนั้น สวิตเซอร์แลนด์ยุคหลัง ในทีมชาติของพวกเขาเลยมีแต่นักเตะลูกครึ่ง หรือไม่ก็เชื้อชาติอื่นมากมาย ตั้งแต่ยุค 2000 เป็นต้นมา ทัพสวิส ก็มีผู้เล่นลักษณะนี้ขึ้นมามากมายเช่น โกคาน อินเลอร์, โยฮัน ฌูรู, เกลสัน แฟร์นานเดส, เอเรน แดร์ดิน็อค, ฮาคาน และ มูรัต ยาคิน, วาลอน เบห์รามี่ เป็นต้น ทว่าจุดที่ดูเหมือนจะสร้างชื่อเสียงให้สวิส มากที่สุดคือตอนที่พวกเขาพลิกคว้าแชมป์เยาวชนโลก ยู-17 เมื่อปี 2009 ครั้งนั้น สวิส เอาชนะไนจีเรีย เจ้าภาพในนัดชิงชนะเลิศ แต่เป็นปีที่กลุ่มผู้เล่นดาวรุ่งหลายคนของหลายชาติ เติบโตขึ้นมาเป็นนักเตะระดับท็อป โดยเฉพาะบราซิล ที่มีทั้ง อลิสซง, กาเซมิโร่, เนย์มาร์ และ เฟลิเป้ คูตินโญ่ บราซิลชุดนั้นก็พ่ายให้กับสวิตเซอร์แลนด์ด้วย หนึ่งในนักเตะสวิส ชุดนั้นที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือ "ชาริล ชัปปุยส์" นั่นเอง ชัปปุยส์ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของนักเตะลูกครึ่ง มีเชื้อสาย "อื่น" อยู่ด้วย และสมัยนั้นเขาเป็นตัวหลักของทีมชาติเลยในรุ่น ยู17 เมื่อปี 2019 ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของแชมป์โลกของสวิส ชุดนั้น สื่อได้มีการจำแนกแจกแจงว่า 11 คนแรกในนัดชิง กระจัดกระจายกันไปอยู่ที่ไหนแล้วบ้าง เฟร็ดดี้ เวเซลี่ ปราการหลังกัปตันทีม เคยร่วมทีมเยาวชนของแมนฯ ซิตี้ และแมนฯ ยูไนเต็ด นาสซิม เบน คาลิฟา เคยเล่นให้โวล์ฟสบวร์กก่อนกลับมาเล่นในสวิตเซอร์แลนด์ (ตอนนี้อยู่กับ ซานเฟรสเช่ ฮิโรชิม่า) ปายติม คาซามี่ เคยเล่นให้ฟูแล่ม ก่อนกลับมาเล่นกับ ซิยง และ บาเซิ่ล ชารีล ชัปปุยส์ เองก็อย่างที่ทราบ ย้ายมาเมืองไทย เล่นให้ทีมชาติไทย น่าเสียดายที่เขาเจออาการเจ็บเล่นงานอยู่พักใหญ่จน เหมือนพัฒนาการหยุดชะงัก ทว่ายังมีอยู่ 3 คนที่ยังโลดแล่นอยู่บนเวทีระดับสูง และยังคงเป็นตัวหลักให้ทีมชาติเรื่อยมาจนถึงทีมชุดใหญ่ และในฟุตบอลโลกหนนี้ ก็ยังคงเป็นกำลังหลักให้ทีม นั่นก็คือ กรานิต ชาก้า มิดฟิลด์ ที่สวมปลอกแขนนำทัพแดนนาฬิกา ในฟุตบอลโลกหนนี้ เขาคือหนึ่งในเพื่อนสนิทของ ชัปปุยส์ ด้วย ทุกคนรู้จักชาก้า เป็นอย่างดีเพราะเล่นให้กับ อาร์เซน่อล ทีมที่มีแฟนบอลติดตามมากสุดในเมืองไทย อาจเป็นรองแค่ แมนฯ ยูไนเต็ด กับลิเวอร์พูล ชาก้า มีเชื้อสายแอลแบเนียจากโคโซโว ซึ่งพี่ชายของเขา เทาลันต์ ชาก้า เลือกเล่นให้กับทีมชาติแอลแบเนีย และเคยปะทะฝีเท้ากันใน ยูโร 2016 ด้วยถ้ายังจำกันได้ คนต่อมาคือ ริคาร์โด้ โรดริเกซ แบ็กซ้ายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกว่าเป็นแบ็กซ้ายระดับสุดยอดของยุโรป ตอนย้ายมาอยู่กับ เอซี มิลาน ใหม่ๆ ล่าสุดเขาย้ายจาก มิลาน ไปอยู่กับโตริโน่ แต่ยังมีผลงานสม่ำเสมอ แม้จะไม่หวือหวา และเป็นกำลังหลักของทีมชาติเรื่อยมาตั้งแต่อายุ 19 ปี จนทุกวันนี้ 30 ปีแล้ว พ่อของเขาเป็นคนสเปน ส่วนแม่เป็นชาวชิลี เชื้อสายบาสก์ แต่ก็เกิดที่ซูริค, สวิตเซอร์แลนด์ อีกหนึ่งรายที่อาจจะใช้เวลานานหน่อยกว่าจะก้าวขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ แต่ขึ้นแล้วก็อยู่ยาว นั่นคือ ฮาริส เซเฟโรวิช กองหน้าเบอร์ 9 ผู้ที่เป็นคนยิงประตูชัยดับไนจีเรีย ให้ทีมคว้าแชมป์โลกตอนปี 2009 เขาถูกฟิออเรนติน่า คว้าตัวไปร่วมทีมสมัยเป็นดาวรุ่ง แต่ยังแจ้งเกิดไม่ได้ จนกระทั่งย้ายมาเรอัล โซเซียดาด และไปดังในเยอรมันกับ แฟรงค์เฟิร์ต ทว่าที่โดดเด่นสุดคือเมื่อย้ายไปเล่นกับเบนฟิก้า พ่อแม่ของเขาเป็นคนบอสเนีย ที่อพยพมาอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่ยุค 80s ตอนที่ เซเฟโรวิช เกิด พ่อแม่เขาก็ลงหลักปักฐานในสวิส อยู่หลายปีแล้ว จากเมื่อ 13 ปีก่อน สวิตเซอร์แลนด์ ยู-17 คว้าแชมป์โลก จนมาถึงตอนนี้ ทีมชาติชุดใหญ่ยังคงทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งบนเวทีฟุตบอลโลกในกาตาร์ มันชัดเจนว่ากลุ่มพวกลูกครึ่ง, ผู้อพยพจากประเทศต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์นี่เองที่ปัจจุบัน กลายเป็นขุมพลังสำคัญต่อวงการฟุตบอลของประเทศชนิดปฎิเสธไม่ได้เลยจริงๆ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เริงระบำของ แกเร็ธ เบล "

ประตูตีเสมอสหรัฐของ แกเร็ธ เบล เป็นประตูสำคัญต่อวงการฟุตบอลเวลช์อย่างมาก อย่างที่เรารู้ว่านี่เป็นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกของ เวลส์ ในรอบ 64 ปีเลยทีเดียว หนสุดท้ายและหนเดียวก่อนหน้านี้ของทัพมังกรแดงในบอลโลกคือที่สวีเดนเมื่อปี 1958 ครั้งนั้น เวลช์ ไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย และตกรอบด้วยน้ำมือของบราซิล แพ้ไปด้วยสกอร์ 0-1 โดยผู้ทำประตูให้ทัพแซมบ้า ดับฝันเวลส์ ก็คือเด็กหนุ่มอายุ 17 ปีที่ชื่อ "เปเล่" สมัยนั้น รอบแบ่งกลุ่มมี 4 กลุ่ม จะเอาอันดับ 1 และ 2 เข้ารอบน็อคเอาท์ (8 ทีมสุดท้าย) แต่ถ้าอันดับ 2 กับ 3 มีแต้มเท่ากัน จะเตะเพลย์ออฟ ในกลุ่มของเวลส์ นั้น สวีเดน เจ้าภาพเข้ารอบด้วยการเป็นอันดับ 1 ส่วนเวลส์เอง พวกเขาจบด้วยการมีแต้มเท่ากับฮังการี ทำให้ต้องเพลย์ออฟ ผลปรากฏว่า เวลช์ เฉือนชนะได้ 2-1 คนทำประตูให้กับทีมมังกรแดงคือ อิวอร์ ออลเชิร์ช และ เทอร์รี่ เมดวิน ทำให้ เทอร์รี่ เมดวิน เป็นนักเตะเวลช์ คนสุดท้ายที่ยิงประตูให้กับทีมชาติในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ก่อนมาถึง แกเร็ธ เบล มันเป็นเวลานานกว่า 64 ปี คิดเป็นจำนวนวันนานถึง 23,533 วัน นับตั้งแต่ที่ เทอร์รี่ เมดวิน ยิงประตูใส่ฮังการี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 1958 ระยะเวลายาวนานขนาดนี้เรียกได้ว่ากินเวลา 1 ชั่วชีวิตคนเลยทีเดียว จะว่าไปแล้ว ฟุตบอลโลกหนนั้น ก็เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของเวลส์ ในรายการเมเจอร์ เพราะยูโร พวกเขาก็ไม่เคยเข้าร่วม จนกระทั่งเมื่อปี 2016 นี่เอง ซึ่งพวกเขาก็สร้างเซอร์ไพรส์ไปถึงรอบตัดเชือก จริงๆ แล้วในช่วงเวลาบนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลหลายสิบปีที่ผ่านมา เวลส์ ผลิตนักเตะระดับท็อปขึ้นมาได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วง 80-90s แต่พวกเขาก็ทำได้แค่เกือบ ในการจะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย แนวรุกอย่าง เอียน รัช, มาร์ค ฮิวจ์ส, ไรอัน กิ๊กส์ มิดฟิลด์ระดับตำนานพรีเมียร์ ลีก แกรี่ สปีด นายทวารอย่าง เนวิลล์ เซาธอลล์ แต่พวกเขาไม่ได้มีขุมกำลังที่สมดุลพอ ตำแหน่งอื่นๆ ไม่เก่งพอ อีกทั้ง โควต้า ของฟุตบอลโลก และยูโร ก็น้อยกว่าในปัจจุบัน จนกระทั่งการก้าวขึ้นมาของ แกเร็ธ เบล ในทศวรรษที่ 2010s ที่กลายเป็นผู้เล่นระดับโลกอีกครั้งที่ เวลส์มี ภายใต้การคุมทีมของ คริส โคลแมน ซึ่งตัวเองก็เคยเป็นกองหลังรับใช้ชาติ เป็นช่วงที่เวลส์ ยุคทอง นอกจาก เบล แล้วพวกเขายังมีทีมที่สมดุลย์ ตั้งแต่กองหลัง แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์, เบน เดวิส กองกลางอย่าง โจ อัลเลน, โจ เล็ดลี่ย์, แอรอน แรมซี่ย์ แล้วก็แน่นอนมีแนวรุกเป็น แกเร็ธ เบล เบล ในเวลานั้นได้กลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงสุดในโลก เขาเล่นให้ เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ชปล. ต่อเนื่อง และมีหัวจิตหัวใจของผู้ชนะเต็มเปี่ยม ทีมชาติเล็กๆ หากจะสร้างเซอร์ไพรส์ ต้องมีผู้เล่นระดับ "เดอะ แบก" แบบนี้ไว้ในทีม อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างย่อมมีวัฐจักรของมัน เมื่อมันขึ้นสู่จุดสูงสุด มันก็จะค่อยๆ ลงต่ำ เวลส์ ยุคทองก็เช่นกัน พวกเขาค่อยๆ ดาวน์ลง แต่อย่างน้อย พวกเขาก็ยังเข้ารอบสุดท้าย ยูโร 2020 และฟุตบอลโลก 2022 หนนี้ได้สำเร็จ เบล ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของทีมเช่นเคย ทั้งที่ตัวของเขาเอง ก็ไม่ใช่จอมพลัง เป็นสุดยอดนักเตะเหมือนเดิมอีกแล้วด้วยสังขารที่โรยราลง น่าแปลกใจที่ เบล กับ มาดริด กลายเป็นเหมือนเดินสวนทางในปลายยุคของซีดาน ทั้งอาการบาดเจ็บที่เข้ามารบกวน ทั้งภารกิจนอกสนามของเขา ที่มักไปเล่นกอล์ฟ อย่างเสพติด ทำให้มีแต่เรื่องแง่ลบ แฟนบอลมาดริดนั้นเรียกร้องจากนักเตะของพวกเขาแบบสุดโต่ง มันคือความกดดันมหาศาล ยิ่งทำให้ เบล รู้สึกอึดอัด เขาเคยบอกว่า เขาไปเล่นกอล์ฟแล้วทำให้ลืมเรื่องทุกอย่างไปจากหัว จนสุดท้าย กอล์ฟ ก็กลายเป็นสิ่งที่เขารัก เมื่อปลายปี 2019 วันที่ เวลส์ ได้ตั๋ว ยูโร 2020 แกเร็ธ เบล ก็เหมือนกระชากฟางเส้นสุดท้ายของตัวเองกับแฟนบอลมาดริดให้ขาดสะบั้น เขาเอาธงชาติที่มีสกรีนข้อความ "Wales, Golf, Madrid ... in that order" ออกมาโชว์และยิ้มเฮฮากับเพื่อนๆ เป็นรองทีมชาติยังพอเข้าใจ แต่คุณจัดให้ เรอัล มาดริด เป็นรอง กอล์ฟ ในอันดับความสำคัญของคุณ แบบนี้แฟนมาดริดรับไม่ได้ สโมสรก็คงรับไม่ได้เช่นกัน เบล โดนปล่อยให้ สเปอร์ส ยืมตัว แต่เราก็เห็นว่าร่างกายเขาโรยราเต็มที พรีเมียร์ ลีก หินเกินไปแล้วสำหรับเขา แต่พอไปเล่นทีมชาติ เบล คือพระเอก ทำประตู แอสซิสต์ แบกทีม สุดท้ายอำลา มาดริด ไปเล่นในเมเจอร์ ลีก แม้ร่างกายจะไม่ฟิตเหมือนเดิม แต่คลาสของเขายังมีเหลือเฟือ เป็นการเล่นเพื่อ "อาชีพ" ล้วนๆ มันดูเหมือนว่า ในด้านฟุตบอลระดับสโมสรแล้ว เบล ประสบความสำเร็จทุกอย่าง รายได้มหาศาลตั้งแต่อยู่กับ มาดริด เรื่องเงิน ไม่ใช่เป้าหมายของเขาอีกต่อไป หากจะเลิกเล่นบนวัย 33 ปี มันก็ไม่ต้องมีอะไรให้เสียดายเลย แต่ถ้าจะมี และมันคงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ เบล ยังคงต้องเดินหน้าบนเส้นทางลูกหนัง นั่นคือเขาทำเพื่อ "เวลส์" บ้านเกิดของเขา ทุกครั้งที่เขาสวมเสื้อสีแดงของมังกรแห่งเวลส์ แกเร็ธ เบล แทบกลายร่างเป็นซูเปอร์แมน เขารีดเค้นพลังทั้งหมดที่มีออกมาโชว์ในสนาม เขาเป็นนักเตะที่ลงสนามให้ เวลส์ มากที่สุด ยิงประตูให้ทีมชาติได้มากที่สุด มันเคยมีการตั้งคำถามกันว่าใครคือนักเตะสหราชอาณาจักรที่เก่งที่สุดตลอดกาล คนอังกฤษอาจพูดชื่อนักเตะอังกฤษอย่าง รูนี่ย์ หรือ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน แต่บางคนก็บอกว่า จอร์จ เบสต์ ต่างหาก (ไอร์แลนด์เหนือ) ทว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ยกย่อง แกเร็ธ เบล เป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่สุดของสหราชอาณาจักร ถ้าไม่หมั่นไส้กันจนเกินไป แกเร็ธ เบล ขึ้นไปเทียบเคียงกับเหล่าตำนานดังกล่าวได้แน่นอน จะเอาเรื่องฝีเท้าส่วนตัว สถิติ หรือจะเอาความสำเร็จ เบล ไม่เป็นรองใครเลย เรายังไม่แน่ใจว่า หลังจากวัย 33 ปีตอนนี้ของ เบล เขาจะยังแบกทีมชาติไปได้ไกลอีกแค่ไหน ยูโร 2024 จะยังไหวมั้ย และเวลส์ จะได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายหรือเปล่า แต่สำหรับฟุตบอลโลก 2022 ไม่ว่ายังไง แกเร็ธ เบล ต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ เวลส์ ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ หากเรามองว่า ลิโอเนล เมสซี่ กับภารกิจพาอาร์เจนติน่า คว้าแชมป์โลก เป็น The Last Dance เราก็พูดแบบนั้นกับ เบล ได้เช่นกัน ก็เหมือนอย่างข้อความบนธงชาติที่เขาเอามาโชว์ตอนนั้นเอง เวลส์, กอล์ฟ, มาดริด... เรียงลำดับตามนั้น สำหรับ แกเร็ธ เบล แล้ว ทีมชาติเวลส์ คือสิ่งสำคัญที่สุด และอาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังต้องเดินหน้าต่อบนเส้นทางลูกหนัง! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" คำตอบสู่แชมป์โลกของอังกฤษ "

หากจะถามหาว่าแฟนบอลทีมชาติไหนที่มีจำนวนมากที่สุดในบ้านเรา คำตอบน่าจะเป็น "สิงโตคำราม" ทีมชาติอังกฤษ ที่มาคงเริ่มจากการที่ว่าแฟนบอลในเมืองไทยมีทีมเชียร์ ทีมรักเป็นสโมสรในลีกอังกฤษ และดูฟุตบอลอังกฤษได้บ่อย และหาเสพง่ายกว่าฟุตบอลลีกอื่นๆ มาหลายสิบปี เรื่องความรักความชอบมันว่ากันไม่ได้ First Impression มันสำคัญเสมอ และมีส่วนทำให้รักให้ชอบทีมใดทีมหนึ่งอย่างมากทีเดียว เพียงแต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ การรักและเชียร์ทีมชาติอังกฤษ มักลงเอยด้วยความผิดหวัง ล่าสุดก็ในยูโร 2020 ที่เตะนัดชิงในเวมบลีย์แท้ๆ ดันมา "พ่ายจุดโทษ" อิตาลี จนได้ ฟุตบอลโลกก็เช่นเดียวกัน นับตั้งแต่ได้แชมป์เมื่อปี 1966 ที่เป็นเจ้าภาพเองแล้ว อังกฤษ เข้าใกล้ที่สุดเพียงแค่รอบรองชนะเลิศเท่านั้นคือในปี 1990 และปี 2018 ที่ผ่านมา อังกฤษ พยายามหาทุกวิธี หาเหตุผล พยายามเพื่อให้ได้คำตอบว่าเป็นเพราะอะไรพวกเขาถึงไม่ประสบความสำเร็จ และจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อไปถึงจุดนั้นอีกครั้ง หาทางด้วยวิธีการของฟุตบอลมาก็มาก จะไปไศยศาสตร์ก็ใช่ที่ เพราะบ้านเขาเมืองเขาแม้จะมีเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เอามาเป็นสรณะ ยกเว้นเรื่องพระเรื่องเจ้า ที่ทั้งแฟนบอล ทั้งนักเตะคงมีการภาวนาต่อพระองค์บนสวรรค์อยู่นั่นแหละ แต่ก็เอ้า! คนอิตาลี, คนฝรั่งเศส, คนเยอรมัน เขาก็สวด พระเจ้าจะอวยพรใครดีล่ะ? ว่าแล้วก็หันมาหาทางวิทยาศาสตร์กันบ้างดีกว่า แต่จะใครดีล่ะ? ตอนนั้นย้อนไปก่อนฟุตบอลโลก 2014 ทาง แพ็ดดี้ พาวเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทรับพนันถูกกฎหมายชื่อดังของอังกฤษ เลยทำการ พยายามหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย "ทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้อังกฤษเป็นแชมป์โลก" แน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก และมีชื่อเสียงมากๆ ชาวอังกฤษ ย่อมต้องเป็น สตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง สตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง เป็นชาวอังกฤษ เขาเป็นอัจฉริยะยุคนี้ เป็นนักฟิสิกส์ นักจักรวาลวิทยา และนักทฤษฎี ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก อย่างที่เราทราบว่า ฮอว์คกิ้ง นั้นเสียชีวิตไปเมื่อปี 2018 และเรื่องราวชีวิตของเขาก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ในชื่อ The Theory of Everything ตอนที่ แพ็ดดี้ พาวเวอร์ ติดต่อเข้าไปเพื่อให้ สตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง นั้นพวกเขาคาดเอาไว้ว่า โอกาสที่จะถูกตอบรับมีแค่ 1% แต่อย่างที่ตัวของ ฮอว์คกิ้ง เองเคยบอกไว้ "ตราบใดที่มีชีวิต ตราบนั้นก็ยังมีหวัง" และ สตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง ก็พยายามหาคำตอบในเชิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสถิติมาให้ แม้ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ แต่ตัวของ ฮอว์คกิ้ง นั้นเป็นคนอารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน เขาคิดค้นโมเดลทางคณิตศาสตร์ขึ้นมาชุดหนึ่ง เก็บรวบรวมสถิติ ตัวแปรต่างๆ และศึกษาจากการดูทีมชาติอังกษลงเล่นในฟุตบอลโลกหลังจากได้แชมป์ในปี 1966 เป็นจำนวนถึง 45 นัดด้วยกัน แล้วก็ได้ข้อสรุปดังนี้ "อย่างที่เราพูดกันในวิทยาศาสตร์ อังกฤษเนี่ย ใช้แบนโจตีตูดวัวยังไม่โดนเลย" มันคือคำแสลง "couldn’t hit a cow’s arse with a banjo" แปลได้ราวๆ ว่า ไม่มีความแม่นยำ เล็งยังไงก็ไม่โดนเป้าหมาย "นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอารยธรรม ผู้คนไม่เคยพอใจที่จะมองเหตุการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หรืออธิบายไม่ได้" "ผู้คนนั้นกระหายที่จะเข้าใจระบบระเบียบพื้นฐานในโลกนี้ ซึ่งฟุตบอลโลกก็ไม่ต่างกัน" เริ่มแรก คือเรื่องชุดแข่ง เขาบอกว่า ชุดสีแดง มีโอกาสมากที่สุดที่จะชนะเกมการแข่งขัน "ในเชิงสถิติแล้ว ชุดแข่งสีแดงของอังกฤษนั้นมีผลงานที่ประสบความสำเร็จมากกว่า " "นักจิตวิทยาในเยอรมันพบว่า เสื้อสีแดงทำให้ทีมดูมีความมั่นใจ ซึ่งนำไปสู่การที่พวกเขาจะโดนมองว่ามีความดุดันและคุมสถานการณ์ไว้ได้" นอกจากนัน้ยังมีการพบว่า อังกฤษเล่นด้วยระบบ 4-3-3 จะมีโอกาสชนะมากกว่าเล่น 4-4-2 อยู่ถึง 10% ซึ่งก่อนหน้านี้อังกฤษเล่น 4-3-3 แล้วชนะถึง 58% "เช่นเดียวกัน การเล่นด้วยระบบ 4-3-3 นั้นส่งผลในแง่บวกมากกว่าดังนั้นทีมจะได้เปรียบในเชิงจิตวิทยาในลักษณะเดียวกัน" เรื่องของผู้ตัดสิน เขาพบว่า เชิ้ตดำชาวยุโรป ค่อนข้างผ่อนปรนและโอเคกับสไตล์การเล่นแบบอังกฤษมากกว่าผู้ตัดสินจากทวีปอื่น และกรรมการยุโรปจะไม่ชอบพวกสายขี้ฟ้อง ล้มง่าย แท็คติกเยอะแบบอเมริกาใต้ "ผู้ตัดสินชาวยุโรปจะมีความเห็นใจต่อสไตล์การเล่นแบบอังกฤษมากกว่า และเห็นใจน้อยกว่าต่อสไตล์พวกจอมพุ่งเช่น หลุยส์ ซัวเรซ" สภาพแวดล้อมก็มีส่วนมาก แน่นอน หากเจ้าภาพบอลโลกอยู่ใกล้กับประเทศอังกฤษมากเท่าไหร่ โอกาสได้แชมป์ก็สูงตามไปด้วย "การได้เล่นใกล้บ้านเกิดลดผลกระทบแง่ลบในเรื่องความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและเรื่องเจ็ตแล็ก" "เราทำผลงานได้ดีกว่าในภูมิอากาศอบอุ่น(ประเทศในยุโรปโดยมากอยู่ในภูมิอากาศแบบนี้), ระดับความกดอากาศต่ำ และเวลาคิกออฟใกล้เคียงกับบ่าย 3 โมงที่เราคุ้นเคยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" จากข้อมูลของ สตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง ยังพบว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 5 องศาเซลเซียส จะลดโอกาสคว้าชัยชนะถึง 59% อีกหนึ่งปัจจัยสู่การคว้าแชมป์นั่นก็เรื่องของการยิงจุดโทษ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นทีมต่อหรือทีมรอง ทีมเป็นรองพร้อมทำทุกอย่างให้ทีมเป็นต่อเล่นได้ยากลำบากที่สุด การลากยาวไปถึงการต่อเวลาและดวลจุดโทษจึงสามารถเกิดขึ้นได้เสมอๆ และสำหรับอังกฤษ จุดโทษมันคือยาขมมาโดยตลอด ก่อนปี 2018 ที่พวกเขาเอาชนะโคลอมเบียไปได้นี่เอง "เรามาว่ากันที่้เรื่องของเทคนิคก่อน ความเร็วของลูกบอลคือกุญแจสำคัญเลยล่ะ ดังนั้น หวดให้บอลพุ่งไปเลย อย่างไรก็ตาม ความเร็วไม่มีค่าเลยหากไม่เข้าเป้า ถ้าเพียงแค่ผมสามารถไปกระซิบข้างหูของ คริส วอดเดิ้ล ได้แบบนี้ก่อนเขาจะส่งบอลลอยออกไปนอกชั้นบรรยากาศโลกในปี 1990" "สถิติเหล่านี้ยืนยันอย่างชัดเจน ให้เล็งยิงไปที่มุมบนขวา หรือซ้าย จะมีโอกาสเป็นประตูมากที่สุด" ยังมีเรื่องของอายุ หรือเท้าที่ถนัด ว่าจะมีผลในการยิงจุดโทษหรือไม่ น่าประหลาดใจที่สถิติกลับเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ "แต่นักเตะที่หัวโล้น กับคนที่ผมสีอ่อน มีโอกาสที่จะยิงเข้ามากกว่า เหตุผลเรื่องนี้ก็ไม่ชัดเจนนะ นี่คงเป็นหนึ่งในเรื่องลึกลับของวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว" นี่คือบทสรุปในเชิงสถิติและตัวแปร ที่ สตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง เก็บรวบรวมมาได้ เพียงแต่แน่นอนว่าเมื่อมันเป็นเรื่องฟุตบอล ที่ต้องเจาะลึก เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยภายนอกเท่านั้น ศาสตราจารย์ จิม อัลคาลิลี่ แห่งมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ซึ่งเชี่ยวชาญเกี่ยวกับฟุตบอล มองว่าข้อสรุปของ สตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง โดยเฉพาะเรื่องการยิงจุดโทษ มันใช้ไม่ได้เมื่อเจาะลึกลงไป "นี่มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก การยิงจุดโทษเนี่ยมันขึ้นอยู่กับความสามารถที่ติดตัวมา, การฝึกซ้อม และเรื่องของจิตวิทยา" "ปัจจัยเหล่านี้ ไม่สามารถนำเอาสมการมาจับได้หรอก แม้แต่คอมพิวเตอร์ที่คำนวนเรื่องสภาพอากาศที่ซับซ้อนที่สุดในประเทศเรายังจับตัวแปรเหล่านี้ ในระดับที่น่าเชื่อถือไม่ได้เลย" แน่นอนว่า สิ่งที่ ฮอว์คกิ้ง แนะนำมานั้น เกิดจากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ "ผ่านมาก่อนแล้ว" ในเชิงตัวเลขและสถิติ แต่มันไม่สามารถสร้างคำตอบที่ถูกต้องได้เสมอไป อาจจะยกเว้นเรื่องของสภาพแวดล้อม ที่แน่นอนว่า ยิ่งเล่นใกล้บ้าน ยิ่งคุ้นเคยกว่า ส่วนในเรื่องยิงจุดโทษ มันก็ชัดเจนว่าถ้าคุณยิงแม่น ยิงเข้าสามเหลี่ยม โอกาสเป็นประตูมันก็สูงอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรล่ะ ในการจะยิงให้ได้แบบนั้น ? นั่นต่างหากคือคำถาม อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ยังลงทุนเข้ามาช่วยหาคำตอบให้กับทีมชาติอังกฤษ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้แชมป์โลก แม้จะยังไม่มีสูตรสำเร็จใดๆ เพราะฟุตบอลมันไม่ใช่สมการทางคณิตศาสตร์ แต่ก็อย่างที่ สตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง ว่าไว้นั่นแหละ สำหรับทีมชาติอังกฤษ "ตราบใดที่มีชีวิต ตราบนั้นก็ยังมีความหวัง" เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อเต็ง 1 ตกรอบแรก "

ในฟุตบอลโลกหนนี้ หลายคนมองว่ามันอาจเป็น The Last Dance ของนักเตะระดับโลกหลายราย โดยเฉพาะ ลิโอเนล เมสซี่ ฟุตบอลโลกสมัยที่ 5 และอาจเป็นหนสุดท้ายแล้ว ซึ่งการจบลงด้วยความสมบูรณ์แบบ อย่างกับนิยาย คือ เมสซี่ ต้องได้ชูถ้วยแชมป์โลกส่งท้าย อาร์เจนติน่า ในครั้งนี้ ถูกยกเป็นหนึ่งในตัวเต็ง ฟอร์มของพวกเขาสุดยอดมากๆ ตอนนี้พวกเขาไม่แพ้ใครมา 36 เกมติดต่อกันเข้าไปแล้ว เพิ่งคว้าแชมป์ โกปา อเมริกา ได้บนแผ่นดินบราซิล ด้วยการเอาชนะบราซิล ซึ่งต้องถือว่าเป็นตัวเต็งในบอลโลกหนนี้ด้วย อาร์เจนติน่า ชุดนี้ มีความแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้มาก แกนหลักที่เป็นซีเนียร์มีไม่เยอะ และ เมสซี่ คือบิ๊กบอสในสนาม นักเตะรุ่นใหม่ที่ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญ ทุกคนโตมาโดยมี เมสซี่ เป็นฮีโร่ ดังนั้นพวกเขาพร้อมทำทุกอย่างเพื่อเมสซี่ เพื่อลูกพี่ของทีม อาร์เจนติน่า อาจเล่นไม่สนุกเร้าใจดุดัน แต่มีความรัดกุม เหนียวแน่น ทว่าก็ยังรักษาความเฉียบในการเข้าทำจากนักเตะเก่งๆ หลายรายเอาไว้ได้ เป็นปกติอยู่แล้วที่ ในฟุตบอลโลกทุกครั้ง อาร์เจนติน่า จะถูกยกเป็นหนึ่งในทีมลุ้นแชมป์ แต่ไม่ทุกครั้งไปที่พวกเขาจะดูแล้วแกร่ง จนน่ากลัวอย่างแท้จริงอย่างครั้งนี้ ก็อย่างที่ทุกคนรู้ดี หลายต่อหลายครั้งมาแล้วที่ทีมเต็ง ต้องตกรอบอย่างสุดเซอร์ไพรส์! ครั้งก่อนหน้านี้ที่อาร์เจนติน่า โดนยกให้เป็นทีมสุดแกร่ง ทีมเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์โลกคือในฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลี-ญี่ปุ่น ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อนนั่นเอง การจะดูภาพรวมว่าทีมไหนแกร่งจริง เต็งจริง ควรดูตั้งแต่เมื่อได้ทีมครบ 32 ทีมแล้ว และเป็นช่วง"ก่อนจับสลากแบ่งกลุ่ม" ในฟุตบอลโลกหนนั้นๆ เนื่องจากเมื่อจับสลากแบ่งกลุ่มแล้ว คู่แข่งร่วมกลุ่ม เส้นทาง อาจจะมีผลให้อัตราต่อรอง เพิ่ม หรือลด ได้เช่นกัน ฟุตบอลโลก 2002 ก่อนจับสลากแบ่งกลุ่ม อาร์เจนติน่า คือเต็ง 1 ในราคา 7/2 (แทง 2 จ่าย 7 ไม่รวมทุน) ในช่วงก่อนจับสลากแบ่งกลุ่มไม่กี่วัน ตามมาด้วย ฝรั่งเศส แชมป์เก่าและแชมป์ยูโร จากนั้นก็อิตาลี ที่โชว์ฟอร์มแกร่งมาตลอดช่วงนั้น ก่อนจะเป็น บราซิล, สเปน และอังกฤษ/เยอรมัน เมื่อมีการแบ่งกลุ่ม ปรากฏว่าอัตราต่อรองก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เนื่องจากอาร์เจนติน่า ดันอยู่ใน "กรุ๊ป ออฟ เดธ" ร่วมกับ อังกฤษ คู่อริตลอดกาล, ไนจีเรีย และสวีเดน แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังเป็นเต็ง 1 ตามมาด้วยฝรั่งเศส และอิตาลี ถามว่าทำไม อาร์เจนติน่า ถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ? เวลานั้นพวกเขามีโค้ชที่ชื่อ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ตั้งแต่ปี 2000 จนมาถึงก่อนฟุตบอลโลก พวกเขาแพ้แค่นัดเดียวคือแพ้ บราซิล ในรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้ ซึ่งก็เข้าใจได้ แถมพวกเขายังเอาชนะบราซิล กลับคืนได้ด้วย ในเลกที่เล่นในบ้าน เรียกว่าแพ้แค่เกมเดียวตลอด 2 ปีครึ่ง ที่สำคัญ ขุมกำลังของอาร์เจนติน่า ครบเครื่องสุดๆ นายทวาร 3 คนมาจากลา ลีกา ทั้งหมดคือ เคร์มัน บูร์โกส, โรเบร์โต้ โบนาโน่ และ ปาโบล กาบาเยโร่ ซึ่งเป็นมือ 1 แนวรับมีทั้ง โรเบร์โต้ อยาล่า, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, วอลเตอร์ ซามูเอล, ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ, ดีเอโก้ ปลาเซนเต้, ฮวน ปาโบล โซริน และจอมเก๋า โฮเซ่ ชาม็อต กองกลางมีตัวตัดเกมอย่าง มาตีอัส อัลเมย์ด้า ผู้นำอย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ และจอมทัพ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน บวกกับตัวสร้างสรรค์เกมทั้ง อาเรียล ออร์เตก้า, คิลี่ กอนซาเลซ, มาร์เซโล่ กายาร์โด้ ไปจนถึงไอ้หนุ่มหน้าหล่ออย่าง ปาโบล ไอมาร์ กองหน้าเรียกตัวเก๋าอย่าง เคลาดิโอ คานิกเกีย มาติดทีม ส่วนอีก 3 คน ถือว่าร้อนแรงสุดๆ ในยุโรปเวลานั้นคือ เคลาดิโอ โลเปซ, เอร์นาน เครสโป และกัปตันทีม กาเบรียล บาติสตูต้า เป็นทีมที่ขุมกำลังแข็งแกร่งทุกภาคส่วน ทั้งแต่นายทวารยันกองหน้า ไปจนถึงโค้ช และผลงานก่อนทัวร์นาเมนต์ก็ยอดเยี่ยมมาตลอด ช่วงอุ่นเครื่องก็เคี้ยว อิตาลี กับ เยอรมัน มาได้ด้วย เมื่อทัวร์นาเมนต์เริ่มต้นขึ้้น อย่างที่บอก อาร์เจนติน่า อยู่กลุ่ม F เป็นกลุ่มแห่งความตายร่วมกับ อังกฤษ, ไนจีเรีย และสวีเดน ทุกทีมแข็งแกร่ง แต่ยังไงเสีย อาร์เจนติน่า ก็ดูดีที่สุด ดูดีพอที่จะทำงานแรกให้ผ่านไปก่อน นั่นก็คือการเข้ารอบน็อคเอาท์ให้ได้ ไม่ว่าจะจบอันดับที่เท่าไหร่ก็ตาม เรื่องราวบางครั้งก็อาจไม่เป็นไปตามบทที่เขียนไว้เสมอไป ในฟุตบอลโลกหนนี้ อีกหนึ่งตัวเต็ง แชมป์โลกและแชมป์ยูโร หนล่าสุดอย่างฝรั่งเศส ก็เปิดหัวด้วยการแพ้เซเนกัล ซึ่งเป็นหน้าใหม่บนเวทีโลก ขณะนั้น และสุดท้ายฝรั่งเศสตกรอบแรกแบบไม่มีลุ้นอะไรเลย ส่วนเรื่องราวของอาร์เจนติน่า มันเป็นแบบนี้ พวกเขาเริ่มต้นได้สวย ประเดิมคว้า 3 แต้ม ด้วยการเฉือนชนะอินทรีมรกต ไนจีเรีย 1-0 จาก กาเบรียล บาติสตูต้า ส่วนอีกคู่ อังกฤษ เสมอกับ สวีเดน 1-1 จบเกมแรก อาร์เจนติน่า จำฝูง ไฮไลท์ที่ทุกคนมองมาคือเกมนัดที่สอง เพราะมันคือการย้อนรอยในปี 1998 อังกฤษ vs อาร์เจนติน่า โดยพวกเขาจะลงเตะเป็นคู่สอง ตามหลัง สวีเดน vs ไนจีเรีย ทีมจากสแกนดิเนเวีย อาจไม่ได้มีนักเตะระดับพรสวรรค์ ไม่ได้เล่นบอลสวยงาม แต่ทีมทายาทไวกิ้งทุกประเทศ มักเป็นทีมที่สร้างความลำบากใจให้ทุกทีมเสมอหากพวกเขาได้เข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์หลักๆ ครานี้ก็เช่นกัน หน้าเสื่อนั้น ไนจีเรีย นั้นถูกมองว่าแข็งแกร่งไม่น้อย ดูดีกว่า สวีเดน ด้วย ถ้าตามเวย์ คู่นี้เสมอกันไปจะเป็นผลดีต่ออีกสองทีมใหญ่ที่จะเตะคู่หลัง แต่กลับกลายเป็นว่า สวีเดน ทำแสบด้วยการแซงชนะ ไนจีเรีย 2-1 จากการทำคนเดียว 2 ตุงของ เฮนริค ลาร์สสัน กองหน้าตัวเก่ง นั่นเท่ากับว่า ผลแพ้ชนะของบิ๊กแม็ทช์ จะส่งผลใหญ่หลวงต่อทั้งสองทีมเองเลยทีเดียว เกมนั้นคนมองกันที่คู่กรณีจากปี 98 อย่าง ซิเมโอเน่ และ เดวิด เบ็คแฮม ซึ่งตอนนี้ เบ็คส์ ไม่ใช่เด็กอีกแล้วเขาก้าวมาเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ ผู้ตัดสินในเกมนั้นคือ ปิแอ์ลุยจิ คอลลิน่า เบอร์ 1 ของโลกด้วย เรียกว่าฟีฟ่า จัดมาให้เน้นๆ สมเป็นเกมที่ทั้งโลกจับตามอง วันนั้น เป็นเกมที่อังกฤษเล่นได้ดีเลยทีเดียว แดนกลางอย่าง ฮาร์กรีฟส์, นิคกี้ บัตต์, สโคลส์ ช่วยให้อังกฤษไม่เป็นรอง กระทั่งท้ายครึ่งแรกนาทีที่ 44 อังกฤษมาได้จุดโทษ ไมเคิ่ล โอเว่น โยกหลอก เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่พยายามแหย่ขาสกัด โอเว่น ทิ้งตัวล้มลงทันที และเสียงนกหวีดจาก คอลลิน่า ก็ดังขึ้นมาทันทีเช่นกัน มันกลายเป็นจุดโทษ ท่ามกลางการประท้วงของแข้งอาร์เจนไตน์ แต่ยังไงมันก็เป็นจุดโทษ และเป็น เดวิด เบ็คแฮม ที่รับหน้าที่สังหารจุดโทษ เบ็คส์ ยิงไม่พลาด ช่วยให้อังกฤษขึ้นนำ 1-0 และสุดท้ายมันกลายเป็นประตูชัยให้อังกฤษ เอาชนะอาร์เจนติน่าไปได้ด้วยสกอร์นี้ ผ่านไปสองเกมของ กรุ๊ป ออฟ เดธ กลายเป็นอังกฤษและสวีเดน มีแต้มเท่ากันที่ 4 แต้ม, อาร์เจนติน่า 3 แต้ม และไนจีเรีย 0 แต้ม ตกรอบไปก่อนใครเพื่อน นั่นทำให้ในเกมสุดท้าย อาร์เจนติน่า ต้องมีงานหนัก ด้วยการต้องเอาชนะสวีเดนให้ได้ก่อน หากจะเอาชัวร์ๆ อย่างที่บอกว่าทีมจากสแกนดิเนเวีย เมื่อเข้าทัวร์นาเมนต์รอบสุดท้าย พวกเขาจะทำให้คู่แข่งเจองานหนักเสมอ พวกเขาจะทำให้คู่แข่งเล่นยากที่สุด สวีเดน อาจมีตัวรุกที่ไม่เลวเลย เฮนริค ลาร์สสัน นำทัพ (ซลาตัน ยังเป็นแค่ดาวรุ่งเวลานั้น) แต่ที่มันไม่น่าเชื่อเสมอมาคือ แนวรับ เกมรับของสวีเดน มองตัวต่อตัวไม่มีนักเตะเกรด A แต่พวกเขารวมตัวกันแล้ว มันเหนียวแน่นสุดๆ เป็นมาแทบทุกยุคทุกสมัย โอลอฟ เมลเบิร์ก, อันเดรียส ยาค็อบส์สัน, โยฮัน มอลล์บี้, เท็ดดี้ ลูซิช สามารถยันเกมรุกของอาร์เจนติน่าได้อย่างยอดเยี่ยม บาติสตูต้า, เคลาดิโอ โลเปซ, ออร์เตก้า, ไอมาร์ ทำอะไรไมได้มากนัก ลงท้ายมีเพียง เอร์นาน เครสโป ที่ตีเสมอให้ อาร์เจนติน่า ในนาทีที่ 88 หลังจากโดนยิงนำไปก่อนหน้านั้น สกอร์จบที่ 1-1 หากกวาดสายตาไปที่ผลอีกคู่ ถ้ามัน "บังเอิญ" ไนจีเรียชนะอังกฤษ 2-0 อาร์เจนติน่า จะยังเข้ารอบกับสวีเดน แต่ก็ไม่เป็นแบบนั้น เพราะความจริงก็คือ อังกฤษกับไนจีเรีย เสมอกันไป 0-0 นั่นหมายความว่า สวีเดน และอังกฤษ ควงกันเข้ารอบด้วยการมี 5 คะแนน ทิ้งให้ อาร์เจนติน่า มี 4 คะแนน ตกรอบไปอย่างสุดเซอร์ไพรส์ เต็ง 1 ทีมที่มีขุมกำลังครบเครื่องที่สุด ทีมที่เต็มไปด้วยสตาร์ และถูกมองว่าจะสร้างสีสัน และความน่าตื่นตาให้กับฟุตบอลโลกฉบับเอเชียอย่าง อาร์เจนติน่า ตกเพียงรอบแรกเท่านั้น นี่แหละคือเสน่ห์ของฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ คุณมีเกมเล่นแค่ไม่กี่เกม ในระยะเวลากระชั้นชิด ความผิดพลาดแค่นิดเดียวของเกมใดเกมหนึ่ง ฟอร์มตกสักเกมเดียว อาการบาดเจ็บของนักเตะสักคน สามารถส่งผล เป็น/ตาย ได้ในทันที มันเป็นระบบการแข่งขันที่ทำให้ทีมที่เป็นรองสามารถลุ้นได้ เพราะไม่ใช่เกมยาว เจอกันหมดทุกทีมอย่างฟุตบอลลีก ดังนั้น เชื่อได้เลยว่าในฟุตบอลโลกที่กาตาร์หนนี้ พวกทีมเล็ก ทีมรอง ทั้งหลาย พร้อมที่จะมีทีเด็ดมาเซอร์ไพรส์เหล่าทีมใหญ่แน่นอน อาร์เจนติน่า และเมสซี่ จะจบเส้นทางฟุตบอลโลกแบบ The Last Dance หรือไม่ ต้องระวังการเจอทีมเล็ก ทีมรองเหล่านี้แหละ ตัวอย่างของรุ่นพี่เมื่อ 20 ปีก่อนมีให้เห็นมาแล้ว! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117