breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ผู้โชคร้ายแห่ง แอสตัน วิลล่า "

แอสตัน วิลล่า ทำการเสริมทัพล่วงหน้าสำหรับฤดูกาลถัดไปได้อย่างน่าตื่นเต้น พวกเขาเซ็น บูบาการ์ กามาร่า มาจาก โอลิมปิก มาร์กเซย แบบไม่มีค่าตัว และกำลังจะได้ ดีเอโก้ คาร์ลอส กองหลังบราซิลของเซบีย่า มาร่วมทีมอีกราย ครั้งหนึ่ง วิลล่า เคยเป็นทีมแข็งแกร่ง และพวกเขามีช่วงที่ขาดความสม่ำเสมอ แต่ในทีมสิงห์ผงาดแห่งมิดแลนด์ส จะต้องมียอดนักเตะฝีเท้าดีอยู่ในทีมไม่เคยขาด ย้อนไปในฤดูกาล 2000/01 แอสตัน วิลล่า ซึ่งช่วงนั้นพวกเขาถือเป็นทีมครึ่งบนของตาราง จบอันดับท็อป 6 อยู่เสมอ ก็จัดการเสริมทัพ ด้วยการเซ็นกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมวัย 33 ปีมาร่วมทีมแบบฟรีๆ จาก พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น ด้วยกฎบอสแมน ทำให้ วิลล่า คว้าตัวเขามาร่วมทีมได้แบบไม่มีค่าตัว แม้จะอายุ 33 ปีแล้ว แต่ความร้ายกาจของเขาคนนี้ก็ยังมีให้เห็น เขาคือ ลุค นิลิส รุด ฟาน นิสเตลรอย กับ โรนัลโด้ เป็นสองกองหน้าที่เก่งระดับสุดยอดในช่วงของเขา แม้จะต่างสไตล์กันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้งคู่ถือเป็น "ดาวยิงหมายเลข 9" ที่เก่งแบบสุดๆ ความเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งคู่ผ่านการเล่นให้ พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น มาแล้ว และที่สำคัญ เคยจับคู่กับ ลุค นิลิส มาแล้วทั้งสองคน โรนัลโด้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า นิลิส คือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดที่เขาเคยเล่นด้วย "ผมเล่นกับนักเตะเก่งๆ มากมายอย่าง ฟิโก้, โรมาริโอ, ซีดาน, ริวัลโด้, จอร์เกฟฟ์ และ ราอูล แต่มันเข้าขากันที่สุดตอนเล่นกับ ลุค นิลิส ซึ่งคู่กับผมที่พีเอสวี" นิลิส ย้ายมาจาก อันเดอร์เลชท์ ในบ้านเกิดเบลเยี่ยม มาเล่นให้ พีเอสวี ในปี 1994 พร้อมๆ กับ โรนัลโด้ แต่เขาอายุมากกว่า โรนัลโด้ ถึง 9 ปี ทั้งคู่เล่นด้วยกัน 2 ฤดูกาล ประสานงานกันอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงปีที่ 2 คือปี 1995/96 โรนัลโด้ มีอาการเจ็บรบกวน ลงสนามไปแค่ 13 นัด ทำให้ พีเอสวี ต้องพึ่งพา นิลิส เป็นหลัก และเขาก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวัง ยิงไป 21 ประตู เป็นดาวซัลโวของทีม หลังจากที่ โรนัลโด้ ย้ายออกไปได้ 2 ปี ทีมดังแห่งไอน์ดโฮเฟ่น ก็คว้าตัวเบอร์ 9 อีกรายเข้ามาร่วมทีมนั่นคือ รุด ฟาน นิสเตลรอย เพื่อมาประสานงานกับ นิลิส 2 ปีที่เล่นด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างยิงกระฉูด นับเฉพาะในลีก ปีแรก รุด ยิงไป 31 ประตู นิลิส 24 ประตู, ปีที่ 2 รุดยิง 29 ประตู นิลิส 19 ประตู ลุค นิลิส เป็นกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยม รูปร่างผอมสูง เขามักได้รับฉายาว่า "Lucky Luc" หรือ ลุคผู้โชคดี เพราะมักอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการทำประตูเสมอ จริงๆ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับโชค แต่มันเป็นความฉลาดในการหาตำแหน่งของเขามากกว่า ทีเด็ดของเขาที่เราคุ้นตากันคือลูกวอลเล่ย์ที่ทำได้แม่นยำมากทั้งซ้ายขวา ถ้าให้อธิบาย ลุค นิลิส ก็คือ เขาอาจไม่ใช่กองหน้าที่เก่งแบบสุดยอด ระดับเทพในด้านใดด้านหนึ่ง แต่เขาเป็นนักเตะที่ครบเครื่อง สามารถทำได้ทุกอย่างที่กองหน้าควรทำได้ นิลิส มีทักษะดี รูปร่างดี แข็งแรงพอที่จะโหม่งได้มีประสิทธิภาพ, พักบอลได้ เล่นเป็นทีมดี, ยิงประตูได้หลากหลาย วอลเล่ย์, ชาร์จ, ปั่นโค้ง, โหม่ง เขาถนัดทั้งสองเท้า และยังยิงฟรีคิกได้ดีอีกต่างหาก คุณสมบัติแบบนี้เองที่ทำให้เขาสามารถเล่นได้ทั้งกองหน้าเบอร์ 9 และ กองหน้าเบอร์ 10 ที่เป็นตัวสนับสนุน ยิ่งในยุคที่ฟุตบอลยังมักเล่นด้วยกองหน้าคู่ ยิ่งเหมาะกับ นิลิส แล้วก็ความสามารถรอบด้านแบบนี้เองที่ทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของกองหน้าเบอร์ 9 อย่าง โรนัลโด้ หรือ ฟาน นิสเตลรอย ในฐานะคู่หู เพราะเล่นได้เข้าขาทุกรูปแบบ ในศึก ยูโร 2000 ที่ฮอลแลนด์ และเบลเยี่ยม เป็นเจ้าภาพร่วม ลุค นิลิส ก็ติดทัพเบลเยี่ยมด้วย แต่เขาเป็นสำรอง เพราะมองว่าอายุเยอะ และเวลานั้นมีกองหน้าที่กำลังฟอร์มดี ฟอร์มพุ่งอย่าง บรังโก้ สตรูปาร์ กับ เอมิล เอ็มเพนซ่า เป็นตัวจริง นิลิส ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายเจอกับตุรกี แต่ก็ต้านทัพเติร์กไม่ไหวพ่ายไป 0-2 ทำให้ เบลเยี่ยม ตกรอบแรก ซัมเมอร์นั้นเองที่เขาตัดสินใจแยกทางกับ พีเอสวี เพราะหมดสัญญาพอดี ทำให้ แอสตัน วิลล่า ของกุนซือ จอห์น เกรกอรี่ เซ็นเข้ามา ซึ่งตอนนั้นมีข่าวว่าลิเวอร์พูล กับทีมจากสเปน ก็สนใจในตัวเขา แม้จะอายุ 33 ปีแล้ว แต่ถือเป็นนักเตะชื่อดัง ที่เรียกว่าเข้ามาเป็นสตาร์ของ วิลล่า ได้เลย ประเดิมเกมแรกในพรีเมียร์ ลีก นิลิส ก็โชว์ฟอร์มเลย เขายิงประตูใส่เชลซี ได้ทันทีในเกมที่ วิลล่า เสมอกับทีมสิงห์บลูส์ 1-1 เกมที่สอง เขาลงเป็นกองหน้าตัวจริงให้ วิลล่า อีกครั้งจับคู่กับ ดิออน ดับดลิน ไปเยือนแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล แต่วิลล่า ต้านความร้อนแรงของ ไมเคิ่ล โอเว่น ในตอนนั้นไม่ไหว โดน "เบบี้โกล" แฮททริก ใส่พ่ายไป 1-3 โชคร้ายมาถึงเอาในเกมที่ 3 เป็นการไปเยือน อิปสวิชที่ พอร์ทแมน โร้ด เล่นไปได้เพียงไม่กี่นาที ในจังหวะบอลโด่งเข้าเขตโทษ นิลิส ลอยตัวเข้าหาบอล แต่ปะทะกับ ริชาร์ด ไรท์ มือกาวของทีมม้าขาว จนกระดูกหน้าแข้งหัก ต้องโดนเปลี่ยนตัวออกทันที เป็นภาพที่น่าหวาดเสียวสุดขีด ข่าวนี้ดังไปทั่วเพราะนักเตะเพิ่งย้ายมาพรีเมียร์ ลีก แค่แป้บเดียว และเล่นดี มีแววเป็นสตาร์ของทีม เป็นตัวดังของลีกได้ แพทย์พยายามรักษาเขาเต็มที่ หวังว่าจะหายกลับมาได้ แต่สุดท้าย กระดูกมันไม่ได้หักสวย มันหักแบบละเอียด เกิดอาการติดเชื้อ จนเกือบต้องตัดขา สุดท้าย นิลิส ก็ต้องตัดสินใจแขวนสตั๊ดด้วยวัย 33 ปี หลังอาการเจ็บ เขาอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่สุดๆ เขามีลูกอายุน้อย 3 คน แต่เขากลายเป็นคนไม่มีความสุขเมื่ออยู่บ้าน จนกระทั่งสุดท้ายต้องหย่ากับภรรยา "ผมอยู่ในความมืดมิด อยู่ในหลุมดำ มันหดหู่มากๆ มันไม่ใช่การแยกทางที่รุนแรงยุ่งเหยิงเลย แต่ ใช่ มันมาจากผลกระทบจากสภาพจิตใจที่ผมเป็นตอนนั้น เมื่อฟุตบอลถูกพรากไปจากผม ผมคิดถึงมันมากจนรู้สึกว่าเคว้งคว้าง มันเป็นความทรมานทางจิตใจ ทุกวันๆ เป็นเวลายาวนาน" เขายอมรับว่าเรื่องราวที่ แอสตัน วิลล่า เขาอยากจะลืมมันไปให้หมด และ พอร์ทแมน โร้ด สนามของอิปสวิช จะเป็นที่ที่เขาไม่คิดอยากกลับไปอีก "ผมแยกตัวออกมาคนเดียว เป็นเวลานาน ผมไม่อยากจดจำอะไรเกี่ยวกับมันเลย มันเป็นสถานที่ที่ผมไม่อยากจะไปอีกเลย" "ริชาร์ด ไรท์ เข้ามาหาผมในวันรุ่งขึ้น แต่ผมไม่อยากเจอเขา จากนั้นเขากลับมาอีกเรื่อยๆ และเมื่อผมหัวโล่งขึ้นแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็บอกกับเขาว่า อย่ากังวลเลย ฉันไม่โทษนายหรอก เขามีความสุขที่ผมไม่ได้โทษเขา และผมก็ไม่ได้โทษเขาจนแม้ทุกวันนี้ เจ้าของทีมอิปสวิช (เดวิด) ชีพแชงค์ ก็มาเยี่ยมผม 2 หน ชีพแชงค์ ผมไม่มีวันลืมชื่อนี้เลย มันเป็นเรื่องดีมากที่เขามาเยี่ยม" "การต้องเซ็นเอกสาร (เดือนมกราคม 2001) ว่าผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้อีกแล้วเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง แน่นอนว่ามันเป็นวันที่ดำมืดที่สุดในชีวิตผม ผมรู้สึกว่าผมเกิดมาโดยมีลูกบอลอยู่บนเตียงนอนด้วย จากนั้น ในวินาทีเดียวผมต้องเซ็นว่าผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้อีกแล้ว ด้านจิตใจแล้ว มันยากที่จะทำใจ" "เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน (เคยคุมเขาที่ พีเอสวี) เคยบอกผมว่าให้ภูมิใจในการเป็นนักฟุตบอล ผมโชคดีมากที่ได้เล่นภายใต้เขาอยู่ 1 ปี เขาเป็นคนมหัศจรรย์ เขาจะบอกให้ผมลงไปเล่นให้สนุก แสดงให้คนที่เขามาดูคุณว่าคุณสนุกกับเกม เพราะพวกเขาจะสนุกไปกับคุณด้วย" "ผมไม่เคยลืมว่าตอนที่ผมเล่น ผมเป็นคนมองในแง่บวกเสมอ ผมช่วยเพื่อนร่วมทีมและให้กำลังใจเพื่อนๆ เสมอ แต่หลังจากอาการเจ็บ มันยากมากที่จะดึงเอาจิตใจกลับมาให้คิดในแง่บวก ผมกลายเป็นคนหดหู่ในทันที" ลุค นิลิส ใช้เวลาถึง 4 ปีในการรักษาอาการเจ็บและทำกายภาพบำบัดจนกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติอีกครั้ง หลังจากนั้นเขาก็ผันตัวไปทำงานด้านโค้ช เคยเป็นแมวมอง เป็นผู้ช่วยเทรนเนอร์ที่พีเอสวี เป็นโค้ชกองหน้าให้พีเอสวี และไปทำงานในตุรกี และจอร์แดน ปัจจุบัน เขาเป็นผู้จัดการทีมของ เบลิเซีย บิลเซ่น สโมสรในระดับดิวิชั่น 4 ของเบลเยี่ยม "ผมอายุ 53 ปีแล้ว ดังนั้นผมหวังว่าผมจะกลับไปเยือนที่นั่นได้ในวันหนึ่ง" นิลิส พูดถึงการกลับไป วิลล่า พาร์ค เอาไว้เมื่อ 2 ปีก่อน "มันต้องเป็นตอนที่แฟนบอลเต็มสนาม ผมอยากสัมผัสประสบการณ์แฟนบอลเต็มสนามที่วิลล่า พาร์ค อีกครั้ง ผมเคยหวังเอาไว้แบบนั้น แต่มันถูกพรากไปจากผมเร็วเกินไปหน่อย" จากนักเตะฝีเท้าเยี่ยมที่ โรนัลโด้ R9 กับ รุด ฟาน นิสเตลรอย ยกย่อง, กองหน้าที่ได้รับฉายาว่า "ลุคผู้โชคดี" กลับมาจบอาชีพนักเตะเพราะ "โชคร้าย" แต่ผลงานที่เขาฝากเอาไว้ก่อนหน้านั้น ก็ทำให้หลายคนยังจดจำเขาได้ดี หากจะมีโอกาสที่เขาจะหวนกลับไปเยือน วิลล่า พาร์ค บางทีในฤดูกาลใหม่ 2022/23 อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็เป็นได้ ยิ่งดูยิ่งได้อรรถรส รับชมคลิปได้เลย :: http://ow.ly/aUyZ30skHv0 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ซ้ายพิฆาตแห่งเซนต์ เจมส์ พาร์ค "

นิวคาสเซิ่ล เป็นทีมที่มีผลงานน่าประทับใจมากในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล หลังจากที่ เอ็ดดี้ ฮาว ปรับทีมจนลงล็อค พวกเขาไม่เพียงหนีตายได้อย่างสบายๆ แต่กระโดดมาจบถึงกลางตารางอันดับ 11 ทั้งที่ 14 นัดแรกไม่ชนะใครเลยแม้แต่เกมเดียว น่าสนใจมากว่าซัมเมอร์นี้ นิวคาสเซิ่ล จะเสริมทัพยังไง และเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้ร้อนแรงต่อยอดจากฤดูกาลนี้ได้หรือไม่ พูดถึงการเสริมทัพของนิวคาสเซิ่ล พวกเขามักมีนักเตะชื่อที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เข้ามาอยู่เสมอ กระทั่งภาพยนต์ GOAL! ก็ใช้นิวคาสเซิ่ล เป็นธีมหลักให้ ซานติ มูนเญซ เด็กโนเนมเชื้อสายเม็กซิกัน พระเอกของเรื่องเดินทางจากอเมริกา มาเซ็นสัญญาด้วย ถ้าจะมีนักเตะในชีวิตจริงสักคนของนิวคาสเซิ่ล ที่มีส่วนคล้ายกับ ซานติ มูนเญซ อยู่บ้าง เห็นจะเป็น โลร็องต์ โรแบร์ ปีกซ้ายทีมชาติฝรั่งเศส เพียงแต่ โรแบร์ ตอนย้ายมายังนิวคาสเซิ่ล ในปี 2001 เขาไม่ใช่เด็กโนเนม แต่เป็นตัวหลักของ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น โรแบร์ เกิดที่เกาะเรอูนิยง ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส เกาะนี้อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ใกล้กับมาดากัสการ์ ในทวีปแอฟริกา เขาเดินทางมาเป็นนักเตะของมงต์เปลลิเยร์ตอนอายุ 16 ปี จากนั้นผลงานดีจน ปารีส คว้าตัวมาร่วมทีมในปี 1999 ด้วยวัย 24 ปี 2000/01 เปแอสเช ผลงานในลีก เอิง ไม่ดี จบแค่อันดับ 8 ทีมชุดนั้นมีนักเตะอย่าง เจย์เจย์ โอโคชา, นิโกล่าส์ อเนลก้า,เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, มิเกล อาร์เตต้า, อาลี เบอนาร์เบีย ร่วมทัพ ทว่าดาวยิงประจำทีมในฤดูกาลนั้นเป็น โรล็องต์ โรแบร์ ในตำแหน่งปีกซ้าย เขาทำไป 15 ประตูจาก 32 เกมในลีก และยอดรวมทุกรายการ 18 ประตู จนนิวคาสเซิ่ล ยอมทุ่มเงิน 9.5 ล้านปอนด์คว้าตัวมาร่วมทีม แฟนบอลอังกฤษไม่ค่อยรู้จักโรแบร์ มากนัก แต่เพียงไม่กี่เกมแรกของเขาบนแผ่นดินอังกฤษ ผู้คนก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมปู่บ็อบ ถึงได้ซื้อหนุ่มวัย 26 รายนี้มาร่วมทีม เกมแรกเป็นการเสมอเชลซี 1-1 ในนัดเปิดฤดูกาล 2001/02 นัดต่อมาเขาทำแอสซิสต์ ทีมเสมอซันเดอร์แลนด์ 1-1 นัดที่ 3 โรแบร์ ยิงไป 1 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ นิวคาสเซิ่ลถล่มมิดเดิลสโบรช์ 4-1 เกมไฮไลท์มาถึงคือการเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดที่ 4 ของฤดูกาล ปกติแล้ว คู่นี้เจอกันใส่กันมันตลอด เพราะต่างเป็นบอลบุก นิวคาสเซิ่ล ในยุคของปู่บ็อบ ทำให้หลายคนชื่นชอบ เหมือนสมัย เควิน คีแกน เพราะเล่นฟุตบอลเอนเตอร์เทน นักเตะตัวรุกจึงแจ้งเกิดได้มากมายในยุคปู่ เพียง 5 นาที โรแบร์ ก็แสดงความพิเศษของเขาให้เห็นนั่นคือการฟรีคิก เขาปั่นเสียบตาข่ายแมนฯ ยูไนเต็ด พาทีมออกนำ และมันเป็นเกมที่สุดดุเดือด นิวคาสเซิ่ล เฉือนชนะ 4-3 รอย คีน โดนใบแดง จบฤดูกาลแรกกับนิวคาสเซิ่ล โรแบร์ ทำไป 8 ประตูกับ 14 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมสาลิกาดง จบอันดับ 4 ของพรีเมียร์ ลีก โรแบร์ อาจไม่ใช่นักเตะที่ขยันที่สุดในทีม ไม่ใช่ปีกซ้ายประเภทคุกคามคู่แข่งได้จากความพริ้วไหว กระชากลากเลื้อย แต่เขามีเท้าซ้ายสุดฉมัง การครอสบอล และการยิงบอลถือเป็นจุดเด่น โดยเฉพาะการปั่นฟรีคิก คือเครื่องหมายการค้า แม้ถนัดซ้าย แต่ โรแบร์ สามารถยิงฟรีคิกได้จากทุกมุม ใกล้ ไกล เบี่ยงซ้าย เยื้องขวา ยิงได้หมด โรล็องต์ โรแบร์ จะปั่นฟรีคิกด้วยข้างเท้าด้านใน ใช้บริเวณใกล้ๆ ตาตุ่มด้านในสัมผัสบอล ทำให้เขาเลือกยิงได้ว่าจะเอาแรงแบบเต็มเหนี่ยว หรือจะยิงให้บอลโค้ง คล้ายๆ กับ จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่ เขาเล่นให้นิวคาสเซิ่ล 4 ฤดูกาล ลงสนามนับเฉพาะพรีเมียร์ ลีก 129 นัด ทำได้ 22 ประตู และ 11 ประตูที่ทำได้มาจากฟรีคิก! ณ ปัจจุบันมีเพียง จานฟรังโก้ โซล่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เธียร์รี่ อองรี, เจมส์ วอร์ด เพราส์ และ เดวิด เบ็คแฮม เพียง 5 คนเท่านั้นที่ยิงฟรีคิกในพรีเมียร์ ลีก มากกว่า โรแบร์ เมื่อคิดเป็น % ของประตูที่ทำได้ ถือว่าสูงมาก เพราะ 50% ของประตูที่เขายิงให้นิวคาสเซิ่ลในลีก คือฟรีคิก และเมื่อหารเฉลี่ยเป็นจำนวนนัด โรแบร์ คืออันดับ 1 เป็นสถิติที่สูงกว่า เดวิด เบ็คแฮม ด้วยซ้ำ เขาไม่ใช่นักเตะเทพ ไม่ใช่นักเตะแข็งแกร่งที่ฟอร์มการเล่นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในปีหลังๆ แต่เป็นนักเตะประเภท Cult hero ที่แฟนๆ จดจำได้ดีจากช็อตมหัศจรรย์ ช็อตสวยๆ ที่มีมาฝากอยู่เรื่อยๆ น่าเสียดายที่เมื่อ นิวคาสเซิ่ล ตัดสินใจปลด บ็อบบี้ ร็อบสัน และแต่งตั้ง แกรม ซูเนสส์ เข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป โรแบร์ พลาดที่ออกมาวิจารณ์ ซูเนสส์ และเพื่อนร่วมทีม จนในที่สุดสโมสรลอยแพ ปล่อยเขาให้พอร์ทสมัธยืมตัวในปี 2005/06 และครึ่งหลังของฤดูกาลนั้นเองเขาก็โดนปล่อยถาวรไปอยู่กับเบนฟิก้า ที่มี โรนัลด์ คูมัน คุมทีม ให้บังเอิญอีกเช่นกัน ประตูแรกของ โรแบร์ ในโปรตุเกส คือการยิงใส่เอฟซี ปอร์โต้ อริตลอดกาลของเบนฟิก้า และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขายิงแบบไหน... ใช่ มันคือฟรีคิก เป็นฟรีคิกระยะ 40 หลาเสียด้วย เขายอมรับว่าเสียใจที่ย้ายออกจากนิวคาสเซิ่ล เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อฝรั่งเศส เขาชื่นชอบนิวคาสเซิ่ลเสมอ นักเตะที่เก่งสุดที่เขาเล่นด้วยคือ อลัน เชียเรอร์ และกุนซือที่ดีที่สุดของเขาคือปู่บ็อบ ที่เขาบอกว่าเป็นเหมือนพ่อคนที่สอง และเมื่อปู่บ็อบไม่อยู่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด "นิวคาสเซิ่ล เป็นสโมสรที่ดีที่สุดของผมในเวลานั้นให้ผมได้เซ็นสัญญา การได้เล่นให้นิวคาสเซิ่ลใน แชมเปี้ยนส์ ลีก คือความมหัศจรรย์อย่างที่คุณสามารถจินตนาการได้" "ในฤดูกาลแรกของผม เราจบอันดับ 4 และปีต่อมา เราจบถึงอันดับ 3" "ทั้ง 2 ฤดูกาลนั้น เราได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ ลีก อย่างจริงๆ จังๆ และเราเป็นหนึ่งในทีมที่ได้ลุ้นอยู่เกือบทั้งฤดูกาล ของทั้ง 2 ปีนั้น" "ตอนที่เราเล่นฟุตบอลในแนวทางของเราภายใต้ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน และคุณสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในบิ๊กโฟร์ มันเป็นความรู้สึกยอดเยี่ยมสำหรับนักเตะสักคน" "ผมยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมสโมสรถึงปล่อยให้เขาจากไป ... เราจบอันดับ 5 นะ! นั่นควรจะเป็นฤดูกาลที่ดีสำหรับนิวคาสเซิ่ลแล้ว" "บ็อบบี้ มีทีมที่กำลังเล่นดี และเราจบอันดับ 4 , อันดับ 3 และอันดับ 5 ดังนั้นการเห็นเขาอำลาไปมันจึงแปลกมาก" "เมื่อเขาย้ายออกไป สโมสรก็เปลี่ยนไปเลย สไตล์ฟุตบอลก็เปลี่ยนไปด้วย และเราพยายามทำสิ่งที่ต่างออกไปกับนักเตะที่ต่างออกไป" "นั่นคือเหตุผลที่ผมอำลานิวคาสเซิ่ล เมื่อบ็อบบี้ ร็อบสัน จากไป ผมก็อยากไปเช่นกัน" แม้จะสวมเสื้อขาวดำของนิวคาสเซิ่ลแค่ 4 ปี และมีช่วงลุ่มๆ ดอนๆ อยู่บ้าง แต่ผลงานและไฮไลท์การเล่นของ โลร็องต์ โรแบร์ โดยเฉพาะช่วง 2 ปีแรก ก็ยังฝังใจเหล่าทูนอาร์มี่ อยู่เสมอ เขาสวมเสื้อหมายเลข 32 ประจำการทางฝั่งซ้าย และที่สำคัญ มีเท้าซ้ายที่สุดยอด อย่างที่ เซนต์ เจมส์ พาร์คไม่เคยเห็นมาก่อน และยังไม่เคยเห็นอีกเลยจนถึงทุกวันนี้ รับชมคลิปสุดมันกับซ้ายพิฆาตได้ที่ :: http://ow.ly/2N1430skqR4 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ที่สุดแห่งเกมเพลย์ออฟ "

ฤดูกาลฟุตบอลยุโรปกำลังจะปิดฉากลงอีกครั้งแล้ว ลีกใหญ่ๆ ทะยอยจบลงไป แต่ยังมีไฮไลท์ส่งท้ายกันอีกนิดหน่อย หากเป็นเวทีใหญ่แล้ว นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มักเป็นฉากจบแบบรูดม่านอย่างแท้จริง แต่ก็ยังมีโปรแกรมเหลือที่น่าลุ้นเช่นกัน นั่นคือการเพลย์ออฟ เลื่อนชั้นของลีกต่างๆ โดยเฉพาะ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ สู่พรีเมียร์ ลีก คืออีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจ อย่างที่เรารู้กันว่าว่า เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เอาแค่อันดับ 1 และ 2 เลื่อนชั้นอัตโนมัติ ส่วนทีมอันดับ 3-4-5-6 ต้องมาเพลย์ออฟกัน หาทีมชนะแค่ทีมเดียว คว้าตั๋วใบสุดท้าย การจับคู่เพลย์ออฟรอบรองชนะเลิศ อันดับ 3 จะเจออันดับ 6 และอีกคู่ อันดับ 4 เจอกับอันดับ 5 เตะกันแบบเหย้า-เยือน ผู้ชนะ จะเข้าไปชิงกันที่เวมบลีย์ ศึกเพลย์ออฟ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีเกมระดับดราม่า ตื่นเต้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรอบรองชนะเลิศ หรือรอบชิงชนะเลิศ หนึ่งในเกมที่เพิ่งผ่านมาในช่วงหลัง ที่หลายคนยังคงจำได้ดี นั่นคือดราม่าของเกมรอบรองชนะเลิศเมื่อปี 2012/13 ระหว่าง วัตฟอร์ด กับ เลสเตอร์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2012/13 จบลงด้วยการที่ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และ ฮัลล์ ซิตี้ เลื่อนชั้นอัตโนมัติ ส่วนทีมเพลย์ออฟ ประกอบด้วย ไบรตัน อันดับ 4 vs พาเลซ อันดับ 5 และอีกคู่ วัตฟอร์ด ซึ่งเป็นทีมอันดับ 3 ภายใต้การคุมทีมของ จานฟรังโก้ โซล่า มาเจอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 6 ที่มี ไนเจล เพียร์สัน คุมทีม ขณะนั้น เป็นเวลาเกือบ 3 ปี นับตั้งแต่คุณวิชัย เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ เป้าหมายคือการนำทีมกลับสู่พรีเมียร์ ลีก ให้ได้ แผนงานในช่วงแรกนี้คือการยืมตัวดาวรุ่ง หรือซื้อตัวนักเตะจากสโมสรในพรีเมียร์ ลีก มาร่วมทีม โดยเฉพาะจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ริทชี่ เดอ เลท, ไมเคิ่ล คีน, แดนนี่ ดริงค์วอเทอร์, แม็ตตี้ เจมส์, เจสซี่ ลินการ์ด ต่างย้ายจากแมนฯ ยูไนเต็ด มาเล่นให้ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนั้น ไม่ว่าจะเป็นดีลถาวร หรือยืมตัว นอกจากนั้นพวกเขายังยืมเอา แฮร์รี่ เคน สมัยเป็นดาวรุ่งมาร่วมทีมด้วย เจมี่ วาร์ดี้ ก็อยู่ในทีมเช่นกัน แต่เวลานั้น วาร์ดี้ ยังไม่ใช่วาร์ดี้ อย่างในช่วงหลัง ยังเป็นเพียงกองหน้าที่ถูกคว้าตัวมาจาก ฟลีตวูด ทาวน์ ใหม่ๆ ในเกมเพลย์ออฟ เลกแรกเตะกันที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก่อน และเป็น เลสเตอร์ ที่เฉือนชนะ 1-0 จากประตูของ เดวิด นูเจนท์ ในนาทีที่ 82 เลกสอง เตะกันอีก 3 วันให้หลังที่ วิคาเรจ โร้ด โดยมีผู้ตัดสินดาวรุ่งในเวลานั้นอย่าง ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ลงทำหน้าที่ วัตฟอร์ด ของ จานฟรังโก้ โซล่า ได้เปรียบตรงที่พวกเขามีนักเตะระดับประสบการณ์สูงอยู่ในทีมหลายคนเช่น มานูเอล อัลมูเนีย, มาร์โก คาสเซ็ตติ, ฟิตซ์ ฮอลล์ เป็นต้น แนวรุกของแตนอาละวาดมี อิเคชี่ อันย่า, ทรอย ดีนี่ย์ และ มาเตย์ วีดร้า ซึ่งอันตรายทุกคน ด้านผู้มาเยือนเลสเตอร์ ซึ่งกุมความได้เปรียบจากชัยชนะนัดแรก 1-0 มาในระบบ 4-4-2 ตามปกติ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เฝ้าเสา กองหลังมี ริทชี่ เดอ เลท, เวส มอร์แกน, ไมเคิ่ล คีน, เชฟฟรี่ ชลุปป์ กองกลางใช้ แดนนี้ คิง, ลอยด์ ดายเออร์, แม็ตตี้ เจมส์, อองโตนี่ น็อคการ์ท และกองหน้าเป็น เดวิด นูเจนท์ กับ คริส วู้ด พวก ดริงค์วอเทอร์, เจมี่ วาร์ดี้, แฮร์รี่ เคน ในตอนนั้นเป็นสำรอง เกมเล่นกันมาได้ 15 นาที วัตฟอร์ด ก็ออกนำ 1-0 จากการหลุดไปวอลเล่ย์อย่างสวยงาม มาเตย์ วีดร้า ทำให้สกอร์รวมเสมอกัน 1-1 ทว่าเพียง 4 นาทีต่อมา เลสเตอร์ ได้เตะมุม บอลเปิดมาเข้าหัว เดวิด นูเจนท์ โหม่งตีเสมอเป็น 1-1 ส่งผลให้ เลสเตอร์ กุมความได้เปรียบอีกครั้ง ในครึ่งหลัง นาทีที่ 65 วัตฟอร์ด ก็มาได้ประตูที่พวกเขาต้องการ ออกนำอีกครั้งเป็น 2-1 จาก มาเตย์ วีดร้า คนเดิมที่หลุดเข้าไปยิงเบียดเสาอย่างเฉียบขาด กติกาที่ ฟุตบอลลีก นำมาใช้ในการเพลย์ออฟ จะไม่มี อเวย์โกล นั่นหมายความว่า ตอนนี้ เสมอกัน 2-2 โอกาสเข้ารอบเท่าๆ กันในช่วงเวลาที่เหลือของเกม เกมนี้ มีการทดเวลาบาดเจ็บไปนานถึง 7 นาที อองโตนี่ น็อคการ์ท อาศัยความคล่อง พาบอลเข้าเขตโทษทางฝั่งขวา มาร์โก คาสเซ็ตติ ตามไปสกัด เขายกแขนขึ้นมาดันที่บริเวณหัวไหล่ของ น็อคการ์ท ทำให้ปีกเลสเตอร์ทิ้งตัวล้ม ทันใดนั้นเองก็มีเสียงนกหวีดยาวจากไมเคิ่ล โอลิเวอร์ มันเป็นจุดโทษ! แน่นอนว่าตอนนั้นไม่มี VAR เมื่อเป่าจุดโทษ มันก็ต้องเป็นจุดโทษ อองโตนี่ น็อคการ์ท ที่ไม่เคยยิงจุดโทษในเกมให้กับเลสเตอร์เลย ตั้งแต่ย้ายมา เขาอาสาลุกขึ้นมาสังหารจุดโทษด้วยตัวเอง เขาวิ่งมายิงเรียดไปกลางประตูแต่ มานูเอล อัลมูเนีย ใช้ขาเซฟเอาไว้ได้ น็อคการ์ท ตามซ้ำก็ติด อัลมูเนีย ที่ลุกมาบล็อกได้ด้วยหน้าอก มาร์โก คาสเซ็ตติ คนทำเสียจุดโทษสมาธิดี รีบวิ่งไปหวดบอลทิ้งขึ้นหน้า บอลที่ถูกเตะทิ้งลูกนั้นมาเข้าทาง อิเคชี่ อันย่า ท่ามกลางเสียงดีใจของแฟนวัตฟอร์ดที่รอดพ้นจากการเสียประตู ดีใจที่พวกเขายังไม่ตกรอบ แต่ อันย่า ไม่สนเสียงเฮจากแฟนบอล เขากระชากบอลเข้าไปในแดนเลสเตอร์ทันที แม้เข็มนาฬิกา มันจะเกินเวลาที่ทดไปแล้ว แต่ในเมื่อผู้ตัดสินยังไม่เป่านกหวีด ก็ต้องเล่นต่อไป อันย่า เปิดบอลต่อขึ้นหน้ามาที่ เฟร์นานโด ฟอเรสติเอรี่ ตัวสำรองที่ลงมาในช่วงครึ่งหลัง ฟอเรสติเอรี่ แต่งบอลไปจนสุดเส้นแล้วครอสโด่งไปเสาสอง โจนาธาน ฮ็อกก์ อีกหนึ่งตัวสำรอง เทกตัวโหม่งตั้งกลับมาตรงกลางแถวๆ จุดโทษ วินาทีนั้น ทรอย ดีนี่ย์ ก็วิ่งเข้ามาวอลเล่ย์แบบไม่ต้องจับ บอลพุ่งกระแทกตาข่ายอย่างสะใจ หัวหอกตัวแสบ วิ่งถอดเสื้อดีใจแบบไม่สนโลก เพราะเขารู้ดีว่านี่คือประตูที่จะส่งให้ วัตฟอร์ด ได้ไปเล่นที่เวมบลีย์ ในนาทีที่ 90+7 ทีมเสียจุดโทษ แต่เซฟเอาไว้ได้ จากที่จะเป็น 2-2 กลับกลายมาเป็น 3-1 ภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาที ไม่มีฉากจบไหนจะคลาสสิกไปมากกว่านี้แล้ว กล้องจับมาที่ อองโตนี่ น็อคการ์ท คนที่ยิงจุดโทษพลาดให้เลสเตอร์ทันที มันคือความดราม่าที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วินาทีจริงๆ วัตฟอร์ด เข้าไปชิงตั๋วเพลย์ออฟ กับ คริสตัล พาเลซ ตอนนั้นแฟนบอลจำนวนไม่น้อยเชียร์วัตฟอร์ด เพราะพวกเขาเล่นบอลเกมรุก เล่นบอลสนุก แถมมีแฟนๆ ของ จานฟรังโก้ โซล่า ที่เอาใจช่วยขวัญใจรายนี้อยู่ด้วย แต่มันกลายเป็นว่า วัตฟอร์ด ต้องอกหัก พวกเขาแพ้ให้ พาเลซ 0-1 โดยมาโดนยิงจากจุดโทษ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 105+1 จาก เควิน ฟิลลิปส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพาทีมเลื่อนชั้น เลสเตอร์ ใช้ความพ่ายแพ้แค่เส้นยาแดงต่อวัตฟอร์ด มาเป็นแรงผลักดัน ฤดูกาลต่อมา 2013/14 พวกเขาไม่ต้องรอเพลย์ออฟ เพราะพวกเขาทำผลงานสุดยอด คว้าแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยการเก็บไปถึง 102 แต้ม เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ เพียง 2 ปีหลังจากเลื่อนชั้น เลสเตอร์ ก็สร้างปาฏิหาริย์ 5,000/1 คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครอง และพวกเขาก็ไม่เคยตกชั้นลงไปอยู่ในลีกรองอีกเลยจนถึงทุกวันนี้ ร่วมรับชมคลิปเพิ่มความสนุกสุดมันได้ที่ : http://ow.ly/viPS30skkLl เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" บทเรียนเมื่อปี 2014 "

แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้สึกมีความหวังอยู่บ้างหลังจากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และคาดหวังถึงสิ่งที่ดีขึ้นที่จะได้เห็นตั้งแต่ซัมเมอร์นี้ หลังจากวนเวียนอยู่กับความหดหู่อยู่หลายปี ทนเห็น 2 อริที่ฉกาจที่สุดอย่าง แมนฯ ซิตี้ และลิเวอร์พูล ขึ้นมายิ่งใหญ่ เท่านั้นไม่พอ ตัวเองยังตกลงมาแบบหมดสภาพ ทำให้การเปลี่ยนแปลงชนิดถอนรากถอนโคนคือสิ่งจำเป็น ณ วันนี้ แฟนผีทำใจยอมรับได้ว่ามันต้องสร้างกันขึ้นมาจากรากฐานอีกครั้ง ทำใจยอมรับได้ ว่าหากภายใน 2 ปี จะยังไม่เป็นทีมระดับลุ้นแชมป์ เล่นฟุตบอลได้แข็งแกร่งทุกมิติ ขอเพียงเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนกับกุนซือคนใหม่อย่าง เอริค เทน ฮาก ก็เป็นสิ่งที่โอเคในระดับหนึ่งแล้ว แต่นั่นไม่ใช่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2014 ปี 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก, เซอร์ อเล็กซ์วางมือ, เดวิด มอยส์ เข้ามาแทน ฤดูกาล 2013/14 คือความล้มเหลว พวกเขารอไม่ได้ บริบท ณ ตอนนั้นคือพวกเขาเพิ่งเป็นแชมป์มาหมาดๆ จะไม่ได้แชมป์ไม่ว่า แต่ต้องพอได้ลุ้น ไม่ใช่หลุดไปไม่ได้เล่นฟุตบอลยุโรปด้วยซ้ำ หลังจบฤดูกาล 2013/14 แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเล่นของหนัก พวกเขามองที่การคัมแบ็กกลับมายิ่งใหญ่ในทันที ตอนนั้นไม่ได้มีเวลามาคิดถึงการค่อยๆ สร้างทีมใหม่แล้ว เพราะนักเตะชุดแชมป์หลายคนก็ยังอยู่ สโมสรติดต่อกับ หลุยส์ ฟาน กาล และตกลงกันได้ตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2014 ก่อนที่ อาจารย์หลุยส์ จะจบภารกิจกับทีมชาติฮอลแลนด์เสียอีก LVG ตกลงกับปีศาจแดงเสร็จสรรพ ก็พาทีมชาติฮอลแลนด์ไปลุยฟุตบอลโลก โดยมีดาวยิงคู่ใจ ที่อีกเดี๋ยวจะได้มาทำงานร่วมกันที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เป็นตัวหลักในแนวรุก ช่วงนั้น ฟาน กาล ทำทีมชาติฮอลแลนด์ เล่นในระบบ 3-5-2 มีวิงแบ็ก โดยที่สองกองหน้าทีเด็ดคือมี ฟาน เพอร์ซี่ เป็นหน้าเป้า และมี อาร์เยน ร็อบเบน เป็นกองหน้าตัวสนับสนุนที่เล่นเป็นอิสระ เมื่อจบศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลไม่กี่วัน ฟาน กาล ก็เร่งเดินทางมาทำงานกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ทันที ระหว่างช่วงฟุตบอลโลก สโมสรก็จัดการเซ็นนักเตะเข้ามาให้ ฟาน กาล ถึง 2 คน คือ อันเดร์ เอร์เรร่า และ ลุค ชอว์ 2 คนนี้ค่าตัวรวมกันราว 64 ล้านปอนด์ สิ่งที่แฟนผีตื่นเต้น อยากเห็น หลังจาก 1 ปีของความผิดหวัง ก็คือกุนซือคนใหม่อย่าง ฟาน กาล จะทำทีมออกมาได้ดีแค่ไหน ภารกิจปรีซีซั่นของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ถูกวางไว้ก่อนแล้วก็คือไปทัวร์สหรัฐอเมริกา ฟาน กาล เป็นกุนซือที่ไม่ได้ยึดติดกับแผนการเล่นแบบไหนเป็นพิเศษ ในแต่ละทีม แต่ช่วงของอาชีพ เขาปรับแนวทางการเล่นไปเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ฟาน กาล จะหัวแข็ง ไม่ค่อยเปลี่ยน ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขากำลังมือขึ้นจากการเล่น 3-5-2 ดังนั้น ระบบนี้จึงเป็นระบบที่เขาคิดนำมาใช้กับแมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกัน เกมแรกที่แฟนผีเฝ้ารอคอยมาถึง เป็นการเจอกับ แอลเอ แกแล็กซี่ ที่สนามโรส โบว์ล วันที่ 23 กรกฏาคม 2014 ฟาน กาล ลงเล่นในระบบ 3-5-2 ที่อยากเล่นทันที เวลเบ็ค กับ รูนี่ย์ เป็นคู่หน้า แดนกลางได้เห็นฟอร์มของตัวใหม่อย่าง อันเดร์ เอร์เรร่า และ ลุค ชอว์ ได้เห็นดาวรุ่งอย่าง ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ และ รีซ เจมส์ (คนละคนกับ รีซ เจมส์ ของเชลซี) ในตำแหน่งวิงแบ็กซ้าย และเด็กคนนี้ก็ทำ 2 ประตูด้วย มันเป็นเกมที่ปีศาจแดงโชว์คลาส ถล่ม แอเอล แกแล็กซี่ถึง 7-0 เลยทีเดียว เอร์เรร่า โชว์การจ่ายบอล ออกบอลเข้าทำ ที่น่าประทับใจ จนแฟนบอลคาดหวังว่านี่แหละจะเป็นเพลย์เมกเกอร์คนใหม่ของทีม ต้องบอกว่าในปรีซีซั่นที่เป็นรายการ "อินเตอร์แนชนั่ล แชมเปี้ยน คัพ" ทีมของฟาน กาล เล่นน่าดูชมมากๆ ในระบบ 3-5-2 นักเตะดูวูบวาบ เล่นเกมรุก เดินหน้าเข้าใส่คู่แข่ง ขยับเคลื่อนที่กันอย่างกระฉับกระเฉง 3 วันต่อมา พวกเขาเอาชนะ โรม่า 3-2 ตามด้วยเสมอ อินเตอร์ 0-0 แล้วก็ยิงจุดโทษชนะ และคลาสสิกคือวันที่ 2 สิงหาคม พวกเขาก็เอาชนะ เรอัล มาดริด ได้ถึง 3-1 วันที่ 4 สิงหาคม พวกเขาเข้าไปชิงถ้วยปรีซีซั่นกับลิเวอร์พูล และแม้จะโดนยิงไปก่อน แต่ เวย์น รูนี่ย์, ฆวน มาต้า และ เจสซี่ ลินการ์ด ที่กลับมาจากยืมตัวจากเบอร์มิงแฮม ช่วยกันส่องคนละตุงให้ทีมเอาชนะ "แดงเดือดปรีซีซั่น" 3-1 มันช่างเป็นปรีซีซั่นที่สดใสเหลือเกินสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด และ หลุยส์ ฟาน กาล แมนฯ ยูไนเต็ด ปิดท้ายซัมเมอร์ด้วยการลงอุ่นเครื่องที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 1 สัปดาห์ก่อนพรีเมียร์ ลีก จะเปิด และก็ยังทำได้ดี เอาชนะ บาเลนเซียไป 2-1 ฟอร์มแบบนี้ ไม่คิดถึงการทวงแชมป์พรีเมียร์ ลีก คืนก็ใช่ที่ ทว่าก็อย่างที่เรารู้กันดี ปรีซีซั่น หรือเกมกระชับมิตร นำมาเป็นบรรทัดฐานในเกมการแข่งขันจริงไม่ได้ทั้งหมด อีกทั้งก่อนฤดูกาลเปิดไม่กี่วัน นักเตะที่เล่นด้วยความดุดันในช่วงปรีซีซั่นก็มีอาการเจ็บ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เจ็บ, ไมเคิ่ล คาร์ริค เจ็บ, ลุค ชอว์ ตัวใหม่ก็เจ็บ, อันแดร์สัน เจ็บ, อันโตนิโอ วาเลนเซีย เจ็บ, แดนนี่ เวลเบ็ค เจ็บ, จอนนี่ อีแวนส์ ก็ไม่พร้อม ความคาดหวังเริ่มมีสั่นคลอนนิดๆ เพราะตัวหลักเจ็บเยอะ แต่กระนั้น การเปิดฤดูกาลในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และมีคู่แข่งเป็นทีมกลางๆ อย่างสวอนซี ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ฟาน กาล จัด 11 ตัวแรกในเกมเป็นทางการนัดแรกของเขาดังนี้ ดาบิด เด เคอา - ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์, ฟิล โจนส์, คริส สมอลลิ่ง - เจสซี่ ลินการ์ด, อันเดร์ เอร์เรร่า, ฆวน มาต้า, ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์, แอชลี่ย์ ยัง - เวย์น รูนี่ย์, ชิชาริโต้ ในระบบ 3-5-2 ตัวที่จะเล่นวิงแบ็กขวาเจ็บกันหมด ทำให้ ฟาน กาล ต้องใช้ เจสซี่ ลินการ์ด มาเล่น แล้วซวยซ้ำซวยซ้อน เล่นไป 24 นาที ลินการ์ด เจ็บ ต้องเปลี่ยน อัดนาน ยานูซาย ลงมาแทน ความคาดหวังอันสวยงามของแฟนผีจบลงแบบสุดช็อค เพราะเกมนี้ ทีมของ ฟาน กาล แพ้คาบ้านต่อสวอนซีไป 1-2 3 นัดแรกในลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ชนะเลย เกมต่อมาเสมอซันเดอร์แลนด์ 1-1 และเสมอเบิร์นลี่ย์ 0-0 ก่อนตลาดปิด เอ็ด วู้ดเวิร์ด ยังยิ้มกริ่มด้วยการถลุงเงินเสริมทัพให้ ฟาน กาล แบบเต็มดอก อังเคล ดิ มาเรีย 60 ล้านปอนด์, มาร์กอส โรโฮ 16 ล้านปอนด์, ดาเล่ย์ บลินด์ 14 ล้านปอนด์, เซ็นเช่ายืม ราดาเมล ฟัลเกา มาอีก 1 ปี (6ล้านปอนด์) เป็นซัมเมอร์ที่ใช้จ่ายกระหน่ำสุดๆ แต่ผลงานกลับไม่เป็นไปตามที่หวังนัก หลังจากทู่ซี้ใช้ระบบ 3-5-2 ที่ร้อนแรงตอนปรีซีซั่น แต่ไม่เวิร์ค ในการแข่งขันจริง อยู่ได้ไม่นาน อาจารย์หลุยส์ ก็ยอมเปลี่ยนมาเล่นแบ็กโฟร์ตามปกติ 10 นัดแรกในลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะแค่ 3 เกม แพ้ไปอีก 3 นัด ย่ำแย่สุดๆ แต่เมื่อตัวหลักๆ กลับมากันครบ ความมั่นใจเริ่มมา ก็ค่อยๆ เดินหน้าเก็บผลงานการแข่งขันดีๆ ได้บ้าง นั่นรวมถึงการเอาชนะลิเวอร์พูล 3-0 ด้วย ลงท้ายฤดูกาลนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด จบด้วยการติดท็อป 4 ได้กลับไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่า หลุยส์ ฟาน กาล และแนวทางการเล่นอันยอดเยี่ยม ตอนปรีซีซั่น ไม่ได้การันตีว่าเมื่อการแข่งขันจริงมาถึงมันจะได้ผลเสมอไป เป็นบทเรียนที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเตรียมใจไว้ว่า อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากนัก จนกว่าจะได้เห็นของจริง! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ไม่สูงก็เก่งได้ "

พร้อมๆ กับที่ เอริค เทน ฮาก ประกาศการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ มันก็ตามมาด้วยข่าวเรื่องการเสริมทัพ นักเตะที่โดนโยงก็มักเป็นอดีตลูกทีม ไม่ว่าจะเป็น เฟรงกี้ เดอ ย็อง, มัทไธส์ เดอ ลิกท์, แอนโทนี่ ไปจนถึง ยูร์เรี่ยน ทิมเบอร์ ยูร์เรี่ยน ทิมเบอร์ เป็นกองหลังวัย 20 ปีที่ได้รับการยกย่องอย่างมาก ความนิ่ง ความชัวร์ มันสมองในการเล่นเกินวัยมาก ราวกับพวกนักเตะสูงประสบการณ์ เขาสามารถเล่นได้ทั้งเซนเตอร์แบ็ก และแบ็กขวา ซึ่งตอบโจทย์ของทั้ง เทน ฮาก เองและแมนฯ ยูไนเต็ด หากจะมีข้อตำหนิเล็กน้อย ก็คงจะเป็นเรื่องของ "ความสูง" ทิมเบอร์ สูงราว 179 ซม. ซึ่งถ้าเล่นแบ็กขวาก็ไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ แต่หากจะเล่นเซนเตอร์แบ็ก ปราการหลังตัวกลาง เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงแน่ๆ พรีเมียร์ ลีก คือลีกที่มีการเล่นฟุตบอลไดเร็คท์กันเยอะ รวมถึงลูกตั้งเตะทั้งหลายค่อนข้างถนัด ดังนั้น กองหลังควรต้องเล่นลูกกลางอากาศดีด้วย ทางบอลดี วิ่งเร็ว แข็งแรงอย่างเดียวคงไม่พอ สมัยยังหนุ่มๆ แกรี่ เนวิลล์ เองก็เคยมายืนเซนเตอร์ หากมองแค่ทางบอล การอ่านเกม เขาทำได้ไม่เลวเลย แต่ปัญหาคือความสูงนี่แหละ เพราะแกรี่ ก็สูงเท่าๆ กับ ทิมเบอร์ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยบอกว่าถ้า แกรี่ สูงกว่านี้สัก 2 นิ้ว คงเป็นเซนเตอร์แบ็กชั้นยอดได้ อีกหนึ่งกองหลังอายุน้อยที่ถูกพูดถึงมากในยุโรป รอบ 2 ปีหลังมานี้ก็คือ ชูลส์ กุนเด้ ของเซบีย่า ใครได้ดู กุนเด้ เล่นคงชอบ เป็นกองหลังทักษะดี เร็ว แกร่ง และอ่านทางบอลดักจังหวะดี เปิดบอลเป็นด้วย ปัญหาก็คือความสูงนี่แหละ เพราะสูงแค่ 178 ซม. จะไหวเหรอ โดยเฉพาะถ้ามาเล่นในพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม ความสูงอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด ในประวัติศาสตร์ลูกหนัง มีปราการหลังตัวกลางหลายรายที่สูงไม่เกิน 180 ซม. แต่ได้รับการยกย่องในระดับสูง กัปตันทีมบาร์เซโลน่ายุคยิ่งใหญ่ของ เป๊ป อย่าง การ์เลส ปูโยล ก็ไม่ถึง 180 ซม. ช่วงหนึ่ง ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ก็โดนถอยมายืนเซนเตอร์ และทำได้ดีมากๆ ด้วย ทั้งที่เป็นกองกลางตัวรับอาชีพ และสูงแค่ 174 ซม. เนื่องจากเขามีเซนเตอร์ตัวใหญ่คอยช่วยเหลืออยู่อย่าง เคราร์ด ปีเก้ ดังนั้น มาสเคราโน่ จึงเปรียบเสมือน คันนาวาโร่ เวลาเล่นกับ เนสต้า หรือ มาเตราซซี่ อิตาลี ชาติที่ผลิตโคตรกองหลังมาตลอด ฟาบิโอ คันนาวาโร่ สูงแค่ 175 ซม. และรุ่นพี่อย่าง ฟรังโก้ บาเรซี่ ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในเซนเตอร์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่มีมา ก็สูงแค่ 176 ซม. บาเรซี่ เล่นฟุตบอลด้วยจุดเด่นที่เขามี ยกเว้นเรื่องความสูง นั่นคือการมีปฏิริยาตอบสนองที่ดี การอ่านเกม การยืนตำแหน่งระดับเทพ เข้าสกัดหนักแน่น และทักษะฟุตบอลแน่น เล่นบอลได้เชื่องเท้า เล่นเหมือนนักเตะรุ่นใหญ่ เล่นกับพวกเด็กๆ มันแบบนั้นจริงๆ เพราะ บาเรซี่ แม้ตัวไม่ใหญ่ แต่เข้าบอลแม่นยำ รวดเร็ว อ่านทางดักทางดีมากๆ แถมยังเป็นตัวขึ้นเกมไปจากข้างหลังได้ดี จะเล่นแบบโซนหรือมาร์คคน จัดให้ได้หมด โหม่งบอลก็ไม่ขี้เหร่ อย่าง บาเรซี่ นี่สมมุติถ้าไม่ได้เล่นกองหลัง เอามายืนกองกลางก็คิดว่าน่าจะเล่นได้เหมือนกัน เพราะนิ่งมาก อ่านเกมขาด เปิดบอลเป็น ไม่มีลนลาน ตำนานของ เอซี มิลาน อย่างบาเรซี่ ที่เล่นให้มิลานทีมเดียวตลอดอาชีพ 20 ปี แต่จริงๆ เขาน่าจะได้เล่นให้ อินเตอร์ มิลาน อริร่วมเมืองด้วย จูเซ็ปเป้ บาเรซี่ พี่ชายของ ฟรังโก้ เซ็นเป็นนักเตะเยาวชนของอินเตอร์ จากนั้นอีกปีสองปี ฟรังโก้ ก็ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมงูใหญ่ด้วยแต่โดนปฏิเสธ ด้วยข้อหาตัวเล็กเกินไป ฟรังโก้ ตัดสินใจย้ายมาทดสอบกับ เอซี มิลาน แทน แต่ก็ยังไม่ถูกตอบรับในทันที ต้องมาลองใหม่อีก 2 หนกว่าในที่สุด มิลาน จะตกลงเซ็นบาเรซี่เข้าทีม แต่สุดท้ายกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของสโมสร ถ้าจะให้โหวตกันว่าใครคือกองหลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา คำตอบอาจจะเป็น "ไกเซอร์ฟรานซ์" ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ เบ็คเค่นเบาเออร์ สูงเพียง 181 ซม. บทบาทแบบสวีปเปอร์ หรือ ลิเบอโร่ ในแบบสมัยก่อน ทำให้ไกเซอร์ฟรานซ์ โดดเด่นอย่างมาก กระทั่งฟุตบอลอังกฤษที่ว่ากันว่าเล่นลูกโด่งเยอะ เราก็ยังมี บ็อบบี้ มัวร์ กัปตันทีมชาติชุดแชมป์โลก 1966 ตำนานของเวสต์แฮม มัวร์ สูงราว 178 ซม. เช่นเดียวกัน เรายังร่ายรายชื่ออย่าง โรนัลด์ คูมัน, แฟรงค์ เดอ บัวร์ ไปจนถึง อิบัน กอร์โดบา ที่ต่างเป็นเซนเตอร์ตัวเล็ก แต่มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทำให้มากลบจุดด้อยเรื่องรูปร่างไปได้ แล้วพวกเหล่านี้ไม่ใช่โหม่งไม่เป็น บางคนรูปร่างสูง แต่สปริงข้อเท้าดีมากๆ หากเล่นกองหลังคู่ ถ้ามีคนใดคนหนึ่งเก่งลูกโด่ง ตัวใหญ่ อีกคนอาจตัวไม่โต แต่ทางบอลดี ไว และแข็งแรง อาจกลายเป็นคู่ที่สมดุลกว่าก็เป็นไปได้ ดังนั้น ความสูง จึงไม่ใช่คุณสมบัติสำคัญที่สุดในการจะเลือกเซนเตอร์แบ็กสักคนมาร่วมทีมแน่นอน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดราม่าแชมป์วินาทีสุดท้าย "

ชาลเก้ 04 คว้าแชมป์ลีกา 2 เยอรมัน ได้เลื่อนชั้นกลับสู่ บุนเดสลีกา หลังจากพลาดท่าตกชั้นไปเมื่อปีก่อน พูดถึงชาลเก้ แล้วก็ทำให้นึกถึงการลุ้นแชมป์ที่ระทึกที่สุดครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอลยุโรป ลีกใหญ่ๆ เคยผ่านการตัดสินแชมป์แบบสุดดราม่า ตื่นเต้นเหลือเชื่อมาแล้วทั้งนั้น แม้กระทั่งพรีเมียร์ ลีก เองก็เคยมีเหตุการณ์ 93:20 ของ เอล กุน ที่ยิงพา แมนฯ ซิตี้ เป็นแชมป์เมื่อปี 2012 บุนเดสลีกา เยอรมันก็เช่นเดียวกัน ย้อนไปในปี 2000/01 เคยมีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้น ปีนั้น บาเยิร์น มิวนิค ของเทรนเนอร์อ็อตต์มาร์ ฮิทซ์เฟลด์ เบียดลุ้นแชมป์กับ ชาลเก้ 04 ที่มี ฮูบ สตีเฟ่นส์ คุมทีม แชมป์หนสุดท้ายก่อนหน้านี้ของชาลเก้ คือปี 1958 ยุคที่ฟุตบอลอาชีพในเยอรมัน ยังไม่ได้ใช้ระบบลีก ยังไม่ได้ควบรวมกันเป็นบุนเดสลีกาด้วยซ้ำ (ปีแรก 1963) ทีมราชันสีน้ำเงิน ในฤดูกาลนั้นมีทีมที่ดีมาก นายทวาร โอลิเวอร์ เร็ค กองหลังอย่าง โทมัส ไฮโต้ และ โทมัส วัลด็อค สองแข้งโปล, อีฟส์ ไอเกนเราค์, จอมเก๋า โอลาฟ โธน, ตัวริมเส้นตีนซ้ายหนัก ยอร์ก โบห์เม่ กองหน้าถือเป็นทีเด็ดเลยคือ เอ็บเบ้ ซานด์ ดาวยิงโคนม และ เอมิล เอ็มเพนซ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งเบลเยี่ยมที่ยิงระเบิดทั้งคู่ ผนวกกับ เกรัลด์ อซาโมอาห์ กองหน้าเชื้อสายกาน่า ที่เล่นดีจนสุดท้ายติดทีมชาติเยอรมัน ชาลเก้ ถือเป็นทีมที่สถิติดีที่สุดของลีกในเชิงประตู เพราะพวกเขายิงได้เยอะที่สุด และเสียน้อยที่สุดด้วย ผลต่างประตูของพวกเขาดีที่สุดในลีก ก่อนเกมนัดสุดท้ายมาถึง บาเยิร์น มีแต้มนำชาลเก้อยู่ 3 คะแนนก็จริง แต่ชาลเก้ ได้เปรียบเรื่องผลต่างประตู ที่ดีกว่า 3 ลูก หนทางที่ชาลเก้ จะเป็นแชมป์คือ พวกเขาต้องชนะ และหวังว่า บาเยิร์น จะแพ้ โปรแกรมนัดสุดท้าย บาเยิร์น ไปเยือนสิงห์เหนือฮัมบูร์ก ทีมอันดับ 13 ส่วนชาลเก้ เล่นในพาร์คสตาดิโอนของตัวเอง แฟนบอลเต็มสนาม เจอกับอุนเทอร์ฮัคคิ่ง ที่ตกชั้นไปแล้ว ตามโปรแกรม ดูเหมือนว่า ชาลเก้ น่าจะชนะได้ค่อนข้างแน่ แต่ บาเยิร์น ยังไม่ชัวร์ เพราะฮัมบูร์ก เน้นตลอดเมื่อเจอ บาเยิร์น และพวกเขามีดาวยิงประจำฤดูกาลบุนเดสลีกาอย่าง เซอร์เก บาร์บาเรซ อยู่ด้วย บ่ายของวันที่ 19 พฤษภาคม 2001 เสียงนกหวีดเริ่มเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลเริ่มขึ้น ภายใน 30 นาทีแรกของเกม แฟนบาเยิร์น ยิ้มกริ่ม เพราะแม้พวกเขาจะยังทำอะไร ฮัมบูร์กไม่ได้ แต่ที่ชาลเก้ เจ้าถิ่นดันโดนทีมตกชั้นอย่างอุนเทอร์ฮัคคิ่ง นำถึง 2-0 แต่นาทีที่ 44 และ 45 ก่อนหมดครึ่งแรก ชาลเก้ ก็ได้ 2 ประตูรวดตีเสมอ 2-2 จาก นิโค่ ฟาน แคร์กโฮเฟ่น และ เกรัลด์ อซาโมอาห์ จบครึ่งแรก ฮัมบูร์ก ยังเสมอ บาเยิร์น 0-0 ส่วน ชาลเก้ เสมอ อุนเทอร์ฮัคคิ่ง 2-2 ดูตาม Real time บาเยิร์น ยังคงเป็นแชมป์ ในครึ่งหลัง นาทีที่ 70 แฟนชาลเก้ เซ็งกันอีกรอบ เพราะบุกอยู่ดีๆ มาโดน อุนเทอร์ฮัคคิ่งยิงนำ 3-2 เข้าให้อีก หนนี้ พวกเขาใช้เวลาไม่นาน ยิง 2 ประตูรวดใน 2 นาที นาทีที่ 73 ก็ตีเสมอสำเร็จ 3-3 นาทีต่อมา พวกเขาก็แซงนำเป็นครั้งแรกของเกม 4-3 และทั้งสองประตูมาจาก ยอร์ก โบห์เม่ นั่นหมายความว่า บาเยิร์น มิวนิค ต้องระมัดระวังให้ดี ถ้าโดน ฮัมบูร์ก ยิงขึ้นมาบ้านแตกเอาได้ง่ายๆ เข็มนาฬิกาเดินไปเรื่อยๆ เข้าสู่ท้ายเกม นาทีที่ 89 เอ็บเบ้ ซานด์ ทำให้ ชาลเก้ นำห่าง อุนเทอร์ฮัคคิ่ง 5-3 เป็นการการันตี 3 คะแนนของพวกเขาแน่ๆ แต่กระนั้น แฟนบอลก็ต้องภาวนาให้เกิดปาฏิหาริย์ที่ฮัมบูร์ก นาทีสุดท้ายของเกม ปาฏิหาริย์ ดูเหมือนจะมีจริง เมื่อฮัมบูร์ก ได้บุกใส่ บาเยิร์น บอลงัดออกมาทางด้านซ้าย มาเร็ค ไฮน์ซ กองหน้าเลือดเช็ก เปิดโค้งเข้าไปในเขตโทษ เซอร์เก บาร์บาเรซ ดาวยิงตัวเก่งเทกตัวโหม่งสะบัดลงพื้น บอลเบียดโคนเสาสองเข้าไปโดย โอลิเวอร์ คาห์น ได้แค่เหลียวมอง ฮัมบูร์ก ออกนำบาเยิร์น 1-0 ! ตอนนั้นแฟนบอลชาลเก้ เฮกันลั่นสนาม และเมื่อเสียงนกหวีดในสนามของพวกเขาดังยาวจบเกม แฟนบอลก็เฮกันลงไปในสนามเพื่อเฉลิมฉลองกับชัยชนะและผลการแข่งขันในวันสุดท้าย พวกเขากำลังจะเป็นแชมป์ ยกเว้นอยู่นิดเดียว นั่นคือเกมที่ ฮัมบูร์ก ยังไม่จบ มีการถ่ายทอดช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเกมนั้นมาที่จอยักษ์ในสนามของชาลเก้ด้วย แฟนบอลและทีมงานของชาลเก้ ทุกคนก็ลุ้นไปด้วยกัน กลับไปที่ บาเยิร์น พวกเขาต้องทำทุกทางเพื่อตีเสมอให้ได้ เพราะถ้าแพ้ แชมป์หลุดมือทันที ในการทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก ดีดบอลทะลุขึ้นหน้า เปาโล แซร์จิโอ กองหน้าบราซิลวิ่งตีคู่ไปกับ โทมัส อูฟาลูซี่ กองหลังของฮัมบูร์ก เปาโล แซร์โจ้ พยายามแตะบอลให้ได้ แต่ อูฟาลูซี่ ถึงก่อนเขาดีดบอลคืนไปให้ผู้รักษาประตู และผู้รักษาประตูดันใช้มือรับบอล แง่หนึ่ง มันอาจมองได้ว่าเป็นการสกัด แต่ในแง่หนึ่ง มองได้เช่นกันว่าเป็นการเจตนาจ่ายบอลคืนให้ผู้รักษาประตู ผู้ตัดสินมาร์คุส แมร์ค มองเป็นอย่างหลัง เท่ากับเป็นการฟาวล์โดยผู้รักษาประตู ที่ใช้มือรับบอลจากการคืนหลังของพวกเดียวกัน กลายเป็นฟรีคิก 2 จังหวะของ บาเยิร์น ในกรอบเขตโทษ ความบังเอิญก็คือ ผู้รักษาประตูฮัมบูร์กในนัดนี้คือ มาธิอัส โชเบอร์ ซึ่งพวกเขาไปยืมตัวมาจากชาลเก้ ทุกอย่างถูกหยุดนิ่ง ฤดูกาลบุนเดสลีกา กำลังจะถูกตัดสินด้วยฟรีคิก 2 จังหวะลูกนี้ ถ้าบาเยิร์น ยิงไม่เข้า ชาลเก้จะเป็นแชมป์ ถ้า บาเยิร์น ยิงเข้า พวกเขาจะกระชากถาดแชมป์กลับคืนมาจากมือชาลเก้ สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก ยืนอยู่กับ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ และอีกคนที่ยืนอยู่ทำท่าจะเป็นคนยิงคือปราการหลังชาวสวีเดน พาทริค แอนเดอร์สสัน การยิงฟรีคิกลักษณะนี้จะว่ายากก็ยาก เพราะคนมันออกันอยู่เต็มหน้าปากประตู และระยะมันใกล้ แต่จะว่าง่าย มันก็พูดได้ ถ้ามีพวกยิงแรง เท้าหนักและยิงแม่นๆ เสียงนกหวีดให้สัญญานจากผู้ตัดสินดังขึ้น เอ็ฟเฟ่นแบร์ก เขี่ยสั้นๆ พาทริค แอนเดอร์สสัน วิ่งเข้ามากดเต็มแรง บอลพุ่งเรียดแหวกกลุ่มนักเตะเข้าประตูไปอย่างพอดิบพอดี มันกลายเป็นประตูตีเสมอ 1-1 ทำให้บาเยิร์น คว้าแต้มสำคัญ แต้มที่พวกเขากระชากแชมป์กลับมาครองอย่างสุดดราม่า และมันเป็นประตูเดียวในฐานะนักเตะ บาเยิร์น ของ พาทริค แอนเดอร์สสัน ด้วย ภาพที่นักเตะบาเยิร์น กอดกันกลม ทีมงานข้างสนาม ทั้งเทรเนอร์ อ็อตต์มาร์ ฮิทซ์เฟลด์ และนักเตะสำรอง ไปจนถึงพวกผู้บริหารอย่าง อูลี่ เฮอเนส ดีใจสุดขีด เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ผู้ตัดสิน มาร์คุส แมร์ค เป่านกหวีดจบเกมทันทีหลังจากการฉลองสุดเหวี่ยงของนักเตะเสือใต้ เป็นการยืนยันแชมป์ของ บาเยิร์น อย่างเป็นทางการ มันคือการลุ้นแชมป์ที่ระทึกที่สุด ดราม่าที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ในขณะเดียวกัน ชาลเก้ ใจสลาย แฟนบอลที่ลงมาเต็มสนาม ทีมงานโค้ช และผู้บริหาร รูดี้ อัสเซาเออร์ เหมือนวิญญานหลุดจากร่าง นั่นคือครั้งที่ชาลเก้ เข้าใกล้แชมป์บุนเดสลีกามากที่สุด อันที่จริง พวกเขาเป็นแชมป์ไปเป็นระยะเวลาราว 4 นาที แชมป์กลับไปเป็นของ บาเยิร์น มิวนิค แต่ผลงานของพวกเขาในฤดูกาลนั้น ทำให้สื่อต่างยกว่าพวกเขาคือ Meister der Herzen หรือแชมป์ในใจของทุกๆคน อ่านให้สนุกได้อรรถรสขึ้นอย่าลืมชมคลิป :: http://ow.ly/i4zc30sjORu เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดาวซัลโวพรีเมียร์ 18 ประตู "

การแย่งชิงตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้แม้ตัวเลขอาจจะไม่เยอะ แต่ถือว่าสนุกใช้ได้เลย ซน ฮึง มิน ทำสถิติพุ่งขึ้นมาไล่จี้ โม ซาลาห์ แม้ว่าที่ผ่านมา ซน จะเป็นนักเตะที่มีผลงานสม่ำเสมอที่สุดคนหนึ่งของสเปอร์ส มาตลอดหลายปีหลัง แต่เขาไม่เคยยิงได้มากเท่านี้ เพราะทำได้มากกว่าแม้กระทั่ง แฮร์รี่ เคน ด้วยซ้ำ และเขาไม่ได้เป็นคนยิงจุดโทษให้ทีมเหมือน เคน แฮร์รี่ เคน คว้ารองเท้าทองคำพรีเมียร์ ลีก มาครองได้ถึง 3 สมัย เทียบเท่ารุ่นพี่อย่าง อลัน เชียเรอร์ ส่วนเจ้าของสถิติเป็น เธียร์รี่ อองรี ที่เป็นดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก ถึง 4 สมัยด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะรู้กันว่าดาวซัลโว จะตกเป็นของนักเตะจากทีมกลุ่มลุ้นแชมป์ หรือไม่ก็พวกเหล่าท็อป 4 เนื่องจากทีมเหล่านี้ มีขุมกำลังที่ดี มีตัวเปิดป้อนที่เก่ง และมีระบบการเล่นที่เอื้อต่อกองหน้าในการทำประตู ทว่าก็มีบ้างเช่นกันที่ดาวซัลโว ตกเป็นของทีมรองๆ พวกทีมกลางตาราง แล้วต้องบอกว่าทีมเหล่านั้น ถ้าตัดประตูจากดาวยิงของพวกเขาไป อาจจะหล่นไปอยู่ในกลุ่มหนีตกชั้นเลยก็เป็นได้ ยกตัวอย่าง ซันเดอร์แลนด์ ในฤดูกาล 1999/2000 ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาแล้ว เควิน ฟิลลิปส์ ยิงระเบิดจนเป็นดาวซัลโว ครั้งนั้น ซันเดอร์แลนด์ มีอาวุธที่ลงตัวคือ ไนออล ควินน์ โหม่งชง ให้ ฟิลลิปส์ เป็นตัวยิง และเขากดไปถึง 30 ประตูเลยทีเดียว ถ้าลองไล่ดูรายชื่อนักเตะที่ได้ดาวซัลโวรองเท้าทองคำพรีเมียร์ ลีก มักเป็นพวกกองหน้าระดับท็อป มีผลงานโดยเฉลี่ยดีเกือบทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น เชียเรอร์, แอนดี้ โคล, คาร์ลอส เตเวซ, ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, นิโกล่าส์ อเนลก้า, หลุยส์ ซัวเรซ, เซร์คิโอ อเกวโร่ กุน, เจมี่ วาร์ดี้, รุด ฟาน นิสเตลรอย, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาตรฐานของการได้ดาวซัลโว มันแล้วแต่ละปี บางปีมียิงแตะหลัก 30 แต่โดยมากจะอยู่ที่ 20 กว่าประตู ยกเว้นก็แค่ฤดูกาล 2008/09 ที่กองหน้าพากันฝืด นิโก้ อเนลก้า ที่ได้รางวัล ยิงไปแค่ 19 ประตูเท่านั้น มีอยู่ถึง 2 ปีติดต่อกันที่บังเอิญ ดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก ทำได้แค่ 18 ประตู และมีคนทำได้เท่ากันถึงปีละ 3 คน นั่นคือในฤดูกาล 1997/98 และ 1998/99 มันเป็น 2 ฤดูกาลที่มีนักเตะหลายคนได้ลุ้นรางวัลไปจนถึงท้ายฤดูกาลเลยทีเดียว ปี 1997/98 น่าสนใจมากที่สุด เพราะ 3 คนที่คว้ารางวัลร่วม เป็นพวกที่ไม่ค่อยมีใครคาดคิดในตอนแรก 1. คริส ซัตตัน - ตัวแทนของพวกที่นานๆ เปรี้ยงปร้างสักที ซัตตัน เป็นกองหน้าที่ไม่มีความสม่ำเสมอเท่าไหร่นัก แจ้งเกิดกับนอริช ยิงน้อยมาในช่วง 2-3 ปีแรก เข้ามาเปรี้ยงในปี 1994 ที่ยิงไป 25 ประตูจาก 41 นัด (สมัยนั้นพรีเมียร์ ลีก มี 22 ทีม เตะ 42 นัด) เลยได้ย้ายมาแบล็คเบิร์น ย้ายมาแล้วก็ทำผลงานโอเค 15 ประตูจาก 40 นัด เล่นคู่กับ อลัน เชียเรอร์ จนทีมกุหลาบไฟคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก แต่ปีต่อมายิงไม่ได้เลย แล้วก็มาฟื้นเอาในปี 1997/98 นี่แหละที่ทำไป 18 ประตูจาก 35 นัด ภายหลังเขาย้ายมาเชลซีในปี 1999/2000 ด้วยค่าตัวถึง 10 ล้านปอนด์ แต่ยิงได้แค่ประตูเดียวจาก 28 นัด จนโดนปล่อยไป เซลติก 2. ดิออน ดับลิน - ตัวแทนของดาวยิงจากทีมเล็ก ดับลินเป็นกองหน้าร่างใหญ่ จอมทุ่มเท ที่ในช่วงบั้นปลายอาชีพถอยมายืนเซนเตอร์แบ็กด้วย เพราะเป็นกองหน้าที่อ่านเกมดี สมองจดจ่อกับเกมตลอด ดับลิน ดังกับเคมบริดจ์ จนโดนแมนฯ ยูไนเต็ด คว้ามาร่วมทีม แต่ซวยเพราะเจ็บหนัก สุดท้ายแมนฯ ยูไนเต็ด ไปเซ็น เอริค คันโตน่า เข้ามาในที่สุดเลยโดนปล่อยไปให้ โคเวนทรี ซิตี้ และกลายเป็นหัวใจหลักของทีมช้างกระทืบโรง ฤดูกาล 1997/98 ดับลิน ทำได้ถึง 18 ประตู คว้าดาวซัลโวร่วม และนั่นคือฤดูกาลที่มีสถิติดีที่สุดของตัวเขา แม้ภายหลังจะย้ายมาเล่นกับ แอสตัน วิลล่า ก็ไม่เคยยิงได้มากเท่านี้อีกเลย โคเวนทรี ยิงได้ 46 ประตูในฤดูกาล 1997/98 เท่ากับว่า 1 ใน 3 ของประตูที่ยิงได้มาจาก ดับลิน คนเดียว และประตูของเขาก็ทำให้ โคเวนทรี จบอันดับ 11 กลางตาราง 3. ไมเคิ่ล โอเว่น - ตัวแทนของดาวรุ่งจอมเซอร์ไพรส์ ด้วยวัยเพียง 17 ปีเศษ ตอนที่ฤดูกาลเริ่มต้นขึ้น ไม่มีใครคิดว่าไอ้หนูร่างเล็กคนนี้จะเป็นดาวซัลโวของลิเวอร์พูล และเป็นดาวยิงพรีเมียร์ ลีก ได้เลย โอเว่น นั้นดังตั้งแต่ทีมชุดเล็ก เป็นอนาคตที่วงการฟุตบอลอังกฤษเฝ้าจับตา แต่ไม่คิดว่าการเล่นชุดใหญ่แบบเต็มๆ ในลิเวอร์พูลปีแรก เขาจะทำได้ขนาดนี้ ท้ายฤดูกาล 1996/97 โอเว่น ได้สัมผัสเกมชุดใหญ 2 นัด ทำได้ 1 ประตู บวกกับการที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เจ็บ ในฤดูกาล 1997/98 โอเว่น เลยเป็นตัวหลักและสร้างปรากฏการณ์ได้ทันที ด้วยสปีดที่เร็วจัดจ้าน และการจบสกอร์ที่เยือกเย็นเกินวัย เขาเลยได้รับฉายา "เบบี้โกล์" พร้อมกับรางวัลดาวซัลโวไปครองตั้งแต่ปีแรกที่เล่นฟุตบอลอาชีพ และติดทีมลุยฟร้องซ์ 98 แล้วไปสร้างชื่อที่นั่น ถามว่าแล้วพวกดาวยิงคนอื่นๆ หายไปไหน ก็ต้องบอกว่าเป็นปีที่สถิติตัวเลขไม่ได้ต่างกันมาก นอกจาก 3 คนที่ได้รางวัลด้วย 18 ประตูเท่ากันแล้ว เดนนิส เบิร์กแคมป์ (อาร์เซน่อล), เควิน กัลลาเกอร์ (แบล็คเบิร์น), จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ (ลีดส์) ต่างยิงได้คนละ 16 ประตู ซึ่งถือว่าดีมากๆ รองลงมาคือ แอนดี้ โคล (แมนฯ ยูไนเต็ด), จอห์น ฮาร์ทสัน (เวสต์แฮม) คนละ 15 ประตู ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้ (โคเวนทรี) 14 ประตู และ เปาโล วันโชเป้ (ดาร์บี้) จอมเซอร์ไพรส์ที่ยิง 13 ประตู อลัน เชียเรอร์ ปีนี้เขาเจ็บหนักพักยาวลงเล่นน้อย ส่วน แอนดี้ โคล ตั้งแต่ย้ายมาอยู่แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้เป็น เดอะ แบก ยิงเยอะคนเดียวอีกแล้ว ปีศาจแดง มีเกมรุกดีสุดในปีนั้น แต่พวกเขามี โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์, เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, เท็ดดี้ เชอริงแฮม ที่ผลัดกันเข้ามาช่วยยิงอยู่แล้ว ฤดูกาลต่อมา 1998/99 ยังเป็นอีกปีที่มีดาวซัลโวร่วม 3 คนเหมือนเดิม แถมสถิติคือ 18 ประตูเหมือนเดิมอีกต่างหาก แต่ปีนี้ มันบ่งบอกสิ่งที่แตกต่างออกไป มันบอกถึงมาตรฐานของกองหน้าชั้นดีแล้ว เพราะ 3 คนที่ได้รางวัลประกอบไปด้วย จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ , ไมเคิ่ล โอเว่น และ ดไวท์ ยอร์ค ฮัสเซลเบงค์ กับ โอเว่น มีผลงานดีต่อเนื่อง แสดงว่าฝีเท้าของพวกเขาเป็นของจริง ขณะที่ ดไวท์ ยอร์ค มาตรฐานของเขากับ วิลล่า ก็ถือว่าใช้ได้ แต่อัพเกรดขึ้นไปอีกเมื่อย้ายมาอยู่กับแมนฯยูไนเต็ด ที่มีตัวเปิดป้อนชั้นดีมากมาย พวกอันดับรองๆ ลงไปอย่าง อเนลก้า, แอนดี้ โคล ยิงได้ 17 ประตู ส่วน เชียเรอร์ กับ ฟาวเลอร์ ที่กำลังเรียกฟอร์มและร่างกายกลับคืนมาก็ทำไป 14 ประตู เท่ากับ ดิออน ดับลิน เจ้าของรางวัลปีที่แล้ว ปี 2007/08 โรนัลโด้ ทำ 31 ประตูจาก 34 นัด ปี 2011/12 ฟาน เพอร์ซี่ 30 ประตูจาก 38 นัด ปี 2013/14 หลุยส์ ซัวเรซ 31 ประตูเช่นกันจาก 33 นัด ปี 2017/18 โม ซาลาห์ 32 ประตูจาก 36 นัด พวกนี้เป็นตัวเลขสุดน่าทึ่ง แต่ไม่มีปีไหนที่การลุ้นรางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก จะลุ้นกันหลายคน และมีบทสรุปที่น่าทึ่งเท่ากับปี 1997/98 อีกแล้ว เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" อันเช่ กับปีที่สิงห์ยิงเกิน 100 "

คาร์โล อันเชล็อตติ เพิ่งทำสถิติเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คุมทีมคว้าแชมป์ลีกได้ครบทั้ง 5 ลีกใหญ่ บิ๊ก 5 ของยุโรป กัลโช่ เซเรีย อา, ลีก เอิง, บุนเดสลีกา, ลา ลีกา ล่าสุด แล้วก็แน่นอน ในฤดูกาล 2009/10 คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก กับเชลซี เมื่อเอ่ยถึงกุนซือชาวอิตาเลี่ยน เรามักนึกถึงการคุมทีมแบบเน้นรัดกุม อาศัยเกมรับ เสียยากไว้ก่อนเป็นหลัก แต่นั่นไม่ใช่กับ อันเช่ ถ้าจะพูดถึงแนวทางการทำทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ว่าเป็นแบบไหน ก็น่าจะสรุปสั้นๆ ว่าเป็นแบบยืดหยุ่น อันเชล็อตติ สามารถทำทีมได้ทั้งเน้นเกมรับ เปิดเกมรุก และปรับตามสภาพขุมกำลังที่มี และเปลี่ยนแปลงตามคู่แข่งด้วยได้โดยไม่ขัดเขิน อีกหนึ่งจุดแข็งของ คาร์โล ก็คือการเป็นโค้ชที่เอานักเตะดาวดังได้อยู่หมัด เขาแทบไม่เคยแสดงความเกรี้ยวกราด โอเว่อร์แอ็คติ้ง หรือพูดอะไรที่ดูแรงๆ เฟี้ยสๆ เพื่อให้ดูเจ๋ง แต่ผลงานในสนามคือสิ่งที่ อันเช่ ใช้ตอบคำถามทุกอย่าง ตอนที่เขามาคุมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ปี 2009/10 เขาได้สร้างประวัติศาสตร์เอาไว้ นั่นคือเป็นทีมแรกที่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ ลีกได้เกิน 100 ประตู คราวนั้น เชลซี ของเขาลงสนาม 38 นัด กดไป 103 ประตู เสีย 32 ประตู เชลซี ยุคนั้นเบียดแย่งแชมป์กับแมนฯ ยูไนเต็ด ลงท้าย คาร์โล พาทีมมีแต้มเหนือปีศาจแดงของเซอร์ อเล็กซ์ เพียง 1 คะแนน มันเป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม ถ้าใครได้ชมเชลซี เล่นในฤดูกาลนั้น จะมีความรู้สึกตั้งแต่ก่อนเกมเลยว่า พวกเขาสามารถเดินหน้าบดขยี้คู่แข่งได้แทบจะตั้งแต่ก่อนแข่ง เชลซี แพ้ 6 นัดในฤดูกาลนั้น แพ้น้อยสุดแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ 7 เท่ากับ แมนฯ ซิตี้ อาร์เซน่อล แพ้ 9 แอสตัน วิลล่า แพ้แค่ 8 ส่วนลิเวอร์พูลแพ้ 11 นัด ความพ่ายแพ้ 6 นัดของเชลซี เกิดขึ้นในเกมไปเยือน วีแกน, วิลล่า, แมนฯ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน และ สเปอร์ส โดยมีแมนฯ ซิตี้ ทีมเดียวที่เอาชนะ เชลซี ได้ทั้งเหย้าและเยือน และเป็นทีมเดียวที่บุกมาชนะพวกเขาได้ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ส่วนใหญ่แล้ว ทีมที่ชนะเชลซี เวลามาเจอที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ จะโดนทีมของอันเช่ เอาคืนทบต้นทบดอก สเปอร์ส โดนไป 3-0, วิลล่า โดนไป 7-1 และ วีแกน โดนไป 8-0 โดยเฉพาะเกมเจอวีแกน เป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาลพอดี มันเป็นเกมที่แฟนผี แอบหวังว่า เชลซี จะสะดุด เพื่อที่จะแซงเป็นแชมป์ แต่ดูจากสกอร์ ก็เลิกหวังได้เลย ผลงานของเชลซี ในฤดูกาล 2009/10 เป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่า อันเชล็อตติ สามารถคุมทีมเล่นเกมรุกได้อย่างยอดเยี่ยมถ้าเขาต้องการ บวกกับอีกหนึ่งจุดแข็งคือ อันเช่ สามารถเค้นเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากนักเตะได้ ใช้นักเตะอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ยกตัวอย่างจากสถิติในฤดูกาลนั้น ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มีผลงานดีสุดในชีวิต 37 ประตูจาก 44 นัดทุกรายการ นับแค่ในลีก 29 ประตูกับ 13 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเพียง 32 นัด แอชลี่ย์ โคล แบ็กซ้ายที่ปกติแทบจะยิงไม่ได้เลย ก็ทำไปถึง 4 ประตูในพรีเมียร์ ลีก เป็นสถิติสูงสุดในอาชีพเช่นกัน แฟรงค์ แลมพาร์ด คือรองดาวซัลโวของทีม 26 ประตูจาก 50 นัด และเอาแค่ในลีก กดไป 22 ประตู สถิติสูงสุดของแลมพาร์ดเลย นักเตะอาวุธลับอีกคนของเชลซีชุดนี้ ที่คนมองข้ามคือ ฟลอร็องต์ มาลูด้า รายนี้มาทำประตูสำคัญๆ ให้ทีมในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลเยอะมาก และเป็นปีที่ทำประตูได้เยอะสุดในอาชีพของตัวเอง คือ 15 ประตูจาก 51 นัด แน่นอนว่าขุมกำลังของเชลซีมีขนาดใหญ่ และคุณภาพค่อนข้างสูง แต่มันจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากปราศาจากผู้จัดการทีมที่มีฝีมือ เก่งทั้งในด้านแท็คติก และการบริหารบุคคล จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมคือนักเตะที่ลงสนามให้ทีมมากสุด 51 นัด มีนักเตะ 12 คนที่ได้ลงเล่นเกิน 30 นัด และมีนักเตะถึง 20 คนที่ลงสนามเกิน 20 นัดตลอดทั้งฤดูกาล แม้แต่นายทวารมือรองอย่าง เอ็นริเก้ ฮิลาริโอ ยังได้เฝ้าเสาถึง 11 นัด ไมเคิ่ล เอสเซียน กลับมาจากอาการบาดเจ็บยาว ร่างกายเริ่มไม่เหมือนเดิมตั้งแต่ปี 2008 แต่ อันเช่ ก็ยังใช้เขาได้เหมาะสม ลงเล่นในลีก 14 นัด ยังอุตส่าห์ยิงได้ 3 ประตู เป็นค่าเฉลี่ยที่ดีสุดในอาชีพของเขา ระบบการเล่นหลักของ เชลซี ในฤดูกาลนั้นคือ 4-3-3 แต่บางครั้งก็ปรับมาเล่น 4-3-1-2 ได้แล้วแต่สถานการณ์ กุญแจหลักคือแดนกลางที่ยืดหยุ่น บวกกองหน้าที่มีประสิทธิภาพ และกลจักรลับคือพวกแนวรุกด้านข้างที่สามารถปรับเล่นได้ทั้งกองหน้าหรือมิดฟิลด์เชิงรุก ยกตัวอย่างเช่น กองกลาง 3 คนมาตรฐานที่ใช้บ่อยคือ จอห์น โอบี มิเกล ยืนต่ำสุด (เอสเซียง ร่างกายไม่เหมือนเดิม) ขนาบข้างด้วย แฟรงค์ แลมพาร์ด และ เดโก้ โอบี มิเกล ทำหน้าที่เกมรับ ส่วนแฟรงค์ แลมพาร์ด คือเบอร์ 8 ที่สามารถขึ้นลงได้ และสอดเข้าทำประตูสำคัญๆ ขณะที่ เดโก้ คือคนคุมจังหวะเกมรุก ข้างบนสามคน ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา เป็นตัวหลักยืนเป็นเป้า ส่วนด้านข้าง นิโกล่าส์ อเนลก้า, ฟลอร็องต์ มาลูด้า, ซาโลมง กาลู ได้โอกาสเยอะหน่อย แต่ก็ยังมี โจ โคล, แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ในวัยดาวรุ่ง ที่สลับมาเล่นกันได้ บางโอกาสที่เล่น 4-3-1-2 อย่างในเกมใหญ่ที่ต้องการเน้นกลางสนาม โอบี มิเกล ยืนต่ำ มี แลมพาร์ด และ มิชาเอล บัลลัค คอยช่วยเหลือพร้อมกับดัน เดโก้ ไปปั้นเกมอยู่หลังคู่หอก ซึ่งมักเป็น อเนลก้า กับ ดร็อกบา ส่วนเกมที่เจอทีมอ่อนชั้นมากๆ ตั้งใจจะขยี้ให้แหลก อันเช่ เคยไม่ส่งมิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติลงสนามเลยมาแล้ว กองกลางใช้ บัลลัค, แลมพาร์ด, มาลูด้า ส่วนข้างหน้ามี อเนลก้า, ดร็อกบา และ กาลู เน้นเกมรุกเต็มพิกัด การยืดหยุ่นตามแต่ระดับและวิธีการเล่นของคู่แข่งแบบนี้เองทำให้ เชลซี มีผลงานยอดเยี่ยม พวกเขาทำไป 103 ประตูในพรีเมียร์ ลีก และเสียเพียง 32 ประตู (แมนฯ ยูไนเต็ด เสียน้อยสุดที่ 28 ประตู) ฤดูกาลนั้น เชลซี ไม่เพียงคว้าแชมป์ลีก แต่พวกเขายังทำดับเบิ้ลแชมป์ ด้วยการเอาชนะพอร์ทสมัธ นัดชิงชนะเลิศ 1-0 ส่วนเส้นทางใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก น่าเสียดายที่พวกเขาตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของ อินเตอร์ มิลาน ที่มีคนที่รู้จักเชลซีดีที่สุดอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทีม แล้วปีนั้น อินเตอร์ ของ มูรินโญ่ ก็ก้าวไปเป็นแชมป์ได้ด้วย ฤดูกาล 2010/11 น่าผิดหวังที่สิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ สโมสรแยกทางกับ เรย์ วิลกิ้นส์ ซึ่งคอยรับบทเป็นมือขวาให้กับ อันเช่ วิลกิ้นส์ รู้จักเชลซีดี รู้จักนักเตะดี เป็นคนคอยเชื่อมระหว่าง อันเช่ กับนักเตะ เนื่องจากในเวลานั้น อันเช่ ยังสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องแคล่วนัก ตัวของ วิลกิ้นส์ เองก็พูดอิตาเลี่ยนได้เพราะเขาเคยเล่นในอิตาลี กับเอซี มิลาน มาก่อน เมื่อขาดตัวเชื่อมไป สารจากกุนซือก็ไม่สามารถถูกส่งต่อไปยังผู้เล่นได้อย่างเต็มที่ อันเชล็อตติ พาเชลซีจบรองแชมป์ แต่แน่นอน มันไม่ดีพอในสายตา โรมัน อับราโมวิช ทำให้เขาโดนปลดออกจากตำแหน่ง แม้จะทำทีมแค่ 2 ปี แต่ไม่มีแฟนเชลซีคนไหนลืมผลงาน ดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 2009/10 ปีที่พวกเขายิงเกินร้อยได้เลย เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ปืน-ไก่ดราม่าท็อปโฟร์ นัดสุดท้าย "

เหล่าแฟนบอลอาร์เซน่อล ก่อตั้งวันฉลองขึ้นมาวันหนึ่งเรียกว่าวัน เซนต์ ท็อตเทอริ่งแฮมส์ เดย์ มันเป็นวันที่พวกกูนเนอร์ส จะฉลองเมื่อการันตีแล้วว่าในฤดูกาลนั้น พวกเขาจะมีอันดับเหนือกว่าอริตลอดชาติอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แน่นอนแล้ว 100% ไม่กี่ปีหลัง วันนี้ไม่ค่อยได้ฉลองกัน เพราะ สเปอร์ส มีผลงานดีกว่า แต่ถ้าย้อนไปในยุค 90s หรือยุค 2000s แฟนปืนได้ฉลองกันทุกปี เพราะไม่ว่ายังไง พวกเขาก็จะมีอันดับเหนือกว่าสเปอร์ส ทุกปี แถมบางปีเป็นแชมป์เลยด้วยซ้ำ ฤดูกาลนี้ ทั้งสเปอร์ส และ อาร์เซน่อล ต้องขับเคี่ยวแย่งชิงอันดับ 4 กันโดยตรง ยังมีโอกาสได้ฉลองวัน เซนต์ ท็อตเทอริงแฮมส์ เดย์ อยู่ ซึ่งถ้าพูดถึงการลุ้นท็อป 4 ระหว่างอาร์เซน่อลกับสเปอร์ส ที่กลายเป็นเรื่องราวลืมไม่ลง ก็ต้องย้อนไปในปี 2005/06 2 ปีหลังจากแชมป์ไร้พ่าย อาร์เซน่อล เริ่มแผ่วลง แม้ว่าจะมีนักเตะอย่าง เธียร์รี่ อองรี, โรแบร์ ปิแรส, เฟร็ดดี้ ยุงเบิร์ก แต่ไม่มี ปาทริค วิเอร่า ขณะที่ เดนนิส เบิร์กแคมป์ เล่นปีสุดท้ายแล้ว ขณะที่สเปอร์ส ทีมโดยรวมไม่ได้แข็งแกร่งอะไร แต่มีกองหน้าที่ไว้ใจได้อย่าง ร็อบบี้ คีน กับ เจอร์เมน เดโฟ มันเป็นปีที่พวกเขาได้ตัว มาร์ติน โยล โค้ชชาวดัตช์มาคุมทีม อันดับ 1-2-3 ปีนั้นเป็นของ เชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ที่มีผลงานเหนือกว่าทีมอื่นๆ ชัดเจน อันดับ 4 เป็นการแย่งชิงกันของคู่อริ ไก่เดือยทอง และปืนใหญ่ โดยตรง สเปอร์ส นั้นทำได้ดี พวกเขายึดอันดับ 4 ได้มาตั้งแต่ราวเดือนธันวาคม 2005 และยังรักษาความคงเส้นคงวาไว้ได้น่าพอใจทีเดียว ขณะที่อาร์เซน่อล เป็นที่แผ่วลงไปน่าใจหาย แต่กลับมีเส้นทางในฟุตบอลยุโรปที่สดใส เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล อาร์เซน่อล ก็พาตัวเองเข้าไปชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ทว่าอันดับ 4 ในลีก คือการการันตีว่าปีหน้า จะได้ตั๋วไปเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก แน่ๆ ต่อให้ยังมีอีกทางคือการคว้าแชมป์ปีนี้ แล้วได้สิทธิ์ในฐานะแชมป์เก่าก็ตาม แต่การเจอบาร์เซโลน่า คืองานยากและไม่แน่ไม่นอน สเปอร์ส ลงเตะเกมที่ 37 ของพวกเขาไปก่อน และมีแต้มนำอยู่ 7 คะแนน แต่อาร์เซน่อล ที่มีเกมตกค้างเพราะมีโปรแกรม ชปล. ก็มาตามเก็บนัดที่ 36 และ 37 ได้ ด้วยชัยชนะ นั่นทำให้ก่อนนัดที่ 38 นัดสุดท้ายของฤดูกาลมาถึง สเปอร์ส มีคะแนนนำอาร์เซน่อล 1 คะแนน กุมชะตาการจบอันดับ 4 ของตัวเองเอาไว้ในมือ นัดสุดท้าย สเปอร์ส จะไปเยือน เวสต์แฮม อริร่วมกรุงลอนดอน ขณะที่อาร์เซน่อล เล่นในบ้านเจอกับ วีแกน ต้องบอกว่าไม่ใช่งานง่ายและไม่ยาก สำหรับทั้งสองทีม เพราะ เวสต์แฮม อยู่อันดับ 9 ส่วน วีแกน อยู่อันดับ 10 เป็นทีมระดับกลางตารางทั้งคู่ในตอนนั้น อาร์เซน่อล เล่นในบ้านไม่มีปัญหา แต่สเปอร์ส ต้องไปเยือน ตามที่เรารู้กันเมื่อเป็นทีมเยือน สโมสรส่วนใหญ่จะเรียกนักเตะมารวมตัวกันในคืนก่อนแข่งที่โรงแรม สักแห่ง เพื่อเตรียมตัว และทำให้ทุกอย่างไม่ฉุกละหุก ในวันแม็ทช์เดย์ อย่างไรก็ตาม มันไม่มีความจำเป็นนักที่สเปอร์ส จะเรียกนักเตะมารวมตัวที่โรงแรม เพราะ เวสต์แฮม คืออริร่วมกรุงลอนดอน และสนามก็อยู่ไม่ห่างกันมากนัก มาเจอกันเช้าวันแข่งยังทันแบบสบายๆ ด้วยความที่มันเป็นเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล และเป็นนัดสำคัญที่หากชนะ พวกเขาจะได้เข้าร่วมเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรก (ไม่นับสมัย ยูโรเปี้ยน คัพ) ดังนั้น มาร์ติน โยล จึงให้นักเตะมารวมตัวกันที่โรงแรมในคืนก่อนแข่งเลย โรงแรมที่นักเตะสเปอร์ส มารวมตัวกันคือ แมร์ริอ็อต เวสต์ อินเดีย คีย์ ตรงกานารี่ วอร์ฟ เมื่อมาถึงทางโรงแรมก็เตรียมบุฟเฟต์ไว้ให้รับประทานตอนเวลา 19.00 น. เมนูวันนั้นคือลาซานญ่า ซึ่งเป็นเมนู ที่นักเตะส่วนใหญ่โหวตว่าอยากกิน ทุกคนต่างก็รับประทานกันตามปกติ มีการประชุมโน่นนี่นั่นตามปกติ แล้วก็เข้านอน เวลาราวๆ ตี 1 ในคืนนั้นเอง ปัญหาก็เกิดขึ้น เมื่อนักเตะของสเปอร์ส หลายรายเกิดอาการไม่สบาย ทั้งอ๊วก ทั้งท้องเสีย จนแทบไม่อยู่ในสภาพที่จะฟื้นตัวได้ทันในวันรุ่งขึ้น มาร์ติน โยล บอกว่ามีนักเตะแค่ไม่กี่คนที่ดูเหมือนจะไม่ป่วย เช่น พอล โรบินสัน, สตีเฟ่น เคลลี่, แอนโธนี่ การ์ดเนอร์ และ เจอร์เมน เดโฟ ที่เหลือมีอาการหมด โดยเฉพาะ ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่เดินแทบไม่ไหวตอนนั้น เมื่อทราบเรื่อง มาร์ติน โยล และ แดเนียล เลวี่ เจ้าของทีมสเปอร์ส ก็รีบดำเนินการทันที ด้วยการติดต่อไปยังพรีเมียร์ ลีก เพื่อขอเลื่อนเกมการแข่งขันนัดนี้ไปก่อน เพราะสเปอร์ส เจอเหตุสุดวิสัยจริงๆ ทางพรีเมียร์ ลีก ไม่อนุญาตให้เลื่อนวันแข่ง เพราะมันเป็นหน้าที่ของสโมสรที่จะต้องจัดการทีมมาลงเล่นตามโปรแกรมให้ได้ มิดเดิลสโบรช์ เคยเจอเคสแบบนี้มาแล้วในปี 1996/97 ที่ไม่ส่งทีมไปแข่งกับ แบล็คเบิร์น ตามโปรแกรมเพราะนักเตะติดไวรัส ป่วยกันแทบยกทีม ในที่สุดโบโร่ โดนตัดแต้ม 3 คะแนน ส่งผลให้ท้ายที่สุดพวกเขาตกชั้น สเปอร์ส ไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองโดนตัดแต้มได้ เพราะนั่นหมายความว่าท็อป 4 จะหลุดลอยทันที พวกเขาพยายามร้องขอให้อย่างน้อย เลื่อนเวลาเตะได้ไหม จากปกติ 15:00 น. ไปเป็น 19:00 น. เพื่อให้นักเตะได้พักฟื้นอีกหน่อย แต่ยุคโน้น ข่าวไม่ไวอย่างทุกวันนี้ที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน สามารถอัพเดตข่าวสารได้แบบ Real Time ดังนั้นเมื่อถึงเวลาใกล้แข่ง แฟนบอลก็มาจับจองพื้นที่กันแน่นบริเวณอัพตัน พาร์ค เรียบร้อยแล้ว ผับ ร้านอาหาร เต็มไปด้วยแฟนบอล และอย่างที่รู้กัน ถ้าเริ่มเผาหัวเมื่อไหร่ มันจะยาว ถ้าเกมยังไม่เตะ รับรองเมาเละ และจะเป็นปัญหาแน่นอน เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลเรื่องนี้บอกว่าไม่สามารถเลื่อนไปได้เกินกว่า 17:00 น. ไม่งั้นปัญหาเกิดแน่นอน สเปอร์ส มองว่า 17:00 น. มันไม่ได้ต่างอะไรมากนัก พวกเขาเลยกัดฟัน ลงเล่นไปตามเวลาปกติคือ 15:00 น. นักเตะสเปอร์ส เจอพิษของลาซานญ่า เล่นงานมาเมื่อคืน สภาพร่างกายอิดโรย เล่นกันผิดฟอร์ม โดยเฉพาะ ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ผลงานดีมาตลอดซีซั่น คุมแดนกลางได้แน่นอน วันนี้ เขาคือคนที่อาการหนักที่สุด เล่นไปเล่นมาก็ต้องโดนเปลี่ยนตัวออก สุดท้าย เวสต์แฮม เจ้าบ้านเป็นฝ่ายเอาชนะสเปอร์ส ได้ 2-1 โดยทีมขุนค้อนมาได้ประตูชัยในช่วง 10 นาทีสุดท้ายจาก ยอสซี่ เบนายูน ด้านอาร์เซน่อล อาศัยแฮททริกของ เธียร์รี่ อองรี เอาชนะวีแกนไป 4-2 ทำให้พวกเขาแซงสเปอร์ส เข้าป้ายเป็นอันดับ 4 ในนัดสุดท้ายของฤดูกาลได้สำเร็จ นั่นทำให้แฟนอาร์เซน่อลได้ฉลองท็อป 4 และวัน เซนต์ ท็อตเทอริ่งแฮมส์ เดย์ ไปพร้อมๆ กันเลย ฝั่งสเปอร์ส ไม่พอใจอย่างมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น มีทฤษฎีสมคบคิดว่าเชฟโรงแรมวันนั้นเป็นแฟนบอลอาร์เซน่อล เลยวางยาในอาหารให้นักเตะสเปอร์ส ป่วย หรือบางคนไปไกลถึงขนาดว่าอาร์เซน่อลเองนั่นแหละเป็นคนว่าจ้างให้ลงมือทำงานนี้ แดเนียล เลวี่ ร้องเรียนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสืบสวนเรื่องในครั้งนี้ และขู่จะฟ้องทางโรงแรมที่ทำให้นักเตะสเปอร์ส ป่วย รวมไปถึงทางพรีเมียร์ ลีก เลยด้วย ในที่สุดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ได้นำตัวอย่างจากอาหารของทางโรงแรมไปทดสอบ ปรากฏว่าไม่พบสารพิษใดๆ และได้มีการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่าที่นักเตะสเปอร์ส ป่วยนั้น เกิดจากโนโรไวรัส ทำให้มีอาการคล้ายอาหารเป็นพิษ เชื้อโรคชนิดนี้ติดต่อง่ายมาก ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง ท้องเสีย ปวดท้อง และเป็นไข้ต่ำๆ ทำให้ขาดน้ำได้ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียโดยตรง ในที่สุด ฤดูกาล 2005/06 ก็จบลงแบบดราม่า ไม่มีใครกล้าการันตีว่าถ้า สเปอร์ส ฟิตเต็มถัง จะเอาชนะเวสต์แฮม ได้ แต่อย่างน้อย โอกาสของพวกเขาก็ต้องมากกว่าที่ลงเล่นแบบอิดโรยแน่นอน มาร์ติน โยล โดนสเปอร์ส ปลดหลังจากนั้นอีกราว 1 ปีครึ่ง เพราะผลงานไม่ดีเหมือนเดิม และพวกเขา ต้องรออีกถึง 4 ปี กว่าจะได้มีโอกาสสัมผัสฟุตบอลยุโรปเวทีใหญ่สุด ในยุคของแฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ร่วมรับชมคลิปสุดมันได้ที่ : http://ow.ly/BP0y30sjhly เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117