breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ชีวิตหลังคริสต์มาสของลิเวอร์พูล "

ช่วงเวลาคริสต์มาส-บ็อกซิ่ง เดย์ เป็นช่วงที่ฟุตบอลอังกฤษให้ความสำคัญมากๆ ประเทศอื่นอาจมีช่วงที่พักเยอะหน่อย แต่อังกฤษตรงกันข้าม นอกจากจะไม่พัก ยกเว้นวันที่ 24-25 แล้ว โปรแกรมยังชุกชุมกว่าปกติอีกต่างหาก และมันเป็นราวๆ กลางซีซั่น ดังนั้น มันจึงมักถูกนำมาใช้เป็นเส้นสมมุติ คาดเดาว่าตอนจบฤดูกาลอะไรจะเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้ในพรีเมียร์ ลีก มีสถิติที่ว่าทีมใดก็ตามที่เป็นบ๊วยในช่วงคริสต์มาส ไม่เคยรอดตกชั้นได้เลย กระทั่ง เวสต์บรอมวิช สร้างปาฏิหาริย์ได้เป็นครั้งแรกในปี 2004/05 และมีอีก 2 ทีมที่ทำได้คือซันเดอร์แลนด์ 2013/14 และเลสเตอร์ 2014/15 อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ ทีมที่เป็นแชมป์ในบั้นปลาย หลายครั้ง มักเป็นทีมนำแล้ว ตอนช่วงคริสต์มาส ทว่าฤดูกาลที่แล้ว 2020/21 เรารู้กันว่าแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาเร่งเครื่องตอนท้าย ช่วงต้นซีซั่นผลงานไม่ดี ตอนคริสต์มาส พวกเขาอยู่แค่อันดับ 8 เท่านั้น (แต่แต้มตามกันไม่เยอะ) หากจะถามหาทีมที่อันดับต่ำที่สุดก่อนหน้านี้ แล้วทะลึ่งพรวดขึ้นไปจนได้แชมป์ในบั้นปลาย ก็ต้องย้อนไปในฤดูกาล 1981/82 โน่นเลย และทีมที่ทำได้คือลิเวอร์พูล ในช่วงปลายการคุมทีมของบ็อบ เพสลี่ย์ ช่วงนั้นเป็นช่วงยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูล พวกเขาได้แชมป์ลีก 4 สมัยจาก 6 ปีหลัง และได้แชมป์ยุโรป 4 ใบ เป็นถ้วยใหญ่ ยูโรเปี้ยน คัพ 3 และ ยูฟ่า คัพ ถ้วยเล็กอีก 1 ฤดูกาล 1979/80 ลิเวอร์พูลได้แชมป์ลีก พอปี 1980/81 กลายเป็น แอสตัน วิลล่าที่ทะลุขึ้นมาเป็นแชมป์ ซีซั่น 1981/82 ที่ว่านี้ เป็นปีแรกด้วยที่ทางฟุตบอลลีกอังกฤษนำเอากฎ "ชนะได้ 3 คะแนน" มาใช้ เพราะสมัยก่อน ชนะได้ 2 คะแนน ลิเวอร์พูล ได้ตัวมาร์ค ลอว์เรนสัน มาจากไบรตัน และ สตีฟ นิโคล จากสโมสร อายร์ ยูไนเต็ด ในสก็อตแลนด์ ตรงกันข้าม พวกเขาเสีย เจมมี่ เคส ไปให้ไบรตัน และ โคลิน เออร์วิ่น ไปให้ สวอนซี ทีมน้องใหม่ ที่มี จอห์น โทแช็ค อดีตหัวหอกลิเวอร์พูลเองเป็นผู้เล่น/ผู้จัดการทีม และสวอนซี ยังคว้าเอา เรย์ เคนเนดี้ ไปอีกคนด้วยตอนเดือนมกราคม เรย์ คลีเมนซ์ นายทวารมือดีโดนปล่อยไปสเปอร์ส แต่ก็ได้ บรูซ กร็อบเบลาร์ เข้ามาเฝ้าเสาแทน ลิเวอร์พูล เริ่มต้นฤดูกาลไม่ดีเลย ไม่มีเกมชนะติดๆ กัน 10 นัดแรก ชนะแค่ 3 นัดเท่านั้น ผลงานแพ้ ชนะ เสมอ สลับกันไปมา 24 ตุลาคม พวกเขาโดนแมนฯ ยูไนเต็ด บุกมาอัดคาแอนฟิลด์ 2-1 สร้างความเจ็บปวดและผิดหวังให้เหล่า เดอะ ค็อป เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันทีมปีศาจแดง ปีนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนกุนซือ จาก เดฟ เซ็กซ์ตัน มาเป็น บิ๊กรอน รอน แอ็ตกินสัน มันน่าเสียดายสำหรับยูไนเต็ดตรงที่ 4 นัดแรก พวกเขาเสมอ 2 แพ้ 2 ทำแต้มได้แค่ 2 จาก 12 คะแนน แต่จากนั้น บิ๊กรอน พาปีศาจแดง ชนะ 8 จาก 11 เกม โดยไม่แพ้เลย ทำท่ามีลุ้นแชมป์ ลิเวอร์พูล เองก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด แพ้ต่อเซาธ์แฮมป์ตัน ที่นำมาโดย เควิน คีแกน อดีตขวัญใจของพวกเขาเอง และจนกระทั่งโปรแกรมหลังคริสต์มาส คือวันบ็อกซิ่ง เดย์ พวกเขาก็แพ้คาบ้านอีกครั้งต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-3 ตอนนี้เองที่ลิเวอร์พูล อยู่ถึงอันดับ 12 เลยทีเดียว ทีมจ่าฝูงในขณะนั้นไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแต่มันเป็น สวอนซี ของจอห์น โทแช็ค นั่นแหละ ต้องถือว่าทีมหงส์ขาว คือหนึ่งในทีมที่มาแรงสุดๆ เพราะในปี 1977 หรือย้อนไป 4 ปีก่อนหน้า พวกเขายังอยู่ในดิวิชั่น 4 อยู่เลย! สวอนซี เลื่อนชั้นพรวดๆ ขึ้นมาจนถึง ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1981/82 ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แล้วทำผลงานน่าทึ่งได้ทันที ปีนั้น พวกเขามีผลงานประหลาด คือช่วงที่ร้อนแรง ก็ชนะติดๆ กันหลายนัด ไม่แพ้ติดๆ กันเป็น 10 นัด พอบทจะแพ้ ก็มักแพ้ติดๆ กันหลายนัดเช่นกัน สุดท้ายสวอนซีจบอันดับ 6 จากทั้งหมด 22 ทีม แต่นั่นก็ถือว่าเซอร์ไพรส์มากแล้ว กลับไปดูฝั่งลิเวอร์พูล นอกจากผลงานในช่วงครึ่งซีซั่นแรกจะย่ำแย่แล้ว ยังมีข่าวเศร้าที่สุด วันที่ 29 กันยายน 1981 ปรมาจารย์ บิลล์ แชงคลี่ เสียชีวิต นี่คือกุนซือที่มาวางรากฐานความยิ่งใหญ่ให้ลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง ทว่าหลังจากแพ้ให้ แมนฯ ซิตี้ ในวันบ็อกซิ่ง เดย์ พวกเขาก็ดูเหมือนจะกลับมาคืนฟอร์มเก่ง ด้วยการเอาชนะ 5 นัดติดต่อกัน ก่อนออกไปแพ้สวอนซี 0-2 แต่สัญญานดีเริ่มมา เอียน รัช, รอนนี่ วีแลน, เทอร์รี่ แม็คเดอร์ม็อตต์ เข้าฟอร์ม นายทวารคนใหม่อย่าง บรูซ กร็อบเบลาร์ ที่ผิดพลาดในช่วงต้น ก็เริ่มจับจังหวะได้ ลิเวอร์พูล เริ่มเครื่องติด หลังจากขึ้นศักราช 1982 ลิเวอร์พูล ชนะถึง 18 จาก 20 นัด โดยอีก 2 นัดเป็นความพ่ายแพ้ แต่มันก็เพียงแค่นั้น เพราะจากเกมวันที่ 6 มีนาคม 1982 ไปจนจบซีซั่น ลิเวอร์พูลไม่แพ้ใครอีกเลย ด้านแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขามามีช่วงสะดุดราวเดือนมีนาคม-เมษายน เสมอ 3 จาก 4 เกมและอีกเกมคือการโดนลิเวอร์พูล บุกมาล้างแค้นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 1-0 มิหนำซ้ำ อีกเกมสำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายก็ออกไปแพ้อิปสวิช 1-2 แม้ว่า 6 นัดสุดท้ายจะชนะ 5 เสมอ 1 แต่ก็ไล่ไม่ทัน จริงๆ แล้ว อิปสวิช นั่นแหละคือของแข็ง ยุคนั้นพวกเขามี เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน คุมทัพ ปู่บ็อบ นำทีมม้าขาว จบด้วยการเป็นรองแชมป์ ตามหลังลิเวอร์พูล 4 คะแนน ส่วน รอน แอ็ตกินสัน กับปีแรกของการคุมแมนฯ ยูไนเต็ด พาทีมจบอันดับ 3 ด้วยการมี 78 แต้ม พวกเขาคือทีมที่เกมรับดีสุดในลีก เสียแค่ 29 ลูกจาก 42 นัด แต่เกมรุกกลับทำได้ไม่ดีนัก ยิงได้แค่ 59 ประตูเท่านั้น แน่นอน ลิเวอร์พูล กับฟอร์มอันยอดเยี่ยมแบบเหลือเชื่อในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง สมัยนั้นลีกมี 22 ทีม เตะกัน 42 นัด 25 นัดหลังของลิเวอร์พูล พวกเขาชนะถึง 20 นัด แพ้แค่ 2 นัด และเสมอ 3 เก็บแต้มเป็นกอบเป็นกำ ทำให้พวกเขาแซงพรวดๆ จากอันดับ 12 ตอนคริสต์มาส ขึ้นมาจบอันดับ 1 เป็นแชมป์ได้สำเร็จ ด้วยการมี 87 คะแนน และนั่นคือการคัมแบ็กกลับมาเป็นแชมป์ที่น่าทึ่งที่สุดครั้งหนึ่งในวงการฟุตบอลอังกฤษ หากจะบอกว่า ชีวิตชีวาของลิเวอร์พูลในฤดูกาล 1981/82 เริ่มต้นหลังช่วงคริสต์มาส วันบ็อกซิ่งเดย์ ก็ไม่ผิดแต่ประการใด เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ครั้งเดียวที่หมีเจอผี "

หลังจากความปั่นป่วนในการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายผ่านไป ในที่สุดเราก็ได้รู้กันแล้วว่าใครเจอใคร หนึ่งในคู่ที่แฟนบอลจับตามองก็คือ แอตเลติโก้ มาดริด กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สองทีมนี้มีข่าวพัวพันกันมาตลอดในช่วงหลายปีหลัง โดยเฉพาะเรื่องตลาดการย้ายตัวของนักเตะ ทว่าย้อนไปในประวัติศาสตร์ แม้เป็นสองทีมใหญ่ทั้งคู่ แต่สองทีมนี้เจอกันมาในเกมเป็นทางการเพียงแค่หนเดียว รวมทั้งสิ้น 2 นัดเท่านั้น! บียาร์เรอัล ที่มาดังทีหลังเสียอีกที่เจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่บ่อยครั้ง ขณะที่ แอตเลติโก้ ก็มักถูกโฉลกกับลิเวอร์พูลเสียจริงๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนเดียวที่ "หมีเจอผี" ต้องย้อนไปในฤดูกาล 1991/92 ในรายการ คัพ วินเนอร์ส คัพ ซึ่งปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว คัพ วินเนอร์ส คัพ - ถ้วยแห่งผู้ชนะบอลถ้วย ชื่อก็บ่งบอกชัดเจน มันคือรายการที่ให้แชมป์บอลถ้วย หรือแชมป์ เอฟเอ คัพ ในแต่ละประเทศเข้ามาแข่งขันชิงความเป็นเจ้าบอลถ้วยกัน กติกาก็ง่ายๆ เตะแบบเหย้า-เยือน น็อคเอาท์กันไปเลย แมนฯ ยูไนเต็ด ยุคนั้น ยังเป็นเพียงทีมเก่งบอลถ้วย อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพิ่งเข้ามาคุมทีมไม่นาน เฟอร์กี้ นำปีศาจแดงคว้าแชมป์รายการแรกของตัวเองคือ เอฟเอ คัพ ปี 1990 ที่ว่ากันว่าเป็นแชมป์ที่ต่อชะตาตัวเองไม่ให้โดนปลด นั่นทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ไปเล่นใน คัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1990/91 และปรากฏว่า เฟอร์กี้ ก็พาทีมทะลุไปถึงแชมป์เลยด้วย ปีศาจแดง เอาชนะ บาร์เซโลน่า ได้ 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ คัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1990/91 นัดนั้นเตะกันที่ ร็อทเทอร์ดัม ฤดูกาลต่อมา 1991/92 ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์มาลงเตะ คัพ วินเนอร์ส คัพ อีกครั้ง ในฐานะของแชมป์เก่า ส่วนทางด้าน แอต. มาดริด พวกเขาก็อยู่ในสถานะคล้ายๆ กับแมนฯ ยูไนเต็ด คือยุค 80s ต่อต้น 90s พวกเขาเป็นทีมเก่งบอลถ้วย ฤดูกาล 1990/91 โทมิสลาฟ อีวิช พาทีมคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ จนทำให้ได้สิทธิ์มาเล่น คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1991/92 แต่ว่า อีวิช ก็โดนปลด ช่วงนั้น เฆซุส คิล ประธานสโมสรผู้โด่งดังของทีมตราหมี ปลด-เปลี่ยนโค้ช เป็นว่าเล่น ซึ่งโค้ชที่ท่านประธานดึงเข้ามาคุมทีมแทน อีวิช ก็คือ หลุยส์ อาราโกเนส ผู้ที่ภายหลังจะนำทีมชาติสเปน คว้าแชมป์ ยูโร 2008 นั่นเอง สำหรับอาจารย์ปู่ หลุยส์ อาราโกเนส คือเป็นตำนานของ แอตเลติโก้ มาดริด อยู่แล้ว ทั้งในฐานะนักเตะและเทรนเนอร์ สมัยเป็นนักเตะก็ยิงกระจุย จนถึงทุกวันนี้ แกก็ยังเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่ทำประตูให้กับแอตเลติโก้ มากสุดถึง 172 ประตูในทุกรายการ (เฟร์นานโด ตอร์เรส 129, กรีซมันน์ 140) ต่อมา ก็ผันตัวมาเป็นโค้ช คุมทีมตราหมีอยู่ 2 ช่วง พาทีมได้แชมป์ ลา ลีกา 1 สมัย และ โกปา เดล เรย์ 2 สมัย รวมถึง อินเตอร์คอนทิเนนทั่ล คัพ อีก 1 สมัยด้วย การมาคุมทีมในปี 1991 จึงถือเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ อาราโกเนส ได้คุมทัพ แอต มาดริด คัพ วินเนอร์ส คัพ 1991/92 เป็นครั้งแรกที่ หมี และ ผี โคจรมาเจอกัน มันเป็นเกมรอบที่ 2 เลกแรก แอตเลติโก้ มาดริด เป็นเจ้าบ้านก่อน เตะกันเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 1991 แอตเลติโก้ มาดริด มีนักเตะฝีเท้าดีหลายคน แต่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ จอมทัพหัวขบถ แบร์นด์ ชูสเตอร์ ผู้ที่ย้ายเล่นครับทั้ง บาร์ซ่า, เรอัล มาดริด และแอตเลติโก้ มาดริด อีกคนคือแนวรุกตัวคล่องทักษะเทพถนัดซ้าย เปาโล ฟูเตร้ ซึ่งขณะนั้นถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่จัดจ้านสุดของยุโรป พาปอร์โต้ ได้แชมป์ยุโรปปี 1987 มาแล้ว ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แม้ฤดูกาลนั้น จะมีผลงานในลีกที่ดูดี พวกเขาหวังถึงการลุ้นแชมป์ลีกแล้ว แต่เมื่อมาเตะเกมยุโรป กลับเจอปัญหาใหญ่ "ผมมี 2 ข้อหนักอก" เฟอร์กี้ ให้สัมภาษณ์ก่อนเกม "แอตเลติโก้ คือทีมที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว เสียแค่ประตูเดียวเองที่ผ่านมา และข้อต่อมาคือทีมของผม โควต้านักเตะต่างชาตินั้นทำให้ผมไม่สามารถจัดทีมชุดปกติของผมได้ ผมยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไง ผมบอกได้แค่ว่าจะยังเล่นในสไตล์เดิม เราไม่เคยเล่นปรับเปลี่ยนไปตามคู่แข่ง" ปัญหาเรื่องนักเตะต่างชาติที่เฟอร์กี้ ว่าก็คือกฎใหม่ที่ ยูฟ่า เพิ่งนำมาใช้ในปีนั้นเป็นปีแรก เรียกว่า "กฏ 3+2" มันคือการให้แต่ละสโมสร สามารถส่งนักเตะต่างชาติลงเล่นในเกมยุโรปได้แค่ 3 คนเท่านั้น ส่วนอีก 2 คน จะเป็นนักเตะต่างชาติที่ต้องเล่นในประเทศนั้นๆ มาตั้งแต่เป็นเยาวชนและเล่นมาเกิน 5 ปี เรื่องนี้พอคุยกันได้ เพราะแมนฯ ยูไนเต็ด เองไม่ได้มี "นักเตะต่างชาติ" เยอะแยะอะไรที่เป็นตัวหลัก เพียงแต่ข้อแยกย่อยของกฎนี่แหละ ที่ทำให้ยุ่งยาก เพราะ ยูฟ่า บอกว่า นักเตะจากเวลส์, สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ ก็ถือเป็น "ต่างชาติ" ทั้งที่พวกเขาเหล่านี้ถือพาสปอร์ตบริติช เหมือนคนอังกฤษ แต่ยูฟ่า มองที่ เวลาเล่นทีมชาติ แยกกันเล่น ดังนั้นเลยถือเป็นนักเตะต่างชาติ นี่แหละคือความยุ่งยาก ในนัดชิงชนะเลิศ ฤดูกาลก่อนที่ชนะบาร์เซโลน่า ยังไม่มีกฏนี้ เฟอร์กี้ ส่งนักเตะที่ไม่ใช่อังกฤษ ลง 4 คน คือเดนิส เออร์วิน (ไอร์แลนด์), เคลย์ตัน แบล็คมอร์ (เวลส์), ไบรอัน แม็คแคลร์ (สก็อตแลนด์), มาร์ค ฮิวจ์ส (เวลส์) พอมาถึงปี 1991 มันเลยกลายเป็นเรื่องยุ่ง เพราะนอกจากตัวในสหราชอาณาจักร ที่ไม่ใช่อังกฤษเดิมๆ แล้ว ทีมยังเสริมทัพด้วยการดึง ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล แข้งเดนมาร์ก มาเฝ้าเสาอีก นั่นทำให้ในการเจอกับแอตเลติโก้ มาดริด เฟอร์กี้ ไม่สามารถส่งนักเตะที่ดีที่สุดลงสนามได้ โดยเฉพาะการขาด 2 ตัวริมเส้น ซึ่งเป็นตัวทีเด็ด นั่นคือ อันเดร แคนเชลสกี้ส์ (โซเวียต-ยูเครน) และ ไรอัน กิ๊กส์ (เวลส์) ที่กลายเป็นตัวหลักเต็มตัวในปีนั้น ไมค์ ฟีแลน กับ นีล เว็บบ์ ถูกส่งลงมาเป็นตัวจริงในแดนกลางในวันนั้น ร่วมกับ พอล อินซ์ และ ไบรอัน ร็อบสัน ผลปรากฏว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดน แอตเลติโก้ มาดริด ถล่มไปถึง 3-0 จากการทำ 2 ประตูของ เปาโล ฟูเตร้ อีกลูกมาจาก มาโนโล่ กองหน้าร่างเล็ก เมื่อเจอสกอร์แบบนี้ ต้องบอกเลยว่าโอกาสพลิกเข้ารอบยากมากๆ ยิ่งเมื่อมองว่าประตู 2-0 กับ 3-0 ดันมาเสียในนาทีที่ 87 และ 89 ด้วยแล้วยิ่งน่าเสียดาย อย่างไรก็ดี ถ้ามองกันที่รูปเกม มันไม่ได้ขาดขนาดนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสเช่นกัน โหม่งไปชนเสา ยิงติดเซฟ อาเบล เรซิโน่ มือกาวตราหมี ที่สำคัญ การตัดสินของกรรมการก็มีผล ตอนสกอร์ 1-0 พอล อินซ์ หลุดเข้าไปยิงตีเสมอแต่ไลน์แมนยกธงล้ำหน้า ซึ่งจากภาพช้าชัดเจนว่า อินซ์ อยู่ในไลน์ ส่วนประตู 2-0 ของตราหมี ก็ดูเหมือนว่า ฟูเตร้ จะล้ำหน้าด้วยซ้ำตอนออกตัวไปรับบอล ก่อนหลุดไปแตะหลบ ชไมเคิ่ล แล้วยิงเข้าไป นี่เป็นอีกเกมที่ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โมโหมากกับการทำหน้าที่ของกรรมการ พอมาถึงเลกสอง เฟอร์กี้ จำเป็นต้องแลกมากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ โควต้าต่างชาติ ถูกใช้ไปกับ เคลย์ตัน แบล็คมอร์ และ ไรอัน กิ๊กส์ โดยถอดเอา ชไมเคิ่ล ออกมาเลย และให้ แกรี่ วอลช์ เฝ้าเสาแทน มันเป็นเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มต้นอย่างคึกคัก ได้ประตูออกนำไปก่อนจากการโหม่งของ มาร์ค ฮิวจ์ส ตั้งแต่นาทีที่ 4 หากพวกเขาเดินหน้าขยี้ต่อ โอกาสก็ยังมี เพราะได้ประตูแรกเร็ว แต่พอหมดครึ่งแรก ก็ยังทำอะไรเพิ่มไม่ได้ ตรงกันข้าม ครึ่งหลัง หลุยส์ อาราโกเนส แก้เกมมาดี กลายเป็นว่า แอตเลติโก้ กลับมาเป็นฝ่ายทำได้เหนือกว่า ยิ่งเวลางวดลงไปเท่าไหร่ ความมั่นใจของผู้มาเยือนก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น สุดท้าย แบร์นด์ ชูสเตอร์ ที่เล่นได้อย่างโดดเด่น ก็มายิงฟรีคิกตีเสมอให้ตราหมีเป็น 1-1 และนั่นคือจุดจบของปีศาจแดง สกอร์จบลงที่ตรงนี้เอง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกรอบ แอตเลติโก้ มาดริด เองก็ไปไม่ได้ถึงไหน เพราะรอบต่อมา รอบ 8 ทีมสุดท้ายพวกเขาก็แพ้ให้กับ คลับ บรูช ด้วยกฎอเวย์โกล หลังเสมอกัน 4-4 ปีนั้น แวร์เดอร์ เบรเมน ไปถึงแชมป์ ด้วยการเอาชนะโมนาโก ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0 ต่อจากนั้น เส้นทางก็ไม่เคยบรรจบกัน แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยเล่นใน คัพ วินเนอร์ส คัพ อีกเลย จนกระทั่งรายการนี้ถูกยุบไปในปี 1999 พวกเขากลายเป็นทีมแกร่งในลีก จึงมักจบลงด้วยการไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาตลอด ขณะที่ แอตเลติโก้ มาดริด เอง มักโผล่ไปในรายการ ยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีก) มากกว่า จนมาในช่วง 10 ปีหลัง ที่พวกเขากลายเป็นขาประจำใน แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ก็พอดีกับที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ดันตกอยู่ในสภาพลุ่มๆ ดอนๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ในฟุตบอลยุโรป จึงไม่เคยได้เจอกันอีกเลย คัพ วินเนอร์ส คัพ รอบ 2 เมื่อปี 1991 มันจึงเป็นครั้งแรก ครั้งสุดท้าย และครั้งเดียวที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจอกับ แอตเลติโก้ มาดริด ในเกมอย่างเป็นทางการ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ปั่นโค้งๆ แบบเฟอร์กี้ "

เมื่อปี 2015 ที่สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มีการจัดแข่งขันฟุตบอลการกุศลเพื่อ UNICEF ของ เดวิด เบ็คแฮม เป็นการเจอกันระหว่างทีมรวมดาวสหราชอาณาจักร + ไอร์แลนด์ เจอกับทีมรวมดาราโลก เกมนั้นฝั่งทีมสหราชอาณาจักรได้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาเป็นกุนซือให้ด้วย ก่อนเกมแข่งไม่กี่วัน เบ็คแฮม ให้สัมภาษณ์หยอกกับนักข่าวว่า "บางที มันอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่มันสามารถเกิดขึ้นได้อีกครั้งนะ บางคนพูดเรื่องนี้กับผมวันก่อนนี่เองแหละ เรามารอดูกัน" ที่ เบ็คส์ พูดถึงว่าสามารถเกิดขึ้นได้อีกก็คือ "เหตุการณ์สตั๊ดบิน" ในปี 2003 หลังเกมเอฟเอ คัพ ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเวลาผ่านไป ฝุ่นตกตะกอน ทุกคนก็ย้อนกลับไปมองถึงมันแบบไม่ซีเรียสอีกต่อไป เดวิด เบ็คแฮม เองก็เช่นกัน เขาโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะมาก เคยให้สัมภาษณ์ติดตลกถึงเรื่องนี้หลายครั้ง สำหรับหลายคนที่อาจลืมเหตุการณ์วันนั้นไป มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2003 เป็นเกม เอฟเอ คัพ รอบ 5 ตอนนั้น คู่ปรับที่เจอกันแล้วใส่กันแหลกคือแมนฯ ยูไนเต็ด กับอาร์เซน่อล ความเกลียดชังพุ่งสูง สู้กันทุกรูปแบบ ในสนาม นอกสนาม แย่งแชมป์กันอย่างสนุก ปรากฏว่าอาร์เซน่อลเป็นฝ่ายบุกมาเอาชนะ 2-0 มีหลายคนของแมนฯ ยูไนเต็ด เล่นไม่ได้ตามมาตรฐาน ไรอัน กิ๊กส์ มีโอกาสยิงจ่อๆ ตอนสกอร์ 1-0 แต่ก็พลาดแบบไม่น่าเชื่อ ทว่าคนที่กลายเป็นเหยื่ออารมณ์ของ เฟอร์กี้ คือ เดวิด เบ็คแฮม เพราะหลังจบเกม เฟอร์กี้ ระเบิดอารมณ์ในห้องแต่งตัว ป๋าดันเตะสตั๊ดของใครก็ไม่รู้ที่กองอยู่บนพื้น แต่สตั๊ดเจ้ากรรมดันพุ่งไปโดนเหนือคิ้วของ เบ็คแฮม พอดี เนื่องจากมีการถกเถียงกันมาก่อนแล้ว พอโดนเข้าแบบนี้ เบ็คแฮม น็อตหลุดทันทีพุ่งจะเข้าไปเอาเรื่องเจ้านายแต่เพื่อนร่วมทีมต้องช่วยกันฉุดรั้งเอาไว้ ต้องถือว่าในช่วงนั้น เฟอร์กี้ เริ่มทะเลาะกับเบ็คแฮม ซึ่งเคยเป็นเด็กดี เป็นลูกรักบ่อยครั้งขึ้น เนื่องจากในมุมมองของเฟอร์กี้ เบ็คส์ ไปโฟกัสเรื่องนอกสนามมากเกินไป จากการมีภรรยาเป็นนักร้อง เป็นเซเล็บชื่อดังอย่าง วิคตอเรีย อดัมส์ วันต่อมาเหตุการณ์ก็แดงขึ้นเมื่อมีหนังสือพิมพ์ถ่ายภาพเบ็คแฮม ที่แปะพลาสเตอร์เป็นกากบาท เพื่อเน้นรอยแผล แถมคาดผมเปิดหน้าผาก เพื่อให้คนเห็นรอยแผลชัดๆ เข้าไปอีกโดยไม่มีผมมาคอยปกปิด เฟอร์กี้ เคยเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติฉบับปี 2003 เอาไว้ว่า เหตุการณ์นี้เอง ที่ทำให้เขาตัดสินใจบอกบอร์ดว่า หลังจบฤดูกาลนี้ เดวิด ต้องไป เมื่อไหร่ก็ตามที่นักเตะล้ำเส้น หรือมีทีท่าคุกคามต่ออำนาจการควบคุมห้องแต่งตัวของผู้จัดการทีม เมื่อนั้น สโมสรอยู่ในความเสี่ยง เพราะนักเตะจะเริ่มมีอิทธิพล เรื่องนี้เราเห็นได้ในสโมสรต่างๆ ในทุกวันนี้ กุนซือคนใหม่เข้ามาก็จะต้องเจอปัญหาที่นักเตะใหญ่คับสโมสร แต่สำหรับ เฟอร์กี้ แล้ว ป๋าจะตัดไฟแต่ต้นลมเสมอ มีหลายกระแสมากว่า เฟอร์กี้ นั้นตั้งใจจะเล่นงานเบ็คแฮม จงใจหวดสตั๊ดเพื่อให้โดนลูกทีมรายนี้ แต่ความจริงมันไม่ใช่ เฟอร์กี้ เองสมัยหนุ่มๆ เขาเป็นนักเตะ เล่นเป็นกองหน้าฝีเท้าใช้ได้เลย แม้จะไม่ถึงระดับเกรด เอ แต่ก็เป็นนักเตะที่โลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุดของสก็อตแลนด์ได้โดยไม่อายใคร ตลอดอาชีพการเป็นนักเตะ ผลงานในลีกสก็อตแลนด์คือ 317 นัดยิงได้ถึง 171 ประตู ไฮไลท์คือการเล่นให้กับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ทีมยักษ์ใหญ่ 2 ปี เล่นไป 66 นัดทำได้ 35 ประตู ปี 1967 ทีมชาติสก็อตแลนด์ มีการออกทัวร์ และเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ เฟอร์กี้ เล่นให้ทีมชาติ ลงไป 4 นัดทำได้ 4 ประตู แต่เกมแบบนี้ ไม่ถูกบันทึกว่าเป็นเกมทางการ หมายความว่าจริงๆ แล้ว เฟอร์กี้ ไม่ถูกนับว่าเคยเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่เลยแม้แต่นัดเดียว BBC Sport มองว่า เฟอร์กี้ คือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดที่ไม่เคยติดทีมชาติสก็อตแลนด์ชุดใหญ่ นั่นเป็นการบ่งบอกว่าจริงๆ แล้ว ยอดกุนซือผู้นี้ สมัยเป็นนักเตะก็มีฝีเท้าไม่เบา เรื่องนี้ เฟอร์กี้ เองก็ค่อนข้างมั่นใจในฝีเท้าตัวเอง ไบรอัน คิดด์ เคยเล่าว่า ตอนเขาทำงานเป็นมือขวาให้ เฟอร์กูสัน ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งคู่มักคุยกันเรื่องต่างๆอย่างสนุกสนาน แล้วสุดท้าย ก็มาลงเอยที่มักจะ "ขิง" กัน หรือบลัฟ ใส่กันว่าตอนเป็นนักเตะ ใครเก่งกว่าใครกันแน่ เนื่องจาก ไบรอัน คิดด์ เองก็เป็นกองหน้าฝีเท้าดีเช่นเคย ด้วยวัย 19 ปี เขาทำประตูให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในนัดชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ ปี 1968 ที่เอาชนะเบนฟิก้า 4-1 คว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกมาครอง คิดด์ เล่นให้กับทั้งแมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, แมนฯ ซิตี้, เอฟเวอรตัน, โบลตัน และเคยติดทีมชาติอังฤษชุดใหญ่ 2 นัดด้วยกัน หนึ่งในการให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ของ เบ็คแฮม ก็เอ่ยแซว เซอร์ อเล็กซ์ ในเรื่องนี้ ว่าเฟอร์กี้ เองก็มั่นใจในฝีเท้าตัวเองในฐานะกองหน้า และมันก็พ่วงเข้ากับเหตุการณ์สตั๊ดบินในวันนั้น "เรามีการถกเถียงกันมาตลอด 13 ปี คุณรู้มั้ยเจ้านายนะ เวลาคืนฟุตบอลยุโรปทุกครั้งเลย เขาจะลงมาในสนาม เขาจะเริ่มยิงจุดโทษและฟรีคิก และบอกพวกเราทุกคนว่าเขาเก่งแค่ไหนตอนยังเป็นนักเตะ - เล่าเรื่องประตูที่เขายิงได้มากมายอะไรแบบนั้น" "แต่ตอนที่ผมได้ค้นพบจริงๆ ว่าเขาเก่งแค่ไหน ก็คือหลังเกมกับอาร์เซน่อลนั่นแหละ ซึ่งเกมนั้นผมว่าผมเล่นพลาดไป 2-3 อย่าง" "ป๋าเข้ามาในห้องแต่งตัว เราเถียงกัน เขาเริ่มเดินมาหาผมและเตะกองเสื้อผ้าที่อยู่บนพื้น แต่แล้วสตั๊ดก็ลอยมาโดนผมเข้าพอดี" "ตอนนั้นเองที่ผมตระหนักอย่างแท้จริงว่าป๋าเตะได้แม่นแค่ไหน!" ความบาดหมางในวันวานถูกลบเลือนไปนานแล้ว ทุกวันนี้ เบ็คแฮม ก็ยังรักและนับถือเฟอร์กี้ เช่นเดียวกับที่เฟอร์กี้ ก็คงมองเห็นความสำเร็จในชีวิตของ เบ็คส์ และเฝ้ามองอดีตศิษย์รักคนนี้เติบโตเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยม หากนั่นคือการเล่าในเชิงติดตลกของเบ็คแฮม ยังมีอีกคนที่ยืนยันได้ว่าเหตุการณ์วันนั้น มันมาจากความบังเอิญจริงๆ นั่นก็คือปากคำของ คาร์ลอส เคยรอช เคยรอช เป็นมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ ในฤดูกาลนั้นพอดี ก่อนย้ายไปคุม เรอัล มาดริด ซึ่งก็คุม เบ็คแฮม ที่ย้ายไปในหน้าร้อนเดียวกันนั่นแหละ แต่ เคยรอช คัมแบ็กมาอีกครั้งตอนปี 2004 เหตุการณ์สตั๊ดบินคราวนั้น เคยรอช เล่าเอาไว้ว่ามันฟลุ้ก ที่เฟอร์กี้เตะแล้วมันดันแม่นไปโดนเบ็คแฮม เพราะเฟอร์กี้ เตะด้วยเท้าซ้ายข้างไม่ถนัดด้วยซ้ำ "มันควรต้องย้ำถึงความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้นะ บางคนเคยบอกผม ซึ่งมันก็จริงนะ เขาบอกว่าถ้า เซอร์ อเล็กซ์ ตั้งใจเตะรองเท้าให้โดนเบ็คแฮม จริงๆ ละก็ แสดงว่าเท้าซ้ายของเขาต้องฉมังสุดๆ เลยหละ!" "ผมอยู่ในห้องแต่งตัวในวันนั้นด้วย เอาเป็นว่าความจริงคือ มันไม่ได้เป็นการเตะที่แม่นยำอะไรหรอก เพราะรองเท้ามันปลิวไปโดนโต๊ะก่อนแล้วจึงแฉลบไปทางเบ็คแฮมพอดี" "เซอร์ อเล็กซ์ ผมขอโทษนะ แต่เท้าซ้ายของคุณไม่ได้แม่นยำอย่างที่คุณคิดหรอก!!!" เคยรอช ทิ้งท้ายเอาไว้ให้อมยิ้ม เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ทีมฟุตบอลซานตาคลอส "

ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายคนย่อมต้องนึกถึงเทศกาลเฉลิมฉลอง และหนึ่งในสัญลักษณ์ของช่วงเวลานี้คือ คริสต์มาส พอเรานึกถึงคริสต์มาส แน่นอนว่าภาพของ ซานตา คลอส ต้องลอยมาก่อนเลย ซานตา คลอส มีความเกี่ยวข้องอะไรกับฟุตบอล ก็ต้องบอกว่าในฟินแลนด์ มีสโมสรหนึ่ง ใช้ชื่อสโมสรตรงๆ ว่า "เอฟซี ซานตา คลอส" กันเลยทีเดียว แถมตราสโมสรของพวกเขาก็เป็นรูปซานตา คลอส นั่งเช็กจดหมายจากเด็กๆ เลยด้วย ซานตา คลอส เชื่อกันว่าต้นกำเนิดมาจากนักบุญนิโคลัส และเป็นความเชื่อหรือตำนาน ที่ฮิตกันทางยุโรปเหนือ แล้วค่อยๆ กระจายไปทั่วโลก ภายหลังได้มีการสร้างภาพจำของซานตา คลอส เป็นชายสูงวัยหนวดเคราขาวหน้าตาใจดี สวมชุดคลุมสีแดง สวมหมวกนอนสีแดงขลิบขาว และในคืนคริสต์มาสอีฟ จะนั่งรถเลื่อนที่มีกวางเรนเดียร์ลาก ทะยานไปแจกของขวัญให้เด็กๆ ที่นิสัยดีทั่วโลก หนึ่งในดินแดนทางเหนือที่เปรียบเสมือนเมืองหลวงแห่งซานตา คลอส ก็คือฟินแลนด์ โดยเฉพาะภูมิภาค Lapland ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ใหญ่สุดของฟินแลนด์ เรียกว่าเป็นดินแดนทางเหนือของประเทศที่แทบจะกินพื้นที่ครึ่งนึงของฟินแลนด์เลย ในภูมิภาคลัปแลนด์นี้ เมื่อปี 1985 พวกเขาได้สร้างสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังขึ้นมาชื่อว่า Santa Claus Village หรือหมู่บ้านซานตา คลอส ทำเป็นคล้ายๆสวนสนุกผสมผสานกับพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านซานตา คลอส นี้ตั้งอยู่ในเมืองโรวาเนียมี่ และเมืองนี้เองเป็นที่ตั้งของสโมสร เอฟซี ซานตา คลอส ด้วย สโมสรก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1992 นี่เอง โดยเป็นการรวมกันของ 2 ทีมที่มีอยู่เดิมคือ โรมาเนียเม่น ไรปาส กับ โรวาเนียเม่น ลัปปิ เพื่อกลายมาเป็น เอฟซี ซานตา คลอส ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาสวมชุดเหย้าสีแดง ขลิบขาว เหมือนชุดซานต้าด้วย เริ่มต้นพวกเขาอยู่ในลีก คัคโคเน่น หรือดิวิชั่น 3 ของฟินแลนด์ หลังจากอยู่มา 7 ปี ก็ตกลงสู่ โคลโมเน่น ซึ่งเป็นดิวิชั่น 4 ช่วงทศวรรษที่ 90s สโมสรในอังกฤษนิยมไปเก็บตัวช่วงซัมเมอร์กันที่แถบสแกนดิเนเวีย รวมถึงฟินแลนด์ด้วย ในปี 1997 คริสตัล พาเลซ เคยมาเก็บตัวที่โรมาเนียมี่ และนัดแข่งกระชับมิตรกับ เอฟซี ซานตา คลอส ทีมนี้มาแล้ว โดยเป็นพาเลซ ที่ชนะไป 5-0 ในครั้งนั้น ความนิยมในทีมยังสูง ยิ่งมีทีมดังจากอังกฤษมาเตะ ปรากฏว่ามีแฟนบอลเข้ามาชมถึงกว่า 5,000 คน ยูฮา เอเตไลเน่น คือหนึ่งในแฟนบอลในวันนั้น ปัจจุบัน เขารับหน้าที่เป็นเลขาของสโมสร โดยงานนี้ เป็นงานอาสาสมัคร หรือจิตอาสา ที่ไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด ทำเพราะรักสโมสรล้วนๆ "หลายทีมจากอังกฤษเคยมาที่นี่ และเล่นในฟินแลนด์ ตอนนี้ทีมต่างๆ ไปยังประเทศไทย หรือไม่ก็จีน แทนแล้ว เพราะมันมีกระแสตอบรับดีกว่า บางทีก็จะมีทีมอังกฤษในลีกรองๆ เดินทางมาเยี่ยมเยือนเราบ้าง เพราะหน้าร้อนที่นี่บรรยากาศดีมาก" เอเตไลเน่น เอ่ยถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ในปี 2010 พวกเขาเคยเกือบได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 2 แต่มาแพ้ในนัดเพลย์ออฟ ให้กับสโมสร HIFK ทีมจากเมืองหลวงเฮลซิงกิ ปัจจุบัน ทีมนี้กลายเป็นทีมใน ลีกสูงสุดของประเทศไปเรียบร้อย จากความผิดหวังในครั้งนั้นไม่นาน ตอนปี 2012 พวกเขาก็ถังแตก ล้มละลาย ทำให้ต้องรีฟอร์มทีมขึ้นมาใหม่ในชื่อ เอฟซี ซานตา คลอส อาร์กติก เซอร์เคิ่ล หรือ เอฟซี ซานตา คลอส เอซี พวกเขาต้องหานักเตะจากท้องถิ่นมาประคองทีมไปก่อน ระหว่างนี้เอง ก็ต้องหาทางพยุงการเงินสโมสร แต่ด้วยการที่มีจุดขายเรื่องซานตาคลอส ทำให้มักมีแฟนบอลจากต่างชาติมาเที่ยว มาเยี่ยมเยือนเมืองนี้ และแวะมาชมเกมของพวกเขา มีกลุ่มแฟนบอลจากอิตาลี ที่มาชมเกมแล้วประทับใจ แฟนบอลอิตาลีจำนวน 500 คนสมัครเป็นสมาชิกทางเว็บไซต์ และได้รับพวกเมิร์ช หรือสินค้าที่มีตราสโมสรไปเป็นที่ระลึก จุดเด่นในเรื่องซานตา คลอส ทำให้ พูม่า และอีเอ สปอร์ตส์ บริษัทที่ผลิตเกม FIFA ได้เข้ามาสนับสนุนทีมเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นเคยมี Nike เป็นสปอนเซอร์ชุดแข่งให้ ปีปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น Adidas ปี 2016 สถานการณ์ของพวกเขาดูดีขึ้นมาบ้างเมื่อมี "ซานต้า" มาจากเมืองจีน มาร์ค เกา เป็นผู้บริหารของบริษัท Bewin Sports ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกีฬา โดยเฉพาะกีฬาฤดูหนาวอย่างฮ็อคกี้ เขามาเที่ยวฟินแลนด์บ่อย จนได้เข้ามาช่วยเหลือด้านการเงิน และนั่งตำแหน่งรองประธานสโมสรด้วย บริษัท Bewin ได้เชิญ เอฟซี ซานตา คลอส ไปเตะที่ปักกิ่งในสนามรังนกเลยด้วยในวันคริสต์มาส เป็นเกมการกุศลเจอกับเหล่าเซเล็บของจีน อย่างไรก็ตามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สโมสรกลับมาประสบปัญหา ผลงานในสนามไม่ดี พวกเขาตกสู่ดิวิชั่น 5 และล่าสุดดิวิชั่น 6 ก็เป็นอีกครั้งที่สโมสรได้รับแรงช่วยเหลือจากต่างชาติ จริงๆ แล้วในโรวาเนียมี่ มีสโมสรฟุตบอลหลัก เป็นสโมสรใหญ่อยู่แล้วคือ โรพีเอส (RoPS) ดังนั้น กับประชากรเพียง 65,000 กว่าคน พวกเขาคงจะอยู่รอดได้ยาก ราลฟ์ วุนเดอร์ลิช โค้ชฟุตบอลชาวเยอรมัน ที่หลงรักฟุตบอลรากหญ้า เขาได้เดินทางมาเป็นโค้ชอยู่ในฟินแลนด์ 6 ปีแล้ว และในปี 2020 หลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายระลอกแรก เขาก็ย้ายมาที่โรวาเนียมี่ และทำงานเป็นโค้ชให้ทีมเยาวชนของทีมซานตา คลอส ช่วงปีโควิดนี่เองที่ทำให้ทีมชุดใหญ่ของพวกเขาต้องล้มไป และในปี 2021 นี้ ราลฟ์ วุนเดอร์ลิช ก็ได้นำเอาทีมเยาวชนผลักดันขึ้นมาเป็นทีมหลักแทน เมื่่อช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียของสโมสรก็โพสต์อัพเดตสถานการณ์และความมุ่งมั่นของพวกเขาเอาไว้ "เฮ้ สวัสดีชาวโลก, โค้ชราลฟ์นะ มีเรื่องจะมาแจ้ง" "อย่างที่คุณทราบ เอฟซีซานต้า ได้สร้างทีมชุดใหญ่ขึ้นมาใหม่ในปี 2021 นี้หลังจากไม่มีทีมในปี 2020 เป้าหมายของปีนี้คือแค่สร้างรากฐานก่อนเพื่อไว้สำหรับปี 2022" ในการอัพเดตนี้ยังบอกด้วยว่ามีนักเตะต่างชาติเข้ามา 2 คนคือ มาตีอัส จากอาร์เจนติน่า และ อาเดรียน ผู้รักษาประตูชาวโรมาเนีย เป้าหมายของทีมเล็กๆ ที่มีกิมมิคและจุดขายอย่าง เอฟซี ซานตา คลอส เจอกับความยากลำบากมาตลอดเส้นทาง แต่พวกเขาก็พยายามลุกขึ้นมาใหม่เสมอ เป็นกำลังใจให้พวกเขากลับสู่ระดับลีกอาชีพ หรือดิวิชั่น 4 ให้ได้อีกครั้ง อย่างที่ซานตา คลอส มักพูดกับเด็กๆ "Don't Stop believing" หรือ อย่าหยุดที่จะเชื่อ พวกเขายังมีความฝันและพยายามทำให้สำเร็จเสมอ ********************** เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ก็องโต้ เกือบเป็นเค้าแมว? "

แม้กระทั่งทุกวันนี้ เอริค คันโตน่า ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่เปลี่ยนโฉมฟุตบอลอังกฤษได้มากที่สุดคนหนึ่งในยุคพรีเมียร์ ลีก แม้จะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลต่างชาติที่เก่งที่สุด เพราะตลอดประวัติศาสตร์เกือบ 30 ปี ตั้งแต่ลีกสูงสุดของอังกฤษเปลี่ยนโฉมจาก ดิวิชั่น 1 มาเป็น พรีเมียร์ ลีก มีดาวเตะต่างชาติเก่งๆ มากมายเข้ามาทำมาหากิน ทว่าอิทธิพลที่ "ก็องโต้" มีต่อฟุตบอลอังกฤษมันมากมาย ทั้งการช่วยให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกสูงสุด ในชื่อดิวิชั่น 1 เป็นครั้งสุดท้ายปี 1991/92 ถัดมาเขาช่วยให้อริตลอดกาลของลีดส์ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ลีกสูงสุดที่เปลี่ยนมาเป็น พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลแรกคือ 1992/93 ทันที นั่นคือจุดเริ่มความยิ่งใหญ่ของทีมปีศาจแดงภายใต้ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แถมยังเป็นนักเตะที่ทำให้ทีมในอังกฤษอยากจะหา "สตาร์ต่างชาติ" ของตัวเองมายกระดับทีมเพิ่มมากขึ้น หนึ่งในเรื่องราวที่เป็น Myth หรือนิยายปรัมปรา ความเชื่อที่ยังคลุมเครือ มากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ เอริค คันโตน่า เคยมาทดสอบฝีเท้ากับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ แต่ไม่ได้รับการยื่นสัญญาให้ มันทำให้แฟนบอล เว้นส์เดย์ โมโหทีมตัวเองมาก ยิ่งเมื่อมองว่าต่อมา ก็องโต้ ช่วยให้ทั้ง ลีดส์ และ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์ หนึ่งในคนที่โดนโจมตีคือ เทรเวอร์ ฟรานซิส เทรเวอร์ ฟรานซิส คือกองหน้าตำนานของเบอร์มิงแฮม ซิตี้ และเขาคือนักเตะค่าตัว 1 ล้านปอนด์คนแรกของสหราชอาณาจักร เมื่อย้ายจากเบอร์มิงแฮม มายัง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ในปี 1979 เขาเคยย้ายไปเล่นในอิตาลีด้วย กับ ซามพ์โดเรีย และอตาลันต้า ก่อนกลับมาแขวนสตั๊ดกับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ที่มี รอน แอตกินสัน คุมทีม พาทีมเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 2 มาสู่ ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จในปี 1990/91 แต่แล้วก็อำลาไปคุม แอสตัน วิลล่า ก่อนฤดูกาล 1991/92 จะเปิดไม่นาน นั่นทำให้มีเสียงสนับสนุนดัน เทรเวอร์ ฟรานซิส ในวัย 37 ปีขึ้นมาคุมทีมไปเลย ในบทเป็นผู้เล่น/ผู้จัดการทีม ลุยลีกสูงสุด ซึ่งยังเป็นชื่อ ดิวิชั่น 1 ในปีน้ัน ข้ามฟากไปดูที่ฝรั่งเศสสักนิด เอริค คันโตน่า ในวัย 25 ปี ก็เป็นเช่นเดียวกับนักเตะพรสวรรค์สายศิลปินอีกหลายคน ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมักมีนิสัยที่แข็งกร้าว ช่วงนี่นั้นเขาย้ายจากมาร์กเซย ไปเล่นให้ บอร์กโดซ์, มงต์เปลลิเยร์ แล้วมาลงเอยกับ นีมส์ เดือนธันวาคม 1991 เขาขว้างบอลใส่ผู้ตัดสินเพราะไม่พอใจคำตัดสิน ทำให้โดนลงโทษ ระหว่างการฟังคำตัดสินจากสมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส เขาโดนแบน 1 เดือน เลยเดินไปด่าคณะกรรมการตัดสินเรียงตัวว่าเป็นพวก "อีเดียต" ทำให้โทษเพิ่มเป็น 2 เดือน ไม่กี่วันต่อมา ด้วยความเบื่อหน่าย คันโตน่า เลยตัดสินใจประกาศรีไทร์ แขวนสตั๊ดมันเสียเลย ทีมชาติฝรั่งเศสตอนนั้นมี มิเชล พลาตินี่ คุมทีม และมี เชราร์ อุลลิเยร์ เป็นมือขวา เอริค คันโตน่า คือกองหน้าตัวหลักของทีมชาติฝรั่งเศสและ พลาตินี่ ก็ชื่นชอบในตัวก็องโต้ด้วย ดังนั้น "นโปเลียนลูกหนัง" กับ "เฮียโปน" เลยพยายามหาทางออก เพื่อช่วยเหลือ คันโตน่า ต่างก็ตกลงกันว่า ปลายทางที่เหมาะกับ คันโตน่า เพื่อให้เคลียร์สภาพจิตใจ น่าจะเป็นฟุตบอลอังกฤษ ไม่ใช่ในฝรั่งเศสแล้ว ลิเวอร์พูล ที่มี แกรม ซูเนสส์ คุมทีม ตอนนั้นพวกเขาเจอกับ โอแซร์ ในยูฟ่า คัพ หลังจบเกม มิเชล พลาตินี่ ก็เข้าไปคุยกับ ซูเนสส์ เพื่อแนะว่าให้เซ็น คันโตน่า ไปสิ นี่เป็นนักเตะที่เก่ง ทว่าลิเวอร์พูลมีกองหน้าที่เพียงพอแถม ซูเนสส์ ไม่อยากดึงนักเตะที่อาจจะสร้างปัญหาในห้องแต่งตัวเข้ามาสู่ทีม เลยตอบปฏิเสธ ต่อมา พลาตินี่ เลยใช้คอนเน็คชั่น เพื่อให้ คันโตน่า ได้ไปฝึกซ้อมกับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด เรามาว่ากันที่ ข้อมูลจากฝั่งของ คันโตน่า ก่อนแล้วกัน และเป็นเรื่องที่คนเชื่อกันมากที่สุด คันโตน่า นั้นเล่าว่า เขาถูกติดต่อเข้าไปเพื่อเซ็นสัญญาเลย และเขาได้ลงเล่นเกมอุ่นเครื่องกับทีมนกเค้าแมวไปแล้วด้วย และเขาก็ทำได้ดีด้วย เพียงแต่หลังจากนั้นทาง เทรเวอร์ ฟรานซิส ขอให้เขาอยู่ทดสอบฝีเท้าเพิ่มอีกสัก 1 สัปดาห์ ทำให้เขาผิดหวัง และไม่พอใจมาก ในที่สุด ลีดส์ ก็ติดต่อเข้ามาพอดี เขาเลยเซ็นกับทีมยูงทอง "เขาไม่ได้เชิญผมไปทดสอบฝีเท้า ผมไปที่นั่น 1 สัปดาห์และผมคิดว่าผมไปเพื่อเซ็นสัญญาเลย" "ทนายของผมก็อยู่ที่นั่นและเขาคุยเพื่อพยายามหาทางเรื่องสัญญา" "ผมซ้อมและเล่นในเกมกระชับมิตร เราชนะ 4-3 ผมยิงได้ 3 ประตู" "หลังจาก 1 สัปดาห์ เขาก็ขอให้ผมอยู่ต่ออีก 1 สัปดาห์เพื่อทดสอบฝีเท้า" "สมัยนั้นยังไม่ค่อยมีนักเตะต่างชาติในอังกฤษเท่าไหร่นัก บางทีอาจมีบ้างจากยุโรปเหนือ แต่จากทางใต้ไม่ค่อยมี" (สมัยนั้นนักเตะจากสแกนดิเนเวีย, ฮอลแลนด์ มีมาเล่นในฟุตบอลอังกฤษ แต่แข้งฝรั่งเศส, สเปน, อิตาลี ยังแทบไม่มี) "บางทีพวกเขาอาจยังข้องใจอยู่ แต่ผมเป็นตัวทีมชาติฝรั่งเศส และเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ต้องการเวลาทดสอบเพิ่มเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับตัวผม นั่นไม่ใช่วิธีที่ดีนักในการเริ่มต้นกัน" เรื่องที่ คันโตน่า เล่านี่แหละ รวมถึงสื่ออังกฤษรายงานตรงกันด้วยว่า เขามาทดสอบฝีเท้า แต่ เว้นส์เดย์ ยังไม่ยอมยื่นสัญญาให้ สุดท้ายก็เหมือนปล่อยของดีให้หลุดมือ ทว่าเรื่องราวเหล่านี้ ฟังความข้างเดียวก็กระไรอยู่ ทาง เทรเวอร์ ฟรานซิส ไม่เคยได้ชี้แจงเรื่องนี้เลย จนกระทั่งเขาออกหนังสืออัตชีวประวัติ "One in the Million" เมื่อปี 2019 เขาเลยได้อธิบายเรื่องราวในุมมของเขา "ในปี 1992 ขณะที่เรายังคงปรับตัวเข้ากับลีกสูงสุด ผมได้รับโทรศัพท์จาก เดนนิส โรช เอเยนต์ที่เคยช่วยผมย้ายจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปเล่นกับซามพ์โดเรีย" "เขาอยากให้ผมช่วยอะไรเขาสักอย่างเพื่อ มิเชล พลาตินี่ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้จัดการทีมชาติฝรั่งเศส" "เดนนิส ถามผมว่าผมจะให้ เอริค คันโตน่า ซึ่งตัดสินใจกลับจากการรีไทร์ มาซ้อมกับเราสัก 2-3 วันได้ไหม" "ก่อนตกลงรับปาก ผมบอกกับ เดนนิส ไปว่า ผมพร้อมจะช่วยตราบใดที่มันไม่ทำให้สโมสรต้องเสียเงิน พวกค่าเครื่องบิน, โรงแรม, หรือการเดินทางอื่นๆ ทุกอย่างต้องถูกจ่ายโดยทางฝั่งของเขาเองนะ" ต้องบอกว่าในยุคนั้น เงินในฟุตบอลอังกฤษไม่ได้อู้ฟู่อย่างทุกวันนี้ การจะทำอะไรสักอย่างต้องคิดให้รอบคอบ โดยเฉพาะทีมที่เพิ่งคัมแบ็กกลับสู่ลีกสูงสุดอย่าง เว้นส์เดย์ ด้วย "ทุกอย่างตกลงตามนั้นและ เอริค ก็มาอยู่ซ้อมด้วย 2 วัน" "โชคไม่ดี ตอนนั้นมันเป็นช่วงที่อากาศหนาวมากในเชฟฟิลด์ ซึ่งเราไม่สามารถใช้สนามซ้อมของเราได้" "ในวันแรกของการมาซ้อมของ เอริค เราใช้สนามหญ้าเทียมในร็อทเธอร์แฮม และในวันที่สอง เราเล่นในอินดอร์ เจอกับทีมจากอเมริกันทีมนึง" "คันโตน่า เล่นได้ดีมากทีเดียวในเกมนั้น แล้วก็มีเสียงล็อบบี้มาจากพวกสื่อว่าเว้นส์เดย์ กำลังจะเซ็นเขา" "ไม่เคยมีทีท่าอะไรจากเราเลยที่จะเซ็น เอริค คันโตน่า เขามาซ้อมกับเราเพียงเพราะคำขอร้องจาก เดนนิส โรช และ พลาตินี่ ผมพูดเรื่องนี้ชัดตั้งแต่ต้นแล้ว" "สิ่งเดียวที่ผมทำเพิ่มเติมคือ ผมบอกว่าผมอยากให้เขาอยู่ต่ออีกวัน เพราะมันคงเป็นเรื่องดีที่จะได้เห็นเขาได้โอกาสลงเล่นในสนามหญ้าจริง" "เอริค มากับทีมงานขนานใหญ่ มีทั้งนักข่าว, เอเยนต์ และผู้จัดการส่วนตัว ซึ่งไม่รู้ยังไงพวกเขาแปลคำแนะนำของผมที่อยากให้เขาได้ซ้อมต่ออีกวัน กลายเป็นว่าผมอยากให้เขาทดสอบฝีเท้า" "ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อมีคำพูดกลับมาถึงผมว่า เอริค คันโตน่า ไม่ได้มาที่นี่เพื่อทดสอบฝีเท้า ผมรู้อยู่แล้ว เพราะมันไม่ใช่การทดสอบฝีเท้ายังไงล่ะ" "ในตอนนั้น โฮเวิร์ด วิลคินสัน ผู้จัดการทีมลีดส์ ยูไนเต็ด ได้คุยกับที่ปรึกษาของเอริค ที่ประกาศว่าพวกเขาได้รับข้อเสนอเพื่อให้เขาเซ็นกับลีดส์" "ผมยิ่งกว่ายินดีกับเขาเสียอีกที่ทำแบบนั้น และนั่นคือเรื่องทั้งหมด" "แม้แต่ตอนนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็เป็นเพราะผมเองด้วยที่ไม่เคยได้อธิบายเรื่องทั้งหมดมาก่อนเลย ที่ผู้คนยังคงถามผมว่า 'คุณพลาดตัว เอริค คันโตน่า ได้ยังไง?' 'ทำไมคุณไม่เซ็นกับเขา?' "ไม่ต้องลงลึกรายละเอียดเกินไป หนึ่งในเหตุผลคงจะเป็นผมมีนักเตะกองหน้าเยอะแล้ว แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ ส่วนตัวผม ผมไม่เคยมองว่ามีกองหน้า"เยอะเกินไป" หรอกนะ" "สำคัญคือ สัญญาที่เขาจะเรียกร้องนั้น มันคงจะฆ่างบประมาณของผมหมดเกลี้ยงแน่ เพราะเราเป็นทีมที่เพิ่งขึ้นมาจากดิวิชั่น 2" "หวังว่านี่คงจะยุติเรื่องราวของคันโตน่าได้เสียที มันเป็นนิยายปรัมปราอีกเรื่องเท่านั้น" ปี 1991 ค่าเหนื่อยเฉลี่ยของนักเตะบนลีกสูงสุดอังกฤษ อยู่ที่เพียง 1,600 ปอนด์เท่านั้น คนแรกที่ได้เงินถึง 10,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์คือ จอห์น บาร์นส์ แต่ก็ต้องอีก 1 ปีให้หลังคือปี 1992 งบประมาณของ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ไม่ได้เยอะมากมายนัก และบทบาทผู้จัดการทีม ต้องดูแลเรื่องพวกนี้ให้ดี ไม่ใช่แค่เพียงทำหน้าที่เป็นเทรเนอร์ ฝึกซ้อม จัดทีมลงเล่น อย่างในระบบฟุตบอลทุกวันนี้ เมื่อสุดท้ายแล้ว คันโตน่า ไม่ได้เคยใกล้เคียงที่จะเซ็นกับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ เลย ไม่กี่วันต่อมาคือมกราคม 1992 ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็เซ็นเขาไปร่วมทีมนั่นเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อมิลานฟื้นจากความตาย "

อาร์ริโก้ ซาคคี่ เข้ามาคุม เอซี มิลาน ในปี 1987 เขาคือหนึ่งในหัวใจสำคัญที่นำมิลาน กลับสู่ความยิ่งใหญ่ ปีแรกได้แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา หนแรกในรอบ 9 ปี และที่สำคัญ เขาคือผู้พาทีมได้แชมป์ ยุโรป 2 สมัย เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่ มิลาน ได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ฤดูกาลแรกที่ ซาคคี่ พามิลานได้แชมป์ถ้วยใบใหญ่หูกางแห่งยุโรป คือปี 1988/89 ยุคนั้นไม่มีรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลยุโรปเป็นการประกบคู่และเตะกันเหย้า-เยือน น็อคเอาท์กันไปเลยรอบต่อรอบ รอบแรก มิลาน เอาชนะวิโตช่า โซเฟีย จากบัลแกเรีย มาด้วยสกอร์รวม 7-2 เมื่อมาถึงรอบ 2 พวกเขาเจอของแข็งนั่นคือ เร้ด สตาร์ เบลเกรด ทีมดังแห่งยูโกสลาเวีย ในสมัยที่ยูโกสลาเวียยังรวมประเทศ พวกเขามีนักเตะฝีเท้าดีมากมาย โดยเฉพาะเหล่าแข้งดาวรุ่งจากชุดแชมป์เยาวชนโลกปี 1987 เร้ด สตาร์ คือทีมใหญ่ เรารู้จักกันในปัจจุบันด้วยชื่อทางการ หรือชื่อภาษาเซิร์บว่า เซอร์เวน่า ซเวซด้า นั่นแหละ แข้งฝีเท้าดีโดยเฉพาะในแนวรุกล้นทีม กองกลางวัย 19 จากชุดแชมป์เยาวชนโลก โรเบิร์ต โปรซิเนซกี้, เพลย์เมกเกอร์จอมทัพ ดราแกน สตอยโควิช, เจ้าพ่อเทคนิคเท้าซ้าย เดยัน ซาวิเซวิช และกองหน้าอย่าง ดาร์โก้ ปานเชฟ การเจอกันของสองทีมนี้ เลกแรกที่ มิลาน เสมอกันที่ 1-1 สตอยโควิช ยิงให้ เร้ด สตาร์ นำก่อน แต่นาทีต่อมา เปาโล อันโตนิโอ วีร์ดิส ก็ตีเสมอให้มิลาน 1-1 เลกสองต้องมาเล่นที่ไรโก้ มีร์ติช สเตเดี้ยม หรือในชื่อเล่นว่า "มารากาน่า" ตั้งชื่อเล่นนี้ตามสนาม มาราคาน่า อันโด่งดังใน ริโอ เด จาเนโร ของบราซิล วันที่ 9 พฤศจิกายน 1988 เกมเตะกันไปถึงนาทีที่ 65 มีหมอกลงจัด ทำให้เกมถูกยกเลิก ต้องทำการแข่งขันกันใหม่ในวันรุ่งขึ้น เกมนี้เองที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มิลาน และมันกลายเป็นเกมที่แสดงให้เห็นถึงพลังใจ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของนักเตะมิลาน เพื่อต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่มุ่งหมายเข้ามาทำร้ายพวกเขา มาร์โก แวน บาสเท่น พังประตูให้ มิลาน นำก่อน 1-0 จากนั้น ดราแกน สตอยโควิช ก็ตีเสมอให้เจ้าบ้าน จบครึ่งแรกที่ 1-1 พอครึ่งหลังเริ่มมาได้นาทีเดียว ขณะที่ขึ้นแย่งลูกโหม่ง โกรัน วาซิลิเยวิช แบ็กซ้ายของเจ้าถิ่นก็โถมเข้าใส่ โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ มิดฟิลด์มิลาน ด้วยการศอกใส่พร้อมโหม่งอย่างรุนแรง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โดนาโดนี่ ลงมานอนหมดสติทันที "วาซิลิเยวิช เข้าอัดโดนาโดนี่อย่างเถื่อนเลย อัดเข้าด้วยการเฮดบัตต์และแถมศอกเข้าไปด้วย" "โรแบร์โต้ ร่วงลงไปนอนหมดสติ นี่เป็นช่วงเวลาแห่งความน่าสะพรึงอย่างแท้จริง นักเตะพากันโบกไม้โบกมือเอามือกุมที่ศีรษะ" อันเจโล่ ปากานี่ มือนวดประจำทีมเข้าไปถึงเป็นคนแรก เขาเปิดปากของโดนาโดนี่ออก เขากรามหัก ปากานี่ ดึงลิ้นออกมาเพื่อไม่ให้อุดทางเดินหายใจ กิงโก้ มอนติ แพทย์ประจำทีมของมิลานวิ่งไปถึงทีเกิดเหตุเป็นคนต่อมาและผายปอดให้ "โรแบร์โต้ ไม่แสดงสัญญานของชีวิตเลย แล้วเขาก็เริ่มกระตุกเท้าเตะพื้น ซึ่งมันเกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อคนที่สมองได้รับความเสียหาย" "เขาตัวม่วงแล้ว ตาเหลือก เขาเริ่มกระตุกเท้าเตะพื้นอย่างกับสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์" ซาคคี่ เขียนเล่าไว้ในหนังสือ The Immortals หรือ "ตำนานไม่มีวันตาย : ฤดูกาลที่มิลานของผมนำเสนอฟุตบอลขึ้นมาใหม่" ของเขาเอาไว้ มาร์โก แวน บาสเท่น วิ่งไปที่ม้านั่งสำรองแล้วตะโกน "หมอ! หมอ!" เขาเข้าไปหาเปาโล ตาเวจเจีย ผู้จัดการทีมทั่วไปของมิลาน ที่เข้ามากอดปลอบใจ และกองหน้าดัตช์ก็ร้องไห้ออกมา เขาไม่อยากเล่นต่อแล้ว แต่ทีมงานมิลานก็โน้มน้าวให้เขาลงต่อ ขณะที่ตัวของ โดนาโดนี่ ก็ถูกนำขึ้นเปล หามออกมาเพื่อเร่งเดินทางไปโรงพยาบาล ไม่นาน โฆษกในสนามก็ประกาศให้แฟนๆ ทราบข่าวจากทางโรงพยาบาลว่าโดนาโดนี่ ที่ได้เห็นนอนหมดสติอยู่บนพื้นสนามเมื่อสักครู่นี้ ได้สติแล้ว และนอกจากหนักสุดคือกรามหักก็ไม่มีอะไรเสียหายเพิ่ม แต่แฟนบอลเร้ดสตาร์ กลับส่งเสียงโห่ให้กับข่าวดีนี้ พอได้ยินเสียงโห่ที่มีต่อข่าวที่โดนาโดนี่มีอาการดีขึ้นนี้ ทำให้ฝั่งมิลานโมโหมาก โดยเฉพาะ รุด กุลลิท ที่เลือดขึ้นหน้า กุลลิท คือคนที่โดนเปลี่ยนลงมาแทน โดนาโดนี่ โดยที่ตัวเขาเองมีอาการบาดเจ็บต้นขาซ้ายรบกวนอยู่แล้ว เขาควรจะได้เล่นแค่ 45 นาที แต่บทสรุป เขาเล่นไปตลอดครึ่งหลังบวกช่วงต่อเวลาพิเศษและยาวไปถึงการดวลจุดโทษ กุลลิท มีความสำคัญต่อเกมนัดนี้อย่างมาก ซาคคี่ พูดถึงเขาว่า "เป็นความกล้าหาญของเรา, เป็นผู้นำในการทำศึกครั้งนี้ของเรา" ท่ามกลางเสียงโห่ข่มขู่กดดันจากบนอัฒจันทร์ของเจ้าบ้านแต่ มิลาน ฮึดบุกใส่ ขณะที่ปราการหลังกัปตันทีม ฟรังโก้ บาเรซี่ ก็นำความนิ่ง ความเชื่อมั่นมาสู่ทีม "ทุกครั้งที่เขาได้พาบอลทะลุขึ้นมาจากแดนหลัง มีบอลอยู่กับเท้า ไฟนรกก็เหมือนจะแหวกเป็นทาง" ซาคคี่ เล่าเอาไว้ มิลาน ไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ เกมจบที่ 1-1 ทำให้สกอร์รวม 2 นัดเป็น 2-2 สุดท้ายก็ลากไปถึงต่อเวลาพิเศษ สกอร์ไม่มีเพิ่ม ต้องไปดวลจุดโทษ การดวลจุดโทษ ดราแกน สตอยโควิช ยิงคนแรก ซัดให้ เร้ดสตาร์นำก่อน 1-0 แต่ ฟรังโก้ บาเรซี่ ก็ซัดอย่างเฉียบขาดตีเสมอให้มิลาน 1-1 โรเบิร์ต โปรซิเนซกี้ ไอ้หนุ่มอัจฉริยะวัย 19 ปีกดให้เจ้าถิ่นนำอีก 2-1 และมาถึงคิวของ มาร์โก แวน บาสเท่น ซาคคี่ เล่าถึงตอนที่เพชฌฆาตพรายกระซิบสังหารจุดโทษไว้ว่า "แวน บาสเท่น เคลื่อนที่เข้าหาลูกบอลอย่างสง่างามดุจหงส์ (ฉายาของเขาคือหงส์แห่งอูเทรคท์) เขายิงเหมือนไม่ได้สัมผัสบอลเลย แต่บอลมันพุ่งเร็วแรง ไม่มีทางเซฟได้เลย เสียบเข้าไปที่มุมขวาบน เป็นการยิงอย่างสมบูรณ์แบบ ผมรู้สึกว่าทั้งสนามมารากาน่า นิ่งอึ้งกันไปหมดที่ได้เห็นการโชว์ที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและเทคนิคนี้" หลังจาก แวน บาสเท่น ยิงเป็น 2-2 ด้วยความสมบูรณ์แบบนั้นก็ดูเหมือนโมเมนตัมจะเทมาทางฝั่งมิลาน คนต่อมาของ เร้ดสตาร์ คือจอมเทคนิค เดยัน ซาวิเซวิช ที่ภายหลังจะย้ายกลายมาเป็นตำนานของมิลานอีกคน ลูกยิงของซาวิเซวิช โดนโจวานนี่ กัลลี่ ใช้ขาเซฟเอาไว้ได้ และเมื่อ อัลเบริโก้ เอวานี่ ยิงไม่พลาด มิลาน ก็นำเป็น 3-2 คนที่ 4 ของ เร้ดสตาร์คือ มิตาร์ เมอร์เคล่า เขายิงเรียดไปทางซ้ายมือตัวเองและอีกครั้งที่ โจวานนี่ กัลลี่ สามารถป้องกันไว้ได้ เขาพุ่งปัดด้วยปลายมือให้บอลหลุดเสาออกไป หมายความว่าคนที่ 4 ของมิลาน ถ้ายิงเข้าจะชนะทันที และเป็น แฟรงค์ ไรจ์การ์ด อาร์ริโก้ ซาคคี่ ยอมรับว่าเขาไม่กล้าดูลูกนี้ เขาหันหลังและฟังเสียงเอา "ท่ามกลางความเงียบกริบในสนามมารากาน่า ผมได้ยินเสียงบอลพุ่งกระทบเสาจังๆ เลือดในตัวผมเย็นเฉียบ แต่หลังจากมันชนเสาบอลก็แฉลบเข้าประตูไปจนได้ ผมไม่มีวันลืมเสียงบอลชนเสานั้นเลย มันคือบทเพลงแห่งความสุข" "ผมวิ่งลงไปในสนามและกอดนักเตะของผมทุกคน เราเอาชนะ เร้ด สตาร์ แต่ก็ต้องเจอกับความอยุติธรรม, ความรุนแรง, การยั่วยุ พวกเขาถ่มน้ำลายใส่เรา, ตำรวจปล่อยหมาเกือบมาขย้ำอเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า และใช่ เราก็แข็งแกร่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนในวันนั้น" สำหรับ มิลาน หลังจากได้รับชัยชนะ ดีใจได้ไม่นาน ใจของพวกเขาก็กลับมาพะวงถึงอาการของเพื่อนร่วมทีมที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล ในภายหลัง โดนาโดนี่ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์ของเขาในโรงพยาบาลที่เบลเกรด แม้ในสนามฟุตบอลทุกอย่างจะเป็นขั้วตรงข้ามและความเป็นอริรุนแรง แต่ในโรงพยาบาลมันแตกต่างออกไป "ภาพแรกที่ชัดเจนที่ผมมีคือการตื่นขึ้นมาในห้องที่โรงพยาบาล มีสุภาพบุรุษ 2 คนอยู่กับผมด้วย คนหนึ่งป่วยระยะสุดท้ายแต่ก็ยังคอยถามผมอยู่เสมอว่าผมเป็นยังไงบ้าง ส่วนอีกคน ตกจากชั้น 3 กระดูกแทบจะหักทั้งตัว แต่เขายังปอกส้มและบีบน้ำส้มลงบนริมฝีปากผม เพราะผมไม่สามารถอ้าปากได้ พวกเขาอยู่ในสภาวะที่หนักหนากว่าผมเสียอีก แต่ก็ยังเป็นห่วงเป็นใยผมราวกับผมคือคนที่น่าห่วงที่สุด มันเป็นการอธิบายได้ดีว่าผมโชคดีแค่ไหน" "สิ่งที่กระตุ้นเตือนผมที่สุดเมื่อย้อนกลับไปดูภาพของเหตุการณ์ในสนามคือปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมทีมผม พวกเขาตกใจและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาตระหนักได้ทันทีถึงโมเมนต์นั้น จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คุณได้เห็นความรู้สึกของความเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และมิตรภาพที่ผูกพันธ์คุณเข้ากับเพื่อนร่วมทีม" ความรู้สึกในแง่ลบที่มิลานมีต่อ เร้ด สตาร์ เบลเกรด ถูกลดทอนลงไปเมื่อหลังจบเกม บรังโก้ สแตนโควิช และ โกรัน วาซิลิเยวิช เองมาเยี่ยม โดนาโดนี่ ที่โรงพยาบาล ประธานสโมสรเอซี มิลาน ผู้โด่งดัง ซิลวิโอ แบร์ลุสโคลี่ มอบภาพเขียนราคาแพงให้กับ โดนาโดนี่ เป็นการปลอบขวัญ แต่ภาพที่ถูกเขียนได้อย่างชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับ โดนาโดนี่ มาจากการบรรเลงของ อาร์ริโก้ ซาคคี่ "โรแบร์โต้ ทุ่มเทเต็มที่สุดพลังเสมอในทุกนาทีของเกมการแข่งขันหรือในการซ้อม เขาคือคนที่แสดงให้เห็นถึงคอนเซ็ปต์ของผมได้ดีที่สุดคือการทำงานหนักและความสำนึกถึงหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ เพื่อนร่วมทีมถึงเรียกเขาว่า "กระดูก" เขาไม่เคยท้อถอยเลย" "เขาเป็นฮีโร่ ไม่ใช่เพราะเขาลงเอยด้วยการไปนอนโรงพยาบาล เขาเป็นฮีโร่ในแบบที่ถูกนิยามไว้โดย โรแม็ง โรลล็องด์ - นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1915 'ฮีโร่คือผู้ที่ทำในสิ่งที่เขาสามารถทำได้'" "ผมเห็นด้วยกับความคิดนี้ และใช้มัน ผมสามารถพูดได้ว่าผมได้โค้ชทีมของเหล่าฮีโร่ผู้ที่จะกลายเป็นตำนานตลอดกาล" หลังจากผ่าน เร้ด สตาร์ ไปได้ รอบก่อนรองชนะเลิศ มิลาน ก็ปราบ แวร์เดอร์ เบรเมน ด้วยสกอร์รวม 1-0 จากนั้นถล่ม เรอัล มาดริด ในรอบตัดเชือก 6-1 โดยเฉพาะเกมเลกสองในบ้าน ที่ดาหน้ากันเข้ายิงแบบไม่ซ้ำ ประตูปิดท้ายได้มาจาก โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ ที่เมื่อถึงเดือนเมษายน เขาก็ฟิตกลับมาสมบูรณ์แล้ว ในนัดชิงชนะเลิศ เตะกันที่ คัมป์ นู มิลาน เป็นฝ่ายที่ทำได้อย่างเด็ดขาด ถล่มใส่ สเตอัว บูคาเรสต์ไป 4-0 จาก รุด กุลลิท และ แวน บาสเท่น ที่ทำคนละ 2 ประตู มิลาน ของ ซาคคี่ ยังสามารถป้องกันแชมป์ได้อีกสมัยในปีต่อมา และจากนั้นก็ถูกต่อยอดด้วย ฟาบิโอ คาเปลโล่ ที่เข้ามาสานต่อเมื่อ ซาคคี่ อำลาไปคุมทีมชาติอิตาลี มันคือยุครุ่งเรืองสุดขีดของ เอซี มิลาน อย่างแท้จริง และหนึ่งในเกมที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไปก็คือเกมที่ เบลเกรด เกมนั้นนี่เอง ร่วมรับชมคลิปเพิ่มอรรถรสกับเหตุการณ์ของ เอซี มิลาน ได้ที่ : http://ow.ly/YHZz30s3bQ1 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ลัวลัว ผู้ทำให้กฎเปลี่ยน "

ก่อนหน้าปี 2004 ฟุตบอลอังกฤษ ไม่ได้มีกฎตายตัว เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ผู้เล่นที่โดนปล่อยยืมตัวไปยังสโมสรหนึ่ง จะไม่สามารถลงเล่นเจอกับสโมสรต้นสังกัดที่แท้จริงได้ ฟุตบอลสโมสรยุโรป ไม่ได้มีกฎนี้ หมายความว่าคุณสามารถลงดวลกับต้นสังกัดที่แท้จริงได้ หากทีมที่คุณยืมตัวไปเล่น ดันมาเจอกับทีมแท้จริงเข้าพอดี ตัวอย่างคลาสสิกมีเยอะ ที่เด่นชัดคือ เฟร์นานโด มอร์ริเอนเตส ที่โดน เรอัล มาดริด ปล่อยไปให้ โมนาโก ยืมในฤดูกาล 2003/04 แล้วกลับมาทำแสบใส่ มาดริด เองใน ชปล. รอบ 8 ทีมสุดท้ายทั้งสองนัด ทว่าในอังกฤษ มันแตกต่างออกไป หากเป็นในฟุตบอลถ้วย ถ้าไม่ติด คัพไท - หมายถึงลงเล่นในรายการนี้ให้กับทีมต้นสังกัดหนึ่งแล้ว นักเตะไม่สามารถลงเล่นให้ทีมอื่นได้ในฤดูกาลเดียวกัน พวกเขาสามารถลงเจอทีมต้นสังกัดแท้จริงได้ ส่วนใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ก็เหมือนกับพรีเมียร์ ลีก คือนักเตะตัวยืม ไม่สามารถลงเจอทีมต้นสังกัดแท้จริงได้ แต่มันมี "ข้อยกเว้น" ที่ผ่อนปรนกว่าใน พรีเมียร์ ลีก นั่นก็คือหาก 2 สโมสรที่ทำสัญญายืมตัวนักเตะกัน ตกลงกันได้ มีการลงรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนในสัญญา นักเตะตัวยืมก็สามารถลงเจอต้นสังกัดจริงได้ แต่ถ้าย้อนไป กฎเหล่านี้มันไม่เคยมีอยู่ นักเตะยืมตัวก็เจอต้นสังกัดจริงได้ตามสบาย หากไม่ได้มีการตกลงอะไรกันล่วงหน้า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นคือพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาล 2003/04 ขณะนั้น นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยังเป็นทีมระดับท็อป 5 พวกเขาสามารถลุ้นอันดับไปเล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เลย ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน นิวคาสเซิ่ล เป็นทีมเล่นเกมรุก เล่นบอลสนุก เพียงแต่คู่กองหน้าที่ปู่บ็อบ ไว้วางใจลงเล่นเป็นประจำคือ อลัน เชียเรอร์ กับ เครก เบลลามี่ และมี โชล่า อเมโอบี้ คอยสลับสับเปลี่ยน ในทีมนิวคาสเซิ่ล ตอนนั้นยังมีตัวรุกอยู่อีกคน ที่ไม่พอใจกับการไม่ค่อยได้โอกาสลงสนาม นั่นก็คือ โลมาน่า ลัวลัว ตอนปี 2003 ลัวลัว ดันออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาอยากให้ทีมมีการโรเตชั่นมากขึ้น และเชื่อว่าเขากับตัวสำรองหลายคนก็อยากลงเล่น ไม่ได้แค่อยากมานั่งรับเงินเฉยๆ "ผมคิดว่าผมสมควรได้รับโอกาสแล้วตอนนี้ เช่นเดียวกับตัวสำรองอีกหลายคนในทีม แม้ว่าบางคนอาจมีไอเดียที่ว่าพวกเราชอบที่จะนั่งสำรองและได้ค่าจ้างงามๆ ไม่มีอะไรห่างไกลความจริงไปกว่านี้แล้ว ผมไม่ใช่มานี่เพื่อเงิน ผมอยากเล่นฟุบอล และแสดงให้เห็นว่าผมทำอะไรได้บ้างอย่างสม่ำเสมอ" การพูดแบบนี้เท่ากับเป็นการตำหนิไปยังปู่บ็อบ ซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยจะโมโห หรือพูดแรงๆ กับใคร โดยเฉพาะต่อหน้าสื่อ แต่หนนี้ ปู่บ็อบทนไม่ไหว "เขากล้าพูดแบบนี้ได้ไง? ผมเป็นคนจัดการสโมสรนี้ ลัวลัว ไม่มีความเป็นมืออาชีพมาตลอด สิ่งที่เขาควรทำคือเงียบปากไว้ และทำในสิ่งที่เขาถูกจ้างมาทำดีกว่า" ความตึงเครียดและไม่พอใจมีมากขึ้นเรื่อยๆ ลัวลัว แทบไมได้ลงเล่นเลยในฤดูกาล 2003/04 จนกระทั่งต้นปี 2004 ก็มีไอเดียเกิดขึ้นจากทางฝั่งพอร์ทสมัธ ตอนนั้น แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ คุมปอมปีย์ เลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ ลีก แต่ทีมกำลังอยู่ในโซนแดง พวกเขาต้องการกำลังเสริม โดยเฉพาะแนวรุก พอร์ทสมัธ จัดการยื่นเรื่องไปยังนิวคาสเซิ่ล ขอยืมตัว โลมาน่า ลัวลัว ทันทีเป็นเวลา 3 เดือน ไปจนจบฤดูกาล และพร้อมจ่ายค่ายืมให้ด้วย 100,000 ปอนด์ นิวคาสเซิ่ล มองว่างานนี้มีแต่ได้กับได้ เพราะได้เงินค่าขนมนิดหน่อย บวกกับนักเตะที่พวกเขายังไงก็ไม่ได้อยู่ในแผน ปล่อยไปเผลอๆ ถ้าไปเล่นดี กลับมาอาจจะรีเซ็ต เคลียร์สมองให้โล่งขึ้นด้วย เป็นผลดีต่อทีมทั้งนั้น พวกเขาเลยตกลงทันที การปล่อยนักเตะยืมตัวก่อนหน้านั้น ทีมแม่ มักใส่เงื่อนไขเอาไว้ ถ้าพวกเขาไม่อยากให้นักเตะของพวกเขาแว้งกลับมากัดตัวเอง ในบางกรณี ก็อาจมีการตั้งใจปล่อยผ่าน เรียกว่าเป็นการทำสัญญายืมตัวแบบแมนๆ ไปเลย เช่น อาร์แซน เวนเกอร์ ที่ให้ ลีดส์ ยืม เจอร์เมน เพนแนนท์ โดยไม่กำหนดเงื่อนไขเช่นกัน ลัวลัว ย้ายไปปอมปีย์ ประเดิมเกมแรกก็ทำประตูได้ทันที แต่ทีมแพ้ สเปอร์สไป 3-4 ถัดมา พวกเขาแพ้เชลซี 0-2 และมาถึงเกมสำคัญ นั่นคือ พอร์ทสมัธ ต้องรับมือการมาเยือนของนิวคาสเซิ่ล ขณะนั้น ปอมปีย์ อยู่โซนตกชั้น ต้องการแต้มอย่างที่สุด ขณะที่ นิวคาสเซิ่ล ลุ้นท็อป 4 เพื่อไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ไม่ต้องคิดมากเขาส่ง โลมาน่า ลัวลัว เจอต้นสังกัดที่แท้จริงทันที นิวคาสเซิ่ล ไม่ได้ใส่รายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าห้ามลงเจอทีมต้นสังกัดที่แท้จริง ตอนทำสัญญายืมตัว มันเลยไม่ผิดกฎใดๆ ณ เวลานั้น คงไม่มีอะไรให้พูดถึง หากเกมนี้ ประตูในนาทีที่ 34 ของ เครก เบลลามี่ จะกลายเป็นประตูชัยให้นิวคาสเซิ่ล หรือลูกโหม่งของ อลัน เชียเรอร์ ในช่วงท้ายเกมเข้าประตูไป แทนที่จะชนคาน ทีมของ บ็อบบี้ ร็อบสัน คงกลับออกมาพร้อมชัยชนะ แต่ในนาทีที่ 89 ปอมปีย์ เล่นเตะมุมสั้น บอลเปิดเข้ามาในเขตโทษและเป็น โลมาน่า ลัวลัว ที่วอลเล่ย์เข้าไปตุงตาข่าย ตีเสมอให้เจ้าถิ่นได้สำเร็จ 1-1 เป็นสมัยนี้ เราอาจเห็น ลัวลัว เฉยๆ ไม่ยินดีอะไรมากนัก "ให้เกียรติต้นสังกัดและแฟนบอล" แต่นั่นไม่ใช่ ลัวลัว เมื่อปี 2004 เขาต้องการพิสูจน์คุณค่าของตัวเองอยู่แล้ว อยากตอกหน้านิวคาสเซิ่ล และเมื่อเขาทำประตูได้ เขาก็ฉลองสุดเหวี่ยง ถอดเสื้อดีใจและฉลอง ด้วยท่าตีลังกา อันเป็นท่าประจำของเขา ที่มันบังเอิญไปกว่าก็คือ เกมนี้ เตะกันวันอาทิตย์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2004 เป็นวันที่ใน 4 ปีจะมีขึ้นสักครั้ง เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลนิวคาสเซิ่ลอย่างมาก นักเตะสาลิกาดง ก็ไม่พอใจ และแน่นอน ปู่บ็อบ หงุดหงิดมาก โทษฝ่ายทำสัญญาที่ไม่รอบคอบ ไม่ใส่เงื่อนไขห้ามเจอทีมต้นสังกัดเอาไว้ ภายหลัง โลมาน่า ลัวลัว ต้องให้สัมภาษณ์ขอโทษแฟนบอลนิวคาสเซิ่ล อ้างว่า เขาแค่ทำหน้าที่ของเขา ในฐานะนักเตะพอร์ทสมัธ เชื่อว่าเหล่าทูนอาร์มี่ คงทำใจได้หากยิงเข้าแล้วไม่ได้ดีใจอะไรมากนัก แต่นี่ ลัวลัว เล่นฉลองแบบสุดเหวี่ยงย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้น เมื่อมีเหตุการณ์นี้ เกิดข้อถกเถียงเป็นกว้างเกี่ยวกับเงื่อนไขสัญญานักเตะยืมตัว ในปีนั้นเอง สมาคมฟุตบอลอังกฤษ และ พรีเมียร์ ลีก เลยออกกฎเป็นทางการ เป็นลายลักษณ์อักษรลงไปเลยว่า ต่อไปนี้ นักเตะยืมตัวในพรีเมียร์ ลีก จะไม่สามารถลงเจอกับต้นสังกัดที่แท้จริงของตัวเองได้ หนึ่งในเหตุผลของพรีเมียร์ ลีก คือกลัวว่าจะมีการ "ฮั้ว" หรือเล่นไม่เต็มความสามารถ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ต้นสังกัดจริง แต่เหตุผลนี้แน่ล่ะ ในปี 2004 คงใช้ไม่ได้กับ โลมาน่า ลัวลัว เพราะหมอนี่เอาจริงเสียยิ่งกว่าเอาจริงซะอีก จบฤดูกาลนั้น ปอมปีย์ ไม่เพียงรอดตกชั้น พวกเขาทำผลงานยอดเยี่ยม แพ้แค่นัดเดียวจาก 10 นัดหลังสุด จบด้วยอันดับ 13 ของตารางคะแนน ตรงกันข้าม นิวคาสเซิ่ล เริ่มเป๋ หลังเสมอพอร์ทสมัธ 11 นัดสุดท้ายของฤดูกาล พวกเขาชนะแค่ 3 นัดเท่านั้น ลงเอยด้วยการเป็นอันดับ 5 ตามหลังลิเวอร์พูล ทีมอันดับ 4 อยู่ 4 คะแนน ชวดไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างน่าเสียดาย ******************** เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" กุ๊ด-เบงค์ คู่หูแห่งเดอะ บริดจ์ "

วันก่อนหลังเกมเชลซีเสมอแมนฯ ยูไนเต็ด ไฮไลท์ไปตกอยู่ที่การถกเถียงกันอย่างดุเดือดถึงอารมณ์ของ รอย คีน และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ หลายคนลืมไปเลยว่าในสตูดิโอ วันนั้นยังมีอีกหนึ่งคนที่นั่งอยู่ด้วย ไม่นับพิธีกร เดวิด โจนส์ นั่นก็คือ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ในยุคหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ใช่ยุคอันธพาลครองเมือง แต่เป็นยุคที่ทีมชาติฮอลแลนด์ มีแต่กองหน้าตัวจบสกอร์ที่เก่งครบเครื่องหลากหลายจนไม่สามารถยัดลงไปในทีมได้หมด พาทริค ไคลเวิร์ต, รุด ฟาน นิสเตลรอย, ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์, รอย มาคาย และ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ นี่คือ 5 ตัวที่ได้รับการยกย่อง น่าเสียดายสำหรับ ฮัสเซลเบงค์ ที่เขาได้โอกาสติดทีมชาติน้อยเกินไปเพียง 23 นัดเท่านั้น แต่อย่างที่บอก คนอื่นๆ ก็เก่งๆ กันหมด หากจะพูดกันเรื่องกองหน้าตัวปิดบัญชี "เบงค์" แทบไม่เป็นรองใคร เขาไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่ แต่เป็นคนแข็งแรง ไม่ได้ฝีเท้าเร็วจัด แต่ก็มีสปีดต้นในการพุ่งเข้าหาบอลที่ดี ไม่ได้เลี้ยงบอลคล่องแคล่ว แต่จังหวะการแต่งบอลดี ที่สำคัญ เขายิงบอลเข้าข้อโดยแทบไม่ต้องง้างเท่าไหร่เลย เป็นคนยิงบอลพุ่งแรงโดยธรรมชาติ แต่มันดันคมซะด้วย มีกองหน้าลักษณะนี้ไม่เยอะนักที่มีทีเด็ดในเรื่องการสังหารฟรีคิก แต่ ฮัสเซลเบงค์ คือหนึ่งในนั้น เขายิงฟรีคิกได้ดี แอบปั่นก็ได้ หรือยิงแบบเต็มข้อก็ได้เช่นกัน จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ มาดังตอนอายุเยอะแล้ว คือตอนย้ายจากเบาวิสต้าในโปรตุเกสมาอยู่ลีดส์ ตอนปี 1997 ขณะที่อายุ 25 ปี เขาย้ายไปอยู่กับ แอตเลติโก้ มาดริด ในอีก 2 ปีต่อมา แต่มันดันเป็นช่วงที่ตราหมีฟุบเฉย ปีนั้นทีมตกชั้น แต่ผลงานส่วนตัวของ เบงค์ ดีมากๆ กดไป 24 ประตูในลีก เป็นรองดาวยิงลา ลีกา ตามหลัง ซัลบา บาเยสต้า เพียง 3 ประตู รวมแล้ว 43 นัดให้ทีมตราหมี เขากระทุ้งไปถึง 33 ประตู นั่นทำให้เขาเป็นที่สนใจของเชลซี ทันที จบฤดูกาล 1999/2000 พอตราหมีตกชั้น จานลูก้า วิอัลลี่ ซึ่งเป็นกุนซือของเชลซี ในเวลานั้นก็ติดต่อไปหา จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ทันทีเพื่อดึงมาร่วมทีม เชลซี ยอมจ่าย 15 ล้านปอนด์ เป็นสถิติสโมสร และสถิติแพงสุดเกาะอังกฤษเทียบเท่า อลัน เชียเรอร์ ตอนปี 1996 เพื่อลายเซ็นของหัวหอกดัตช์เชื้อสายสุรินาม คนนี้ เพียงแต่เขาไม่ใช่กองหน้าคนเดียวที่เดินเข้าสู่ชายคาสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในซัมเมอร์ปี 2000 ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จานลูก้า วิอัลลี่ ก็ติดต่อเพื่อดึงหนุ่มวัย 22 ปีจากโบลตัน วันเดอเรอร์ส มาอีกราย กองหน้าหนุ่มคนนั้นก็คือ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น กุ๊ดยอห์นเซ่น ถือได้ว่าเป็นนักเตะไอซ์แลนด์ที่โด่งดังที่สุด เคยเล่นให้ พีเอสวี ตั้งแต่อายุ 17 เขาคือหนึ่งในคู่หูของ โรนัลโด้ เหยินใหญ่ ที่พีเอสวี ไม่น่าเชื่อว่าแข้งพรสวรรค์ระดับนี้จะย้ายมาอยู่กับโบลตัน ตั้งแต่อายุ 20 ปี อยู่กับโบลตัน ซึ่งขณะนั้นอยู่ใน ดิวิชั่น 1 ( เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในปัจจุบัน) ผลงานน่าพอใจจนเชลซี คว้ามาร่วมทีม ขณะนั้นเชลซีเองก็มีกองหน้าตัวเก่ง ตัวเทพอยู่แล้วนั่นก็คือ จานฟรังโก้ โซล่า ที่สถาปนาตัวเองเป็นขวัญใจของแฟนบอลได้ตั้งแต่ย้ายมา เมื่อ กุ๊ดยอห์นเซ่น กับ ฮัสเซลเบงค์ ย้ายมาได้ไม่กี่เดือน ฤดูกาล 2000/01 ผ่านไปได้แค่เดือนเศษ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น จานลูก้า วิอัลลี่ โดนปลดออกจากตำแหน่ง และสโมสรแต่งตั้ง เคลาดิโอ รานิเอรี่ ขึ้นมารั้งบังเหียนแทน สองกองหน้าใหม่ สนิทกันตั้งแต่แรก กุ๊ดยอห์นเซ่น รู้ดีว่าตัวเองโดนซื้อเข้ามาเป็นแค่กำลังเสริม ไม่ได้มาเป็นตัวหลัก แต่นั่นไม่ใช่ ฮัสเซลเบงค์ เปลี่ยนกุนซือแบบนี้ ไม่รู้จะส่งผลอะไรแค่ไหน ทว่า รานิเอรี่ ก็มอบโอกาสให้กับทั้งคู่ตามสมควร ฮัสเซลเบงค์ ยิงไปถึง 24 ประตูในพรีเมียร์ ลีก ในปีแรกกับเชลซี ส่วน กุ๊ดยอห์นเซ่น แม้เป็นสำรองซะเยอะ แต่ก็ทำได้ถึง 10 ประตู เมื่อทั้งคู่ได้โอกาสลงสนามด้วยกัน มันกลับเป็นการคลิก ที่ลงตัว แม้จะยังมี จานฟรังโก้ โซล่า อยู่ แต่ทั้งอยู่ชอบเล่นด้วยกันเป็นอย่างมาก "จานฟรังโก้ เป็นนักฟุตบอลที่มหัศจรรย์มาก ด้านเทคนิค เขาโคตรเจ๋งเลย แต่การเชื่อมต่อกันมันไม่ได้ดีเหมือนกับเราสองคน" ฮัสเซลเบงค์ ยอมรับ "ประเด็นคือ เราต่างก็อยากให้แต่ละคนทำผลงานได้ดี ถ้าเขายิงได้ ผมจะแฮปปี้กับเขา และเขาเองก็เป็นแบบเดียวกัน" "ผมจะวิ่งเข้าช่อง เขาจะหาผมเจอ" "อย่าเข้าใจเราผิดนะ เราออกไปดินเนอร์ด้วยกันบ่อย ทั้งเราสองคนและ จานฟรังโก้ เราสนิทกันหมด" เพียงแต่เมื่อมาถึงเรื่องในสนาม นับวัน ความลงตัวของทั้งคู่ก็ยิ่งส่งผลต่อ จานฟรังโก้ โซล่า "เราจะกอดเขา เรารักเขา และเข้าใจว่าทำไมเขาอารมณ์เสีย เขาก็เข้าใจเรา เราอยากให้เราเป็นส่วนในเกมด้วย แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ การเชื่อมเกมกันมันไม่ได้ดีเหมือนเราสองคน" แรกๆ โซล่า โดนจับเล่นกับ ฮัสเซลเบงค์ ก่อน แต่ไปๆ มาๆ คู่หู "กุ๊ด-เบงค์" กลายเป็นชื่อคู่กองหน้าตัวหลักของเชลซี ฤดูกาล 2001/02 คือปีที่ทั้งคู่กลายเป็นตัวจริงตัวหลัก และผลงานก็สุดยอด ทั้งคู่ยิงรวมกันได้ถึง 52 ประตู กุ๊ดยอห์นเซ่น ยิงไป 23 ประตูจาก 47 นัด ส่วน ฮัสเซลเบงค์ กด 29 ตุงจาก 48 นัด อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงคือนิรันด์ร ในหน้าร้อนปี 2003 เชลซี ถูกเทคโอเวอร์โดยหนุ่มวัย 37 ปีจากรัสเซีย หนุ่มคนนี้รวยสุดๆ และต้องการนำสโมสรสู่ความสำเร็จให้ได้ภายในทันที ยุคที่ยังไม่มีกฏไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ โรมัน อับราโมวิช สามารถมอบอะไรให้กับเชลซีก็ได้ในเมื่อเขามีเงิน ปีแรกภายใต้การมี เสี่ยหมี เป็นเจ้าของ ก็ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วสโมสร แรงกดดันถูกโยนมายัง เคลาดิโอ รานิเอรี่ ทันที ต้องบอกว่าปลายยุค 90s ถึงต้น 2000s เชลซี คือทีมที่ลุ้นบอลถ้วย แต่พวกเขาไม่เคยเข้าใกล้แชมป์ลีกจริงๆ จังๆ เลย เชลซียุคนั้น คือทีมที่มักทุ่มเงินคว้าสตาร์ดังต่างชาติ ที่มักจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วมาร่วมทีม แต่ความลงตัวมันยังไม่มี มาตรฐานยังไม่มี ไร้ความสม่ำเสมอ รานิเอรี่ ก็ไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ แต่ เสี่ยหมี เชื่อว่าเงิน จะเสกหลายสิ่งหลายอย่างได้รวมถึงแชมป์ "ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ โรมัน อับราโมวิช เลย รานิเอรี่ บอกกับผมว่าเขา (โรมัน) ต้องการเป็นแชมป์ เรื่องบ้าคลั่งกำลังจะเกิดขึ้น" เบงค์ กล่าว ส่วน กุ๊ดยอห์นเซ่น บอกว่า "มันทำให้เรารู้ว่าเราอยู่ใต้ความกดดันในทุกเกมจากนั้นเป็นต้นมา เพราะเขาจะซื้อนักเตะทุกคนที่เขาซื้อได้ เขาซื้อแชมป์พรีเมียร์ ลีก ยังได้เลย" ซัมเมอร์แรกภายใต้ โรมัน อับราโมวิช เชลซีซื้อกระจุย เอาแค่ตัวรุกก็มีทั้ง เดเมี่ยน ดัฟฟ์, โจ โคล, เอร์นาน เครสโป และ อาเดรียน มูตู ก็พอดีกับที่ จานฟรังโก้ โซล่า วัย 37 ปี ต้องอำลาทีม กลับบ้านเกิดไปเล่นให้กายารี่ ทั้ง กุ๊ด และ เบงค์ โดนเรียกไปพบกับ รานิเอรี่ แต่ละคนโดนบอกความจริงว่าจะมีกองหน้าใหม่เข้ามา 2 คน แต่ทั้งคู่ไม่สน ยืนยันจะอยู่กับทีม เพื่อแย่งตำแหน่งต่อไป เครสโป ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ส่วน มูตู ก็ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ สุดท้าย รานิเอรี่ ก็ต้องวนกลับมาใช้ กุ๊ด-เบงค์ เป็นหลัก และ ฮัสเซลเบงค์ จบลงด้วยการเป็นดาวซัลโวของสโมสรอีกครั้ง เชลซี มีผลงานดีที่สุดในยุคของ รานิเอรี่ คือการได้รองแชมป์ แต่นั่นไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่เสี่ยหมีต้องการคือแชมป์สถานเดียว ซัมเมอร์ 2004 ยิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงหนักขึ้นไปอีก รานิเอรี่ โดนปลด คนที่เข้ามาแทนคือผู้อหังการจากโปรตุเกส โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เพิ่งนำปอร์โต้ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาได้อย่างยิ่งใหญ่ เงินยังสะพัด นักเตะโดนดึงเข้ามาอีกด้วยงบประมาณมหาศาล ชนิดที่แม้แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล ได้แต่มองตาปริบๆ แล้วกองหน้าล่ะ จะเอายังไง? มูรินโญ่ คว้าเอาเป้าหมายของเขาคือ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา เข้ามาเป็นคนแรก และ มาเตย่า เคซมัน ซึ่งยิงกระจุยอยู่ในลีกฮอลแลนด์กับ PSV ทีมเก่าของ กุ๊ดยอห์นเซ่น หน้าร้อนนั้น นักเตะไปพักผ่อน หลังจบฤดูกาลขณะที่ มูรินโญ่ ได้รับการแต่งตั้ง มูรินโญ่ โทรหา ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ทันที เขาพูดชัด "นี่ผู้จัดการทีมคนใหม่ของนาย ข้อสงสัยที่นายมีเกี่ยวกับฤดูกาลใหม่ ฉันจะบอกนายตอนนี้เลยว่านายจะอยู่กับเชลซีในฤดูกาลใหม่ นายจะได้เล่น ฉันแค่ต้องการให้นายอยู่ในสภาพที่พร้อมสุดขีด" แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะจุดไฟในตัวของ กุ๊ดยอห์นเซ่น ให้กระตือรือร้นกับฤดูกาลที่กำลังจะเปิด ทว่ากับ ฮัสเซลเบงค์ มันตรงกันข้าม ไม่ได้มีสายมาจากมูรินโญ่ มีเพียงโทรศัพท์จาก ปีเตอร์ เคนย่อน ซีอีโอของสโมสร "มันเป็นแบบนี้แหละในวงการฟุตบอล เมื่อสโมสรต้องการคุณ ผู้จัดการทีมจะโทรหาคุณ เมื่อสโมสรไม่ต้องการคุณ ซีอีโอจะโทรหาคุณแทน" ฮัสเซลเบงค์ ยอมรับ "ผมไม่เคยได้คุยกับโชเซ่ ไม่เคยได้เจอเขาเลย" จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ดาวซัลโวของทีมจากฤดูกาลที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ไม่ได้อยู่ในแผนของ มูรินโญ่ เขาย้ายไปเซ็นกับ มิดเดิลสโบรช์แบบฟรีๆ ด้วยวัย 32 ปี (ฮัสเซลเบงค์ ยิงให้โบโร่ ไป 13 ประตูจาก 36 นัด ในฤดูกาลแรก และ 9 ประตูจาก 22 นัดในปีที่สอง) มันเป็นจุดจบของคู่หู กุ๊ด-เบงค์ คนหนึ่งคือไฟ อีกคนคือน้ำแข็งจากไอซ์แลนด์ คนหนึ่งเล่นด้วยความเฉียบขาดดุดัน อีกคนเต็มไปด้วยทักษะเซนส์ฟุตบอล และความเยือกเย็น "ความเสียใจเดียวที่เรามีในช่วงที่เราเล่นด้วยกันที่เชลซีคือ เราไม่เคยชูถ้วยแชมป์ด้วยกันเลย" กุ๊ดยอห์นเซ่นกล่าว จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ คือเพชฌฆาตตัวจริงของเชลซี แต่เขาไม่เคยได้แชมป์ใดๆ กับทีม ยกเว้นเพียงถาดคอมมิวนิตี้ชิลด์ เพียงหนเดียว ส่วน ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น เล่นอยู่กับเชลซีต่ออีก 2 ปี นั่นทำให้เขาได้ แชมป์พรีเมียร์ ลีก 2 สมัย และลีก คัพ อีก 1 สมัยด้วย ก่อนจะอำลาไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ที่นั่นทำให้เขากวาดทุกแชมป์ที่มี ในฤดูกาล 2008/09 ******************* กุ๊ด-เบงค์ เป็นยังไง ลีลาการประสานงานร่วมกันจะสะเด่าเร่าร้อนขนาดไหน ติดตามได้ในคลิปนี้เลยครับ : http://ow.ly/gpOZ30s2rIc เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" บาติสตูต้ากับม้าขาว "

เอดินสัน คาวานี่ คือซูเปอร์สตาร์ชาวอุรุกวัยคนล่าสุดที่มาโชว์ฝีเท้าในพรีเมียร์ ลีก ก่อนหน้านั้นเราเคยผ่านตากับ กุสตาโว่ โปเยต์ จนมาถึง ดีเอโก้ ฟอร์ลัน และ หลุยส์ ซัวเรซ หากจะย้อนไปหานักเตะอุรุกวัยคนแรกที่ได้มาเล่นบนเวทีลีกสูงสุดอังกฤษ คนแรกในพรีเมียร์ ลีก ต้องย้อนไปในปี 1994 โน่นเลยทีเดียว นักเตะอุรุกวัยคนแรกที่ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ ลีก หลายคนอาจไม่รู้จักชื่อ เขาคือ อาเดรียน ปาซ ซึ่งย้ายมาเล่นให้อิปสวิช ในปี 1994 ตอนนั้นทีมงานของทีมม้าขาว เดินทางไปถึงอเมริกาใต้ เพื่อเฟ้นหานักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีม พวกเขากลับมาอังกฤษพร้อมกับ อาเดรียน ปาซ จาก เอสตูเดียนเตส ในลีกอาร์เจนติน่าเมื่อเดือนกันยายนปี 1994 เกมประเดิมสนามในพรีเมียร์ ลีก นัดแรกของกองหน้าวัย 28 ปี ก็เรียกว่าฮือฮาเลย นั่นคือ การเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอิปสวิชชนะไป 3-2 อีกต่างหาก อย่างไรก็ดีที่ อิปสวิช เซ็นเอา ปาซ มาร่วมทีม ก็เพราะตามรายงานข่าวคือ พวกเขาพลาดการคว้าตัวกองหน้าชื่อดังคนหนึ่ง กองหน้าคนนั้นก็คือ กาเบรียล บาติสตูต้า! ต้องย้อนไปก่อนว่า บาติโกล์ โดนฟิออเรนติน่าเซ็นมาจากโบคา จูเนียร์ เมื่อปี 1991 เขากลายเป็นกองหน้าตัวความหวังของทีมทันที แต่ฟิออเรนติน่า ดันเจอช่วงเวลาย่ำแย่ ในฤดูกาล 1992/93 พวกเขาตกชั้นไปสู่เซเรีย บี เฉยเลย แม้ตกชั้นแต่ บาติสตูต้า ไม่คิดย้ายทีม เขายังลุยต่อกับทีมวิโอล่า และในปี 1993/94 ก็ยิงจนฟิออเรนติน่า คว้าแชมป์เซเรีย บี เลื่อนชั้นกลับขึ้นมาได้สำเร็จในทันที จากนั้นก็ถึงเวลาของฟุตบอลโลก USA94 ที่สหรัฐอเมริกา ที่นี้ ลองกลับไปดูทางฝั่งของ อิปสวิช กันบ้าง อิปสวิช ได้ตำนานของเวสต์แฮม อย่าง จอห์น ไลออลล์ มาคุมทีมในปี 1990 พอปี 1991/92 เขาพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้อย่างยอดเยี่ยม นั่นเท่ากับว่า อิปสวิช คือหนึ่งในทีมที่ได้ร่วมสังคายนาใน "พรีเมียร์ ลีก" ฤดูกาลแรกสุดคือปี 1992/93 เขานำทีมทำผลงานดีเยี่ยมเลยในครึ่งซีซั่นแรก ตอนเดือนม.ค. 1993 เคยขึ้นถึงอันดับ 4 แต่หลังจากนั้นฟอร์มกลับรูดแบบน่าเกลียด สุดท้ายจบอันดับ 16 ฤดูกาลต่อมา 1993/94 จอห์น ไลออลล์ มีตำแหน่งผู้จัดการทีมก็จริง แต่เขาดูแลอยู่ข้างหลังโดยสโมสรแต่งตั้งให้ มิค แม็คกิฟเว่น มือขวาของเขาขึ้นมาเป็นเฮดโค้ช คุมทีมตัวจริง ปรากฏว่าทรงออกมาเหมือนเดิมเลย คือครึ่งซีซั่นแรกผลงานแจ่ม พอครึ่งซีซั่นหลังฟอร์มเละเทะ จนจบด้วยอันดับ 19 (สมัยนั้นมี 22 ทีม) รอดตกชั้นหวุดหวิด โดยเกมสุดท้ายต้องขอบคุณเชลซี ที่เอาชนะเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ให้ 3-2 ถ้าทีมดาบคู่มีแต้ม อิปสวิช จะตกชั้นแทนเลย สโมสรมองเห็นปัญหาชัด พวกเขาไม่ใช่ทีมที่เกมรับทุเรศทุรังนัก เสีย 58 ประตูจาก 42 นัด ไม่น่าเกลียดนัก ทีมใกล้ๆ กันเสียระดับ 60 กว่าลูกทั้งสิ้น แต่ปัญหาของพวกเขาคือเกมรุก เพราะยิงได้แค่ 35 ประตูเท่านั้น น้อยสุดในลีก นั่นคือที่มาของการที่อิปสวิช ต้องการหากองหน้าฝีเท้าดีมาร่วมทีม จบฤดูกาลนั้น มิค แม็คกิฟเว่น ก็ถอยลงมาเป็นผู้ช่วยเหมือนเดิม ทำให้ จอห์น ไลออลล์ กลับมาคุมทีมเต็มตัวอีกครั้งและเขาก็ตามหากองหน้า เป้าหมายของพวกเขา ดันไม่ธรรมดา เพราะเล็งไปที่ บาติสตูต้า อย่างที่บอก หลังพาฟิออเรนติน่าเลื่อนชั้น เขาก็ไปลุยบอลโลก และยิง 4 ประตูใน USA94 ตอนนั้นชื่อเสียงของ บาติโกล เริ่มดังขึ้นมาแล้ว ในอิตาลี ลีกที่แกร่งสุด ณ ตอนนั้น จริงๆ แล้ว จอห์น ไลออลล์ ติดต่อโทนี่ ค็อตตี้ ศิษย์เก่าสมัยเวสต์แฮม ก่อนแต่เขาตอบปฏิเสธ นั่นทำให้หวยไปตกกับ บาติโกล์ ตอนนั้นมีกระแสชัดเจนว่า สโมสรเล็งกองหน้าบิ๊กเนมเอาไว้ แต่ไม่รู้ว่าใคร สื่อที่เล่นข่าวนี้ก่อนเลยคือ อิปสวิช อีฟว์นิ่ง สตาร์ สื่อดังประจำองถิ่น ที่พาดหัวตามมาเลยว่า "IT'S BATISTUTA" บาติสตูต้าเว้ยพวกเราที่อิปสวิชเล็งอยู่ ต่อมา สื่อหลักอย่าง The Independent ก็เล่นข่าวนี้ ชนิดที่ใส่รายละเอียดยิบโดยนักข่าวฟุตบอลชื่อดังเวลานั้น เทรเวอร์ เฮย์เล็ตต์ ข่าวลงวันที่ 2 กันยายน 1994 ดิ อินดีเพนเดนท์ พาดหัวข่าวนั้นว่า "Ipswich chase Argentines" "อิปสวิช ตามล่าแข้งอาร์เจนไตน์ส" ในเนื้อข่าวเกริ่นว่า อิปสวิช ตามล่า 2 แข้งอาร์เจนไตน์ หนึ่งคือ ออสการ์ รุจเจรี่ ปราการหลังวัย 32 ปี ซึ่งเล่นกับ ซาน ลอเรนโซ่ ในขณะนั้น เขาเคยได้แชมป์โลกปี 1986 และเข้าชิงบอลโลก 1990 มาแล้ว เพิ่งอำลาทีมชาติหลังจบ USA94 หมาดๆ อีกราย แน่นอนตามเนื้อข่าวบอกว่า จอห์น ไลออลล์ นั้นกำลังตามล่ากองหน้า กาเบรียล บาติสตูต้า ข่าวไปถึงขั้นระบุรายละเอียดด้วยว่า บาติสตูต้า ไม่แฮปปี้ที่ฟิออเรนติน่า และทั้งสองสโมสรตกลงค่าตัวกันล่วงหน้าได้แล้วที่ 2.9 ล้านปอนด์ ซึ่งจะเป็นสถิติการซื้อของสโมสรอิปสวิชด้วย ในยุคนั้น ข้อมูลข่าวสารยังไม่ได้หาเสพกันง่ายนัก คนทั่วไป ไม่มีทางจะไถทวิตเตอร์ หรือเปิดเฟซบุค อัพเดตข่าววงในอะไรได้เลย แม้แต่จะหาอินเทอร์เน็ตเล่นยังยากมากๆ ดังนั้น ข่าวที่เสพกันง่ายสุดคือหนึ่งทางทีวี วิทยุ และสองคือการอ่านหนังสือพิมพ์ แม้ข่าวนี้ออกมาจะทำให้แฟนบอลตื่นเต้น แต่พวกเขาก็มองไปถึงความจริงที่ว่า เทรเวอร์ เฮย์เล็ตต์ นักข่าวคนที่เขียนข่าวนี้ เป็นแฟนบอลนอริช นอริช กับอิปสวิช คือคู่อริ เป็นดาร์บี้แม็ทช์ที่เรียกกันว่า "อีสต์ แองเกลียน ดาร์บี้" ระหว่างสองทีมใหญ่แห่งอีสต์ แองเกลีย ก็คือนอริช แห่งนอร์ฟอล์ค และอิปสวิชแห่งซัฟเฟิล์ค แฟนบอลเชื่อกันว่า เฮย์เล็ตต์ เขียนข่าวนี้มาเพื่อแกล้งให้อิปสวิช ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเฉยๆ ทำนองว่าเป็นแค่ทีมระดับนี้ แต่บังอาจจะไปตามล่าบาติสตูต้า เลยเชียวหรือ อีกทั้งเหตุผลที่บอกว่า บาติโกล์ ไม่แฮปปี้ ไม่น่าเป็นไปได้ หากเป็นเมื่อ 1 ปีก่อนที่ทีมตกชั้นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ เขาก็ยิงจนพาทีมเลื่อนชั้น กลับมาได้เล่นในเซเรีย อา แล้ว มันไม่น่ามีอะไรไม่พอใจ แน่นอน ไม่เคยมีใครไปสัมภาษณ์ตัวของ บาติโกล เองเลย ว่าข่าวนี้มันยังไงกันแน่ที่ว่าพูดคุยกับอิปสวิช อย่างที่บอกว่าพอไม่ได้ตัว บาติสตูต้า ขึ้นมาตามข่าว ในที่สุด อิปสวิช ก็ไปเลือกเซ็นกับ อาเดรียน ปาซ ที่มีผลงานแค่ 1 ประตู ก่อนจะย้ายออกไปเล่นในจีนกับ เซี่ยงไฮ้ ปู่ตง ทันทีในอีก 1 ปีต่อมา แต่สำหรับอิปสวิช พวกเขามีผลงานที่ย่ำแย่จริงๆ หนนี้แย่ตั้งแต่ต้นซีซั่นเลยด้วย ไม่ใช่มาแย่ครึ่งหลัง มีเกมน่าพอใจแค่ 2 เกม คือการเปิดบ้านเอาชนะ 2 ทีมใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด 3-2 (เกมที่ ปาซ ประเดิมสนาม) และ ลีดส์ 1-0 นอกจากนั้นแพ้เกือบทุกเกม พอเดือนธันวาคม 1994 จอห์น ไลออลล์ ก็ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม หนนี้อิปสวิช ไม่ได้มีปัญหาแค่เกมรุก ที่ยิงไปแค่ 36 ตุงจาก 42 นัด แต่เกมรับก็มีปัญหา เพราะพวกเขาเสียถึง 93 ประตูจาก 42 นัด คนจดจำอิปสวิช ปีนี้ในฐานะทีมที่โดน แมนฯ ยูไนเต็ด เอาคืน ขยี้ไปถึง 9-0 นั่นเอง พวกเขาเป็นบ๊วย ตกชั้นไปตามระเบียบ ส่วน กาเบรียล บาติสตูต้า ฤดูกาลนั้นกดไป 26 ประตูใน เซเรีย อา คว้าดาวซัลโวไปครอง และกลายเป็นสตาร์ระดับโลกอย่างแท้จริงไปนับแต่นั้น อยากพบความสนุก ไม่ซํ้าใคร ไม่เรื่องเยอะ โดนแล้วติดใจ มาลองที่ MYSBOBET รับรองบริการรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117