breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" แชมป์ของลีดส์แฮททริกของก็องโต้ "

สำหรับแฟนบอลอังกฤษ สัญญานเตือนชัดเจนที่สุดว่าฤดูกาลใหม่กำลังจะเปิดนั่นก็คือเกมชิงโล่การกุศล "คอมมิวนิตี้ ชิลด์" มันคือ "ซูเปอร์ คัพ" โดยพฤตินัย เพราะเป็นการเจอกันของแชมป์ฟุตบอลลีก กับ แชมป์ฟุตบอลถ้วย ของฤดูกาลก่อน เมื่อเกมนี้เตะขึ้น หมายความว่าอีก 1 สัปดาห์ ฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก ก็จะบรรเลงเพลงแข้งกันอีกครั้ง ยาวไปอีก 9 เดือน ล่าสุด ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์เอฟเอ คัพ ก็เป็นฝ่ายคว้าโล่การกุศลนี้ไปครองด้วยการเอาชนะแชมป์ลีกอย่าง แมนฯ ซิตี้ ไป 3-1 ถือเป็นเกมที่สนุกตื่นเต้น เหมาะแก่การเป็นเกมชิมลางก่อนพรีเมียร์ ลีก เปิดอย่างที่สุด ตลอดประวัติศาสตร์ของเกมชิงโล่นี้ มีหลายต่อหลายครั้งที่สนุกตื่นเต้น เร้าใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเวอร์ชั่นเมื่อปี 1992 สมัยนั้น ยังเรียกว่า "แชริตี้ ชิลด์" ที่ทำให้เราแปลตรงตัวได้ว่า โล่การกุศล (Charity Shield) เนื่องจากเดิมที เอฟเอ หรือสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ได้ยื่นเรื่องไว้กับคณะกรรมการองค์กรการกุศล (Charity Commision) และนำชื่อ แชริตี้ มาใช้เป็นชื่อการแข่งขัน เพราะเงินที่ได้จากการขายตั๋วและขายหนังสือโปรแกรมของเกมนี้ จะถูกนำไปบริจาคให้องค์กรการกุศลต่างๆ ทว่าในปี 2002 คณะกรรมการองค์กรการกุศล พบว่าฝ่ายจัดการแข่งขัน มีความล่าช้า และไม่ชัดเจน ในเรื่องการแจกแจงว่ารายได้นั้นจะบริจาคให้ที่ไหน อะไรยังไง จนมีการเรียกคืนชื่อ "แชริตี้" นั่นทำให้เอฟเอ ต้องเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "คอมมิวนิตี้ ชิลด์" (Community Shield) หรือ เกมการแข่งขันเพื่อสังคม แทน และใช้ชื่อนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ดี เราก็ยังคุ้นเคยกันในภาคภาษาไทยว่า โล่การกุศล อยู่เช่นเดิม ในปี 1992 มันเป็นการเจอกันของ ลีดส์ ยูไนเต็ด แชมป์ลีกสูงสุด และลิเวอร์พูล แชมป์เอฟเอ คัพ มันถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านพอดี เพราะฤดูกาล 1992/93 ลีกสูงสุดของอังกฤษ แยกตัวออกจากฟุตบอลลีก มาตั้งเป็น เดอะ พรีเมียร์ ลีก จัดการบริหารรายได้กันเอง และเปลี่ยนชื่อลีกเป็น "พรีเมียร์ ลีก" แทนที่จะเป็น ดิวิชั่น 1 ตามเดิม นั่นหมายความว่า ลีดส์ คือทีมสุดท้ายที่ได้แชมป์ลีกสูงสุดในระบบเดิม ในชื่อเดิมว่า ดิวิชั่น 1 เกมนี้เตะกันที่เวมบลีย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1992 ลีดส์ ภายใต้การคุมทีมของ ฮาวเวิร์ด วิลคินสัน มาในชุดเก่งสีขาวล้วน นายทวารเป็น จอห์น ลูคิช แบ็กโฟร์ประกอบด้วย จอน นิวซั่ม, คริส แฟร์คลัฟ, คริส ไวท์, โทนี่ โดริโก้ กองกลางถือว่าแข็งแกร่ง ร็อด วัลเลซ ปีกขวา ตรงกลาง เดวิด แบ็ตตี้ กับ แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ ที่ภายหลังจะได้ย้ายมาเล่นให้ลิเวอร์พูล ส่วนปีกซ้ายเป็น แกรี่ สปีด ผู้ล่วงลับ คู่หน้า ลี แชปแมน ประสานงานกับ เอริค คันโตน่า ก็องโต้ เพิ่งย้ายมาเล่นให้ลีดส์ในเดือนมกราคม 1992 นี่เอง ใช้เวลาไม่นาน ก็กลายเป็นขวัญใจแฟนลีดส์ มีส่วนช่วยให้พวกเขาเบียดแมนฯ ยูไนเต็ด เข้าป้ายเป็นแชมป์ ดิวิชั่น 1 โดยไม่มีใครคาดเดาและคิดล่วงหน้าได้เลยว่านับจากเกมนี้อีกเพียง 3 เดือนเศษ คันโตน่า จะย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และสร้างตำนานไว้ที่นั่น ทางฝั่งลิเวอร์พูลที่มี แกรม ซูเนสส์ คุมทีม ก็มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ ลิเวอร์พูลปล่อย แบร์รี่ โจนส์, เรย์ เฮาจ์ตัน, แบร์รี่ เวนิสัน ออกไปจากทีม (ภายหลัง ดีน ซอนเดอร์ส ก็ด้วย) จากนั้นก็ซื้อ เดวิด เจมส์ นายทวารดาวรุ่งหนุ่มพุ่งแรงเข้ามา นี่คืออนาคต ซูเนสส์ กล่าว ยังมี พอล สจ๊วร์ต, ทอร์เบน พีชนิค (ภายหลังมี สติก อิงเก้ บียอร์นบี้) ซูเนสส์ จัดทีมให้ บรูซ กร็อบเบลาร์ เฝ้าเสา แนวรับประกอบด้วย ไมค์ มาร์ช, นิค แทนเนอร์, มาร์ค ไรท์ และ เดวิด เบอร์โรว์ส แดนกลาง มาร์ค วอลเทอร์ส ยืนปีกขวา ปีกซ้าย รอนนี่ โรเซนธาล ตรงกลาง พอล สจ๊วร์ต ได้ประเดิมให้ทีมทันทีหลังย้ายมาหมาดๆ เล่นคู่กับ รอนนี่ วีแลน ส่วนคู่หน้าเป็น 2 หอกเลือดมังกรแดงคือ เอียน รัช และ ดีน ซอนเดอร์ส นาทีที่ 26 ร็อด วัลเลซ ได้บอลแทงจาก แบ็ตตี้ หลุดโล่งมาทางซ้าย เขาดึงรอจังหวะในกรอบเขตโทษแล้วเปิดเข้ากลางให้ เอริค คันโตน่า กดเต็มข้อไม่เหลือ 1-0 ของลีดส์ แต่อีกเพียงไม่ถึง 10 นาที ลิเวอร์พูล ก็ตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะเปิดสุดเส้นหลังของ รอนนี่ โรนเซนธาล มาที่เสาสอง เอียน รัช ยืนโขกเหน่งๆ 1-1 นาทีที่ 43 กำลังจะหมดครึ่งแรกอยู่รอมร่อ ลีดส์ มาพลิกนำอีกครั้ง 2-1 จากฟรีคิกระยะเกือบ 30 หลาเยื้องฝั่งขวาของเขตโทษ โทนี่ โดริโก้ วิ่งมายิงเต็มหลังเท้า บอลพุ่งแฉลบบล็อก แล้วเข้าประตูไปอย่างจนปัญญาของ กร็อบเบลาร์ ครึ่งหลังลิเวอร์พูล ลงมาบุกหนัก นาทีที่ 65 ก็ตีเสมอได้สำเร็จ ในจังหวะที่ มาร์ค วอลเทอร์ส ตะบันจากหน้าเขตโทษไปติดบล็อกกองหลังแต่ ดีน ซอนเดอร์ส จมูกไว ปรี่เข้าซ้ำดาบสองตุงตาข่าย 2-2 นาทีที่ 77 ลีดส์ ออกนำอีกครั้ง แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ สาดฟรีคิกจากทางฝั่งซ้ายเข้าไปในเขตโทษ เอริค คันโตน่า เทกตัวโหม่งบอลไปโดนเพื่อนร่วมทีม กระดอนกลับมาเข้าทาง ก็องโต้ เลยยิงตูมเดียวเข้าไปเป็น3-2 อีก 10 นาทีต่อมา ร็อด วัลเลซ ไปเก็บบอลได้ตรงมุมธงพอดีก่อนบรรจงเปิดมาหน้าปากประตู คันโตน่า เทกตัวเหนือ รอนนี่ โรเซนธาล แล้วโขกเน้นๆ เป็น 4-2 และมันคือ แฮททริกของกองหน้าชาวฝรั่งเศสรายนี้ นั่นคือแฮททริกแรก ในการเล่นฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการของ คันโตน่าด้วย ก่อนหมดเวลา 1 นาที เกิดความตื่นเต้นขึ้น เพราะลิเวอร์พูลไล่มา 3-4 จากลูกเตะมุมทางขวา บอลมาตกเข้าทาง มาร์ค ไรท์ เติมขึ้นมายิงยัดไปเสาแรก บอลไม่ได้แรงนัก ตรงนั้นมี กอร์ดอน สตรัคคั่น ซึ่งลงมาเป็นตัวสำรองของลีดส์ ยืนคุมเสาอยู่ สตรัคคั่น พยายามครองบอลแต่มันดันค่อยๆ ปลิ้นไปทีละนิดตามจังหวะการขยับขาของเขา แล้วทะลักข้ามเส้น กลายเป็นประตูไปเฉยเลย ทว่าช่วงที่เหลือลิเวอร์พูล ก็ไม่สามารถตามตีเสมอได้สำเร็จ จบเกม ลีดส์ เป็นฝ่ายคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 4-3 หนึ่งในเกมสุดตื่นเต้น และแฟนบอลได้เห็นแฮททริกของ เอริค คันโตน่า ในเสื้อสีขาว มันเป็นครั้งสุดท้ายที่ลีดส์ คว้าชัยชนะได้ที่สนามเวมบลีย์อีกด้วย (สมัยนั้นยังเป็นเวมบลีย์เก่า) หลายคนมองว่า แชริตี้ ชิลด์ หรือ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ไม่นับเป็นแชมป์เมเจอร์ แต่จะนับหรือไม่นับก็ตาม นั่นกลับกลายเป็นแชมป์รายการสุดท้ายจนถึงตอนนี้ของลีดส์ หากนับการแข่งขันในระดับสูง ร่วมรับชมคลิปความสนุกกับ "ก็องโต้" ได้ที่ :: http://ow.ly/9vHk30sp8Lv เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดาวรุ่งผู้เบียดเชียเรอร์เป็นสำรอง "

ไม่น่าเชื่อว่ากองหน้าเบอร์ 1 ของทีมชาติอังกฤษและตำนานของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เคยโดนดร็อปเป็นตัวสำรอง เพียงเพื่อให้ดาวรุ่งวัย 20 เป็นตัวจริงแทน รุด กุลลิท ตำนานทีมชาติฮอลแลนด์ ย้ายมาเล่นให้เชลซี ในภายหลังก็ขึ้นมาคุมทีมสิงห์บลูส์ ควบตำแหน่ง ผู้เล่น/ผู้จัดการทีม ในฤดูกาล 1998/99 เปิดมาไม่นาน นิวคาสเซิ่ล ปลด เคนนี่ ดัลกลิช ออกจากตำแหน่ง และได้เลือก กุลลิท เข้ามาคุมทีมแทน กุลลิท เคยเอ่ยใน ยูโร 1996 เรียกทีมที่เล่นฟุตบอลได้สวยงามว่า "Sexy Football" เซ็กซี่ฟุตบอล เขาบอกว่าจะทำนิวคาสเซิ่ล ให้เล่นได้ในสไตล์นี้ ฤดูกาลแรกที่คุมทีม นิวคาสเซิ่ล จบอันดับ 13 ฤดูกาลต่อมา 1999/2000 เซ็กซี่ฟุตบอลของ กุลลิท เริ่มต้นได้ไม่ดีเอาเสียเลย นิวคาสเซิ่ล แพ้รวด 3 นัดแรก ต่อแอสตัน วิลล่า, สเปอร์ส และเซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนจะมาเสมอวิมเบิลดัน 3-3 ช่วงนั้นเองที่ กุลลิท กับ อลัน เชียเรอร์ ซึ่งเป็นกองหน้าตัวความหวัง เป็นกัปตันทีม และมีอิทธิพลในห้องแต่งตัวอย่างมาก ดันทะเลาะกันเอง เกมต่อไปที่รออยู่ถือเป็นเกมสำคัญสุดๆ เพราะมันคือการเปิดบ้านเซนต์ เจมส์ พาร์ค เจอกับอริตลอดกาลอย่างซันเดอร์แลนด์ นี่อาจชี้ชะตาหลายอย่าง หนึ่งชี้ชะตากุลลิท, สองชี้ชะตาทีม หากชนะได้ กำลังใจจะกลับมามหาศาล แต่ถ้าแพ้อีก มันคือความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด และกำลังใจนักเตะคงดำดิ่ง ฤดูกาลนั้น นิวคาสเซิ่ล มีกองหน้าระดับประสบการณ์ ผ่านดีกรีความสำเร็จมาแล้วทั้ง อลัน เชียเรอร์, เควิน กัลลาเกอร์ และ ดันแคน เฟอร์กูสัน ทว่ากองหน้าตัวจริงที่ รุด กุลลิท ส่งลงเป็นตัวจริงในเกมชี้ชะตากับซันเดอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 1999 คือ พอล โรบินสัน ดาวรุ่งวัย 20 ปี! พอล โรบินสัน คนนี้ ไม่ใช่ผู้รักษาประตูของ สเปอร์ส และแบล็คเบิร์น ซึ่งเคยเป็นมือ 1 ทีมชาติอังกฤษ และไม่ใช่ พอล โรบินสัน อดีตกองหลังวัตฟอร์ดและเวสต์บรอมวิช แต่อย่างใด แม้ชื่อจะเหมือนกัน และอายุรุ่นเดียวกันก็ตาม พอล โรบินสัน คนนี้เป็นกองหน้าที่นิวคาสเซิ่ลคว้ามาจาก ดาร์ลิงตัน เมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้ ที่คลาสสิกคือ หมอนี่เกิดที่ซันเดอร์แลนด์ และครอบครัวทั้งบ้านเชียร์ซันเดอร์แลนด์หมด ตัวเองก็เชียร์ซันเดอร์แลนด์ แต่เลือกย้ายมาเล่นให้อริตลอดกาลอย่าง นิวคาสเซิ่ล เพราะเหตุผลด้านฟุตบอลล้วนๆ หมอนี่ลงเล่นนัดแรกคือเป็นสำรองในเกมเปิดฤดูกาลที่แพ้ วิลล่า 0-1 จากนั้นเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมเสมอ วิมเบิลดัน 3-3 ซึ่งก็เป็นเกมก่อนเจอซันเดอร์แลนด์นัดนี้แหละ โรบินสัน ในวัย 20 ปี ลงเป็นกองหน้าตัวจริงคู่กับตัวรุกโครแอต เจ้าของเสื้อหมายเลข 10 อย่าง ซิลวิโอ มาริช ซึ่งทีมเพิ่งซื้อมาในซัมเมอร์นี้เอง เกมผ่านมาถึงนาทีที่ 28 พอล โรบินสัน ก็ตอบแทนความไว้วางใจของ กุลลิท ด้วยการดีดบอลทะลุช่องให้ คีรอน ดายเออร์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงประตู พา "เดอะ แม็กพายส์" ออกนำ 1-0 นั่นเป็นประตูแรกของ ดายเออร์ ในสีเสื้อนิวคาสเซิ่ลด้วย หลังจากเพิ่งย้ายมาจากอิปสวิช ในซัมเมอร์นั้นเช่นกัน ครึ่งหลัง นาทีที่ 57 กุลลิท ก็ถอด โรบินสัน ออกแล้วส่ง ดันแคน เฟอร์กูสัน ลงไปแทน จากนั้นไม่ถึง 10 นาที ซันเดอร์แลนด์ก็ตีเสมอได้เลยจาก ไนออล ควินน์ นาทีที่ 72 กุลลิท ถอด ซิลวิโอ มาริช ออกแล้วส่ง อลัน เชียเรอร์ ลงไป เหมือนดวงจะแตกเพราะจากนั้น 3 นาที เควิน ฟิลลิปส์ ก็พังประตูให้ซันเดอร์แลนด์แซงนำ 2-1 และกลายเป็นประตูชัยของทีมแมวดำ มันคือจุดจบของนิวคาสเซิ่ล และ รุด กุลลิท อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อกุนซือดัตช์ ให้สัมภาษณ์หลังเกม กุลลิท ออกปากชม พอล โรบินสัน ว่าเล่นได้ดี แต่เกมเปลี่ยนไปเมื่อเขาส่ง ดันแคน เฟอร์กูสัน และ อลัน เชียเรอร์ ลงสนาม แม้ว่า เชียเรอร์ จะมีความเป็นมืออาชีพสูง แต่ทุกคนรู้ดีว่า "บิ๊กอัล" มีอิทธิพลแค่ไหนต่อนิวคาสเซิ่ล 3 วันหลังความพ่ายแพ้ รุด กุลลิท ก็ประกาศอำลาตำแหน่ง ลาออกจากเก้าอี้กุนซือที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค ทันที สำหรับ โรบินสันเอง เขาชื่นชมสองรุ่นพี่อย่าง เชียเรอร์ และ บิ๊กดังค์ อย่างมาก เพราะทั้งคู่มีความเป็นมืออาชีพ คิดเพื่อทีมก่อนเพื่อตัวเอง ไม่ได้รู้สึกแย่เลยเมื่อเห็นเขาเป็นตัวจริงก่อน ตัวของ โรบินสัน นั้น เขาเผยว่าเขาไม่ได้เซอร์ไพรส์ที่ได้ลงตัวจริง เพราะเขามองว่าเขาเล่นดีในเกมกับวิมเบิลดัน ก็ถูกแล้วที่จะได้โอกาสลงเล่น เวลานั้น พอล โรบินสัน วัยเพัยง 20 ปี กำลังห้าวสุดขีด และเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงมากๆ ในสนาม โรบินสัน อาจจะยังยิงประตูไม่ได้ แต่เขาก็มีแอสซิสต์ และแนวทางการเล่นก็ต่างไปจากกองหน้าคนอื่นๆ คือเขาเป็นนักเตะที่เคลื่อนที่ได้ดี มีความคล่องแคล่ว แตกต่างจาก เชียเรอร์ และ เฟอร์กูสัน ที่เป็นหน้าเป้าเบอร์ 9 แท้ๆ หลังจาก รุด กุลลิท โดนปลด สโมสรก็ให้ สตีฟ คลาร์ก มาคุมทีมชั่วคราวอยู่ 2 นัด โดน แมนฯ ยูไนเต็ด ถล่ม 5-1 ตามด้วยแพ้เชลซี 0-1 เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ได้รับการแต่งตั้งมาเป็นกุนซือถาวรคนใหม่ เกมแรกของปู่บ็อบ คือการนำ นิวคาสเซิ่ล ซึ่งเป็นบ๊วยอยู่ในเวลานั้น ด้วยผลงานแพ้ 6 เสมอ 1 จาก 7 เกมแรก เจอกับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ทีมรองบ๊วย อลัน เชียเรอร์ ได้กลับมาเป็นตัวจริง ไฟในตัวของ "ฮ็อตช็อต" กลับมาร้อนแรงเมื่อ บ็อบบี้ ร็อบสัน มาคุมทีม เกมแรกนี้ นิวคาสเซิ่ล ก็ถล่ม เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ไปกระจุย 8-0 และ เชียเรอร์ ทำคนเดียว 5 ประตู!!! แน่นอนสำหรับ พอล โรบินสัน เขาก็ต้องกลับไปนั่งสำรองตามระเบียบ ฤดูกาลนั้น โรบินสัน ลงเป็นตัวสำรองอีกบางนัด แต่ไม่เคยเป็นตัวจริงอีกเลย เขาทำประตูได้ลูกเดียวในศึก ยูฟ่า คัพ หลังจบฤดูกาล เขาตัดสินใจย้ายลงใต้ไปเล่นกับวิมเบิลดัน ด้วยความหวังจะได้ลงสนามมากขึ้น เป็นตัวจริงมากขึ้น ด้วยความมั่นใจในฝีเท้าตัวเอง แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เขามีอากาศโฮมซิก คิดถึงบ้าน คิดถึงดินแดนภาคอีสานถิ่นเกิด เขาแทบไม่ได้ลงสนามเลย วิมเบิลดันที่ตกชั้นก็ไม่เคยฟื้นขึ้นมาอีก และสุดท้ายสโมสรก็ยุบไปในปี 2004 พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น มิลตัน คีย์นส์ ดอนส์ ในเวลาต่อมา พอล โรบินสัน อำลา วิมเบิลดันในปี 2003 และตระเวนเล่นกับ แบล็คพูล, ฮาร์ทลี่พูล, ยอร์ค ซิตี้, วิทลี่ย์ เบย์ ก่อนมาแขวนสตั๊ดกับ ทอร์คีย์ ในปี 2006 ด้วยวัยเพียง 27-28 ปีเท่านั้น จากนั้น เขาก็กลับมาเล่นเป็นฟุตบอลสมัครเล่นบ้างกับอีกหลายๆ ทีมจนถึงปี 2016 มิหนำซ้ำ ไม่กี่ปีมานี้เขาเคยโดนฟ้องร้องเป็นบุคคลล้มละลาย เพราะมีปัญหาเรื่องหนี้สิน พอล โรบินสัน ยอมรับว่าตอนเปลี่ยนผ่านจากนิวคาสเซิ่ล มาวิมเบิลดัน เขามีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจและใช้เงินฟุ่มเฟือย ซื้อของทิ้งๆ ขว้างๆ จนในที่สุดก็มีปัญหาการเงิน อย่างไรก็ตาม เขายังปล่อยมุก อำตัวเองอยู่เสมอ เมื่อถูกสัมภาษณ์ถึงเกมคลาสสิก "ไทน์-เวียร์ ดาร์บี้" ที่เขาได้ลงตัวจริง เบียด อลัน เชียเรอร์ เป็นสำรอง "ผมพูดเสมอว่า เรายังนำ 1-0 นะ ตอนผมโดนเปลี่ยนตัวออก!" เขาพูดพร้อมหัวเราะ ใช่ ความพ่ายแพ้ในเกมนั้นไม่ใช่ความผิดของเขาเลย น่าเสียดายแทนเขามากกว่าที่ไม่สามารถต่อยอดเส้นทางอาชีพให้ไปได้ไกลกว่านั้นได้ ความมั่นใจตัวเองเป็นเรื่องดี แต่หากมีมากเกินไปจนไม่สนบริบทรอบข้างเลย บางครั้งมันก็นำมาซึ่งเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ไม่อยากย้ายแต่ต้องย้าย "

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับอนาคตที่สับสน หลังจบฤดูกาล เขาโผล่ในคลิปที่พูดถึงฤดูกาลใหม่ และหวังจะได้ร่วมงานกับโค้ชใหม่อย่าง เอริค เทน ฮาก ทุกอย่างดูลงตัว ต่างก็แยกย้ายกันไปรับใช้ชาติหรือพักช่วงหน้าร้อน ก่อนมาเจอกันอีกตอนเข้าแคมป์ปรีซีซั่น ปรากฏว่าไม่ถึงเดือน โรนัลโด้ ประกาศว่าอยากย้ายออกจากแมนฯ ยูไนเต็ด และปล่อยให้เรื่องทุกอย่างอยู่ในหมอกควัน ท่ามกลางเหตุผลเกี่ยวกับครอบครัว ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นเช่นไร ที่ชัดเจนแล้วก็คือ โรนัลโด้ ต้องการแยกทางกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในทางตรงกันข้าม นักเตะดังบางคนได้ย้ายออก ทั้งที่ความต้องการคืออยู่ต่อ หนึ่งในเคสที่คลาสสิกคือ กาก้า จาก เอซี มิลาน ไปยัง เรอัล มาดริด ในซัมเมอร์ปี 2009 ครั้งที่กลุ่มทุนอาบู ดาบี เข้ามาเทคโอเวอร์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่มีกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ เรียกว่ามีเงินเท่าไหร่ ใส่ไปเต็มๆ ได้เลย พวกเขาอยาก "สร้างสเตทเมนท์" ด้วยการซื้อนักเตะดังเข้ามาร่วมทีมให้ได้ พวกเขาได้ โรบินโญ่ มาร่วมทีม แต่นั่นยังไม่เพียงพอ แมนฯ ซิตี้ ต้องการนักเตะระดับโลกอย่างแท้จริง มกราคม 2009 พวกเขาติดต่อไปยัง เอซี มิลาน พร้อมจ่าย 100 ล้านยูโร เพื่อเซ็น กาก้า มาร่วมทีม และประเคนค่าเหนื่อย 500,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ให้ แต่ทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้น แฟนบอลมิลาน มารวมตัวกันบริเวณที่พักอาศัยของเขาจำนวนมาก เมื่อได้ยินข่าวนี้ และข่าวว่า ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นายกรัฐมนตรีอิตาลี และเจ้าของสโมสรมิลาน อาจรับข้อเสนอจาก แมนฯ ซิตี้ กาก้า ปรากฏตัวที่หน้าต่าง พร้อมกับชูเสื้อมิลาน จากนั้นก็สวมมัน แตะที่ตราสโมสร พร้อมกับยิ้มให้แฟนๆ เพื่อบอกว่า เขาจะไม่ย้ายไปจากที่นี่ ทุกคนรู้ดีว่า มิลาน รัก กาก้า และ กาก้า ก็รัก มิลาน ขณะนั้น มิลาน อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จากแชมป์ยุโรป มาสู่การผลัดเปลี่ยน นักเตะหลายคนผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว เริ่มมีโรยราบ้าง ที่สำคัญ สถานะทางการเงินของสโมสรมีปัญหา ตลอดครึ่งปีนั้น มีข่าวกาก้า ย้ายทีมบ่อยมาก และทีมหนึ่งที่เข้ามาโยงก็คือ เรอัล มาดริด เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่เล่นเกมยาว พวกเขาเริ่มหยอดใส่นักเตะเป้าหมาย ให้สื่อช่วยประโคมข่าว ปูทางมานาน ก่อนเริ่มการเจรจาจริงจัง ปกติแล้ว กาก้า ไม่ใช่นักเตะที่ชอบแสดงความเป็นซูเปอร์สตาร์ เขาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์อะไรมากมายนัก แต่การที่เขาตกเป็นข่าวว่าจะย้ายออกจาก มิลาน ทำให้โดนรบกวนหนัก จนต้องออกมาพูด หลังจากฤดูกาล 2008/09 จบลง "ผมจะขอพูดเป็นหนสุดท้าย ผมไม่ต้องการย้ายจาก มิลาน ในตอนนี้ผมขออยู่เงียบๆ เพราะผมไม่ต้องการให้ถูกตีความหมายผิด" "สำหรับแฟนรอสโซเนรี่นับล้าน ผมบอกแล้วว่าผมตัดสินใจแล้ว ผมบอกว่าผมอยากอยู่ที่นี่ ตอนนี้ ได้โปรดปล่อยให้ผมอยู่อย่างสงบ" "ขอบคุณพระเจ้าที่เราได้สิทธิ์เล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เราคิดถึงมันมาก และผมก็คิดถึงมัน ผมอยากคว้าแชมป์ต่อไปกับมิลาน ผมอยู่ต่อที่มิลาน และนี่คือบทสรุปของ ณ วันนี้" แม้จะได้ยินการยืนยันจากปากของนักเตะคนโปรดเอง แต่แฟนมิลาน ก็ไม่เบาใจนัก เนื่องจากหนนี้ อีกฝ่ายไม่ใช่แมนฯ ซิตี้ ยุคเศรษฐีใหม่หรือสามล้อถูกหวย แต่เป็น เรอัล มาดริด ที่สำคัญ เป็น เรอัล มาดริด ภายใต้ชายที่ชื่อ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เปเรซ กลับมาเป็นประธานสโมสร เรอัล มาดริด คำรบสองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2009 และจากนั้น ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมาก เปเรซ เดินหน้านโยบายนี้ทันที ตลอดเดือนมิถุนายนนั้นข่าวของ กาก้า กับ มาดริด มีมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในที่สุด มิลาน ก็ตัดสินใจขายดาวเตะคนเก่งวัย 27 ปี ให้กับ เรอัล มาดริด จนได้ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก 67 ล้านยูโร หรือราว (57-58 ล้านปอนด์) มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในช่วงเวลานั้น กาเอตาโน่ เปาลิลโล่ เอเยนต์ของ กาก้า ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ในภายหลัง "จะบอกความจริงกับคุณนะ กาก้า ไม่เคยอยากย้ายออกจากเอซี มิลานเลย เขาโอเคมากๆ ในมิลาน ทั้งตัวเขาและครอบครัว อย่างไรก็ตาม สโมสรก็ขายเขา และเวลานั้น เรอัล มาดริด คือทางออกที่ยอดเยี่ยม (สำหรับทุกฝ่าย)" "ถ้าทุกอย่างขึ้นอยู่กับ มิลาน ละก็ พวกเขาคงรับข้อเสนอ 100 ล้านยูโรจากแมนฯ ซิตี้ไปแล้ว แต่ กาก้าปฏิเสธที่จะย้ายด้วยไง" อย่างที่บอกว่าในช่วงเวลานั้น การเงินของ มิลาน คือสิ่งที่ต้องคิดคำนึง ฝ่ายฟุตบอล ไม่สามารถมีอำนาจในการตัดสินใจได้ทั้งหมด เพราะสุดท้าย เงินก็มีส่วนสำคัญในการรันสโมสร "(อาเดรียโน่) กัลเลียนี่ (ซีอีโอ มิลาน) ไม่อยากขายเขาเลย แต่นั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาคนเดียว แน่นอน เรอัล มาดริด ยังเป็นเรอัล มาดริดเสมอ เราไม่ได้พูดถึงทีมไหนก็ได้นะ แต่ที่เขาได้รับในสเปน มันก็ไม่ได้มากไปกว่าที่ เอซี มิลาน ให้เขาเลย" "ทุกๆ ปี เรอัล มาดริด จะถามเข้ามาว่าจะขาย กาก้า มั้ย แต่มิลาน ก็ไม่เคยคิดขายเขา และเขาก็พูดเสมอว่าเขาไม่อยากย้ายออกจากเอซี มิลาน นั่นคือแผนงานเดิมอยู่แล้วนะ" " ผมจำได้ว่าหลังเกมสุดท้ายของ มิลาน ในฟลอเรนซ์ ในฤดูกาล 2009 เขาต้องไปเล่นให้ทีมชาติบราซิล เขาเอาไปแค่เป้ใบเดียวเอง เขาบอกผมว่า เราจะมาเจอกันที่สนามบิน มัลเปนซ่า (ในมิลาน) ภายใน 1 เดือน แต่ มิลาน ก็จำใจขายเขาให้ เรอัล มาดริด ตอนเขายังอยู่ที่บราซิล" วันที่ 30 มิถุนายน 2009 กาก้า ก็เปิดตัวในฐานะนักเตะคนใหม่ของ เรอัล มาดริด เขาสลับจากเสื้อแดงดำเบอร์ 22 ของ มิลาน มาสู่เสื้อขาวเบอร์ 8 ที่มาดริด สำหรับ กาก้า แล้ว เขาเข้าใจดีว่าที่มิลาน มันเกิดอะไรขึ้น สโมสร จำเป็นต้องขายเขา เพื่อพยุงการเงิน และตัวเขาเอง หากต้องย้าย อย่างน้อยก็ได้ย้ายมาอยู่กับทีมอย่าง เรอัล มาดริด แม้ว่าหากเลือกได้ เขาคงอยากอยู่ที่ มิลาน ลงเล่นในซาน ชีโร่ ตลอดไป "มิลาน ในตอนนั้น ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะขายใครออกไปเลย พวกเขาจะขายก็ต่อเมื่อนักเตะร้องขอขึ้นบัญชีย้ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งกรณีนั้นมันเคยเกิดขึ้นกับเชฟเชนโก้ ที่ย้ายไปเชลซี" "ส่วนกรณีของผมมันแตกต่างออกไป นี่เป็นครั้งแรกที่สโมสรเปิดประตูให้กับข้อเสนอ ซึ่งมาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้" "เดิมทีผมตัดสินใจอยู่ต่อ แต่เมื่อมิลาน เปิดประตูที่จะขายผม ผมก็เลยต้องขอเงื่อนไขว่า ถ้าผมจะต้องอำลาจากรอสโซเนรี่ ละก็ มันต้องเป็นการเล่นให้ เรอัล มาดริด นั่นคือสโมสรเดียวที่ผมจะยอมย้ายออกจาก มิลาน" "ในตอนปิดฤดูกาล การเจรจาก็เริ่มต้นขึ้น ฟลอเรนติโน่ เปเรซ โทรหา กัลเลียนี่ หลายครั้งเพื่อขอซื้อผม หลังจากมิลาน เปิดประตูการเจรจากับซิตี้ในเดือนมกราคม ทำให้ เรอัล โทรหาพ่อผม ผมตอบตกลง หนักแน่นว่าการไปเล่นให้ เรอัล มาดริด คือความต้องการของผม" "การมาถึง เรอัล มาดริด ของผมมันยอดเยี่ยมมาก ผมเชื่อในการเลือกของตัวเอง ผมได้ค่าจ้างน้อยกว่าที่ผมได้รับที่มิลานด้วยซ้ำ แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ผมจะได้แชมป์น้อยกว่า" "ค่าจ้างมันน้อยกว่าที่ผมจะเลือกย้ายไปแมนเชสเตอร์ (ซิตี้) ด้วยซ้ำ ผมพิจารณาเรื่องเงินนะ แต่มันไม่เคยเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจของผมเลย" สถานการณ์ทำให้ กาก้า ต้องย้าย และหากย้าย ปลายทางเดียวของเขาคือ เรอัล มาดริด เท่านั้น ไม่มีสโมสรอื่น แม้ว่าเงินจะน้อยกว่าที่มิลาน และไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าย้ายไป แมนฯ ซิตี้ เขาจะได้เยอะเพียงใด อายุ 27 ปี มันควรเป็นช่วงพีคสุดในอาชีพ แต่ฟอร์มและผลงานของ กาก้า ในสีเสื้อมาดริด กลับไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด กาก้า ยังมาเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขาต้องพลาดการลงสนามไปหลายเดือนอีกด้วย เขาลงสนามให้ มาดริด ใน ลา ลีกา ไปทั้งหมด 85 นัด ทำได้ 23 ประตู ยิ่งในปี 2010/11 แม้ร่างกายจะไม่เต็มร้อย แต่การทำ 7 ประตูจาก 14 นัดก็ถือว่าสูงมาก ดูจากตัวเลข มันไม่เลวเลยทีเดียว แต่มันไม่น่าพอใจ เพราะนี่คือกาก้า นักเตะที่เซตมาตรฐานของตัวเองไว้สูงเหลือเกิน สภาพร่างกาย สภาพจิตใจ รูปแบบการเล่น และอาจจะมีอีกบางปัจจัย ทำให้ กาก้า ไม่ระเบิดเหมือนอย่างสมัยเล่นให้ มิลาน อีกเลย นี่คือนักเตะที่ไม่ต้องการย้ายออกจากทีม แต่มีความจำเป็นที่จะต้องย้าย กาก้า เป็นเจ้าของสถิติโลกได้เพียง 1 สัปดาห์ เรอัล มาดริด ก็จัดการทุบสถิตินั้นลงทันทีด้วยมือตัวเองอย่างราบคาบ วันที่ 6 กรกฎาคม 2009 พวกเขาก็ประกาศการเซ็นสัญญา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จากแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดีลนี้สุดเซอร์ไพรส์ "

ล่าสุด เจสซี่ ลินการ์ด ตัดสินใจเลือกซบ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ หลังจากเป็นฟรีเอเยนต์ หล่อเลือกได้อยู่พักใหญ่ แทนที่จะเซ็นกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ตัวเต็งตามสายตาใครต่อใคร และ เจสซี่ ก็เคยย้ายไปยืมตัวและประสบความสำเร็จอย่างดีที่นั่น ดูเหมือนว่าค่าจ้างจะเป็นตัวแปรสำคัญเพราะมีรายงานว่า ฟอเรสต์ ยอมจ่ายถึง 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว และเป็นการเซ็นกันแค่สัญญา 1 ปีเท่านั้น การเซ็นสัญญาย้ายตัวแบบเซอร์ไพรส์อย่างนี้ มีให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ในโลกฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นนักเตะดังย้ายไปทีมเล็ก หรือนักเตะไม่ดังมากแต่ดันย้ายไปอยู่ทีมใหญ่ จริงๆ แล้วเวสต์แฮม เคยมีกรณีสุดเซอร์ไพรส์แบบนี้มาแล้ว มันเกิดขึ้นในตลาดหน้าหนาวปี 2009 และคู่ค้าของพวกเขาคือ เรอัล มาดริด ช่วงปลายยุคของ "กาลาคติกอส 1.0" ของ ฟลอเรนติโน่ เปเรส คือกลางยุค 2000s จนลากยาวมาถึงยุคของ ราม่อน กัลเดร่อน คือราวปี 2010 เป็นช่วงที่ต้องถือว่า เรอัล มาดริด ตกต่ำ ไม่ได้ย่ำแย่น่าเกลียด แต่มาตรฐานของ มาดริด มันสูง จนรู้สึกว่าช่วงนั้นพวกเขาไม่แข็งแกร่ง ไม่ดีเหมือนเก่า นักเตะยุคกาลาคติกอส ทยอยอำลาทีมไป บ้างก็ย้ายทีม บ้างก็แขวนสตั๊ด ทำให้อยู่ช่วงขาลง จริงๆ ในปี 2005 พวกเขาก็เคยทำเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้า โธมัส กราเวอเซ่น จากเอฟเวอร์ตัน มาทีนึงแล้ว แต่อย่างน้อย ตอนนั้น กราเวอเซ่น ก็ถือเป็นห้องเครื่องที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับทีมท็อฟฟี่จริงๆ เป็นมิดฟิลด์ที่ใครก็อยากมีไว้ในทีมสักคน เพราะบู๊ ใจสู้ แข็งแกร่ง มีความเป็นผู้นำ และมักโผล่มาทำประตูสำคัญๆ ได้ประปรายอีกต่างหาก หลังจากเซ็น กราเวอเซ่น ผ่านมาได้ 4 ปี เรอัล มาดริด ก็มีส่วนกับดีลน่าตกใจอีกครั้ง เมื่่ออยู่ดีๆ พวกเขาก็ประกาศเซ็นสัญญากับ ฌูเลียง โฟแบร์ นักเตะฝรั่งเศสของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันสุดท้ายของตลาดหน้าหนาว 2009 ฌูเลียง โฟแบร์ คือตัวริมเส้นชาวฝรั่งเศส ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับบอร์กโดซ์ จนกระทั่งโดนเรียกติดทีมชาติฝรั่งเศสเลยทีเดียว วันที่ 16 สิงหาคม 2006 โฟแบร์ ติดทีมชาติฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในเกมเจอบอสเนีย เขาลงเล่นโดยสวมเสื้อเบอร์ 10 ซึ่งเป็นนนักเตะคนแรกที่ใส่เบอร์ 10 ให้ทัพตราไก่ นับจากที่ ซีเนดีน ซีดาน ลงเล่นนัดสุดท้ายไปในนัดชิงฟุตบอลโลก 2006 ที่สำคัญเกมดังกล่าว โฟแบร์ เป็นคนพังประตูชัยในนาทีสุดท้าย ช่วยให้ฝรั่งเศสอุ่นแข้งชนะบอสเนียได้ 2-1 อีกต่างหาก เขาเป็นนักเตะที่ถนัดการเล่นริมเส้นฝั่งขวา แม้ว่าจะเล่นปีกเป็นหลัก แต่ก็สามารถปรับมายืนเป็นวิงแบ็ก หรือฟูลแบ็ก ได้ยามจำเป็น ซัมเมอร์ 2007 โฟแบร์ ก็ได้ย้ายมาเวสต์แฮม ด้วยค่าตัว 6.1 ล้านปอนด์ แต่โชคร้าย เพราะย้ายมาได้ไม่กี่วัน โฟแบร์ ได้รับบาดเจ็บเอ็นฉีก ทำให้ต้องพักยาวหลายเดือน สรุปว่าในฤดูกาลแรกของเขาในอังกฤษคือปี 2007/08 ฌูเลียง โฟแบร์ ลงเล่นให้ทีมขุนค้อนไปเพียง 8 นัดเท่านั้นในทุกรายการ ฤดูกาลต่อมา 2008/09 สิ่งต่างๆ ดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะเขาฟิต ลงสนามได้อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งวันที่ 18 มกราคม 2009 อยู่ดีๆ มีโทรศัพท์จากสเปน ติดต่อเข้ามาหาเขา ระหว่างที่กำลังเตรียมตัว เดินทางไปยังสนามเพื่อลงเตะกับ ฟูแล่ม ในศึกพรีเมียร์ ลีก โทรศัพท์ดังกล่าวบอกว่า มาจาก เรอัล มาดริด และสนใจอยากพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะดึงตัวเขาไปร่วมทีม โฟแบร์ บอกว่า "กูมีเกมสำคัญจะลงเล่นอยู่ อย่ามากวน" แล้วก็ปิดโทรศัพท์ทิ้งไปเลย ปรากฏว่ามันคือเรื่องจริง หลังเกม อีวอง เลอ เม เอเยนต์ของเขาก็ติดต่อเข้ามาและเล่าเหตุการณ์ให้ โฟแบร์ ฟังโดยละเอียด อีวอง เลอ เม ได้รับการติดต่อมาเช่นกัน เขาเลยให้เพื่อนที่สเปน เช็กกับเจ้าหน้าที่ของ เรอัล มาดริด ว่าจริงไหม กลัวโดนล้อเล่น แต่ก็เป็นความจริง เจ้าหน้าที่ของ มาดริด นัดให้ เลอ เม ไปเจอกันที่สนามบินฮีทโธรว์ตอน 7 โมงเช้าในวันรุ่งขึ้น ถ้าถามว่าทำไมทีมอย่าง เรอัล มาดริด ถึงต้องมาดึงตัว ฌูเลียง โฟแบร์ ไปด้วย เอาล่ะ นักเตะก็ไม่ได้ถือว่ากระจอกงอกง่อย เขาก็มีฝีเท้าในระดับหนึ่ง และอย่างที่บอกว่าเคยติดทีมชาติฝรั่งเศส ใส่เบอร์ 10 มาแล้วด้วย ทว่ามาตรฐานของ เรอัล มาดริด ต้องยอมรับว่าสูงกว่ามาตรฐานของ โฟแบร์ ดังนั้นข่าวนี้เลยค่อนข้างเซอร์ไพรส์ คำตอบก็คือว่า ตอนนั้น เรอัล มาดริด เพิ่งปลด แบร์นด์ ชูสเตอร์ ออกไปได้ไม่นาน และดึงเอา ฆวนเด้ รามอส ไปคุมทีมแทน ฆวนเด้ รามอส เคยมาคุมสเปอร์ส และเขาเจอกับ เวสต์แฮม ที่มี โฟแบร์ ลงสนาม 2 นัด ปรากฏว่า โฟแบร์ เล่นได้ดีมากๆ ทำให้ รามอส ประทับใจ เมื่อทีมต้องการเสริมตำแหน่งริมเส้นด้านขวา และไม่ใช่เอาไปเป็นตัวจริง แต่เป็น Squad Player หรือนักเตะในขุมกำลังเชิงลึก การดึงตัว โฟแบร์ ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย ฆวนเด้ รามอส ต้องการ ทาง มาดริด ก็จัดให้ มาดริด ได้เปิดใจกับ อีวอง เลอ เม และ โฟแบร์ ตรงๆ ว่า ตอนแรก เรอัล มาดริด ต้องการได้ตัว อันโตนิโอ วาเลนเซีย ซึ่งตอนนั้นยังอยู่กับวีแกน แต่วีแกน เรียกค่าตัวสูงถึง 25 ล้านปอนด์ (ถ้าทุกวันนี้เทียบราว 70-80 ล้านปอนด์) วาเลนเซีย เคยเล่นในสเปนกับ บียาร์เรอัล มาก่อน การจะไปปรับตัวเข้ากับฟุตบอลลา ลีกา มันไม่ยากเลย แถมยังหนุ่มแน่นและสดมากๆ ในตอนนั้น ก็ด้วยค่าตัวแสนแพงที่ วีแกน ตั้งเอาไว้ ทำให้ มาดริด ต้องถอย มาหาออปชั่นรองอย่าง โฟแบร์ ซึ่ง เวสต์แฮม เองก็พร้อมเจรจา แต่ก็เรียกค่าตัวสูงเช่นกัน เพราะรู้ว่าอีกฝั่งคือ เรอัล มาดริด ต้องยกความดีความชอบให้ อีวอง เลอ เม ที่เจรจาจนดีลนี้เกิดขึ้นได้ทันก่อนเส้นตาย สัญญาที่ตกลงกันได้ก็คือ เรอัล มาดริด จะขอเช่ายืม ฌูเลียง โฟแบร์ ไปจนจบฤดูกาล ด้วยจำนวนเงิน 1.5 ล้านปอนด์ และมีออปชั่นซื้อขาด ด้วยสัญญา 3 ปี หากว่าพอใจกันทั้งสองฝ่าย เมื่อย้ายไปแล้ว มีเรื่องคลาสสิกเยอะมากของ โฟแบร์ ในสีเสื้อชุดขาว ในเกมกับ บียาร์เรอัล เขาเป็นสำรอง มีกล้องจับภาพในแต่ละอริยาบท ทั้งคุยกับคนโน้นคนนี้ แล้วก็นั่งมองเกม ลุกมาวอร์ม ก่อนจะพิงม้านั่งสำรองแล้วหลับไปดื้อๆ มีข่าวที่ในสเปน พาดหัวใหญ่ ฌูเลียง โฟแบร์ โดดซ้อม! ความจริงยิ่งกว่าโดดซ้อม เพราะเขาดันจำวันผิด คิดว่าวันซ้อม เป็นวันหยุด! สรุปแล้ว โฟแบร์ ได้ลงเล่นเพียง 2 เกมเท่านั้นให้กับ เรอัล มาดริด คือลงมาเป็นสำรองในเกมชนะ ราซิ่ง ซานตานเดร์ 1-0 และนัดชนะ แอธเลติก บิลเบา 5-2 จบฤดูกาลนั้น เรอัล มาดริด ก็ไม่ใช้ออปชั่นซื้อขาด ฌูเลียง โฟแบร์ เลยย้ายกลับ เวสต์แฮม เขาอยู่กับทีมขุนค้อนจนจบฤดูกาล 2011/12 ซึ่งทีมตกไปอยู่ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพแล้วในปีนั้น ก่อนจะหมดสัญญาและย้ายไปเล่นให้ เอลาซิกสปอร์ ในตุรกี จากนั้นครึ่งปีก็กลับสู่บ้านเกิดบอร์กโดซ์ ฌูเลียง โฟแบร์ เคยเฉียดมาใกล้ๆ บ้านเราด้วย ในปี 2018 เขาเคยมาเล่นกับสโมสรบอร์เนียว ในลีกอินโดนีเซีย ภาพของ ฌูเลียง โฟแบร์ ตอนเปิดตัวเป็นนักเตะเรอัล มาดริด ที่ยืนรับมอบเสื้อขาวหมายเลข 18 จากตำนานอย่าง อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ ยังเป็นภาพที่หลายคนจำได้ดี เพราะในภาพนั้น ดิ สเตฟาโน่ ขมวดคิ้ว และมองทำนองว่า "ไอ้หมอนี่มันใครกันวะ!?" นั่นเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ยอดโค้ชเจ้ายุโรป "

โชเซ่ มูรินโญ่ เพิ่งโชว์รอยสักล่าสุดอย่างเท่ ที่หัวไหล่ข้างขวา รอยสักของจ่ามู คือรูปโทรฟี่ถ้วยยุโรป รายการเมเจอร์ ทั้้ง 3 รายการที่มีการแข่งขัน ณ เวลานี้ ซึ่งเขาสามารถคว้ามาครองได้ครบทุกรายการ นอกจากนั้นบนถ้วย ยังมีสี ประจำสโมสรที่เขานำได้แชมป์ในแต่ละถ้วยด้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ปอร์โต้ และอินเตอร์ ยูฟ่า คัพ/ยูโรปา ลีก กับ ปอร์โต้ และแมนฯ ยูไนเต็ด ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก กับ โรม่า เป็นรายการล่าสุด โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่โค้ชคนแรกที่นำทีมคว้าแชมป์เมเจอร์ของยูฟ่า ได้ครบทุกรายการ จริงๆ แล้วในยุคก่อน ยังมีแชมป์ราชาบอลถ้วย ที่ถูกยุบไปแล้วนั่นคือ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ อีกรายการ (ยุบไปในปี 1999 ก่อนหน้าที่ มูรินโญ่ จะเริ่มอาชีพโค้ช) ดังนั้น ก็ถือได้ว่า มูรินโญ่ คว้าแชมป์ครบเท่าที่มี โดยเฉพาะเมื่อ คอนเฟอเรนซ์ คือรายการล่าสุดที่ ยูฟ่า บรรจุเข้ามา นั่นเท่ากับว่าก่อนปี 1999 โค้ชที่จะทำสถิตินี้ได้ ต้องคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ/ แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า คัพ และ คัพ วินเนอร์ส คัพ รวม 3 รายการ ในโลกนี้ มีอยู่เพียง 2 คนที่ทำได้ คนแรก อูโด้ ลัทเท็ค ปรมาจารย์ชาวเยอรมัน คนต่อมาคือ โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ตำนานแห่งอิตาลี อูโด้ ลัทเท็ค เป็นโค้ชคนแรกที่นำ บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้สำเร็จ ในปี 1973/74 ต่อมาเขานำ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ได้แชมป์ ยูฟ่า คัพ ในปี 1978/79 ตามด้วยแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1981/82 กับ บาร์เซโลน่า เขาเป็นโค้ชที่ ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ เคารพและสนิทสนมอย่างมาก และยังเป็นเพียงโค้ชไม่กี่คน ที่เคยผ่านการคุมทีม ทั้ง บาเยิร์น และ กลัดบัค สองทีมคู่อริแห่งยุค 70s ซึ่งเขามีส่วนทำให้ทั้งสองทีมประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในตอนนั้น แล้วยังผ่านการคุมทั้ง ดอร์ทมุนด์ กับ ชาลเก้ สองทีมคู่ปรับแห่งถิ่นรัวห์ร อีกด้วย ขณะที่ ลัทเท็ค ได้แชมป์ยุโรป 3 รายการกับ 3 สโมสร โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ กลับทำสถิติตรงข้าม "อิล แทร็ป" ได้ทุกแชมป์เท่าที่มีการแข่งขันในยุโรป และในโลก สำหรับฟุตบอลระดับสโมสร กับยูเวนตุส ต้องบอกว่าสำหรับ ตราปัตโตนี่ ถือเป็นยอดมหาบุคคลของวงการบอลอิตาลี ที่ทุกวันนี้หลายคนอาจลืมเขาไปบ้าง โดยเฉพาะแฟนบอลยุคใหม่ ตราปัตโตนี่ ไม่เพียงประสบความสำเร็จตอนเป็นโค้ช แต่สมัยเป็นนักเตะเขาก็คว้าแชมป์กระจุย ตอนเป็นนักเตะ ตราปัตโตนี่ เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ และตลอดเส้นทางอาชีพ ยิ่งใหญ่กับ เอซี มิลาน เล่นให้ทีมปีศาจแดง-ดำ ถึง 14-15 ปีด้วยกัน เขาได้รับอิทธิพลจากยอดกุนซือของมิลาน ตอนนั้นอย่าง เนเรโอ ร็อคโค่ เพราะช่วยกันพามิลาน คว้าแชมป์ เซเรีย อา 2 สมัย, โคปปา อิตาเลีย 1 สมัย, ยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัย และ คัพ วินเนอร์ส คัพ อีก 1 สมัย พอผันตัวมาเป็นกุนซือ ตราปัตโตนี่ ได้มาคุม เอซี มิลาน ทีมเก่า แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จแบบจับต้องได้ จนกระทั่งมาคุม ยูเวนตุส ในปี 1976-1986 สร้างให้ ยูเว่ เป็นโคตรทีมแห่งอิตาลี เวลานั้น ตลอด 10 ปีที่ ตราปัตโตนี่ คุมทีมม้าลาย พวกเขาได้แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 6 สมัย โคปปา อิตาเลีย 2 สมัย ที่สำคัญในยุโรป ได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ในปี 1984/85, คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1983/84 และ ยูฟ่า คัพ ในปี 1976/77 (กลับมาคุม ยูเว่ หนสอง ได้ ยูฟ่า คัพ อีกครั้งในปี 1992/93) แถมยังได้ทั้ง ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1984 และ อินเตอร์คอนทิเนนทั่ล คัพ 1985 เป็นของแถมอีกต่างหากด้วย ช่วงยุค 70-90s เป็นยุคทองของ "อิล แทร็ป" ตอนขยับมาคุม อินเตอร์ มิลาน ก็อุตส่าห์ได้แชมป์กัลโช่ 1 สมัย กับ ยูฟ่า คัพ อีก 1 สมัย (1990/91) ต่อมาไปคุม บาเยิร์น มิวนิค ก็ได้แชมป์ บุนเดสลีกา และ เดเอฟเบ โพคาล อีกอย่างละรายการ ส่วนลีกรองๆ ก็เคยไปคุม เบนฟิก้า และเร้ด บุลล์ ซัลซบวร์ก คว้าแชมป์ลีกมาครองได้เช่นกัน หากจะมีรอยด่างพร้อยอยู่บ้างคือตอนคุมทีมชาติอิตาลี ผลงานของทัพอัซซูรี่ ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2002 และยูโร 2004 จบลงไม่สวยเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ถือเป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จในเวทียุโรปมากที่สุด ทั้งในฐานะนักเตะและโค้ช เอาแค่สมัยเป็นโค้ช คุมทีม รวมแล้วเขาได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ (ชปล.) 1 สมัย, ยูฟ่า คัพ 3 สมัย, คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย บวกโบนัส ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ อีก 1 สมัยด้วย เรียกได้ว่าถ้าเอามาตรฐานรอยสักของ โชเซ่ มูรินโญ่ มาวัด โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ สามารถสัก โดยมีสี ขาว-ดำ ของ ยูเวนตุส ใส่ไว้บนถ้วยทุกรายการได้เลย เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อปีร์โล่ชนะ แต่มิลานแพ้ "

การตัดสินใจปล่อยนักเตะออกจากทีม บางครั้งก็ทำให้สโมสรรู้สึกเสียใจและเสียดายที่ตัดสินใจผิดพลาด เอซี มิลาน คงรู้สึกแบบเดียวกันกับ อันเดรีย ปีร์โล่ หนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดของวงการ กองกลางฝีเท้าและมันสมองระดับโลก บวกความนิ่งและเยือกเย็นในสถานการณ์กดดัน เราหานักเตะที่มีทุกอย่างครบแบบนี้ไม่ได้ง่ายๆ มิลาน คว้าเด็กหนุ่มวัย 22 ปี มาจาก อินเตอร์ อริร่วมเมืองในปี 2001 นั่น อินเตอร์ อาจเป็นทีมแรกที่คิดผิดในการปล่อยปีร์โล่ เดิมที เขาเป็นหน้าต่ำ เป็นเพลย์เมกเกอร์หมายเลข 10 เป็นตัวเทพในทีมชาติอิตาลีชุดเล็กเลย แต่เมื่อมาเล่นฟุตบอลในระดับสโมสรจริงๆ จังๆ ผลงานเขากลับไม่เปรี้ยงปร้าง กระทั่งตอนที่ย้ายกลับไปเบรสชา สโมสรแรกของเขาแบบยืมตัว ก็ได้บรมครู ยอดเทรนเนอร์จอมเก๋า คาร์โล มัซโซเน่ ปรับให้ ปีร์โล่ ลงต่ำมาเล่นเป็นตัวโฮลด์บอล ทำเกมจากแนวลึกหรือ Deep lying playmaker เหมือนควอเตอร์แบ็กของอเมริกันฟุตบอล มันกลายเป็นบทบาทและตำแหน่งที่เหมาะกับ ปีร์โล่ ที่สุด ปีร์โล่ ใช้เวลาไม่นานก็เฉิดฉายในสีเสื้อมิลาน กลายเป็นกลจักรสำคัญในทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ถึง 2 สมัย และสคูเด็ตโต้ 1 สมัย ช่วงรอยต่อยุค 2000s เป็นต้นมา กัลโช่ ไม่ได้ถูกกินรวบ มีทั้ง ยูเว่, มิลาน, ลาซิโอ, โรม่า ไปจนถึง อินเตอร์ ที่ผลัดกันขึ้นมาครองแชมป์ ยูเว่ ยังดูดีที่สุดในลีกก็จริง แต่พวกเขามาโดนคดีกัลโช่ โปลี ทำให้แชมป์ของพวกเขาในปี 2004/05 โดนริบ แถมด้วยโดนปรับตกชั้น จากนั้นมามันเลยกลายเป็นยุคของ อินเตอร์ มิลาน ที่ผงาดขึ้นมาแทน เท่ากับว่าหนสุดท้ายที่ ยูเว่ ได้แชมป์คือปี 2002/03 โน่นเลย พวกเขาไต่กลับขึ้นมาจากเซเรีย บี และเริ่มต้นสร้างทีมสู่ความสำเร็จกันใหม่ แม้จะมีตัวหลักหลายคนยังไม่ทิ้งทีมก็ตาม ด้าน เอซี มิลาน นั้นพวกเขามักทำได้ดีในการเล่นฟุตบอลยุโรปในยุคของ อันเช่ แต่ยังขาดความสม่ำเสมอ ในเกมลีกอยู่บ้าง ต่อมาในปี 2010/11 มิลาน ก็ได้โค้ชไฟแรงวัย 43 ปีที่ชื่อ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี เข้ามาคุมทีม แม้ว่า อัลเลกรี จะยังใช้งาน ปีร์โล่ เป็นกำลังหลักในแดนกลาง แต่ในครึ่งหลังของฤดูกาล ปีร์โล่ มีอาการบาดเจ็บ ทำให้ต้องพักยาวไปเกือบ 4 เดือน มิลาน ที่ไม่มีเขา ยังหาทางทำผลงานได้ดี อัลเลกรี ใช้งาน มาร์ค ฟาน บอมเมล, กัตตูโซ่, เซดอร์ฟ เป็นหลัก ผลัดกันกับพวก อเล็กซานเดอร์ แมร์เคล และ เควิน พรินซ์ บัวเต็ง ปีร์โล่ คัมแบ็กมาตอนปลายซีซั่น แต่ก็ไม่ได้ลงเล่นแบบจริงๆ จังๆ อีก และฤดูกาลนั้น เอซี มิลาน ของอัลเลกรี ผงาดคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ได้สำเร็จ เป็นการคว้าสคูเด็ตโต้หนแรกของ มิลาน ในรอบ 7 ปี นั่นทำให้ อัลเลกรี ได้รับเครดิตอย่างมาก จบฤดูกาล ซัมเมอร์ 2011 มาถึง อันเดรีย ปีร์โล่ สัญญาหมดลงพอดี และเขาเลือกที่จะแยกทางกับมิลาน หลังจากเล่นใน ซาน ชีโร่ มานานถึง 10 ปีเต็ม หลายคนมองว่า ปีร์โล่ แก่เกินไปแล้ว อายุ 32 ปี และเจ็บหนัก ร่างกายอาจไม่เหมือนเดิม ปลายทางของ ปีร์โล่ คือยูเวนตุส ซึ่งขณะนั้นถือเป็นทีมที่กำลังขึ้น และพวกเขาตกลงคว้าเอาโค้ชวัย 42 ปี นามว่า อันโตนิโอ คอนเต้ เข้ามาคุมทีม จานลุยจิ บุฟฟ่อน ซึ่งสนิทสนมกันมาเป็นอย่างดีในนามทีมชาติ เผยว่าเขาตื่นเต้นสุดๆ ที่ ยูเว่ ได้ตัว ปีร์โล่ มาร่วมทีม "ตอนที่ อันเดรีย บอกผมว่าเขาจะมาร่วมทีมเรา สิ่งที่แรกที่ผมคิดว่า 'พระเจ้าทรงมีอยู่จริง' นักเตะระดับเขาและฝีเท้าระดับเขาเนี่ย นี่ยังไม่ต้องพูดว่าย้ายมาฟรีๆ อีกนะ ผมว่ามันเป็นการเซ็นสัญญาแห่งศตวรรษเลยหละ" ภายใต้การคุมทีมของ คอนเต้ ที่ได้ ปีร์โล่ เข้ามาเป็นหัวใจในแดนกลาง ยูเว่ ก็บินสูงทันที ปีร์โล่ ได้เล่นในบทบาทที่ถนัด คือเป็นคนบัญชาเกมจากแนวลึก ที่สำคัญ เขาฟิตเปรี้ยะ ไม่มีวี่แววของอาการเจ็บยาวจากซีซั่นที่แล้วอยู่เลย เขาได้ผู้ช่วยหนุ่มพลังสูงมาคอยทำงานเคียงข้างอย่าง เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ และ อาร์ตูโร่ วิดาล นั่นทำให้เกมของ ปีร์โล่ ยิ่งเปล่งประกายสุดขีด ยูเวนตุส ที่มีปีร์โล่ ในวัย 32-33 ปี บัญชาทัพ ไม่แพ้ใครเลยในกัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาลนั้น และยูเวนตุส คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ เป็นสคูเด็ตโต้แรกของ ยูเว่ ในรอบ 9 ปี และนับแต่นั้น ยูเว่ ก็กลับมาผงาด กลายเป็นทีมที่ผูกขาดความสำเร็จในอิตาลี 9 ปีติดต่อกันเลยทีเดียว ยังมีข้อสงสัยสำหรับแฟนบอลในตอนนั้นว่าเหตุใด มิลาน ถึงเลือกปล่อย ปีร์โล่ และทำไม ปีร์โล่ ถึงย้ายจากมิลาน ปีร์โล่ เล่าว่า มิลาน นั้นเสนอสัญญาให้เขา 1 ปี แต่เขาต้องการ 3 ปี ทว่าที่มันสำคัญกว่านั้นคือ อัลเลกรี ต้องการใช้งาน ฟาน บอมเมล กับ มัสซิโม่ อัมโบรซินี่ ยืนอยู่หน้าแผงหลัง แทนที่เขา นั่นหมายความว่าเขาต้องเปลี่ยนตำแหน่งการเล่น เขารู้ดีหลังการพูดคุยว่า เขาจะกลายเป็นนักเตะที่ไม่มีประโยชน์สำหรับมิลานอีกแล้ว นั่นทำให้เขาตัดสินใจอำลา เขาบอกว่าในการตัดสินใจของเขา เขาต้องการย้ายไปเพื่อคว้าชัยชนะ คว้าแชมป์เสมอ และเขาเล็งเห็นถึงอนาคตของยูเว่ ในที่สุด มันก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ขณะที่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ก็บอกในภายหลังว่า ตัวเขากับ ปีร์โล่ ไม่ได้ขัดแย้งทะเลาะอะไรกันเลย เพียงแต่เมื่อ ปีร์โล่ เจ็บยาว ทำให้เขาต้องปรับเปลี่ยนแท็คติกและแผนการเล่นด้วย และเมื่อมันได้ผล เขาก็ต้องเดินหน้าต่อ ความคลาสสิกคือ ในซัมเมอร์ปี 2014 อันโตนิโอ คอนเต้ อำลา ยูเว่ เพื่อไปคุมทีมชาติอิตาลี ยูเวนตุส ก็ไปคว้าเอา มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี นี่แหละมาคุมทีมแทน อัลเลกรี ที่เคยมีแผนจะหั่นปีร์โล่ ออกจากทีม ปรับออกจากการเล่นในตำแหน่งถนัด กลับมาใช้งานปีร์โล่ ในสไตล์เดิมอีกครั้ง ปี 2014 แม้ร่างกายปีร์โล่ จะโรยลงไป แต่ อัลเลกรี ก็หาทางดึงเอาศักยภาพของเขาออกมาได้มากที่สุด ยูเว่ ของ อัลเลกรี เล่นในระบบ 4-4-2 แบบไดมอนด์ โดยให้ ปีร์โล่ ยืนต่ำสุดบัญชาเกม ขนาบข้างด้วย มาร์คิซิโอ และ ปอล ป็อกบา โดยมี อาร์ตูโร่ วิดาล ยืนสูงคอยทะลุทะลวงอีกคน นั่นทำให้แผงกองกลางของยูเว่ แข็งแกร่งและสมดุลสุดๆ ทีมม้าลายจบด้วยการคว้าแชมป์กัลโช่ ทั้งฤดูกาลแพ้แค่ 3 นัดเท่านั้น พวกเขายังเอาชนะลาซิโอ ได้แชมป์ โคปปา อิตาเลีย มานอนกอดอีกรายการ น่าเสียดายที่ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาไปไม่ถึงดวงดาว ทั้งที่เอาชนะ เรอัล มาดริด แชมป์เก่ามาได้ในรอบรองชนะเลิศ ปีร์โล่ พลาดแชมป์สำคัญรายการเดียวกับยูเว่ คือ ชปล. เพราะปีนั้น พวกเขาแพ้ให้กับบาร์เซโลน่า ยุค MSN ของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ไป 1-3 4 ปีกับ ยูเว่ อันเดรีย ปีร์โล่ คว้าแชมป์ลีกมาครองได้ทุกปี ก่อนที่จะอำลาทีมไปเล่นทิ้งทวนที่สหรัฐอเมริกากับ นิว ยอร์ค ซิตี้ เอฟซี ส่วน เอซี มิลาน กลับตรงกันข้าม หลังจาก ปีร์โล่ อำลาไป พวกเขาก็ล้มลุกคลุกคลาน เปลี่ยนทั้งนักเตะ ทั้งโค้ช และเจ้าของสโมสร จนมาตั้งหลักได้ในปีสองปีมานี้ และเพิ่งกลับมาเป็นแชมป์ได้อีกครั้งเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาต้องรอแชมป์นี้นานถึง 11 ปีทีเดียว เพราะหนสุดท้ายที่ มิลาน ได้แชมป์ก็คือปี 2010/11 ที่ยังมี อันเดรีย ปีร์โล่ อยู่ในทีมนั่นเอง ร่วมติดตามคลิปฝีเท้าของ อันเดรีย ปิร์โล่ กันได้เลย :: http://ow.ly/faLQ30soglz เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" โบโบ้ วิเอรี่ กระทิงจอมพเนจร "

ยุคนี้ หนึ่งในตำแหน่งที่เป็นแรร์ไอเท็ม หายาก เพราะไม่ค่อยมีผลิตขึ้นมาก็คือพวกกองหน้าหมายเลข 9 เพชฌฆาตจอมปิดบัญชี ด้วยสไตล์การเล่นของฟุตบอลที่เปลี่ยนไป กองหน้าที่โดดเด่นแค่เรื่องยิงประตูอย่างเดียว อาจไม่สามารถแจ้งเกิดได้ โดยเฉพาะกับทีมใหญ่ๆ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักเตะในทุกๆ ตำแหน่งทั้งเกมรุกเกมรับ อิตาลี เป็นอีกชาติที่ยกระดับของการเล่นขึ้นมาภายใต้ โรแบร์โต้ มันชินี่ แต่ก็ขาดตำแหน่ง "เบอร์ 9" กองหน้าระดับดาวยิงแท้จริง ในการฉกฉวยโอกาสที่สร้างมาได้ ชื่อของ ชิโร่ อิมโมบิเล่ และ อันเดรีย เบล็อตติ ไม่ใช่คำตอบยามรับใช้ชาติ ผิดกับยุคหนึ่งที่อิตาลี มีกองหน้าตัวจบสกอร์เก่งๆ มากมาย เปาโล รอสซี่, จานลูก้า วิอัลลี่, ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่, ปิแอร์ลุยจิ การิซากี้, ฟิลิปโป้ อินซากี้ และที่ต้องพูดถึงก็คือ คริสเตียน วิเอรี่ จริงๆ แล้วด้วยความสามารถทั้งทางพันธุกรรม และฝีเท้าของเขา "โบโบ้" ควรเป็นกองหน้าตัวจบสกอร์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์อิตาลีได้เลย เขามีรูปร่างที่ไม่ถึงสูงมาก (185 ซม.) แต่แข็งแรง ไว เล่นลูกกลางอากาศดีมาก จบสกอร์คม ถนัดซ้าย และที่สำคัญ เขาเป็นกองหน้าตัวเป้าที่มีทักษะ และเสต็ปเท้าที่ดี ผิดกับบทบาทและลักษณะภายนอกของเขา วิเอรี่ เกิดที่โบโลนญ่า โดยมีคุณพ่อเป็นนักเตะอาชีพนาม โรแบร์โต้ วิเอรี่ เล่นให้โบโลนญ่า จากนั้นในปี 1977 ตอนที่ โบโบ้ อายุ 4 ขวบพ่อของเขาย้ายไปเล่นในซิดนี่ย์, ออสเตรเลีย ทำให้ครอบครัวต้องโยกย้ายตามไปด้วย ตอนอยู่ที่ออสเตรเลีย เขาเล่นทั้งฟุตบอล และคริกเก็ต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ วิเอรี่ ฝันว่าอยากเล่นเป็นอาชีพ จนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังเป็นแฟนคริกเก็ต ในปี 1988 คริสเตียน วิเอรี่ ในวัย 14-15 ปี ก็ย้ายกลับอิตาลี และเริ่มเอาดีด้านการเป็นนักเตะแบบเต็มตัว เขาเล่นให้ทีมเยาวชนปราโต้ ก่อนย้ายไปอยู่ โตริโน่ ในปี 1990 ขณะอายุ 17 ปี คริสเตียน วิเอรี่ เล่นให้ชุดใหญ่โตริโน่ แค่ปีเดียว ก็ย้ายสู่ ปิซ่า และ ราเวนน่า ในเซเรีย บี ซึ่งตอนเล่นให้ราเวนน่า นี่เองที่เขาเริ่มเป็นตัวหลักและยิงไป 12 ประตูจาก 32 นัด ด้วยวัย 20 ปี มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเขาในฐานะ "ดาวยิงจอมเพนจร" นับจากนั้น ปี 1994 เล่นให้เวเนเซีย ทำไป 11 ประตูจาก 29 นัดในปีนั้น และปีต่อมา 1995/96 ก็ได้มาเล่นในกัลโช่ เซเรีย อา เป็นครั้งแรก เมื่อ อตาลันต้า คว้ามาร่วมทีม ผลงาน 9 ประตูจาก 21 นัดกับอตาลันต้า ทำให้ในปีต่อมา ยูเวนตุส จ่ายถึง 2.5 ล้านยูโร เซ็นสัญญา โบโบ้ ไปร่วมทีม ปี 1996/97 เขาไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวหลัก เพราะยูเว่ ขณะนั้นคือจุดสูงสุดของฟุตบอลอิตาลี มีนักเตะเก่งๆ มากมายในทีม ในแผนกกองหน้า นอกจาก อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ "เด็กทองคำ" แล้ว ยังมี อเลน บ็อคซิช, นิโกล่า อโมรูโซ่ และ มิเคเล่ ปาโดวาโน่ ซึ่งเป็นตัวประสบการณ์ ช่วงครึ่งหลังของซีซั่นนั่นเอง บ็อคซิช และ เดล ปิเอโร่ ได้รับบาดเจ็บทำให้ วิเอรี่ ได้ลงสนามต่อเนืองและฉายแวว เขายิง 10ประตูใน 16 นัดทุกรายการช่วงนั้น โดยเฉพาะการทำประตูในเกมรอบรองชนะเลิศ ชปล. กับ อาแจ็กซ์ ได้ทั้งเหย้า-เยือน ช่วยให้ยูเว่ ได้ผ่านเข้าไปป้องกันแชมป์ ชปล. วิเอรี่ ยังทำ 2 ประตูให้ ยูเว่ ถล่ม เอซี มิลาน 6-1 ในเกมที่เขาเล่นงานกองหลังจอมเก๋าระดับตำนานอย่าง ฟรังโก้ บาเรซี่ จนหมดสภาพ ด้วยสเต็ปเท้า ความไว ความเฉียมคม และความแข็งแรงดุดัน ฟอร์มของเขาทำให้ "ลา เรปูลิก้า" ตั้งฉายาเขาว่า "กระทิงหนุ่มผู้เริงระบำดุจผีเสื้อ" สำหรับ ยูเวนตุส ในขณะนี้ คริสเตียน วิเอรี่ ไม่มีไว้ขายอย่างแน่นอน ทว่าซัมเมอร์ 1997 ก็มาถึงทางแยกสำคัญอีกครั้ง โบโบ้ อายุ 24 ปี เล่นฟุตบอลอาชีพมาแล้ว 6 สโมสร เขาไม่เคยเล่นที่ไหนนานเกินกว่า 1 ฤดูกาลเลย แอตเลติโก้ มาดริด ทีมที่เพิ่งจบอันดับ 5 ใน ลา ลีกา ก็อาจหาญเข้ามาติดต่อขอซื้อ วิเอรี่ ตอนแรกพวกเขายื่นข้อเสนอ 9 ล้านปอนด์ แล้วจึงตามด้วย 12.5 ล้านปอนด์ ซึ่งในเวลานั้นนับว่าสูงมากๆ (สถิติโลกปี 1997 คือ โรนัลโด้ R9 ย้ายจากบาร์ซ่าไปอินเตอร์ 19.5 ล้านปอนด์) เวลาเดียวกันนั้นเอง ยูเว่ ก็เซ็นเอา ฟิลิปโป้ อินซากี้ เข้ามา เพื่อแทนที่ บ็อคซิช ที่ย้ายกลับลาซิโอ แต่พวกเขายังมี นิโกล่า อโมรูโซ่ ไว้เป็นสำรอง ถึงตรงนี้ ยูเว่ มองว่า ข้อเสนอมันยั่วยวน ดังนั้นให้ วิเอรี่ ตัดสินใจเองว่าจะอยู่หรือไป ปัญหาตอนนั้นคือ ยูเว่ บอกว่าพวกเขาให้ค่าจ้างวิเอรี่ ได้ไม่เกินปีละ 2 พันล้านลีร์ (สกุลเงินอิตาลี) ซึ่งเทียบได้ราวปีละ 1,200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ แอตเลติโก้ มาดริด ให้ได้ถึง 3.5 พันล้านลีร์ (ราว 2,200,000 ดอลลาร์) เมื่อเจอข้อเสนอที่แตกต่างกันแบบนี้ วิเอรี่ ตัดสินใจย้ายไปสเปนทันที เขาสารภาพในภายหลังว่า ตอนนั้นการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของเงินล้วนๆ เขาไม่ได้ไม่พอใจอะไรแอตเลติโก้ ที่นั่นมีความสุขมากๆ สำหรับเขา แต่หากย้อนเวลาไปได้ เขาจะไม่ย้ายออกจากตูริน เขาจะอยู่กับยูเวนตุส ต่อไป ทว่าเวลาย้อนกลับไม่ได้ ในสีเสื้อตราหมี วิเอรี่ ระเบิดฟอร์มเป็นขวัญใจแฟนบอลได้ทันที 10 นัดแรกในทุกรายการ เขาทำไปถึง 12 ประตู แต่แล้ว สิ่งที่จะทำให้อาชีพของเขาต้องเจอกับอุปสรรคไปตลอดกาล ก็มาถึง นั่นคืออาการเจ็บ ในเดือนพฤศจิกายน วิเอรี่ เจ็บพักไปกว่าเดือน หายกลับมา เขาก็กลับมายิง แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 1998 จูนินโญ่ เปาลิสต้า เพลย์เมกเกอร์ร่างเล็ก คนที่สนับสนุนเกมรุกได้ดีที่สุดของเขา ก็มาโดน มิเชล ซัลกาโด้ ซึ่งตอนนั้นยังเล่นให้ เซลต้า บีโก้ อัดจนเจ็บยาวพัก 6 เดือน แม้ว่า วิเอรี่ จะยังยิงประตูได้ แต่เมื่อขาดคนทำเกมชั้นดี ฟอร์มของตราหมีก็เริ่มไม่นิ่ง บวกกับเกมรับที่ไม่ได้เป็นจุดแข็งอยู่แล้ว ตราหมีเลยจบแค่อันดับ 7 ในลีก และแพ้ให้กับ ลาซิโอ ในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ อย่างไรก็ตามผลงานของ วิเอรี่ ก็ยังยอดเยี่ยม 24 ประตูจาก 24 นัดในลา ลีกา และ 29 ประตูจาก 32 นัดทุกรายการ เขาคว้ารางวัลดาวยิงลีก หรือ ปิชิชี่ โทรฟี่ มาครองได้ด้วย จบฤดูกาลนั้น วิเอรี่ ก็ฉายแสงในสีเสื้ออิตาลี ในฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 เมื่อทำไป 5 ประตู วิเอรี่ ตัดสินใจย้ายกลับอิตาลี อีกครั้ง หนนี้มาจอย ลาซิโอ ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาตอนนั้น ทีมอินทรีกรุงโรม ทุ่มเงิน 17.5 ล้านปอนด์ คว้าตัวเขามาจากทีมตราหมี เพื่อลงเล่นในฤดูกาล 1998/99 7 สโมสร ใน 7 ปี ตั้งแต่ขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพแบบเต็มตัว มันคือการเดินทางอีกครั้ง ผลงานของ วิเอรี่ กับลาซิโอ ถือว่าไม่เลวเลย แต่อาการเจ็บทำให้เขาเล่นได้แค่ 22 นัดในกัลโช่ อย่างไรก็ตามในปี 1999 ประธานมัสซิโม่ โมรัตติ ของอินเตอร์ มิลาน ก็ตัดสินใจทุ่มเงินเป็นสถิติโลก 32 ล้านปอนด์เพื่อดึงตัว โบโบ้ จากลาซิโอ มาอยู่กับทีมงูใหญ่ อินเตอร์ เป็นสโมสรเดียวแบบจริงๆ จังๆ ที่เขาเล่นให้เกิน 1 ฤดูกาล เพราะเขาเล่นให้กับทีมงูใหญ่นานถึง 6 ปีด้วยกัน ทั้งที่ร่างกายเจอกับอาการบาดเจ็บรบกวนตลอดเส้นทางเหล่านี้ แต่ 6 ปีกับอินเตอร์ โบโบ้ ก็ทำไปถึง 103 ประตูในกัลโช่ จากการลงเล่นเพียง 143 นัด เรียกว่าเมื่อไหร่เขาฟิตลงสนาม แฟนบอลสามารถคาดหวังประตูจากเขาได้เสมอ น่าเสียดายที่หลังจากนั้นในปี 2005 โบโบ้ เกิดเจ็บหนักอีกครั้ง และมันมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพลาดการเป็นหนึ่งในขุนพลอัซซูร์รี่ ของ มาร์เชโล่ ลิปปี้ ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ท้ายที่สุด อิตาลี คว้าแชมป์โลกมาครองได้ด้วย แม้จะมีไลฟ์สไตล์ที่หวือหวา โดนมองว่าเจ้าชู้ และชื่นชอบการเที่ยว แต่เมื่อทำหน้าที่นักฟุตบอล วิเอรี่ เอาจริงเอาจัง ทุ่มเท 120% ทุกนัดถ้าได้ลงสนาม โดยเฉพาะยามรับใช้ชาติ โบโบ้ ไม่เคยยอมให้เพื่อนร่วมทีมคนไหนทุ่มน้อยกว่า 100% เพราะตัวเขาเองก็พร้อมแลกเลือดเพื่อตราที่หน้าอกเสื้อได้เสมอ อาการบาดเจ็บในช่วงเวลานั้น กับอายุที่เริ่มมากขึ้น ทำให้ คริสเตียน วิเอรี่ เริ่มถึงคราวโรยราอย่างแท้จริง แม้จะย้ายไปมิลาน, โมนาโก กลับไปที่ อตาลันต้า ก็แทบไม่ได้ลงเล่น มีเพียงปี 2007/08 ด้วยวัย 34 ปีที่ โบโบ้ ลงเล่นให้ ฟิออเรนติน่า มากถึง 26 นัด แต่สภาพเขาไม่เหมือนเดิมแล้ว เขายิงได้แค่ 6 ประตูเท่านั้น วิเอรี่ กลับมาแขวนสตั๊ดกับ อตาลันต้า ในปี 2008/09 ในปีสุดท้ายลงเล่น 9 นัดทำ 2 ประตู เป็นการปิดฉากอาชีพการค้าแข้งของเขาลง ตลอดเส้นทางอาชีพ คริสเตียน วิเอรี่ คว้าแชมป์รวมกันเพียงแค่ 7 รายการ สำหรับนักเตะทั่วไป มันก็ถือว่าเยอะมากแล้ว แต่สำหรับ คริสเตียน วิเอรี่ และคุณภาพฝีเท้าอย่างเขา มันน้อยเกินไปจริงๆ หากไม่ใช่เรื่องของอาการเจ็บที่มักเข้ามารบกวนเขาแทบทุกปี และการตัดสินใจย้ายทีมแทบทุกปี คริสเตียน วิเอรี่ จะยิ่งใหญ่กว่านี้มาก เพราะหากว่ากันที่ฝีเท้าและพรสวรรค์ รวมถึงความทุ่มเทแล้ว เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่อิตาลี เคยมีมาเลยทีเดียว รับชมคลิปของ "โบโบ้" กันได้เลยที่ :: http://ow.ly/oMQ730sobG6 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" บาร์ซ่า-มิลาน กับ 3Rบราซิล "

เมื่อเอ่ยถึง 3 ประสานแนวรุกในโลกฟุตบอล เรามักพูดถึง MSN - เมสซี่, ซัวเรซ, เนย์มาร์ ของบาร์เซโลน่า กับ BBC - เบนเซม่า, เบล, คริสเตียโน่ ของ เรอัล มาดริด ถ้าในอังกฤษช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็ต้องเป็น ซาลาห์, ฟีร์มิโน่, มาเน่ ของลิเวอร์พูล ย้อนอีกนิดก็คือ โด้-เตฟ-รูน ของแมนฯ ยูไนเต็ด ช่วงปี 2007-2009 อย่างไรก็ตามสามประสานที่ถูกยกย่องว่าเจ๋งจริง แต่ได้เล่นด้วยกันไม่เยอะ เพราะมีแค่โอกาสในเกมทีมชาติเท่านั้น นั่นก็คือ 3R หรือ ทริปเปิ้ล อาร์ ของทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลก 2002 โรนัลโด้, ริวัลโด้ และ โรนัลดินโญ่ สามคนนี้ไม่เพียงแค่เล่นร่วมกันแล้วเก่ง แต่ฝีเท้ารายตัวก็โคตรจะเก่ง ทั้งสามคน ต่างคว้าบัลลง ดอร์ มาครองได้ทุกคน (โรนัลโด้ ได้ 2 ครั้ง) ทักษะฟุตบอลไม่ต้องพูดถึง ความเก่งแต่ละคนในช่วงพีค สามารถแบกทีมได้เลย ริวัลโด้ อายุเยอะที่สุด เกิดปี 1972 ตามมาด้วย โรนัลโด้ ปี 1976 และ โรนัลดินโญ่ อ่อนสุดคือปี 1980 ในโลกนี้ มีเพียง 2 สโมสรที่มีโอกาสได้ใช้งานทั้ง 3R ครบทุกคน นั่นก็คือบาร์เซโลน่า และ เอซี มิลาน อาจจะเรียกได้ว่าเป็น 2 สโมสรที่โชคดีสุดๆ? เราต้องมาดูกัน แม้จะอายุน้อยกว่า แต่ โรนัลโด้ เป็นคนแรกใน 3R ที่เล่นให้กับบาร์เซโลน่า R9 ย้ายมาจากพีเอสวี สู่รังคัมป์ นู ในปี 1996 ด้วยวัยเพียง 20 ปี และอยู่ในช่วงพีคสุดในอาชีพการค้าแข้ง โรนัลโด้ ทำไป 47 ประตูจาก 49 นัดในทุกรายการให้กับบาร์ซ่า ในปี 1996/97 เขาพาทีมเป็นแชมป์โกปา เดล เรย์ กับ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ แต่จบอันดับ 2 ในลีก เพราะช่วง 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาล เขาต้องไปเล่นให้ทีมชาติบราซิลใน ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ และ โกปา อเมริกา! น่าเสียดายที่อยู่กับบาร์ซ่าแค่ปีเดียว เขาก็ย้ายไปอินเตอร์ มิลาน แต่ผลงานปีเดียวนั้นก็ทำให้ โรนัลโด้ คว้าบัลลง ดอร์ มาครองได้ทันที เป็นสถิตินักเตะอายุน้อยสุดที่ได้รางวัลบอลทองด้วย โรนัลโด้ มาดังจัดๆ ลงเล่นโดยไม่เจ็บอีกทีคือกับ เรอัล มาดริด และจากนั้นเองถึงได้ย้ายมา เอซี มิลาน ในตอนต้นปี 2007 ขณะที่เขาอายุ 30 ปีแล้ว R9 ในสีเสื้อมิลาน สภาพเพียง 60-70% และมีอาการเจ็บรบกวน แต่ก็ยังทำได้ถึง 7 ประตูจากการลงเล่น 14 นัด ในปีแรกกับทีม จากนั้นถึงได้ย้ายกลับบราซิล ไปอยู่กับโครินเธียนส์ ในปี 2009 เรียกว่า โรนัลโด้ กับมิลาน แทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก แม้ว่า มิลาน ปี 2007 จะได้แชมป์ ชปล. แต่ โรนัลโด้ ไม่ได้ลงชื่อในทีม เพราะติดคัพ ไท จากตอนที่เล่นให้ มาดริด ในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกมาแล้ว เขาเลยไม่ได้มีส่วนร่วมและไม่ได้ชื่อว่าเป็นแชมป์ยุโรปกับทีม ย้อนไปในปี 1997 เมื่อ โรนัลโด้ ย้ายจากบาร์เซโลน่าไปยังอินเตอร์ มิลาน ก็ทำให้ทีมเจ้าบุญทุ่ม ในยุคที่ยังเป็นเจ้าบุญทุ่มจริงๆ จัดการควักเงิน 4 พันล้านเปเซต้า (หน่วยเงินสเปน ก่อนรวมเป็นยูโร) หรือราว 23.5 ล้านยูโร ดึงตัว ริวัลโด้ มาจาก ลา กอรุนญ่า ริวัลโด้ ดังในสเปนกับ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า ก่อน แต่มาเปรี้ยงปร้างก็เมื่อย้ายมาเล่นกับบาร์ซ่านี่แหละ เขาผ่านการทำงานร่วมกับกุนซือดัตช์ที่ไม่ชอบนักเตะบราซิลอย่าง หลุยส์ ฟาน กาล ที่นี่ แต่ยังไงก็ตาม ฝีเท้าของ ริวัลโด้ ก็ทำให้เขากลายเป็นพระเอกของทีมได้ตลอด 5 ปีที่เล่นกับบาร์ซ่า รวมแล้ว ริวัลโด้ ยิงไป 129 ประตู จาก 235 นัดให้กับบาร์เซโลน่า ทั้งที่ไม่ใช่กองหน้าตัวเป้า เขาเป็นหน้าต่ำหรือยืนด้านข้างเป็นหลัก แน่นอน เขามีจำนวนแอสซิสต์อีกมากมาย ที่สำคัญ ประตูของริวัลโด้ เปี่ยมด้วยความสวยงามหวือหวา เท้าซ้ายของเขาฉมังขั้นสุดจริงๆ ฟรีคิก ยิงนอกกรอบในกรอบ หรือตีลังกายิง เป็นจุดเด่นของดาวเตะขาโก่งรายนี้ มิหนำซ้ำผลงานของ ริวัลโด้ ในปี 1998/99 ทำให้เขาได้ บัลลง ดอร์ ไปครอง คะแนนโหวตเหนือกว่า เดวิด เบ็คแฮม ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้ 3 แชมป์ด้วยซ้ำ กับบาร์ซ่า ริวัลโด้ ได้แชมป์ลา ลีกา 2 สมัย, โกปา เดล เรย์ 1 สมัย และยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย จากนั้นในปี 2002 หลังสร้างชื่อเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกร่วมกับอีก 2R นั่นแหละ ริวัลโด้ วัย 30 ปี ก็ย้ายมาเล่นให้ เอซี มิลาน ริวัลโด้ ยังอยู่ในสภาพดีใช้ได้ แม้จะไม่พีคเท่าตอนอยู่บาร์ซ่า แต่ในปี 2002/03 เขาลงเล่น 38 นัดทำได้ 8 ประตู มีส่วนช่วยให้ มิลาน คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้สำเร็จ ปี 2003 เขายังเล่นให้ มิลาน ต่อ แต่พอปลายปีนั้นเขาตัดสินใจขอยกเลิกสัญญากับ มิลาน เพื่อกลับไปเล่นในบราซิลบ้านเกิดกับครูไซโร่ ทว่าในภายหลังเขาก็กลับยุโรปอีกครั้งมาเล่นในลีกกรีซ กับ โอลิมเปียกอส และ เออีเค เอเธนส์ อยู่อีกหลายปี สุดท้ายปี 2014-2015 ริวัลโด้ กลับไปแขวนสตั๊ดกับ โมกิ มิริม สโมสรที่เขาเล่นในสมัยเป็นดาวรุ่ง ตอนที่เขาเลิกเล่น ริวัลโด้ อายุ 43 ปีแล้ว และได้เล่นร่วมกับ ริวัลดินโญ่ ลูกชายของเขาเอง 3 นัดที่ โมกิ มิริม นี่เอง โรนัลดินโญ่ น้องเล็กแห่ง 3R เป็นคนสุดท้ายที่เดินตามเส้นทางรุ่นพี่ เหยินน้อย มายุโรปครั้งแรกกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ก่อนและแสดงพรสวรรค์ให้เห็นในทันที ปี 2003 เขาเกือบจะได้ย้ายมาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่เกิดเปลี่ยนใจในโค้งสุดท้ายเมื่อได้คุยกับทางบาร์ซ่า โรนัลดินโญ่ คือคนที่สร้างอิมแพ็คท์ให้กับ บาร์เซโลน่า ได้มากที่สุด เพราะลงเล่นที่นี่ 5 ปี ในช่วงที่พีคสุดๆ ในอาชีพ 5 ปีกับบาร์ซ่า ดินโญ่ พาทีมได้แชมป์ ลา ลีกา 2 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 1 สมัย ส่วนตัวเขาเองก็คว้าบัลลง ดอร์ มาครองในปี 2005 ดินโญ่ เป็นเหมือนเสาหลักประคองทีมในยุคที่ ชาบี - อิเนียสต้า ค่อยๆ ผงาดขึ้นมา จนส่งไม้ต่อให้ บุสเก็ตส์ และ ลิโอเนล เมสซี่ เมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ขึ้นมาคุมทีมแทน แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ในปี 2008 เขาก็โดนปล่อยไปให้ เอซี มิลาน ดินโญ่ เป็น 3R ที่ย้ายมามิลานด้วยอายุน้อยสุดคือ 28 ปี แต่สภาพของเขาก็ไม่ได้เต็ม 100% เหมือนสมัยเล่นให้บาร์ซ่าแล้ว เขาขึ้นชื่อด้านปาร์ตี้ ที่ดูจะหนักหนากว่ารุ่นพี่ทั้งสองคน แต่กระนั้นก็ยังโชว์ฟอร์มกับมิลานได้ไม่เลวเลย โดยเฉพาะปี 2009/10 ที่โชว์ลีลาแพรวพราว ทำไป 12 ประตูจาก 36 นัดในกัลโช่ ฤดูกาล 2010/11 เขาได้แชมป์สคูเด็ตโต้ กับ มิลาน แต่ก็เป็นช่วงโรยของเขา เลยตัดสินใจอำลากลับบ้านเกิดไปอยู่กับฟลาเมงโก้ ซึ่งเขาฮึดขึ้นมาอีกครั้ง ไปเป็นเทพที่นั่น 1 ปี ก่อนจะกลับมาสนุกสนานกับชีวิตเหมือนเดิม อย่างที่เราทราบๆ กัน ถ้ามองกันตามเส้นทางอาชีพของทั้ง 3R ทีมที่โชคดีกว่าคือ บาร์เซโลน่า เพราะได้ใช้งานทั้งสามคนในช่วงที่พีคสุดขีด ส่วน มิลาน รับช่วงต่อไปในตอนที่ทั้งสามคนเลยจุดสูงสุดมาแล้ว แต่มันเป็นเรื่องน่าทึ่งเสมอ ถ้าสโมสรของคุณเคยมีนักเตะระดับนี้มาเล่นให้ แฟนบอลได้เห็นความอัจฉริยะของการเล่นฟุตบอล แม้ว่าจะไม่สม่ำเสมอ และไม่คงเส้นคงวาเหมือนเดิมก็ตามที รับชมคลิปได้เลยที่ :: http://ow.ly/pH5q30snYVk เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@my-sb99หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" นีเวลส์ สโมสรของคนบ้า "

ชื่อของ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ คุ้นหูแฟนบอลขึ้นมาเรื่อยๆ ก็เพราะปราการหลังรายนี้ตกเป็นข่าวโยงกับทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซน่อล ลิซานโดร เติบโตมาโดยมี กาเบรียล ไอน์เซ่ เป็นนักเตะคนโปรด ทั้งคู่มีความเหมือนกันอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกองหลังแต่รูปร่างไม่ได้ใหญ่โต แม้ว่า ไอน์เซ่ จะถนัดเล่นแบ็กมากกว่า แต่ก็เล่นเซนเตอร์ได้ ทั้งคู่ใจสู้ และที่สำคัญคือ โตมาจากสโมสร นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ เหมือนกัน มีการพูดกันว่า "เดอะ คลาสสิก" ของอาร์เจนติน่า คือเกมแห่งบวยโนส ไอเรส ระหว่าง โบคา จูเนียร์ส กับ ริเวอร์เพลท แต่ในความเป็นจริง ดาร์บี้แม็ทช์แห่งโรซาริโอ ก็ดุเดือดเข้มข้นไม่แพ้กัน โรซาริโอ เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของอาร์เจนติน่า ตั้งอยู่ในจังหวัดซานตา เฟ่ ห่างไปราว 300 กิโลเมตรทางตอนเหนือของเมืองหลวง ที่นี่ ไม่ใช่เมืองหลวงก็จริง แต่ก็เป็นบ้านเกิดของนักเตะระดับเกรด เอ มากมายของอาร์เจนติน่า หนึ่งในนั้นก็คือ ลิโอเนล เมสซี่ โรซาริโอ มี 2 สโมสรใหญ่ ที่ห้ำหั่นกันดุเดือด หนึ่งคือ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ และอีกหนึ่งคือ โรซาริโอ เซนทรัล จุดเริ่มต้นของทั้งสองทีม ก็มีจุดกำเนิดมาจากชาวบริติช เหมือนๆ กัน เช่นเดียวกับฟุตบอลในอีกหลายๆ ชาติที่เริ่มต้นโดยชาวสหราชอาณาจักรที่ไปทำมาหากินยังต่างแดน นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ เริ่มต้นจาก ไอแซ็ค นีเวลล์ ชาวอังกฤษ ที่หลังย้ายมาทำงานในโรซาริโอในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เขาตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อสอนให้เด็กๆ ในท้องถิ่น จากนั้นนำลูกฟุตบอลหนังอิมพอร์ทมาจากอังกฤษ รวมถึงกฎการเล่นฟุตบอล มาเล่นที่นี่ด้วย ลูกชายของเขา เคลาดิโอ ไอแซ็ค เป็นคนที่ค่อยๆ รวมทีมมาเพื่อเล่นฟุตบอล เริ่มจากนักเรียน คุณครู และศิษย์เก่าที่เพิ่งจบไปจากโรงเรียนแห่งนี้ มาเตะฟุตบอลกัน ภายหลัง เคลาดิโอ ไอแซ็ค ตัดสินใจก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาในปี 1903 โดยได้ใช้ชื่อว่า Club Atlético Newell's Old Boys หรือ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ที่แปลว่า ทีมศิษย์เก่าของโรงเรียนนีเวลล์ นั่นเอง เมสซี่ โตมาจากทีมเยาวชนของ นีเวลส์ ตั้งแต่อายุ 8 ขวบถึง 13 ขวบ ก่อนย้ายไปอยู่ในสเปน กับบาร์เซโลน่า เขาไม่ได้โตทันที่จะเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ นีเวลส์ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการพูดถึงต้นสังกัดหลังจากนี้ของเมสซี่ ชื่อของ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ จะถูกโยงมาด้วยเสมอ นักเตะชั้นยอดที่เคยเล่นให้ นีเวลส์ ก็เช่น กาเบรียล บาติสตูต้า, วอลเตอร์ ซามูเอล, ฮอร์เก้ วัลดาโน่, กาเบรียล ไอน์เซ่, โรเบร์โต้ เนสเตอร์ เซนซินี่, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, มักซี่ โรดริเกซ, เอเวร์ บาเนก้า รวมไปถึง ดีเอโก้ มาราโดน่า เคยมาเล่นที่นี่ในช่วงปลายอาชีพ นั่นทำให้ตอนที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า เสียชีวิต เมสซี่ เคยใส่เสื้อ นีเวลส์ ไว้ด้านใน และฉลองประตูด้วยการโชว์เสื้อตัวนี้ แบบเดียวกับที่ มาราโดน่า เคยทำ อีกหนึ่งคนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยเมื่อเกี่ยวกับ นีเวลส์ นั่นก็คือ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า บิเอลซ่า ก็เกิดที่โรซาริโอ และเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังจาก นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ เช่นกัน แม้เขาจะไม่ได้เป็นนักเตะอาชีพระดับสุดยอด แต่ก็ผ่านประสบการณ์ลูกหนังกับ นีเวลส์ เป็นที่แรก ทั้งสมัยเป็นนักฟุตบอล และตอนผันตัวมาเป็นโค้ชเอง เขาก็คุม นีเวลส์ เป็นทีมแรก คุมตั้งแต่ทีมเยาวชน ก่อนมาคุมทีมชุดใหญ่ในปี 1990 จริงๆ บิเอลซ่า มีครอบครัวที่ร่ำรวย ทั้งทรัพย์สิน และศักดิ์ศรีชื่อเสียง บรรพบุรุษเป็นนักกฎหมายดังของอาร์เจนติน่า มีพี่ชายเป็นนักการเมือง มีน้องสาวเป็นสถาปนิกดังซึ่งภายหลังก็ผันตัวมาเล่นการเมืองเช่นกัน สำหรับ บิเอลซ่า แล้วเงินจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด เขาเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ บ้าฟุตบอลอย่างหนัก เลยมีไอเดียฟุตบอลที่อาจจะ "ล้น" เกินไปสักหน่อยในมุมมองของหลายคน นั่นทำให้เขาถูกตั้งฉายาว่า "เอล โลโก้" หรือ "The Crazy" คนบ้าแห่งโลกลูกหนัง ย้อนไปเมื่อปี 2018 บิเอลซ่า ควักเงินตัวเองเป็นจำนวน 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างตึกที่พักระดับโรงแรมให้กับ นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ ในสนามซ้อมของสโมสร นอกจากจะเป็นห้องพักแล้ว ยังมีระเบียงสำหรับปิ้งอาซาโด้ หรือบาร์บีคิว สไตล์ละติน มีห้องสำหรับทำกิจกรรม เล่นเกมต่างๆ สำหรับนักเตะให้ด้วย โดยการออกแบบมาจากฝีมือของ มาเรีย เอวเคนี่ บิเอลซ่า น้องสาวสถาปนิกของ มาร์เซโล่ นั่นเอง บิเอลซ่า ยืนยันว่าการมอบเงิน ลงทุนสร้างให้สโมสรแบบนี้ ไม่ใช่การบริจาค แต่มันเป็นการ "ใช้หนี้" ให้กับสโมสรบ้านเกิดของเขา สโมสรที่มอบโอกาสบนเส้นทางลูกหนังกับเขา ไม่เพียงแค่ "ใช้หนี้" ของสโมสรตามที่เขาบอก แต่บิเอลซ่ายังย้ำกับนีเวลส์ ด้วยว่าไม่ต้องการให้สโมสรทำอะไรเป็นเกียรติหรือที่ระลึกถึงเขาในฐานะคนให้เงินสร้างอาคารนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูป, ป้าย, หรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่ต้องการ นี่คือความใจใหญ่อย่างแท้จริงของ "เอล โลโก้" บิเอลซ่า ทำดีโดยไม่หวังผลอย่างแท้จริง แม้แต่ชื่อเสียงก็ไม่เอา ทว่า นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ ก็มีวิธีแสดงการขอบคุณ บิเอลซ่า ในรูปแบบที่เขาไม่ได้ห้ามเอาไว้ วิธีของ นีเวลส์ คือผนังด้านหนึ่งของอาคารที่สร้างจากเงินของเขา ทางสโมสรเจาะรูจำนวน 22 รู เอาไว้ ทำไมต้อง 22 รู? ในอาร์เจนติน่า ตัวเลขตั้งแต่ 1-100 จะมี "ชื่อเล่น" ให้คนจำได้ง่ายๆ ทำนองเดียวกับชื่อเล่นของตัวเลข เวลาเล่นบิงโก ในอังกฤษ ในสหราชอาณาจักรอังกฤษเวลาเล่นบิงโก เมื่อคนหยิบเลขออกมา เขาจะประกาศเป็นชื่อเล่น แทนตัวเลขนั้นๆ เช่น เลข 3 จะประกาศว่า Cup of tea (Tea พ้องกับเสียง Three) เลข 14 จะประกาศว่า Valentine's Day (14 กุมภา วาเลนไทน์) เลข 24 จะประกาศ Two dozen (24 เท่ากับ 2 โหล) ถ้าเป็นเลข 40 ก็จะประกาศว่า Life begins (เพราะคนเรามักพูดว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 40) เหล่านี้เป็นต้น ส่วนชื่อเล่นของตัวเลขแบบฉบับอาร์เจนติน่านะหรือ? หมายเลข 22 ในอาร์เจนติน่า เขาเรียกชื่อเล่นกันว่า "El Loco" ใช่แล้ว หมายเลข 22 สามารถเรียกอีกอย่าง "เอล โลโก้" ฉายาของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า นั่นเอง และนี่คือวิธีขอบคุณแก่ บิเอลซ่า ตามแบบฉบับของ นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117