breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ริบปลอกแขนกลางฤดูกาล "

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างหนักจากทั้งแฟนบอลทีมอื่นและแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยฟอร์มการเล่นที่แกว่งไปแกว่งมา แถมมีข่าวลือว่าเขาคือหนึ่งในตัวตั้งตัวตีในการก่อหวอดแอนตี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่สำคัญเขาคือ "กัปตันทีม" ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดังนั้น ความรับผิดชอบภาระที่ต้องแบกมันเลยหนักกว่าการเป็นนักเตะทั่วไป เพราะว่ากันตามตรงคงไม่มีใครอยากดร็อปกัปตันทีมเป็นสำรอง มีกระแสเรียกร้องไม่น้อยที่ให้ปลด แม็กไกวร์ ออกจากตำแหน่ง มอบปลอกแขนให้นักเตะคนอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็น ดาบิด เด เคอา, บรูโน่ แฟร์นันด์ส หรือแม้แต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ราลฟ์ รังนิค ยังออกมายืนยันสนับสนุนการเป็นกัปตันของแม็กไกวร์ ซึ่งว่ากันตามตรง นั่นคือเรื่องที่ถูกต้อง เพราะหากทำอะไรปุบปับ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของสโมสร และตัวเขาเองในฐานะเจ้านาย เรื่องแบบนี้ควรพูดกันภายใน และควรจัดการให้เรียบร้อยก่อนให้ข่าวใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนตัวกัปตัน มักทำกันหลังจบฤดูกาลไปแล้ว เตรียมขึ้นฤดูกาลใหม่นั่นแหละ ทว่าในพรีเมียร์ ลีก ก็ใช่ว่าในระหว่างฤดูกาล จะไม่เคยเกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำทีม อย่างเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมย็อง ก็โดนริบปลอกแขน แต่นั่นมันชัดเจนว่าเขาโดนกีดกันออกจากทีมไปก่อนแล้วด้วยเรื่องนอกสนามหลายอย่าง แต่กับอาร์เซน่อล นี่แหละที่เคยเกิดเคสอย่างว่าขึ้นเมื่อปี 2008 ปี 2006/07 วิลเลี่ยม กัลลาส ย้ายจากเชลซี มาอยู่กับ อาร์เซน่อล ด้วยวัย 29 ปี เป็นส่วนหนึ่งในดีล แอชลี่ย์ โคล ที่ย้ายสวนทาง กัลลาส เป็นกองหลังประสบการณ์สูง ผ่านการคว้าแชมป์กับเชลซีมาแล้ว เขาเล่นได้หลากหลายตำแหน่งทั้งฟูลแบ็กทั้งสองข้าง และเซนเตอร์ จุดเด่นอีกอย่างของ กัลลาส คือเป็นนักเตะที่มั่นใจในตัวเอง และมักแสดงความเป็นผู้นำด้วยการพูดปลุกใจเพื่อนๆ อยู่เสมอ เขาเข้ามาอาร์เซน่อลแล้วรับเสื้อหมายเลข 10 ที่ว่างอยู่มาใส่ทันทีด้วยความมั่นใจ แม้จะเป็นกองหลังก็ตาม โดยที่ เวนเกอร์ อธิบายว่าเขาเป็นคนเลือกเบอร์นี้ให้กับ กัลลาส เอง หลังจบฤดูกาลนั้น เธียร์รี่ อองรี อำลาสโมสรไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านอีกครั้งของ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่จะต้องสร้างทีมใหม่ ปลอกแขนกัปตันทีมของ "ติตี้" ว่างลง และเวนเกอร์ ก็แต่งตั้งให้ วิลเลี่ยม กัลลาส เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของสโมสร โดยมี โคโล่ ตูเร่ เป็นรองกัปตัน เพื่อสู้ศึกฤดูกาล 2007/08 ฤดูกาล 2007/08 อาร์เซน่อล เริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม ทีมพลังหนุ่มเลือดใหม่ของ เวนเกอร์ ที่มี กัลลาส เป็นกัปตัน บดบี้ลุ้นแชมป์มากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซี อย่างสนุก จนถึงช่วงบ็อกซิ่ง เดย์ อาร์เซน่อลแพ้เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น เสมอไป 4 นัด จากนัดที่ 20 หลังบ็อกซิ่ง เดย์ เป็นต้นมา อาร์เซน่อลกวาดชัยชนะ 6 นัด เสมอ 1 นัด จนถึงนัดที่ 27 ซึ่งถึงตรงนี้ของฤดูกาล อาร์เซน่อลนำเป็นจ่าฝูง พวกเขานำฝูงมาถึง 4 เดือนแล้วมีผลงาน ชนะ 19 เสมอ 6 แพ้ 1 พวกเขาออกไปเยือน เบอร์มิงแฮม ซิตี้ โชคร้ายมาถึงตั้งแต่ 3 นาทีแรกเพราะกองหน้าตัวใหม่ ที่เฉียบคมอย่าง เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา โดน มาร์ติน เทย์เลอร์ กองหลังเบอร์มิงแฮม เสียบหนักใส่จนขาหัก เทย์เลอร์ โดนใบแดงทันที แต่อาร์เซน่อล ที่ขาด ดูดู้ ดา ซิลวา ก็ระส่ำ พวกเขาโดนเจ้าบ้านยิงนำก่อน แต่ ธีโอ วัลค็อตต์ มาทำ 2 ประตูรวดในครึ่งหลังให้ทีมแซงนำ 2-1 และมีโอกาสยิงอีกมากมาย เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 90+4 บอลโด่งเข้ามาในเขตโทษอาร์เซน่อล ดูไม่มีอะไร ฟลามินี่ แตะบอลให้ กาแอล กลิชี่ เล่น แต่ กลิชี่ วิ่งตีวงกว้างกะตั้งหลักแล้วหวดยาวให้พ้นๆ ไป โดยไม่ทันระวังว่า สจ๊วร์ต พาร์นาบี้ ของเบอร์มิงแฮม พุ่งเข้ามาพอดี พาร์นาบี้ โฉบเข้าถึงบอลก่อนทำให้ กลิชี่ ต้องแหย่ขาสกัด ไมค์ ดีน ที่ยังคงเป่ามาจนถึงปัจจุบันนี่แหละ เป่านกหวีดยาวเป็นจุดโทษของเบอร์มิงแฮม ทันที ซึ่งจะว่าไปลูกนี้ถ้ามี VAR อาจไม่เป็นจุดโทษเพราะกลิชี่ จิ้มโดนบอลก่อน มาเสียจุดโทษแบบไม่น่าเสียอย่างนี้ ทำเอา กัลลาส ในฐานะกัปตันทีมทั้งโมโห ทั้งผิดหวังสุดๆ ระหว่างที่เบอร์มิงแฮม จะยิงจุดโทษ เขาประท้วงด้วยการเดินไปอยู่ในแดนของเบอร์มิงแฮมคนเดียว เจมส์ แม็คฟาดเด้น ยิงไม่พลาดให้ลูกโลกตีเสมอ 2-2 และเวลาก็หมดลง นักเตะทั้งสองทีมจับไม้จับมือเดินออกจากสนาม แต่ กัลลาส ยังนั่งอยู่ในสนามคนเดียวด้วยอาการของคนประท้วง ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ จน อาร์แซน เวนเกอร์ และทีมงานต้องเดินเข้ามาปลอบ เข้ามาฉุดให้กลับเข้าห้องแต่งตัว เหตุการณ์เกมนี้เองเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะหลังจากนั้น อาร์เซน่อลเสมอรวด 3 นัดและตามด้วยการแพ้เชลซี 1-2 จากทั้งหมด 15 คะแนน พวกเขาเก็บได้เพียง 4 คะแนนเท่านั้นในช่วงเวลานี้ และเมื่อวันสงกรานต์พวกเขาแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีก 1-2 เท่ากับว่าโอกาสลุ้นแชมป์ของพวกเขาหลุดลอย แมนฯ ยูไนเต็ด และเชลซี ไม่พลาดอีก ทีมปีศาจแดงเข้าป้ายเป็นแชมป์ในฤดูกาล 2007/08 แม้จะแพ้ถึง 5 นัด แต่เสมอน้อย ส่วนอาร์เซน่อล จบที่ 3 แม้ว่าพวกเขาจะแพ้เพียงแค่ 3 เกมเท่านั้นก็ตาม ปัญหาคือพวกเขาหลุดเสมอเยอะเกินไปถึง 11 นัดด้วยกัน ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่ามาจากการต้องเสีย ดูดู้ ดา ซิลวา ที่ขาหักในเกมกับเบอร์มิงแฮม เขาต้องพักไปเป็นปี และไม่เคยกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ 100% อีกเลย ชื่อเสียงของ วิลเลี่ยม กัลลาส ก็เริ่มสั่นคลอนจากพฤติกรรมที่ "กัปตันทีม" ไม่ควรแสดงออกมาให้เห็นจากเกมเสมอเบอร์มิงแฮม เริ่มมีข่าวว่าเขาอาจโดนริบปลอกแขน แต่จนแล้วจนรอด เวนเกอร์ ก็ยังเชือมั่นในตัวเขา วิลเลี่ยม กัลลาส ยังเป็นกัปตันทีมอาร์เซน่อลในฤดูกาล 2008/09 ทว่าปีนี้ หลายอย่างไม่เป็นใจ ผลงานไม่ดีอย่างปีก่อน 9 นัดแรก อาร์เซน่อลแพ้ไปแล้ว 2 นัด เสมออีก 1 นัดที่ 10 เจอกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ อริตลอดกาล ที่ปกติก็ขี่มาตลอด พวกเขานำสเปอร์ส อยู่ 4-2 จนถึงนาทีที่ 88 แต่ใครจะเชื่อว่าจบเกม ลงเอยด้วยการเสมอ 4-4 ! เกมต่อมา อาร์เซน่อลแพ้ให้สโต๊คอีก 1-2 แต่ดูเหมือนความมั่นใจจะกลับมา เพราะพวกเขาเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ 2-1 แต่แล้วนัดต่อมากลางเดือนพฤศจิกายน 2008 พวกเขากลับแพ้ให้ แอสตัน วิลล่า 0-2 ตอนนั้นเองที่ กัลลาส ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP เกี่ยวกับสถานการณ์ในทีมอาร์เซน่อล เขาพูดตำหนิพวกนักเตะดาวรุ่ง นักเตะหน้าใหม่ของทีมว่าไม่มีความเป็นนักสู้พอ การมาอยู่กับอาร์เซน่อล ต้องแสดงให้เห็นความแข็งแกร่งสิ ไม่ใช่ปล่อยให้คู่แข่งมาโชว์ฟอร์มข่มเอาได้ และเขายังพูดเตลิดเลยไปถึงการเปิดเผยเรื่องในห้องแต่งตัวระหว่างเกมเสมอสเปอร์ส 4-4 ว่ามีการทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกัน การตำหนิเพื่อนร่วมทีมออกสู่สาธารณะ และเอาเรื่องภายในมุ้งออกมาไขในที่แจ้งแบบนี้ เป็นการไม่สมควรอย่างที่สุด แม้ อาร์แซน เวนเกอร์ จะใจเย็นแค่ไหนก็ตาม แต่ครั้งนี้มันเหมือนฟางเส้นสุดท้าย เวนเกอร์ สั่งปรับเงิน วิลเลี่ยม กัลลาส 2 สัปดาห์ทันที รวมเป็นจำนวน 180,000 ปอนด์ และตัดเขาออกจากทีมในเกมนัดต่อไป ซึ่งอาร์เซน่อล ออกไปแพ้แมนฯ ซิตี้ 0-3 หลังจบเกมแพ้เรือใบนี่เอง ที่มีข่าวว่า วิลเลี่ยม กัลลาส โดนปลดออกจากตำแหน่งกัปตันทีมแล้ว เพียงแต่รอการยืนยันจากสโมสร อีก 2 วันต่อมา คือวันที่ 24 พฤศจิกายน 2008 อาร์เซน่อล แถลงการณ์ปลด วิลเลี่ยม กัลลาส ออกจากการเป็นกัปตันทีม โดย เวนเกอร์ ได้แต่งตั้งให้ เชส ฟาเบรกาส ในวัย 21 ปี ขึ้นเป็นผู้นำทีมแทนโดยมีผลทันที น่าแปลกใจที่หลังจากนั้น ตั้งแต่นัดที่ 15 จนถึงนัดที่ 38 ของฤดูกาล อาร์เซน่อล แพ้อีกเพียงเกมเดียวเท่านั้น! แต่น่าเสียดายที่พวกเขาหลุดเสมอเยอะตามเคย ทำให้สุดท้าย พวกเขาจบเพียงแค่อันดับ 4 ของตารางคะแนน วิลเลี่ยม กัลลาส มีข่าวว่าจะโดนเขี่ยพ้นทีมหลังจบฤดูกาลนั้น แต่น่าเซอร์ไพรส์ ที่เขายังได้อยูต่อ กัลลาส เล่นให้อาร์เซน่อลอีก 1 ฤดูกาลเต็มๆ ในปี 2009/10 ก่อนจะย้ายแบบสุดช็อกไปอยู่กับสเปอร์ส แบบไม่มีค่าตัว เพราะหมดสัญญากับอาร์เซน่อลพอดี จากการบันทึกของทางสเปอร์ส พบว่า วิลเลี่ยม กัลลาส เป็นนักเตะคนแรกที่ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ให้กับทั้ง อาร์เซน่อล, สเปอร์ส และเชลซี ครบทั้ง 3 ทีมใหญ่แห่งกรุงลอนดอน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เส้นทางสิงห์ปืนไว คริสตอฟ ปิออนเต็ก "

"สิงห์ปืนไว" คริสตอฟ ปิออนเต็ก กลับมาระเบิดกระสุนในอิตาลี อีกครั้งกับฟิออเรนติน่าในตอนนี้ ทีมม่วงมหากาฬจัดการยืมตัวเขามาจาก แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในเยอรมันช่วงตลาดหน้าหนาว เตรียมพร้อมต่อการสูญเสีย ดูซาน วลาโฮวิช ออกไปจากทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคาดกันเอาไว้อยู่แล้ว เมื่อหอกเซิร์บร่างยักษ์ย้ายไป ยูเวนตุส อย่างน้อย ฟิออเรนติน่า ของเทรนเนอร์ วินเชนโซ่ อิตาเลียโน่ ก็ยังมีกองหน้าตัวเป้าที่ไว้วางใจได้ ย้อนไปในฤดูกาล 2018/19 แฟนบอลทั่วยุโรป โดยเฉพาะในกัลโช่ เซเรีย อา และเจาะจงลงไปอีกก็คือในเจนัว ตื่นเต้นกับหัวหอกวัย 23 ปีโนเนมมาจากโปแลนด์ ลงสนามเกมแรกให้กับเจนัว ก็ทำแฮททริกได้ทันทีภายใน 18 นาทีแรก และจบเกมเหมาทั้ง 4 ประตู ช่วยทีมเอาชนะเลชเช่ 4-0 ในศึกโคปปา อเมริกา 6 นาทีแรกในการลงเล่นกัลโช่ เซเรีย อา ก็ทำประตูได้ทันที พาทีมเอาชนะเอ็มโปลี 2-1 เพียงแค่ 2 เกมในสีเสื้อเจนัว คนก็ฮือฮากับกองหน้าคนนี้ที่ชื่อ คริสตอฟ ปิออนเต็ก ตอนที่ เจนัว ยอมจ่าย 4 ล้านยูโร เพื่อคว้าตัว ปิออนเต็ก มาจากทีมกลางๆ ในโปแลนด์อย่าง คราโคเวีย คราคูฟ ก็ทำให้คนงงกันว่าไปเอาใครมา เงิน 4 ล้านยูโร กับเศรษฐกิจในกัลโช่ และทีมอย่างเจนัว ถือว่าไม่น้อยเลย แต่การกล้าเสี่ยงแสดงว่าต้องมั่นใจพอสมควร ผลงาน 1 ปีครึ่งของ ปิออนเต็ก กับ คราโคเวีย ถือว่าน่าประทับใจมาก โดยเฉพาะปีสุดท้ายที่เขายิง 21 ประตูจาก 36 นัด สถิติแบบนี้เองทำให้ เจนัว สนใจ มิคาล โปรเบียร์ซ กุนซือของปิออนเต็ก บอกว่ายังประหลาดใจทำไมไม่มีทีมใหญ่ให้ความสนใจเด็กคนนี้เลย จนกระทั่งเจนัว มาคว้าตัวไป เมื่อยิงประตูได้ ปิออนเต็ก ดีใจด้วยการสไลด์เข่าและไขว้มือทำเป็นรูปปืนรัวกระสุน เป็นที่มาของฉายา "อิล ปิสโตเลโร่" หรือ The Gunslinger สิงห์ปืนไว ผลงานช่วงเริ่มต้นของเขากับ เจนัว เหมือนฝัน เพราะทำประตูได้ 7 นัดแรกในลีก รวมแล้ว 9 ประตู ตอนนั้นเองที่ทั่วยุโรปต่างจับตาเขา หลังจากนั้นก็มาหยุดความร้อนแรงในเกมเสมอ ยูเวนตุส และฝืดติดกัน 5 นัด ก่อนจะกลับมาทำประตูได้อีกครั้ง 4 จาก 5 นัด ตลาดนักเตะหน้าหนาว 2019 เปิดขึ้น เขาเล่นให้เจนัว อีก 2 นัด ก็ย้ายทีมไปเล่นให้กับ เอซี มิลาน ทันที มิลาน ยอมวอดวาย 35 ล้านยูโร เพื่อเซ็นเขามาร่วมทีม เจนัว แม้จะเสียดายเพียงใด ก็ต้องยอมปล่อย เนื่องจากกำไร 31 ล้านยูโร ภายในระยะเวลาแค่ครึ่งฤดูกาลเท่านั้น! ชีวิตในมิลานของเขา เริ่มต้นได้ดีทีเดียว เพียงเกมแรกที่ได้ลงตัวจริงในกัลโช่ ก็ทำประตูได้ทันที และยิงติดต่อกัน 4 นัด รวม 5 ประตู แม้จะมาฝืดบ้างในช่วงท้ายฤดูกาล แต่ผลงานก็ไม่เลว รวมแล้ว 9 ประตูจาก 18 นัด ความผิดหวังก่อตัวขึ้นในฤดูกาลถัดมา 2019/20 เป็นช่วงที่ มิลาน ผลงานไม่ดี 18 นัดแรก แพ้ถึง 8 นัดเข้าไปแล้ว เขาเป็นเพียงแค่ตัวสำรองเมื่อกลับมาจากการเบรกช่วงคริสต์มาส ต่อปีใหม่ 2020 ก็พอดี มิลาน เซ็นเอา ซลาตัน อิบราฮิโมวิช มาร่วมทีม ไม่กี่วันต่อมา มิลาน ก็ตัดสินใจขาย ปิออนเต็ก แบบขาดทุน 25 ล้านยูโรไปให้กับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในบุนเดสลีกาเยอรมัน ช่วงเวลานั้นเองที่มีข่าวทีมจากอังกฤษหลายทีมให้ความสนใจโดยเฉพาะ เวสต์แฮม และ สเปอร์ส 2 ทีมจากลอนดอน สเปอร์ส นั้นผิดหวังมากเมื่อ ปิออนเต็ก ตัดสินใจย้ายไปเยอรมัน ในกรุงเบอร์ลิน จนมีข่าวว่าเป็นเพราะ เพาลิน่า โปรชีค ภรรยาซึ่งเป็นทนายความของ ปิออนเต็ก เป็นคนบีบให้สามีเลือกแฮร์ธ่า แทนที่จะเป็นสเปอร์ส เนื่องจากอยู่ใกล้กับโปแลนด์บ้านเกิดมากกว่า เมื่อข่าวนี้ออกมาทำให้ เพาลิน่า ต้องโพสต์ชี้แจงว่าเธอไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเลือกสโมสรให้สามีเลยแม้แต่น้อย ด้าน คริสตอฟหนุ่ม ก็บอกว่า เขาเองจะเอาความเห็นของภรรยามาพิจารณาเสมอ แต่สุดท้าย คนตัดสินใจใดๆ ในเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ คือตัวเขา ที่เยอรมัน ผลงานของเขาไม่ดีเอาเสียเลย ยิงได้ 4 ประตูจาก 15 นัดในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนั้น และเมื่อปี 2020/21 เริ่มต้นขึ้น ก็ดูเหมือนว่าผู้คนจะพากันลืมเลือนชื่อของ คริสตอฟ ปิออนเต็ก ไปเสียแล้ว ทั้งที่เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น เขายังสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลอยู่ในเซเรีย อา อยู่เลย ปิออนเต็ก ลงเล่นให้แฮร์ธ่าไป 31 นัดในบุนเดสลีกา ยิงได้แค่ 7 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ โชคร้ายมาถึงในนัดที่ 31 เพราะเขาได้รับบาดเจ็บ ข้อเท้าหัก หมายความว่าเขาจะหมดสิทธิ์ติดทีมชาติโปแลนด์ ไปลุยศึก ยูโร 2020 (กลางปี 2021) ที่ผ่านมา ในวันหนึ่งเขาเคยถูกยกย่องว่านี่แหละคือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คนใหม่แห่งโปแลนด์ แต่เมื่อทัวร์นาเมนต์เมเจอร์แรกที่เขามีโอกาสได้ลงไปร่วมทำการแข่งขัน ก็เจออาการเจ็บหนักเล่นงานเข้าให้ ปิออนเต็ก ใช้เวลารักษาอาการเจ็บอยู่เกือบ 4 เดือน เขากลับมาลงเล่นให้ แฮร์ธ่า ได้อีกครั้งในนัดที่ 6 ของฤดูกาลนี้ ในฐานะตัวสำรองแค่ 7 นาทีท้าย ของเกมที่แพ้ ไลป์ซิก 0-6 เกมต่อมา ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างบ้างเพราะได้ลงเล่นใน 45 นาทีหลังนัดเจอไฟรบวร์ก และเขาทำประตูได้ทันที ทว่ามันก็ไม่เพียงพอเพราะทีมแพ้ 1-2 เขาเริ่มกลับมาฟิต ได้ลงเล่นต่อเนื่อง เว้นไปอีกนัด เขาทำแอสซิสต์ให้ทีมชนะกลัดบัค 1-0 แต่หลังจากนั้นปิออนเต็ก ก็เข้าๆ ออกๆ ทีมมาตลอด บางเกมก็เป็นแค่ตัวสำรองไม่ได้ใช้ เขายังไม่เคยได้เล่นเต็ม 90 นาทีเลยในฤดูกาลนี้ให้กับ แฮร์ธ่า กระทั่งขึ้นปีใหม่ปีนี้ เขาจะย้ายกลับมายังอิตาลี เพื่อเล่นให้ฟิออเรนติน่า ในวัย 26 ปี ปิออนเต็ก ต้องการฟื้นฟูเส้นทางอาชีพของเขาอีกครั้ง และมันไม่มีที่ไหนดีไปกว่ากัลโช่ เซเรีย อา และฟุตบอลอิตาลี ที่เขาคุ้นเคยอีกแล้ว ฟิออเรนติน่า ยืมตัวมาใช้งานพร้อมออปชั่นซื้อขาด 15 ล้านยูโร "มีความสุขมากที่ได้กลับมาอิตาลี ที่ซึ่งผมรู้สึกดีเสมอ! ขอบคุณวิโอล่า ในความเชื่อมั่น ตอนนี้ผมอยากพิสูจน์คุณค่าของผม ผมหวังว่าจะได้ฉลองประตูหลายครั้งที่นี่!" เกมแรกของเขาในสีเสื้อวิโอล่า คือเกม โคปปา อิตาเลีย ที่เจอกับนาโปลี เขาถูกเปลี่ยนตัวลงแทนที่ ดูซาน วลาโฮวิช - ช่างเป็นการเปลี่ยนตัวที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์เสียนี่กระไร เกมมันลากยาวไป 120 นาที และ ปิออนเต็ก ก็ทำประตูแรกของตัวเองกับต้นสังกัดได้ทันที ช่วยทีมเอาชนะ 5-2 จากนั้นอีก 4 วันเขามีชื่อสำรอง แต่ไม่ได้ลงเล่น ในเกมที่ วิโอล่า เปิดบ้านถล่มเจนัว ทีมเก่าของเขาไป 6-0 ปิออนเต็ก ยังคงความเป็นเจ้าพ่อโคปปา อิตาเลีย เหมือนเดิม เพราะทำคนเดียว 2 ประตูในรอบต่อมา ซึ่ง ฟิออเรนติน่า บุกชนะ อตาลันต้า 3-2 ลูกหนึ่งมาจากจุดโทษ อีกลูกยิงจุดโทษติดเซฟ แต่ตามซ้ำเข้าไปจนได้ เขาเป็นตัวจริงในลีกนัดแรกให้กับ ฟิออเรนติน่า นัดเสมอกายารี่ 1-1 แต่ยังทำประตูไม่ได้ และไม่ได้เล่นจนจบเกม นัดต่อมาเขาเป็นสำรองช่วงท้ายในเกมแพ้ลาซิโอ 0-3 กระทั่งในเกมกับสเปเซีย ปิออนเต็ก ได้ออกสตาร์ท ทีมได้จุดโทษ ปิออนเต็ก หลอกมุมยิงได้สวยแต่บอลแม่นเสาเกินไป ความมั่นใจของเขาไม่ได้ลดลง จากนั้นไม่นาน เขาก็ทำประตูได้สำเร็จ เป็นการจับบอลแล้วยิงอย่างใจเย็นที่เสาสองเข้าไป ช่วยทีมชนะ 2-1 นั่นทำให้ ปิออนเต็ก ยิงไปแล้ว 4 ประตูจาก 5 นัดแรกของตัวเองในสีเสื้อฟิออเรนติน่า ดูเหมือนว่าความมั่นใจ และความเชื่อมั่นในการจบสกอร์ของ ปิออนเต็ก จะกลับมาอีกครั้ง และเมื่อได้เล่นกับทีมที่ดี เพื่อนร่วมทีมพร้อมสนับสนุน แฟนบอลคงจะได้เห็นสิงห์ปืนไวคนนี้ รัวกระสุนต่อเนื่อง เพื่อย้ำเตือนว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน เขาคือหนึ่งในกองหน้าที่ได้รับการจับตามองที่สุดของยุโรป! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ไอ้เด็กเวย์น ยูโร2004 "

ใน Amazon Prime ล่าสุดมีสารคดีของ เวย์น รูนี่ย์ ออกฉายตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีหลากหลายเรื่องราวตลอดอาชีพการเป็นนักเตะของ รูนี่ย์ ที่แฟนบอลยังจดจำได้เป็นอย่างดี เขาโด่งดังขึ้นมาตั้งแต่อายุ 16 ปีเศษ ในฤดูกาล 2002/03 แจ้งเกิดด้วยลูกยิงไกลปิดวิญญานช่วยเอฟเวอร์ตันเอาชนะอาร์เซน่อล จากนั้นชื่อของ "เวย์น รูนีย์" ในอังกฤษ กลายเป็นเด็กเทพคนใหม่ ถูกยกไปเทียบกับ ไมเคิ่ล โอเว่น ตอนดาวรุ่งหรือ โกลเด้นบอย คนใหม่ของอังกฤษ ถัดมา ก็เริ่มติดทีมชาติชุดใหญ่ โดย รูนี่ย์ ไม่เคยเล่นให้ทีมชุด ยู-21 ของอังกฤษเลยแม้แต่นัดเดียว เรียกว่าก้าวกระโดดด้วยผลงานกับสโมสร ทุกคนรู้กันว่าก้าวย่างสำคัญของ รูนี่ย์ คือการย้ายจากเอฟเวอร์ตัน มาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในซัมเมอร์ปี 2004 หลังจากจบยูโร 2004 ได้ไม่นาน เฟอร์กี้ ซื้อรูนี่ย์ มาทั้งที่ยังไม่ฟิตสมบูรณ์ด้วยซ้ำ เขาเจ็บมาจากยูโร ซึ่งหลายคนมองว่า หากเขาไม่เจ็บ อังกฤษสามารถไปได้ไกลในทัวร์นาเมนต์นั้น ถามว่าทำไม การไม่มีดาวรุ่งอายุ 18 ปีคนเดียวส่งผลต่ออังกฤษขนาดนั้นเลยหรือ? คำตอบคือ "ใช่" ไม่มีใครคาดคิดว่า รูนี่ย์ จะเปรี้ยงปร้างขนาดนั้น แต่ที่แฟนบอลทั้งโลกได้เห็นไอ้เด็กห้าวคนนี้ ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต ด้วยวัยแค่นั้น มันพาลทำให้นึกถึง เปเล่ ในฟุตบอลโลก 1958, นึกถึง ไมเคิ่ล โอเว่น ในฟุตบอลโลก 1998 สิ่งที่ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ให้สัมภาษณ์หลังอังกฤษเตะรอบแบ่งกลุ่มจบทั้ง 3 นัดก็คือ "ผมจำไม่ได้ว่ามีนักเตะคนไหนสร้างอิมแพ็กท์ได้ขนาดนี้นับแต่เปเล่ ในฟุตบอลโลก 1958 รูนี่ย์ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่ใช่แค่ยิงประตู แต่เขาเล่นฟุตบอลดีด้วย เขาเป็นนักฟุตบอลที่ครบเครื่อง" ถ้าใครยังจำ รูนี่ย์ เล่นในยูโร 2004 ได้ คำพูดของ สเวน ไม่เกินเลยแต่อย่างใด อังกฤษอยู่ร่วมกลุ่มกับ โครเอเชีย, ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะมีนักเตะดังเต็มทีม แต่อังกฤษยังโดนหมางเมินในทัวร์นาเมนต์สำคัญเช่นเดิม เพราะ ไม่มีใครคิดว่าอังกฤษคือ Real contender สำหรับการคว้าแชมป์ ไม่เหมือนพวก ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ฮอลแลนด์, อิตาลี หรือแม้แต่สาธารณรัฐเช็ก ที่แข็งโป๊กในตอนนั้น เกมแรกของอังกฤษก็เจอของแข็งเลย นั่นก็คือฝรั่งเศส แชมป์เก่าจากยูโร 2000 ที่นำโดย ซีเนดีน ซีดาน, ปาทริค วิเอรี่, เธียร์รี่ อองรี, ดาวิด เทรเซเก้ต์, โรแบร์ ปิแรส อังกฤษให้ เวย์น รูนี่ย์ เป็นตัวจริงทันที คู่กับ ไมเคิ่ล โอเว่น ก่อนเกม เมื่อ ลิลิย็อง ตูราม ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งถือว่าเป็นกองหลังระดับท็อปของโลก แม้เวลานั้นจะอายุ 32 ปีแล้วก็ตาม เขาถูกสัมภาษณ์เกี่ยวกับ รูนี่ย์ ซึ่งถือว่าถูก Hype มากๆ อยู่ในอังกฤษ "ผมสงสัยว่า รูนี่ย์ จะช่วยอังกฤษได้มากแค่ไหน เขายังอายุน้อยมาก น้อยเกินไปสำหรับการแข่งขันที่หนักอย่างนี้ เขาขาดประสบการณ์ในระดับทีมชาติ ดังนั้นสำหรับอังกฤษในการจะพึ่งพาเขาให้ยิงประตู มันอันตรายเกินไป" "รูนี่ย์ ไม่ใช่ไมเคิ่ล โอเว่น ซึ่งเป็นนักเตะที่ทำได้ดีกว่ามากในการประเดิมทีมชาติอังกฤษ ดาวรุ่งเอฟเวอร์ตันรายนี้เก่งนะ แต่เขาไม่ใช่เปเล่" นี่คือการให้สัมภาษณ์ของ ตูราม ที่เหมือนเป็นการดูถูก รูนี่ย์ อยู่ในที เกมนั้นออกสตาร์ทมา ทุกคนได้เห็นเด็ก 18 ที่ห้าวเกินตัว เจอกับเหล่าแชมเปี้ยนอย่างฝรั่งเศสโดยไม่กลัว ตูราม เจอเข้าไปตั้งแต่หัววัน รูนี่ย์ วิ่งเข้าชาร์จใส่จนลงไปนอนหงาย เป็นการเปิดใส่รุ่นใหญ่ก่อนเลย "การให้สัมภาษณ์นั่นมันติดอยู่ในหัวผม" รูนี่ย์ ยอมรับในภายหลังว่าการสัมภาษณ์ของ ตูราม ทำให้เขายิ่งกระหายเต็มที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด พาอังกฤษออกนำก่อน 1-0 ในครึ่งแรก มันเป็นเกมที่อังกฤษเล่นได้ดีมากๆ เมื่อเทียบว่าเจอคู่แข่งอย่างฝรั่งเศส รูนี่ย์ พล่านไปทั่วด้วยพลัง ความเร็ว และทักษะ เขาแตะหลอก โรแบร์ ปิแรส นิ่มๆ วิ่งไปพักบอลแล้วทำท่ามาราโดน่าเทิร์น หนี ซีดาน จนซีดาน ต้องพยายามเสียบสกัดแต่ก็เอาไม่อยู่ และช็อตสำคัญมาถึงในนาทีที่ 72 เมื่ออังกฤษเตะหวดยาวจากแดนตัวเองขึ้นมา รูนี่ย์ ฉีกไปด้านซ้าย กระดกข้ามหัว ตูราม แล้วเบียดชนะก่อนสปีดหนีไปดื้อๆ เข้าเขตโทษไปโดน ซิลแวสต์ร เสียบล้มในเขตโทษ อังกฤษได้จุดโทษ พวกเขามีโอกาสเอาชนะฝรั่งเศส แต่ทว่ากัปตันทีมอย่าง เดวิด เบ็คแฮม ยิงไม่เข้า ผลสุดท้าย อังกฤษก็โดนค่อนขอดว่าเจอทีมใหญ่แล้วก็ไปไม่เป็นเหมือนเดิม พวกเขามาโดน ซีดาน ตีเสมอในนาทีที่ 90+1 เท่านั้นไม่พอ แทนที่จะได้สักแต้ม แต่นาที 90+3 มาเสียจุดโทษ และเป็น ซีดาน ที่สังหารไม่พลาด ช่วยฝรั่งเศสแซงชนะ 2-1 เกมต่อมา อังกฤษเจอสวิตเซอร์แลนด์ มันคือเกมแจ้งเกิดของ รูนี่ย์ อย่างแท้จริง เขาประเดิมประตูแรกด้วยการเทกตัวโหม่งลูกเปิดของ ไมเคิ่ล โอเว่น เข้าไปในนาทีที่ 23 จากนั้นนาทีที่ 75 สปีดขึ้นมาเอาบอลทางด้านซ้ายหน้าเขตโทษแล้วแต่งหาช่องหลอกยิงยัดเสาแรกทันที บอลพุ่งชนเสา เยิร์ก ชตีล นายด่านสวิส พุ่งปัดแต่จังหวะนรกเพราะบอลเด้งเสามาโดนหัวเขาเข้าประตูไป รูนี่ย์ ทำคนเดียว 2 ประตูในเกมที่ทำให้ทั้งโลกรู้จักเขามากขึ้น ก่อนที่เจอร์ราร์ด จะมาฝังเป็น 3-0 เยิร์ก ชตีล นายทวารของ สวิตเซอร์แลนด์ กล่าวถึง เวย์น รูนี่ย์ ที่เขาได้สัมผัสตัวเป็นๆ ในเกมวันนั้นเอาไว้แบบนี้ "เวย์น รูนี่ย์ ยังไม่ดังขึ้นมาจริงๆ จังๆ ตอนนั้น เราคุยกันถึง เดวิด เบ็คแฮม และคนอื่นๆ นั่นคือพวกนักเตะที่คุณรู้จักดี" "ตอนที่เราเล่นเจออังกฤษ รูนี่ย์ยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลย แต่หลังจากเกมกับเรา รูนี่ย์เป็นที่รู้จักทั่วทั้งโลก" "เขาเป็นนักเตะที่เล่นดุดันจริงๆ ผมจำได้มีช็อตนึงที่บอลวางยาวมา ผมออกมาหาบอลแล้วเขาทิ้งเท้าขวาใส่ผมเลย ผมแบบ 'ไอเชี่ยนี่!'" "แต่เขาเป็นแบบนั้นเองแหละ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นเขา เขามีเทคนิคดี เขาเร็ว และผมจำได้ว่าประตูที่ 2 เขาทะยานเติมขึ้นมาแล้วยิงบอลเด้งหัวผมเข้าด้วย" "ผมไม่ใช่คนแบบที่จะคิดมากนักเกี่ยวกับทีมอื่นๆ หรือว่านักเตะคนไหนที่พวกเขามี เบ็คแฮม, เจอร์ราร์ด, ซีดาน, ต็อตติ มันไม่สำคัญ นักเตะคนเดียวไม่เคยเป็นประเด็นสำหรับผม แต่หลังเกมนี้ ผมรู้ดีเลยว่า เวย์น รูนี่ย์ คือใคร" เกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มคือบทพิสูจน์ เพราะต้องเจอกับโครเอเชีย ของแข็ง ซึ่งเสมอฝรั่งเศสมาได้ 2-2 ในนัดก่อน โครเอเชีย นำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จากนิโก้ โควัช แต่นาทีที่ 40 รูนี่ย์ ก็โชว์เซนส์บอล เมื่อตามเข้าเขตโทษไปโหม่งบอลไปตรงเสาสองให้ พอล สโคลส์ โฉบมาจากด้านหลังทิ้งตัวขวิดบอลตีเสมอเป็น 1-1 เท่านั้นไม่พอ ทดเจ็บครึ่งแรกอังกฤษก็แซงนำ 2-1 สโคลส์ จิ้มบอลมาถึง รูนี่ย์ ไอ้เด็กนรกแต่งบอลแล้วกระหน่ำเต็มข้อจาก 25 หลา บอลพุ่งเสียบตาข่ายหมดจด นาทีที่ 68 รูนี่ย์ ทำชิ่งกับ โอเว่น แล้วหลุดเดี่ยวจากเกือบกลางสนาม ลากบอลเข้าไปยิงผ่านมือนายด่านโครแอตแบบเลือดเย็น ให้อังกฤษหนี 3-1 เด็กคนนี้ทำไปแล้ว 4 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ใน 3 เกมแรกบนเวทีใหญ่ครั้งแรกของตัวเอง ขณะที่อายุ 18 ปีเท่านั้น อังกฤษทุบโครแอตเกมนี้ไป 4-2 พวกเขาผ่านเข้าไปเจอกับเจ้าภาพโปรตุเกส ที่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยืนทางปีกซ้าย ซึ่งอีกเดือนต่อมา ทั้งคู่จะได้ร่วมทีมเดียวกันที่แมนเชสเตอร์ อังกฤษที่กำลังคึกสุดขีด มิดฟิลด์อย่าง เจอร์ราร์ด, แลมพาร์ด, สโคลส์ พร้อมทำประตูได้ทุกคน มี เบ็คแฮม เป็นตัววางบอล ฟรีคิก ด้านหน้าอาศัยความเจนจัดของ โอเว่น และที่เหนือสิ่งอื่นใด ความสดใหม่ที่ทำให้ทุกคนคึกคึกคือ เวย์น รูนี่ย์ น่าเสียดาย เกมผ่านไปแค่ 27 นาที รูนี่ย์ ก็โดน จอร์ช อันดราเด้ ปราการหลังเจ้าภาพย่ำเข้าให้ จนผลปรากฎในภายหลังว่ากระดูกเท้าแตก รูนี่ย์ ต้องเปลี่ยนตัวออกทันที และอังกฤษก็ดูเหมือนจะขาดสีสันลงไปถนัดตา พวกเขายื้อกับโปรตุเกสไปจนถึงจุดโทษ หลังเสมอ 2-2 ใน 120 นาที และอีกครั้งที่จุดโทษทำพิษกับพวกเขา อังกฤษแพ้ 5-6 ตกรอบอย่างน่าเจ็บใจ อังกฤษตกรอบก็จริง แต่อนาคตสดใส เพราะนักเตะพลังหนุ่มกำลังคึกคักเต็มที่ และพวกเขามีเพชรน้ำเอกที่เรียกได้ว่าเป็นของจริงอย่าง เวย์น รูนี่ย์ พวกเขาฝันถึง ฟุตบอลโลก 2006 และยูโรในครั้งต่อๆ ไป เวย์น รูนี่ย์ คือฝันร้ายของคู่แข่งแน่นอน น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ผลงานทีมชาติของ รูนี่ย์ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ไม่เคยเปรี้ยงปร้างได้อย่าง ยูโร 2004 อีกเลย ส่วนใหญ่ มาจากจังหวะที่ผิดพลาดเสมอ ก่อนฟุตบอลโลก 2006 เพียง 2 เดือน รูนี่ย์ บาดเจ็บเท้าอีกครั้งในการรับใช้ต้นสังกัดแมนฯ ยูไนเต็ด อังกฤษเร่งฟื้นฟูร่างกายเขาเต็มที่ สุดท้าย รูนี่ย์ ก็ติดทีมไป แต่ไม่อยู่ในสภาพเต็ม 100 เขายิงไม่ได้เลย และมาเป็นแพะ เพราะโดนไล่ออก ในเกมกับโปรตุเกสอีกต่างหาก เกมที่ทำให้อังกฤษตกรอบด้วยการดวลจุดโทษเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ 2 ติดต่อกัน ยูโร 2008 รูนี่ย์ พีคสุดในอาชีพทั้งประสบการณ์และร่างกาย ในวัย 23 ปี แต่อย่างที่ทุกคนทราบ สตีฟ แม็คลาเรน ดันทำทีมตกรอบคัดเลือก แพ้คาเวมบลีย์ต่อโครเอเชีย 2-3 ในนัดสุดท้ายซึ่งชี้ชะตาการผ่านเข้ารอบ ซึ่งในเกมกับโครแอต รูนี่ย์ ได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้มีส่วนช่วยทีมด้วย หากมีเขา อังกฤษอาจจะไม่แพ้ และทำให้รูนี่ย์ อดไปโชว์ตัวในรอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2010 รูนี่ย์ โดนเพ่งเล็งว่าผลงานไม่ดี จริงๆ ในยุคของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ อังกฤษก็เล่นไม่น่าประทับใจอยู่แล้ว แถมเป็นช่วงที่กองหน้าขาดแคลน คาเปลโล่ ต้องใช้งาน เอมิล เฮสกีย์ เป็นกองหน้าตัวเป้าคู่กับ รูนี่ย์ อังกฤษตกรอบโดย รูนี่ย์ ทำประตูไม่ได้เลย ยูโร 2012 รูนี่ย์ ไปโดนไล่ออกในเกมรอบคัดเลือกนัดสุดท้ายกับมอนเตเนโกร แบบที่หลายคนมองว่าไม่น่าแดง นั่นทำให้เขาโดนแบน 2 นัดแรกของ ยูโรรอบสุดท้าย เขากลับมาลงเจอ ยูเครน ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม และทำประตูชัยให้ทีมชนะ 1-0 ได้ทันที เป็นการสิ้นสุดการรอคอย ทำประตูในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของเขาตั้งแต่ยูโร 2004 เกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย อังกฤษพ่ายให้กับอิตาลี ในการดวลจุดโทษ ในเกมที่ 120 นาทีอังกฤษเป็นรองชัดเจน รูนี่ย์ ยิงจุดโทษของตัวเองเข้า สื่ออังกฤษโจมตีเขาอีก คาเปลโล่ ก็ซ้ำด้วยการบอกว่า รูนี่ย์ เล่นดีแต่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ฟุตบอลโลก 2014 ในยุคของ รอย ฮ็อดจ์สัน แท็คติกเปลี่ยนไป เขาไม่ใช่กองหน้าตัวหลักของทีมอีกแล้ว ในวัย 28-29 รูนี่ย์ โดนถ่างไปเล่นริมเส้นบ้าง เล่นหน้าต่ำบ้าง และในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มก็โดนดร็อปเป็นเพียงตัวสำรอง แน่นอน รอย ฮ็อดจ์สัน ทำอังกฤษได้ห่วยแตก แพ้อิตาลี แพ้อุรุกวัย และเสมอคอสตาริก้า 0-0 ตกรอบแรกแบบสบายๆ หลังจากนั้น รูนี่ย์ กลายเป็นกัปตันทีมชาติต่อจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด โดยที่ รอย ฮ็อดจ์สัน ยังคงอยู่ เขานำทีมลุยยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส เขาทำได้ 1 ประตู ในเกมที่ควรจะชนะสบายๆ แต่สุดท้ายพลิกแพ้ไอซ์แลนด์ 1-2 อย่างที่เรารู้กัน ต่อมา รูนี่ย์ ประกาศอำลาทีมชาติในเดือนสิงหาคม 2017 ปิดโอกาสในการไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ทิ้งผลงาน 120 นัด 53 ประตู เป็นดาวยิงตลอดกาลของทัพสิงโตคำราม นับจาก ยูโร 2004 แล้วแทบทุกทัวร์นาเมนต์ต่อมา รูนี่ย์ แทบไม่เคยอยู่ในจุดที่เขาพร้อมเต็มที่ที่จะแสดงศักยภาพเลย นั่นทำให้ เวย์น รูนี่ย์ กับ ยูโร 2004 เป็นสุดยอดภาพจำของแฟนบอลสิงโตคำรามอย่างแท้จริง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อลิเวอร์พูลไม่ยอมซื้อคันโตน่า "

ความผิดพลาดของลิเวอร์พูล ในเชิงการบริหารและการตัดสินใจเรื่องฟุตบอลในช่วงรอยต่อระหว่าง 80s-90s ทำให้พวกเขาร้างแชมป์ลีกมานาน 30 ปี ระหว่างช่วงเวลาเหล่านี้ แน่ล่ะว่าพวกเขาได้แชมป์บอลถ้วยเป็นระยะๆ แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงแฟนบอลเอาไว้คือความหวังที่จะกลับมาผงาดเป็นแชมป์อังกฤษให้ได้อีกครั้ง กว่าที่หงส์แดงจะได้สยายปีกเต็มภาคภูมิอย่างในช่วง 2-3 ปีหลัง พวกเขาก็ผ่านช่วงเวลากระเสือกกระสน หาความชัดเจนไม่เจอมาก่อน หลังความยิ่งใหญ่ของ บ็อบ เพสลี่ย์ ส่งต่อมาที่ โจ เฟแกน และมาถึงมือของ เคนนี่ ดัลกลิช เมื่อ ดัลกลิช อำลาตำแหน่ง รอนนี่ มอแรน คุมทีมชั่วคราว แล้วส่งไม้ต่อให้กับ แกรม ซูเนสส์ ในเดือนเมษายนปี 1991 หลายคนเชื่อว่าช่วงเวลานั้นเองคือช่วงขาลงของ "เดอะ เร้ด แมชชีน" ที่เคยเกรียงไกรในยุค 80s แล้ว หนวดหิน ซูเนสส์ ก็เคยเป็นหัวใจหลักในแดนกลางของลิเวอร์พูล เขาเป็นมิดฟิลด์ขาลุย เล่นหนัก พร้อมบวก แต่ก็มีทักษะฟุตบอลที่ดี เบสิคฟุตบอลแน่น และมีความเป็นผู้นำ ซูเนสส์ ย้ายออกจากลิเวอร์พูลไปเล่นในอิตาลีกับซามพ์โดเรีย และปลายอาชีพก็กลับสก็อตแลนด์บ้านเกิดมาเล่นกับ เรนเจอร์ส ที่ ไอบร็อกซ์ พาร์ค เขาเป็นทั้งนักเตะ/ผู้จัดการทีม ของ เรนเจอร์ส และเขาสามารถนำเรนเจอร์ส กวาดแชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ลีก ได้ถึง 3 สมัย และสก็อตติช ลีก คัพ อีก 4 สมัย ในฐานะคนที่เคยเป็นเด็กหงส์มาก่อน รู้จักสโมสรดี และมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันจับต้องได้ ซูเนสส์ กลายมาเป็นนายใหญ่แห่งแอนฟิลด์แทนที่ "คิง เคนนี่" ตอนนั้น ซูเนสส์ ยังหนุ่มแน่น อายุเพียง 38 ปีเท่านั้น แต่เขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่างทีเดียว เขามองว่าห้องแต่งตัวไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว นักเตะบางคนสร้างปัญหา เขาก็ต้องหาทางทำให้เกิดเสถียรภาพในทีมก่อน ฤดูกาลแรกแบบเต็มตัวที่ ซูเนสส์ คุมทีมคือปี 1991/92 ในฟุตบอลยุโรปปีนั้น ลิเวอร์พูล ได้เล่นในยูฟ่า คัพ และพวกเขาต้องเจอกับ โอแซร์ ทีมจากฝรั่งเศสในรอบ 2 ซึ่งเตะกันช่วงปลายเดือนตุลาคม 1991 และต้นเดือนพฤศจิกายน 1991 "ตอนผมเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลและเราเจอโอแซร์ ในคัพ วินเนอร์ส คัพ (Fact : จริงๆคือ ยูฟ่า คัพ) เราออกไปแพ้ 0-2 เรากลับมาที่บ้านเอาชนะพวกเขา 3-0" ซูเนสส์ เริ่มเล่าถึงความหลัง "หลังจบเกม เทอร์รี่ ลิตเติ้ลวูด ซึ่งเคยดูแลเลาน์จของนักเตะและเลาน์จของผม ในเรื่องความปลอดภัย เขาก็เดินมาเคาะประตูห้องผมแล้วบอกว่ามีเพื่อนคุณรออยู่ด้านนอกคนนึง เขาเป็นเพื่อนสนิทของคุณน่ะ เขาอยากคุยกับคุณ" "ผมบอก 'ใครกันล่ะ?' เขาตอบว่า 'มิเชล พลาตินี่ น่ะครับ' คือไม่ใช่เพื่อนสนิทของผมแน่ หนเดียวที่ผมได้เผชิญหน้ากับเขาก็แค่ตอนที่ผมดวลกับเขาตอนที่ผมยังเล่นในอิตาลี" "เขาก็เข้ามาในห้องและบอกผมว่า 'ผมมีนักเตะมาเสนอให้คุณคนนึง เขาเป็นปัญหาในฝรั่งเศสเลยหละ แต่เขามีพรสวรรค์จริงๆ และเขาเหมาะกับสโมสรของคุณที่สุด'" "ผมบอกว่า 'คืองี้นะมิเชล ผมกำลังพยายามดับไฟอยู่ในตอนนี้ ผมพยายามเขี่ยพวกที่หัวดื้อออกไปอยู่ ผมต่อกรกับห้องแต่งตัวอยู่ สิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการคือนักเตะที่อาจทำความยุ่งเหยิงนี่แหละ' " นักเตะที่ มิเชล พลาตินี่ เสนอให้ลิเวอร์พูลซื้อตัวมาเล่นก็คือ เอริค คันโตน่า พลาตินี่ ในเวลานั้นเขาเป็นกุนซือทีมชาติฝรั่งเศส และเขาชื่นชอบในฝีเท้าของ ก็องโต้ อย่างมาก เพียงแต่มันเป็นช่วงที่ไม่ดีเอาเสียเลยเพราะ คันโตน่า มีเรื่อง มีปัญหา ย้ายไปไหนในฝรั่งเศสก็มีแต่ทำให้เกิดความยุ่งเหยิง นโปเลียนลูกหนังรู้ดีว่า คันโตน่า คงเล่นในฝรั่งเศสไม่ได้แน่ การย้ายมาอังกฤษอาจเป็นทางออกที่ดีสำหรับตัวนักเตะ ที่จะได้มีเกมเล่นต่อเนื่อง เพียงแต่ ซูเนสส์ ก็ปฏิเสธโอกาสที่จะเซ็นกับ เอริค คันโตน่า ไป เมื่อมองแล้วว่าบุคลิกอย่างนี้ อาจนำมาซึ่งปัญหาในห้องแต่งตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่เขายังปวดหัวแก้ไม่ตกอยู่เลย จากการพูดคุยครั้งนั้นมาอีก 2 เดือน ในเดือนมกราคม 1992 เอริค คันโตน่า ก็เซ็นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ซึ่งเขาช่วยทีมยูงทองคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ตัดกลับมาที่ลิเวอร์พูล อีก 1 เดือนให้หลัง คือกุมภาพันธ์ 1992 แกรม ซูเนสส์ ก็ซื้อนักเตะมาเสริมทีมจนได้ ไม่ใช่ดาวดังจากทีมในภาคพื้นทวีปยุโรป แต่เป็นนักเตะจากดันเฟิร์มลิน สโมสรในสก็อตติช ลีก นามว่า อิสต์วาน คอซม่า ด้วยค่าตัว 300,000 ปอนด์ ซูเนสส์ เคยเห็นฝีเท้าของกองกลางทีมชาติฮังการี่ รายนี้เป็นอย่างดีจากตอนที่เขาคุม กลาสโกว์ เรนเจอร์ส และเชื่อว่า คอซม่า จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมได้ อิสต์วาน คอซม่า เป็นมิดฟิลด์ที่แฟนบอลดันเฟิร์มลินชื่นชอบมาก ในทีมชุดนั้นเขาได้เล่นร่วมกับ เดวิด มอยส์ ด้วย เพียงแต่เมื่อมาเล่นในอังกฤษ มันไม่ได้สวยหรูอย่างในสก็อตแลนด์ เขาประเดิมในฐานะตัวสำรองในเกมเอฟเอ คัพ ที่เสมอกับอิปสวิช 0-0 จากนั้นก็ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้ทีมในเกมลีกที่เจอกับนอริช ซิตี้ คอซม่า โดนเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 74 และลิเวอร์พูลแพ้ 0-3 กองกลางฮังการี่ รายนี้ได้เป็นตัวจริงให้ลิเวอร์พูลแค่ 3 เกม และทั้ง 3 เกมลิเวอร์พูลยิงประตูไม่ได้เลย หนเดียวที่เขาทำผลงานได้ดีคือใน ลีก คัพ รอบ 2 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 1992 ลิเวอร์พูล เล่นในบ้านเจอกับเชสเตอร์ฟิลด์ ทีมระดับดิวิชั่น 4 และเป็นฝ่ายตามหลังถึง 0-3! คอซม่า ลงมาเป็นสำรองและเปิดบอลให้ รอนนี่ โรเซนธาล กับ มาร์ค ไรท์ ทำคนละประตู เกมนั้นจบที่ 4-4 ด้วยความที่แทบไม่ได้ลงเล่น ทำให้ในปีต่อมาเขาไม่สามารถต่อใบอนุญาตการทำงานหรือเวิร์ค เพอร์มิตได้ ในที่สุดก็ถูกปล่อยออกจากทีมในซัมเมอร์ปี 1993 เขาย้ายกลับไปอุจเปสต์ ทีมดังในบ้านเกิดและสร้างชื่อขึ้นมาได้อีกครั้งที่นั่น รวมแล้ว อิสต์วาน คอซม่า อยู่กับลิเวอร์พูลปีครึ่ง ลงเล่นไปแค่ 10 นัดในทุกรายการ ตรงกันข้ามกับ เอริค คันโตน่า หลังจากช่วยลีดส์ คว้าแชมป์ ก็ย้ายไปเป็นตำนานที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด "แน่นอน เอริค ก็มาที่นี่ทดสอบฝีเท้ากับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ และจากนั้นก็เซ็นกับลีดส์ และที่เหลือคือประวัติศาสตร์ เมื่อเขาย้ายไปยูไนเต็ด มันเป็นทีมหนุ่ม มีนักเตะอายุน้อยที่ต้องการใครสักคนแบบเขาเพื่อจะได้ดูเป็นแบบอย่าง ผมคิดว่า เอริค คือหนึ่งในนักเตะแบบที่ว่านี้" ซูเนสส์ เอ่ยถึงเหตุการณ์หลังจากที่เขาไม่ได้เซ็นกับหัวหอกรายนี้ มองในมุมของ ซูเนสส์ ณ เวลานั้น เขาไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ห้องแต่งตัวมันยุ่งยากไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ไม่มีใครกล้าการันตีว่า ก็องโต้ ย้ายมาหงส์แดงแล้วจะประสบความสำเร็จ ลิเวอร์พูลจะยิ่งใหญ่ เพียงแต่เมื่อมองย้อนไป คงมีข้อสงสัยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากพวกเขาตัดสินใจเซ็น เอริค คันโตน่า มาร่วมทีม ประวัติศาสตร์ฟุตบอลน่าจะเปลี่ยนโฉมไปมหาศาลเลยทีเดียว ไม่เพียงแค่ ลิเวอร์พูลทีมเดียว แต่นั่นมันจะกระทบชิ่งไปถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยอย่างแน่นอน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ภาพจำแห่งมิลานดาร์บี้ "

มาดอนน่า เป็นภาษาอิตาเลี่ยน รวมมาจากคำว่า "Ma Donna" ที่แปลว่า "My Lady" ซึ่งเป็นคำเรียกพระแม่มารี มาดอนนิน่า เป็นเหมือน descriptive sufix คือคำเติมท้ายคำศัพท์ เพื่ออธิบายเพิ่มเติม คือแปลว่า Little Madonna ที่ชาวอิตาเลี่ยนเรียก Little Madonna ก็คือรูปหล่อพระแม่มารีสีทองอร่ามที่ถูกประดิษฐานไว้บนยอดของมหาวิหารดูโอโม่ แห่งเมืองมิลานนั่นเอง ดังนั้น ดาร์บี้แม็ทช์แห่งเมืองมิลาน นอกเหนือจากถูกเรียกในภาษาอิตาเลี่ยนว่า แดร์บี้ ดิ มิลาโน่ แล้วก็ยังเป็นที่รู้กันในนาม แดร์บี้ เดลลา มาดอนนิน่า ด้วยเช่นกัน เมื่อพูดถึง มิลาน ดาร์บี้ นี่คืออีกหนึ่งเกมฟุตบอลที่เปี่ยมประวัติศาสตร์ เรื่องราวของทั้งสองสโมสร ความสำเร็จที่ทั้งคู่มีนำมารวมกันคงล้นตู้โชว์ที่ ซาน ชีโร่ มันก็เหมือนอีกหลายเกมดาร์บี้ระดับโลก ที่เมื่อมาถึง ฟอร์มการเล่น อันดับบนตารางคะแนน แทบไม่มีผล อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ใน แดร์บี้ เดลลา มาดอนนิน่า เมื่อ มิลาน vs อินเตอร์ เราจึงมักพบผลการแข่งขันที่คาดเดาไม่ได้อยู่เสมอ อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงเกมนี้ แฟนบอลทั่วโลกคงมีภาพติดตา ที่กลายเป็นภาพจำไปแล้ว นั่นคือภาพที่ มาร์โก มาเตราซซี่ ปราการหลังอินเตอร์ ยืนเอียงตัวเท้าแขนบนไหล่ของ รุย คอสต้า จอมทัพมิลาน ที่กำลังยืนกอดอก ทั้งคู่จ้องมองไปด้านหน้า ซึ่งเป็นฉากพลุไฟกำลังลุกโชนบนพื้นสนาม มันกลายเป็นเกมมิลานดาร์บี้ ที่ถูกจดจำมากที่สุด แม้มันจะไม่ใช่เนื้อเรื่องที่สวยงามนักก็ตาม ฤดูกาล 2004/05 ทั้งสองทีมเมืองมิลาน ผ่านเข้ารอบมาเจอกันเองในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อินเตอร์ มิลาน มีกุนซือหนุ่มไฟแรงในเวลานั้นอย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ เข้ามาคุมทัพเป็นปีแรก ขณะที่ มิลาน อยู่ภายใต้การทำทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่มีประสบการณ์มากกว่าและถือเป็นเจ้าแท็คติกในเกมระบบน็อคเอาท์ เหย้า-เยือน ในลีก ทั้งคู่บดบี้กัน โดยมี ยูเวนตุส ที่เก๋าและแกร่งกว่านำเป็นจ่าฝูง ถ้าเทียบในขณะนั้น ว่ากันตามประสบการณ์และความเขี้ยวในเกมเบียดๆ ในบรรดาทีมกัลโช่ ด้วยกัน ยูเว่ มาที่ 1 , มิลานที่ 2 และอินเตอร์ ไฟแรง มาเป็นอันดับ 3 เกมที่สองทีมมิลานเจอกันใน ชปล. เกมเลกแรก มิลาน ได้สิทธิ์เป็นเจ้าบ้าน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2005 และทีมของ อันเช่ ก็เอาชนะทีมของ มันโช่ ไปได้ 2-0 จากประตูของ ยาป สตัม และ อันเดร เชฟเชนโก้ ปัญหามาเกิดในเลกสอง ซึ่งอินเตอร์ได้สิทธิ์เป็นเจ้าบ้าน วันที่ 12 เมษายน 2005 เกมทำท่าจะเดือดตั้งแต่ต้นเกม มีปะทะ มีการตัดฟาวล์กันหนัก อินเตอร์ ต้องเป็นฝ่ายเปิดเกมบุกเต็มที่ แต่แล้ว เชฟเชนโก้ ก็มาตะบันด้วยซ้ายจากหน้าเขตโทษให้ มิลาน ออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 29 ในครึ่งหลัง มันชินี่ แก้เกม ซินิซ่า มิไฮโลวิช ลงมาแทน คริสเตียโน่ ซาเน็ตติ และ ฮูลิโอ ครูซ ลงแทน คิลี่ กอนซาเลซ เล่นครึ่งหลังกันไปได้ 5 นาที อินเตอร์ เจอโชคร้ายแรกเพราะหัวหอกดาวยิงตัวความหวังอย่าง อาเดรียโน่ เจ็บหลัง ในจังหวะวิ่งไล่แย่งบอลตรงแถวริมเส้น ทำให้ โอบาเฟมี่ มาร์ตินส์ โดนส่งลงมาแทน มันกลับกลายเป็นดีเพราะ มาร์ตินส์ ใช้ความเร็วปั่นป่วนทั้ง เนสต้า และ สตัม จนมีโอกาสสับไกได้หลายหน เกมครึ่งหลังเลยกลับมาสนุกตื่นเต้น เพราะต่างฝ่ายต่างได้ลุ้น อินเตอร์ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ อันเช่ ต้องแก้เกมบ้างด้วยการถอดหน้าอย่าง เครสโป ออกและให้มิดฟิลด์ประสบการณ์ รุย คอสต้า ลงไปแทนในนาทีที่ 69 จนกระทั่งนาทีที่ 71 ชนวนก็ถูกจุด แอนดี้ ฟาน เดอร์ เมย์เด้ ยิงจากหน้ากรอบโทษ ดีด้า ปัดปลายมือออกหลัง อินเตอร์ ได้เตะมุม จากลูกเตะมุมนี้เอง เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ โถมเข้ามาโขกจมตาข่าย แต่ผู้ตัดสินชาวเยอรมัน มาร์คุส แมร์ค เป่าไม่ให้ประตู โดยชี้ว่า ฮูลิโอ ครูซ กองหน้าอินเตอร์ไปทำฟาวล์ใส่ ดีด้า นายทวารมิลาน ทันใดนั้นเอง แฟนอินเตอร์ที่กำลังเดือดระเบิดทันที พวกเขาเริ่มขว้างสิ่งของ ขว้างขวดน้ำลงมาในสนาม และเริ่มมีการปาแฟลร์ หรือพลุไฟลงมาเรื่อยๆ นักเตะพยายามหยิบเอาของที่หยิบได้ โยนไปให้พ้นสนาม เพื่อจะเล่นกันต่อ ทันใดนั้นเองก็มีพลุไฟอันหนึ่งถูกขว้างลงมาโดนที่หัวไหล่ของ ดีด้า นายทวารมิลาน เต็มๆ มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกมต้องยุติลงชั่วคราว ตอนนี้เองที่นักเตะทั้งสองทีมเดินออกมาพัก หรือไม่ก็พูดคุยกัน เป็นที่มาของภาพในตำนาน มาเตราซซี่ และ รุย คอสต้า ดีด้า ถูกจับมาปฐมพยาบาลดูแลตรงอาการพองที่โดนพลุปาใส่ก่อนที่ อันเช่ จะเปลี่ยนเขาออกให้ คริสเตียน อับเบียติ ลงไปเฝ้าเสาแทน เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์หยิบพลุไฟจุ่มลงในถังน้ำเพื่อดับมัน นักเตะอินเตอร์ เดินมาช่วยเคลียร์สนาม เกมทำท่าจะเล่นต่อได้ หลังหยุดมาหลายนาที แต่เมื่อเปิดเกมกันมาได้แค่อึดใจเดียว แฟนบอลยังปาพลุซ้ำลงมาไม่หยุดทำให้ มาร์คัส แมร์ค ตัดสินใจเป่ายุติเกมนี้ทันที เดินนำผู้เล่นทั้งสองทีมเข้าห้องแต่งตัว ยูฟ่า ตัดสินใจปรับให้ อินเตอร์ แพ้ 0-3 และเมื่อรวมกับผลการแข่งขันจากนัดแรก เท่ากับ มิลาน ได้ผ่านเข้ารอบไปในที่สุด อินเตอร์ โดนลงโทษปรับ 300,000 สวิสฟรังก์ และให้เล่นเกมเหย้าในบ้านอีก 4 นัดต่อไปแบบปิดสนาม ไม่มีแฟนบอลเข้า นั่นเท่ากับพวกเขาสูญเสียรายได้ไปเกือบ 8 ล้านยูโร ณ เวลานั้น มันคือการลงโทษที่แพงที่สุดจากยูฟ่า ต่อการกระทำความผิดของสโมสร แดร์บี้ เดลลา มาดอนนิน่า ในรายการยุโรป จบลงด้วยความวุ่นวาย และผลเสียที่มีต่ออินเตอร์ มิลาน ส่วน เอซี มิลาน พวกเขาเอาชนะ พีเอสวี หวุดหวิดในรอบตัดเชือกได้เข้าไปเล่นนัดชิงกับลิเวอร์พูลที่อิสตันบูล ซึ่งเรารู้ตอนจบของมันอยู่แล้ว ด้าน อินเตอร์ พวกเขาใช้เวลาสร้างทีมอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนที่ในอีก 5 ปีต่อมา พวกเขาจะคว้าแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จจากฝีมือของชายที่ชื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ ........ รายชื่อนักเตะของทั้งสองทีมในเกมนัดนี้ อินเตอร์ มิลาน (4-2-3-1): ฟรานเชสโก้ ตอลโด้ - ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ, อิบัน กอร์โดบา, มาร์โก มาเตราซซี่, จูเซ็ปเป้ ฟาวัลลี่ - คริสเตียโน่ ซาเน็ตติ (ซินิซ่า มิไฮโลวิช, น.46 ), เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ - แอนดี้ ฟาน เดอ เมย์เด้, ฮวน เวรอน, คิลี่ กอนซาเลซ (ฮูลิโอ ครูซ, น.46 ) - อาเดรียโน่ (โอบาเฟมี่ มาร์ตินส์, น.50) สำรอง: ฟาเบียน การินี่ (gk), เซ มาเรีย, คริสเตียน วิเอรี่, จอร์จอส คารากูนิส เอซี มิลาน (4-3-1-2): ดีด้า (คริสเตียน อับเบียติ, น.73) - คาฟู, ยาป สตัม, อเลสซานโดร เนสต้า, เปาโล มัลดินี่ - มัสซิโม่ อัมโบรซินี่, อันเดรีย ปีร์โล่, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ - กาก้า - อันเดร เชฟเชนโก้, เอร์นาน เครสโป (รุย คอสต้า, น.69) สำรอง : จูเซ็ปเป้ ปันคาโร่, คาค่า คาลัดเซ่, คริสเตียน บร็อคคี่, แซร์จินโญ่, ยอน ดาห์ล โทมัสสัน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" โกล์ผีมือสังหารจุดโทษ "

ดูเหมือนว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะมีปัญหายามเจอสถานการณ์ลูกจุดโทษ ล่าสุดพ่ายมิดเดิลสโบรช์ ตกรอบเอฟเอ คัพ แบบงงๆ ทั้งที่มีโอกาสยิงนับไม่ถ้วนระหว่าง 120 นาที แถมมาเสียประตูชนิดที่เรียกได้ว่าโชคร้าย ย้อนไปปลายฤดูกาลที่แล้ว โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อนำทีมชวดแชมป์ ยูโรปา ลีก เพราะพ่ายจุดโทษให้กับ บียาร์เรอัล เกมนั้นทั้งสองทีมต่างยิงจุดโทษได้ดีมาตลอด มันไม่น่าเชื่อที่ลงเอย ต้องมาตัดสินกันคนที่ 11 คือผู้รักษาประตู ดาบิด เด เคอา ไม่มีวันรู้เลยว่าเขาจะต้องมารับหน้าที่นี้ เป็นคนยิงจุดโทษเสียเอง และเขาพลาด! ในประวัติศาสตร์ฟุตบอล มีผู้รักษาประตูหลายคนที่ใช้เท้าได้ดี สามารถยิงจุดโทษได้แบบสบายๆ โดยเฉพาะพวกโกล์จากโปรตุเกส และชาติจากอเมริกาใต้ สมัยนี้พวก เอแดร์ซอน, อลิสซง เหล่าโกล์บราซิล มั่นใจในการเล่นด้วยเท้าของตัวเองมาก ย้อนไปสมัยก่อนเราต้องนึกถึง โฮเซ่ หลุยส์ ชิลาเวิร์ต, โรเจริโอ เชนี่, ฮอร์เก้ คัมโปส พวกนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นโกล์จอมยิงประตู เชื่อหรือไม่ว่า ครั้งหนึ่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองก็เคยมีผู้รักษาประตูจอมสังหารจุดโทษ ไม่ใช่ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล แต่ต้องย้อนไปไกลกว่านั้น และเขาก็คือ อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ นายทวารชุดแชมป์ยุโรปสมัยแรก 1968 ของทีมนั่นเอง สเต็ปนี่ย์ เกิดที่มิทแช่ม, เซอร์เรย์ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของลอนดอน) เขาได้รับการจับตาว่าเป็นนายทวารอายุน้อยพรสวรรค์ มาโด่งดังกับ มิลวอลล์ และเล่นให้มิลวอลล์จนถึงปี 1966 ก็โดนเชลซี ซื้อไปร่วมทีมด้วยค่าตัวสถิติโลกสำหรับผู้รักษาประตู 50,000 ปอนด์ ขณะที่อายุได้ 24 ปี คนที่ซื้อเขามาก็คือ ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ ที่ยังคุมเชลซี อยู่ในตอนนั้น และตั้งใจจะเอา สเต็ปนี่ย์ มาสลับเล่นกับมือกาวเบอร์ 1 ของทีมอย่าง ปีเตอร์ โบเน็ตติ ทว่าอยู่กับเชลซีได้แค่ไม่กี่เดือน เขาก็โดน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของแม็ทท์ บัสบี้ เซ็นไปในราคา 55,000 ปอนด์ เป็นสถิติโลกใหม่อีกครั้งสำหรับนายทวาร พอดีว่ามือ 1 ฮีโร่จากเหตุการณ์ที่มิวนิค อย่าง แฮร์รี่ เกร็กก์ อายุเริ่มเยอะ และมีอาการบาดเจ็บ ทำให้ สเต็ปนี่ย์ เข้ามายึดมือ 1 ในทีมปีศาจแดงได้ทันที เขากลายเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในช่วงพีคของบัสบี้ เบบส์ ทั้งแชมป์ลีกและแชมป์ยุโรปสมัยแรกดังกล่าว ทว่าหลังจากนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลง บัสบี้ อำลาตำแหน่ง ทีมที่เคยแกร่งก็เริ่มโรย และขาลง มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม วิลฟ์ แม็คกินเนสส์ โดนปลด บัสบี้ ลงมาคุมชั่วคราว, แฟรงค์ โอฟาร์เรลล์ แต่แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังไม่ค่อยฟื้น กระทั่งปลายปี 1972 แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ปลด แฟรงค์ โอฟาร์เรลล์ และแต่งตั้ง ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ เจ้านายเก่าของ สเต็ปนี่ย์ ที่เชลซี เข้ามาคุมทีม ผลงานปี 1972/73 แย่มาก จบอันดับ 18 อย่างที่บอกว่ามันถึงยุคผลัดใบแล้ว ตัวเก่งเดิมๆ ไปกันเกือบหมด ต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่ แต่อย่างน้อย สเต็ปนี่ย์ ในวัย 30-31 ก็ยังไว้ใจได้เหมือนเดิม ฤดูกาล 1973/74 เป็นปีที่สำคัญอีกปีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ รู้ดีว่าเขาเข้ามารับงานที่ต้องแก้ไขเยอะ เพราะทีมชุดนี้ ตัวเก่งเริ่มหมดสภาพ พวกดาวรุ่งก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ตัวทีเด็ดไม่มี เขาต้องเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จอร์จ เบสต์ เล่นเป็นปีสุดท้ายให้ทีมเพราะสภาพร่างกายไม่ได้ การใช้ชีวิตนอกสนามส่งผลต่อเขา แซมมี่ แม็คอิลรอย กองกลางยังอายุแค่ 20, แนวรุกอย่าง ไบรอัน คิดด์ ก็ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดี, เช่นเดียวกับ ลู มาคาริ และ วิลลี่ มอร์แกน พวกเขามีปัญหากับการทำประตูอย่างมาก และ ด็อคเคอร์ตี้ ก็ต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ นั่นก็คือ เขาแต่งตั้งให้ อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ เป็นมือสังหารจุดโทษของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด "คุณเริ่มพยายามทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นเมื่อคุณเจอปัญหา และนั่นคือเหตุผลที่ อเล็กซ์ ได้ยิงจุดโทษ เราเหมือนตกท้องร่องแล้วขึ้นมาไม่ได้ในขณะนั้น คุณคิดว่าชื่อเสียงของคุณจะถูกเล่าขานกันตลอดกาลว่าเป็นกุนซือที่ทำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกชั้น" ตั้งแต่เปิดฤดูกาลจนถึงช่วง 13 นัดแรก ใครจะรู้ว่า อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ คือดาวซัลโวของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาได้โอกาสยิงจุดโทษ 2 ครั้ง และไม่พลาดเลย ลูกแรกเกมแพ้เลสเตอร์ 1-2 ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ลูกที่สอง คือประตูชัย เปิดบ้านเฉือนเบอร์มิงแฮม 1-0 ! มันลากยาวจนมาถึงช่วงคริสต์มาส ที่นักเตะหลายคนมีสถิติเป็นดาวยิงร่วมกันที่ 2 ประตู นอกเหนือจาก สเต็ปนี่ย์ แล้วก็มี ลู มาคาริ, จอร์จ เบสต์, แซมมี่ แม็คอิลรอย, ไบรอัน คิดด์ ลงท้ายฤดูกาลนั้น ดาวยิงของแมนฯ ยูไนเต็ด มีสถิติแค่ 6 ประตูเท่านั้น มีด้วยกัน 2 คนคือ แม็คอิลรอย กับ มาคาริ ที่สำคัญ มันเป็นฤดูกาลที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบด้วยอันดับ 21 ตกชั้นลงสู่ ดิวิชั่น 2 ทว่ามันก็เป็นเหมือนการเริ่มต้นล้างไพ่ใหม่ สุดท้าย ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ ก็นำทีมเลื่อนชั้นกลับสู่ดิวิชั่น 1 อย่างรวดเร็วในปีต่อมา และเริ่มต้นทำผลงานได้อย่างสดชื่นอีกครั้ง จนกระทั่งพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ปี 1977 ด้วยการเอาชนะลิเวอร์พูลในนัดชิงชนะเลิศ 2-1 เป็นการยุติระยะเวลา 9 ปี ที่ไร้แชมป์ใดๆ มาครองลงได้สำเร็จ แน่นอน อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ ได้โอกาสลงเฝ้าเสาในนัดดังกล่าวนี้ด้วย! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ย้อนรอยคดีฉาว อดัม จอห์นสัน "

ท่ามกลางกระแสข่าวของ เมสัน กรีนวูด ที่ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับแฟนสาว ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมาก นักฟุตบอลอาชีพ รายได้ดี มีชื่อเสียง ยังหนุ่มยังแน่น แต่มีเรื่องฉาว จนมีสิทธิ์โดนลงโทษทางกฎหมายขั้นสูงสุด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักเตะระดับไฮโพรไฟล์จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องผู้หญิงจนไปไกลถึงกับการโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวมาสืบสวนสอบสวน ไม่กี่เดือนก่อนหน้า เบนฌาแม็ง เมนดี้ ของแมนฯ ซิตี้ ทีมร่วมเมืองก็โดนคดีข่มขืนหลายกระทง ทว่าที่โด่งดังติดคุกจริง ก็คือคดีของ อดัม จอห์นสัน เมื่อปี 2016 อดัม จอห์นสัน ถือเป็นปีกพรสวรรค์อนาคตไกล เขาเกิดที่ซันเดอร์แลนด์ มาดังกับมิดเดิลสโบรช์ กระทั่งแมนฯ ซิตี้ ซื้อมาร่วมทีมในปี 2009/10 ฟอร์มของ จอห์นสัน ดีถึงขนาดโดนเรียกตัวไปเล่นให้ทีมชาติอังกฤษอยู่หลายนัด เขาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของเรือใบชุดแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยแรก ปีต่อมา 2012/13 ถึงย้ายมายังทีมบ้านเกิดคือซันเดอร์แลนด์ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในพรีเมียร์ ลีก และมี มาร์ติน โอนีล คุมทีม เมื่อกลับบ้านมาเล่นให้ซันเดอร์แลนด์ เขาถือเป็นสตาร์ของทีม ทำผลงานสม่ำเสมอ แฟนบอลรักและชื่นชอบมาก ไม่มีใครรู้ว่า นอกจากสนามฟุตบอล อดัม จอห์นสัน มีความลับอะไรอยู่ จนกระทั่งเรื่องที่ว่านี้เกิดขึ้นมา ปี 2014 จอห์นสัน คบกับ สเตซี่ย์ ฟลาวน์เดอร์ส แฟนสาว ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกของทั้งคู่ ช่วงที่แฟนท้องนี่เอง จอห์นสัน เริ่มออกนอกลู่นอกทาง เพียงแต่คนที่เขาพยายามไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ดันเป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามกฎหมายของสหราชอาณาจักร กฎหมายของ UK ระบุว่าผู้ที่จะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองในการมีกิจกรรมเกี่ยวกับทางเพศ ต้องอายุ 16 ปีขึ้นไป ปลายปี 2014 มีแฟนบอลเป็นเด็กมัธยมปลาย Year10 หรือม.4 อายุเพิ่ง 15 หมาดๆ รายหนึ่ง เขาชื่นชอบในตัว อดัม จอห์นสัน อย่างมาก จึงแมสเซจไปหาทางเฟซบุค ปีกตัวเก่ง อายุ 27 ปีในเวลานั้น ก็ได้ตอบและพูดคุยกันตามปกติ ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันมากเข้า ก็เกิดการนัดพบโดยความต้องการของฝ่ายหญิงคืออยากได้เสื้อและลายเซ็นของจอห์นสัน ซึ่งเป็นขวัญใจในทีมแมวดำของเธอ เรื่องนี้ จอห์นสัน สารภาพในภายหลังว่าเมื่อเห็นรูปของแฟนบอลสาวแล้ว ดูโตกว่าวัย ทำให้เขารู้สึกสนใจ และดึงดูดใจสำหรับเขาจริง จึงทำเรื่องที่ผิดพลาดลงไป ข้อความที่พูดคุยกัน และเริ่มส่อแววจะเป็นเรื่องยุ่ง เกิดขึ้นในวันส่งท้ายปีเก่า วันที่ 31 ธันวาคม 2014 ซึ่งมีหลักฐานที่สื่ออังกฤษนำมาเปิดเผยดังนี้ จอห์นสัน : ‘เธออยู่ม.ปลายปีสุดท้ายหรือเปล่า?’ เด็กสาว : ‘ปี10 (ม.4)…คุณยังจะส่งเสื้อพร้อมลายเซ็นมาให้หนูมั้ย’ จอห์นสัน : ‘ส่งสิ ฉันจะส่งให้เธอตัวนึง หรือจะให้เซ็นเสื้อของเธอ แล้วแต่เธอเลย’ เด็กสาว : ‘ทั้งสองอย่างเลยถ้าคุณทำได้นะ’ จอห์นสัน : ‘ได้สิ ฉันทำให้ได้ ให้ฉันเซ็นเสื้อเธอวันเกมแข่งหรือมานัดเจอกันล่ะ? แล้วแต่เธอเลย’ เด็กสาว : ‘หนูยังไงก็ได้ โชคดีในเกมกับซิตี้นะคะ’ โปรแกรมแข่งในวันปีใหม่ของซันเดอร์แลนด์คือการไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ทีมเก่าของจอห์นสันเอง จากนั้นทั้งคู่ก็คุยกันเรื่องเกี่ยวกับแผนการฉลองวันขึ้นปีใหม่ และเด็กสาวบอกว่าเธอต้องอยู่ฉลองกับสมาชิกในครอบครัว จอห์นสัน : ‘เธอออกไปฉลองที่ไหน?’ เด็กสาว : ‘หนูยังอายุไม่ถึงจะออกไปเที่ยวน่ะ’ จอห์นสัน : ‘ฮ่าๆ แต่ว่านะเธอดูอายุถึงแล้วนะ เธอครบ 16 เมื่อไหร่?’ เด็กสาว : ‘เนี่ยคนพูดยังงี้ตลอดเลย ไม่มีใครเชื่อเวลาหนูบอกว่าหนูอายุ 15’ จากนั้นเด็กสาวบอกกับจอห์นสันว่าเธอจะครบ 16 ในเดือนพฤศจิกายน จอห์นสัน : ‘อีกนานเลยนะนั่น 555’ ต่อมา อดัม จอห์นสัน ก็ได้มอบเสื้อพร้อมลายเซ็นของเขาให้กับเด็กสาว วันที่ 14 มกราคม หลังจากทั้งคู่ได้เจอกันครั้งแรก ทั้งคู่ก็ส่งข้อความหากันอีก เด็กสาว : ‘ขอบคุณค่ะ’ จอห์นสัน : ‘เธอติดหนี้ฉันนะ ฉันว่าฉันต้องขอจูบขอบคุณสำหรับเสื้อนั่นหน่อย ฉันจะได้จูบขอบคุณนี่ ฉันว่าคุ้มค่าแน่นอนหละ ’ เด็กสาว : ‘ฮ่า ฮ่า มันคุ้มแหละ’ จอห์นสัน : ‘มั่นใจไม่เบานะเราเนี่ย? ฉันได้แค่จูบเหรอ?’ เด็กสาว : ‘อยู่ที่ว่ามีอะไรอย่างอื่นที่คุณอยากได้กันแน่’ จอห์นสัน : ‘ไม่รู้สิ มันขึ้นอยู่กับว่าเธอพร้อมขนาดไหน...มากกว่าจูบอีกสักหน่อยงี้’ เด็กสาว : ‘อย่างเช่น?’ จอห์นสัน : ‘อะไรที่มันได้อารมณ์สักหน่อย นี่ไม่ได้กดดันนะ 555 เออ อย่าลืมลบแมสเซจที่เราคุยกันอยู่ตลอดนะ’ ช่วงนั้น สเตซี่ย์ ฟลาวน์เดอร์ส แฟนสาวของ จอห์นสัน เพิ่งคลอดลูกคนแรกของทั้งคู่พอดี เป็นลูกสาวชื่อว่าอายล่า ผ่านมาถึงวันที่ 30 มกราคม 2015 คือวันเกิดเหตุ มันเกิดขึ้นในรถเรนจ์ โรเวอร์ส ของ อดัม จอห์นสัน ซึ่งจอดอยู่หลังร้านอาหารจีน เทคอเวย์ แห่งหนึ่ง โดยทั้งคู่ได้จูบกันและมีเหตุการณ์ที่ ต่างฝ่ายต่างเล่าไม่ตรงกัน เพราะตรงนี้มันส่งผลต่อโทษของ อดัม จอห์นสัน ในภายหลังอย่างมาก จอห์นสัน : ‘ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ?’ จอห์นสัน : ‘ฉันว่าคราวหน้าเราไปเบาะหลังดีกว่า มันกว้างนะ อยากถอดยีนส์เธอออก’ เด็กสาว : ‘คราวหน้าละกันนะ ฮ่า ฮ่า’ จอห์นสัน : ‘มันคงแค่ 10 วิแค่นั้นแหละ 555’ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง สเตซี่ย์ ฟลาวน์เดอร์ส แฟนสาวของ อดัม จอห์นสัน ก็ส่งรูปถ่ายลูกสาวที่เพิ่งคลอดของทั้งคู่มาให้ จอห์นสัน ตอบเพียง ‘ลูกน่ารักจริงๆ’ จอห์นสัน ไม่ได้ตอบกลับข้อความต่อจากนั้นของ สเตซี่ย์ เพราะเขากำลังยุ่งอยู่เด็กสาว ข้อความของสเตซี่ย์ที่ส่งมานั้นคือ.. ‘นี่คุณ ฉันจะพยายามไม่คิดแง่ลบกับคุณนะ จะพยายามเชื่อใจคุณมากขึ้น แต่ถ้าคุณทำอะไรโง่ๆ อยู่ละก็ ให้หยุดซะเดี๋ยวนี้ แล้วคิดถึงเรื่องของเรา มันน่าเสียดายที่คุณจะมาพังมันตอนนี้นะ ฉันอยากให้คู่เราไปกันรอด เพราะเราเป็นครอบครัวแล้วตอนนี้และเรามีอายล่า (ลูกสาว) แล้วด้วย’ หลังจากนั้นไม่นาน แฟนบอลเด็กสาวคนนี้ ซึ่งยอมรับว่าตัวเองก็เตรียมใจไว้แล้วว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งเธอก็ไม่ได้ขัดขืน เพียงแต่ตัวเธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด ในที่สุดก็อดทนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว เธอไปสารภาพกับพ่อแม่ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับ อดัม จอห์นสัน นั่นเองเป็นที่มาของการจับกุมและตั้งข้อหา เมื่อพ่อแม่ของเธอไปแจ้งตำรวจ เนื่องจากลูกสาวยังอายุไม่ครบ 16 ปี ยังไม่โตพอที่จะตัดสินใจเองได้เกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศตามข้อกฎหมาย วันที่ 2 มีนาคม 2015 ตำรวจก็จับกุม อดัม จอห์นสัน ในฐานะผู้ต้องสงสัยมีกิจกรรมทางเพศกับผู้เยาว์ ต่อมาในปลายเดือนเมษายน เขาก็ถูกตั้งข้อหา มีกิจกรรมทางเพศกับเด็กอายุไม่ถึง 16 ปี และข้อหาล่อล่วงเด็ก (Child Grooming) เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาในเดือนมิถุนายน ศาลมีคำสั่งไต่สวนพิจารณาคดีในเดือนกันยายน 2015 แต่ภายหลังถูกเลื่อนไปเป็นกุมภาพันธ์ 2016 ในช่วงแรกที่โดนจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในเดือนมีนาคม 2015 สโมสรสั่งแบนเขาออกจากทีมทันที แต่ภายหลังก็กลับมาลงเล่นได้อีกครั้ง ซึ่งเขาได้รับอนุญาตให้ประกันตัวออกมาได้ แซม อัลลาร์ไดซ์ เข้ามาคุมซันเดอร์แลนด์ในเดือนตุลาคม 2015 และยังคงใช้งาน จอห์นสัน ตามปกติ ต่อมา บิ๊กแซม โดนสังคมรุมประนามอย่างหนักเพราะใช้ผู้ต้องหาคดีที่สะเทือนต่อสังคมอย่างนี้ลงเล่น ทว่าอัลลาร์ไดซ์ ก็ออกมาอธิบายว่าเขาเข้ามารับงานภายหลังจากที่สโมสรได้มีการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับคดีว่า จอห์นสัน ได้รับทราบความผิด ตัวเขารู้แต่เพียงว่า จอห์นสัน ปฏิเสธข้อกล่าวหาเลยส่งลงเล่น วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2016 อดัม จอห์นสัน ลงเล่นให้กับซันเดอร์แลนด์ ในเกมเสมอลิเวอร์พูล 2-2 และเขาทำได้ 1 ประตูด้วย 4 วันต่อมาเขาเข้ารับฟังการไต่สวนพิจารณาคดี และยอมรับข้อกล่าวหา 2 กระทง คือ มีกิจกรรมทางเพศกับผู้เยาว์ และล่อล่วงผู้เยาว์ แต่ปฏิเสธอีก 2 ข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเพศที่รุนแรงกว่า เขายอมรับเพียงแค่จูบ แต่กิจกรรมที่รุนแรงกว่านั้น ตามที่เด็กสาวให้การคือเขาใช้มือในการลุกล้ำผู้เสียหาย (Digitally penetrate) และออรั่ล เซ็กซ์ ซึ่งหากผิด 2 กระทงนี้ด้วย นอนคุกยาวแน่นอน เด็กสาวให้การไว้อย่างนี้ "หนูจูบกับเขานานพอดูเลย เขาปลดกระดุมกางเกงหนู เขาใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะปลดได้" "เขาล้วงมือไปที่กางเกงของหนู เขาเริ่มไปที่กางเกงชั้นใน" "เขาถามว่าเมื่อไหร่หนูจะอายุครบ 16" "แม้ว่าหนูคาดเอาไว้แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น แต่หนูก็ยังช็อคอยู่ดีที่มันเกิดขึ้นจริงๆ หนูคือ หนูรู้นะว่าหนูทำสิ่งที่ผิด" "มันไม่ใช่ว่าหนูไม่อยากให้เกิดขึ้นหรืออะไรนะ หนูรู้แหละว่ามันผิด แต่หนูไม่ใช่คนที่จะสามารถปกปิดความผิดเอาไว้ได้" หลังจากถูกตัดสินว่าผิด 2 กระทงนี้ ซันเดอร์แลนด์ จัดการฉีกสัญญาของเขาทันที 1 วันให้หลังจากการพิจารณาคดี วันที่ 24 มีนาคม 2016 อดัม จอห์นสัน ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี แต่ได้รับการประกันตัวสั้นๆ ออกมาเพื่อกล่าวลากับลูกสาววัยแบเบาะของเขา ก่อนเข้าคุก มีคลิปที่ทาง เดอะ ซัน นำเปิดเผยในภายหลัง จอห์นสัน เอ่ยกับชายอีกคนในคุกโดยเขาเชื่อว่าโทษของเขารุนแรงเกินกว่าความผิด เพราะเขาเป็นคนมีชื่อเสียง หลังจากประพฤติตัวดีอยู่ในคุกอยู่ 3 ปี เขาก็ถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อปี 2019 เท่ากับชดใช้โทษเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เขาขายบ้านหลังเก่าของเขา ซึ่งมี เบน สโต๊คส์ นักคริกเก็ต ชื่อดังทีมชาติอังกฤษเข้ามาซื้อต่อ ระหว่างอยู่ในคุก เขาได้ใช้เงินที่มีสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมาด้วยงบ 2 ล้านปอนด์ ซึ่งเขาก็อยู่อาศัยในปัจจุบัน อดัม จอห์นสัน ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินแม้ว่าจะไม่ได้เตะบอลแล้วก็ตาม เพราะเขาไม่ใช่คนที่หรูหราฟู่ฟ่าเกินตัวนัก อีกทั้งตั้งแต่เป็นดาวรุ่งเขาเปิดบริษัทที่มีพ่อและแม่เขาคอยดูแล ลงทุนในหลากหลายธุรกิจโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ นั่นทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบาย หลังพ้นโทษ อย่างไรก็ตาม จากความผิดที่เขาได้ทำลงไป ทำให้ อดัม จอห์นสัน โดนตราหน้าว่าเป็นพวกโรคจิตใคร่เด็กไปตลอดชีวิตที่เหลือ แน่นอนว่าเส้นทางอาชีพการเป็นนักฟุตบอลของเขาก็จบลงไปในทันทีที่เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้วนั่นเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ความปวดหัวที่เชลซีของเลาดรุ๊ป "

พี่น้องเลาดรุ๊ป น่าจะเป็นคู่พี่น้องนักเตะที่เก่งทั้งคู่ ไม่ใช่เก่งแค่คนใดคนหนึ่ง ขณะที่ ไมเคิ่ล คนพี่ ถูกจัดอยู่ในระดับเวิลด์ คลาส ในช่วงเวลาของเขาและมีเส้นทางอาชีพที่มั่นคงประสบความสำเร็จชัดเจน มีความนิ่ง เป็นผู้ใหญ่กว่า ไบรอัน คนน้อง ดูเป็นเด็กมีพรสวรรค์ เล่นได้น่าตื่นตาตื่นใจ และถูกมองคุณค่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเส้นทางอาชีพของเขามันมีเรื่องให้ต้องปวดหัวเต็มไปหมด ภาพของ ไบรอัน ที่หลายคนทำได้ดีคือในฟร้องซ์ 98 เมื่อเขายิงตีเสมอบราซิล 2-2 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แล้วดีใจด้วยการสไลด์ตัวลงไปนอนเอกเขนกเอามือขึ้นมายันตรงคางเอาไว้อย่างสบายอารมณ์ ไบรอัน เลาดรุ๊ป ดังมากับบรอนด์บี้ ในเดนมาร์กบ้านเกิด แล้วย้ายมาเล่นในเยอรมันกับ ไบเออร์ อัวร์ดิงเง่น เพียงปีเดียวก็ย้ายไปเล่นให้ยักษ์ใหญ่ บาเยิร์น มิวนิค ในปี 1990 กับ บาเยิร์น เขาเข้าคู่กับ สตเฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก ซี้กันทั้งในและนอกสนาม แถมในปี 1992 ยังย้ายไปเล่นให้ ฟิออเรนติน่า พร้อมกันอีก ที่นี่เองปัญหาเริ่มเดินเข้าหาเขา ก่อนซีซั่นเริ่มเขาทะเลาะกับ เอ็ฟเฟ่นแบร์ก เพราะ เอ็ฟเฟ่ เอารถสปอร์ตของเขาไปซิ่งโดยไม่บอกสักคำตอนเขาไปพักร้อน ปีนั้น ฟิออเรนติน่า สตาร์เต็มทีมแต่ตกชั้นเฉยเลย! ไบรอัน โดนปล่อยให้ มิลาน ยืมตัวในปีต่อมา กระทั่งปี 1994 ในฐานะซูเปอร์สตาร์ที่เล่นในลีกใหญ่ ไบรอัน เลาดรุ๊ป ในวัย 25 ปี กลับเลือกย้ายไปเล่นให้ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ในสก็อตแลนด์ เรนเจอร์ส ยุคนั้น ถือเป็นทีมใหญ่ มาตรฐานของพวกเขาบนเวทียุโรป ดูดี แบรนด์แข็งแกร่งกว่าทุกวันนี้ แต่ลีกสก็อต ก็ยังถือว่าเป็นลีกรองอยู่ดี ที่นี่เอง ไบรอัน ได้เจอความสงบที่เขาต้องการ เขาเล่นให้กุนซืออย่าง วอลเตอร์ สมิธ เขามีอิสระในการเล่นเต็มที่ เมื่อมีบอลกับเท้า เขาทำให้แฟนบอลนั่งไม่ติดเก้าอี้ เรนเจอร์ส กวาดแชมป์มาตลอดจนกระทั่งในปี 1997/98 มันเป็นปีสุดท้ายในสัญญาของเขากับทีม พอเข้าเดือนมกราคม 1998 หมายความว่าเขาสามารถเจรจาย้ายทีมได้ล่วงหน้าแบบอิสระตามกฎบอสแมน เขาเริ่มคิดหนัก เพราะนักเตะหลายคนย้ายออก ทั้ง เอียน ดูร์แรนท์, สจ๊วร์ต แม็คคอลล์, ริชาร์ด เกาจ์, แอนดี้ โกแร่ม และที่สำคัญที่สุด วอลเตอร์ สมิธ กำลังอำลาตำแหน่ง "ตอนที่มีการประกาศว่า สมิธ จะอำลาสโมสรในตอนจบฤดูกาล หรืออย่างที่เขาพูดว่า 'ปลดอย่างสุภาพ' นับแต่นั้นสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไป" ไบรอัน เลาดรุป เล่าเหตุการณ์ "ผมรู้สึกเหมือนมันคือจุดสิ้นสุดของยุคนึง ถ้าเขายังอยู่กับเรนเจอร์ส ผมก็คงอยู่ต่อเช่นกัน แต่นักเตะหลายๆ คนก็ย้ายออก และสัญญาของผมก็กำลังจะหมดลง" "ผมยอมรับว่าผมไม่ได้ท็อปฟอร์มในฤดูกาลสุดท้ายนั้น ผมไม่มีข้อแก้ตัว แต่หนึ่งเหตุผลคือ มันทำให้ผมใช้เวลาไปนานมากในการตัดสินใจว่าจะเอาไงต่อดี" "อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องของการคิดถึงการย้ายทีมและต้องคิดถึงครอบครัวด้วย" "ผมสามารถเซ็นสัญญาล่วงหน้าได้เลยตั้งแต่เดือนมกราคมและผมได้คุยกับเอเยนต์เรื่องไปอเมริกา แต่หนังสือพิมพ์มารู้เรื่อง ผมเลยทิ้งแผนนี้ไป" สำหรับ ไบรอัน เขาเกลียดความไม่แน่นอน การทำอะไรที่ฉุกละหุกมันทำให้เขาเครียด หากเขาจะย้าย เขาต้องตัดสินใจเลย เพื่อจะได้รู้จุดหมายปลายทาง เพื่อจะได้จัดเตรียมหาที่อยู่อาศัย หาโรงเรียนให้ลูก เตรียมความพร้อมจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายเอาแค่ไม่กี่สัปดาห์ในช่วงซัมเมอร์ และอีกอย่าง เขาต้องไปลุยบอลโลก ฟร้องซ์ 98 กับ เดนมาร์กด้วย เวลายิ่งน้อยลงไปอีก หากทำอะไรให้เสร็จสิ้นไปซะ จะได้สบายใจ "จากนั้นเชลซีก็เข้ามา บางทีผมก็ทำให้ตัวเองกดดันด้วยกับการตัดสินใจนี้ การทำให้ทุกอย่างลุล่วงหมายถึงคุณต้องสามารถหาบ้าน, โรงเรียนให้ลูก และอื่นๆ ผมอยากให้มันราบรื่นไม่ฉุกละหุกเท่าที่จะเป็นไปได้" เชลซี ของประธานเคน เบตส์ ในตอนนั้นก็เป็นอีกทีมที่เข้ามาติดต่อ ไบรอัน เลาดรุ๊ป อย่างจริงจังตอนต้นปี 1998 จนในที่สุด เขาก็เลือกเชลซี แต่จังหวะชีวิตของ ไบรอัน มันไม่สมูธอย่างที่เขาคิดเอาไว้เลย เพราะปัญหาที่เขาเจอมันซับซ้อนอยู่เสมอ กล่าวคือ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 1998 เชลซี ตัดสินใจเปลี่ยนตัวกุนซือ เคน เบตส์ ปลด รุด กุลลิท ออกกลางคัน แล้วดันเอา จานลูก้า วิอัลลี่ ขึ้นมานั่งแท่นผู้เล่น/ผู้จัดการทีมแทน ปัญหาคือคนที่คุย โน้มน้าว ไบรอัน เลาดรุ๊ป มาตลอดคือกุลลิท แต่ในวันที่เขาเดินทางลงมาลอนดอนเพื่อคุยเรื่องสัญญา มันกลายเป็น วิอัลลี่ พอดิบพอดี เป็นช่วงก่อนวาเลนไทน์ปี 1998 แค่ไม่กี่วัน "บางที ผมน่าจะสังเกตเห็นสัญญานเสียก่อน เพราะมันมีเรื่องราวเกี่ยวพันทันทีในการประชุมจริงจังของผมกับสโมสร" "ผมบินไปลอนดอนเพื่อคุยกับ รุด กุลลิทซึ่งเป็นผู้จัดการทีมในตอนนั้น มีคนมารับผมที่สนามบิน แต่คนนั้นบอกผมว่าจะได้คุยกับ จานลูก้า วิอัลลี่ แทนเพราะเขาเป็นนักเตะ เขาจะสามารถบอกผมเรื่องเกี่ยวกับสโมสรและการอาศัยในลอนดอนได้ทั้งหมด" "ผมคิดว่ามันแปลก ยังไงก็ตาม ผมก็ไปประชุม และจิบเอสเปรสโซ่แก้วเล็กๆ กับวิอัลลี่ จากนั้น โคลิน ฮัทชินสัน ซึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของเชลซีก็บอกผมว่า วิอัลลี่ จะเป็นเจ้านายของผมถ้าผมเซ็นสัญญา เพราะเขาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งมาแทนกุลลิท ในวันนั้นพอดีเลย" "ผมแบบว่า 'อะไรนะ!?' ผมไม่รู้จะพูดยังไงเลย" "กระนั้น สถานการณ์ก็ดำเนินไป ผมเซ็นสัญญา แต่มาถึงจุดที่ผมรู้สึกว่าไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วหละ" ความรู้สึกกังวล คิดมากเรื่องอนาคต มันรบกวนจิตใจเขา จนส่งผลกระทบต่อฟอร์มในสนามฤดูกาลสุดท้ายกับ เรนเจอร์ส ก่อนฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 เริ่มตันไม่นาน เขาตัดสินใจไปคุยกับเชลซีตรงๆ เพื่อขอยกเลิกสัญญาได้ไหม เนื่องจากเขารู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อย่างไรก็ตาม โคลิน ฮัทชินสัน ยืนยันว่าหากเขาไม่ทำตามสัญญาทีเซ็นไว้ เห็นทีเรื่องนี้จะต้องขึ้นไปถึง ยูฟ่า และฟีฟ่า เป็นแน่ เชลซี มองว่าพวกเขาไม่อยากปล่อยนักเตะที่ยังขายได้ มีพรสวรรค์ในวัย 29 ปีไปแบบฟรีๆ (แม้จะเซ็นมาฟรีๆ ก็เถอะ) ในที่สุด เลาดรุ๊ป ก็ตัดใจ กลายเป็นนักเตะของเชลซี "ผมได้คุยกับเชลซี ก่อนฟุตบอลโลกในซัมเมอร์นั้นเพื่ออธิบายความรู้สึกของผม เข้าใจได้เลยพวกเขาไม่ได้มองแบบที่ผมมอง ตอนนั้น ผมตระหนักแล้วว่าผมได้จรดปากกาลงไปแล้วและต้องเดินหน้าต่อไปกับมัน" "ผมก็ทำแบบนั้น แต่การไปร่วมทีมเชลซีเป็นการตัดสินใจผิดสำหรับผม ผมรักเพื่อนนักเตะที่นั่นนะ แต่ผมเกลียดระบบโรเตชั่นที่พวกเขาใช้" จานลูก้า วิอัลลี่ เองก็เคยเป็นเหยื่อของโรเตชั่นที่ รุด กุลลิท ใช้ และเมื่อเขามาคุมทีมเอง วิอัลลี่ กลับโรเตชั่นไม่น้อยเช่นกัน บวกกับความรู้สึกอึดอัดที่มีแต่เดิม การบริหารงานของเชลซี ที่ดูไม่เข้าท่า ไม่มีความชัดเจนและแน่นอน ทำให้ ไบรอัน เลาดรุ๊ป ไม่มีความสุขกับการเล่นที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เลย เดือนพฤศจิกายน 1998 เชลซี บังเอิญเจอกับ โคเปนเฮเก้น ในรอบ 2 ของ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ โคเปนเฮเก้น มีเจ้าของเป็น พาร์เค่น สปอร์ต แอนด์ เอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ เจ้าของบริษัทนี้คือ เฟลมมิ่ง ออสเตอร์การ์ด นักธุรกิจรายนี้มีความทะเยอทะยานและต้องการดึงเอา ไบรอัน เลาดรุ๊ป กลับเดนมาร์ก มาเล่นให้พวกเขาให้ได้ ดังนั้นตลอด 2 เลก ที่เชลซี เตะกับโคเปนเฮเก้น ออสเตอร์การ์ด เลยใช้โอกาสนี้เจรจากับทางเชลซี เพื่อขอเซ็นกับ เลาดรุ๊ป ตลกร้ายตรงที่ ไบรอัน เลาดรุ๊ป อยู่กับเชลซี เขายิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้น และประตูดังกล่าว คือการบุกไปยิงใส่ โคเปนเฮเก้น ในเลกสอง ของรอบนี้เอง เป็นประตูชัย ประตูสำคัญที่ทำให้เชลซีได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป! หลังจากเจรจากัน ทั้งเชลซี และโคเปนเฮเก้น ก็มาได้บทสรุป ไบรอัน เลาดรุ๊ป สามารถย้ายทีมได้ สัญญาคือ โคเปนเฮเก้น จะจ่ายเงิน 400,000 ปอนด์ให้เชลซี โดยแบ่งจ่าย 3 งวด และจะให้เชลซี 4 ล้านปอนด์ในอนาคต หากว่า มีสโมสรอื่นมาซื้อไบรอัน เลาดรุ๊ป ในช่วงระยะเวลา 2 ปีครึ่งต่อจากนี้ สัญญาถูกเซ็นกันวันที่ 6 พฤศจิกายน ในแฟลตของ ไบรอัน ในกรุงลอนดอน อย่างไรก็ตาม ในสัญญาดังกล่าว มีเงื่อนไขที่ว่า เลาดรุ๊ป สามารถยกเลิกสัญญากับ โคเปนเฮเก้น เมื่อไหร่ก็ได้ ด้วยการที่ เฟลมมิ่ง ออสเตอร์การ์ด มายุ่มย่ามและสร้างความอึดอัดให้กับ เลาดรุ๊ป รวมถึงครั้งหนึ่งเขากลับไปเยี่ยมบรอนด์บี้ สโมสรแรกของเขา ซึ่งเป็นอริกับ โคเปนเฮเก้น มันทำให้แฟนบอลไม่พอใจ ความสัมพันธ์เริ่มแย่ สุดท้ายในหน้าร้อนปี 1999 เขาก็ขอยกเลิกสัญญากับทีม นั่นทำให้ สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของในตัวเขา กลับไปยังเชลซีอีกรอบ โคเปนเฮเก้น ยังค้างเงิน 2 งวด ที่ยังต้องจ่ายให้เชลซี พวกเขาเลยไม่จ่าย แต่เชลซีเอง ก็รีบขายเขาไปให้กับ อาแจ็กซ์ ทันทีในหน้าร้อนนั้น ค่าตัวตรงนี้ไม่มีการเปิดเผย แต่คาดกันว่าอยู่ที่ 2 ล้านยูโร โคเปนเฮเก้น กับเชลซี เลยขัดแย้งกัน ต้องมาคุยกันเรื่องเงินต่างๆ นาๆ สำหรับไบรอัน เลาดรุ๊ป เขาได้หายใจโล่ง เพราะมันเหมือนเขาต้องวนเวียนอยู่กับความไม่สบายใจมา 1 ปีเต็ม ลงเล่นได้ไม่เต็มที่ ผลงานก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อย่างที่บอกว่าสำหรับเขาแล้ว ต้องการอิสระและความสบายใจที่จะได้ลงสนาม เขาเลือกอาแจ็กซ์ เพราะมี ยาน วูเทอร์ส ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขาที่ บาเยิร์น มิวนิค คุมทีม วูเทอร์ส รู้ดีถึงวิธีการที่จะทำให้ ไบรอัน เค้นฟอร์มเก่งออกมา "ผมได้รับข้อเสนอจาก 15 สโมสร และผมรู้สึกว่าอาแจ็กซ์ เป็นสโมสรที่ใช่สำหรับผม" "ผมไม่สนุกกับการเล่นให้โคเปนเฮเก้น ผมมีปัญหาแบบเดียวกันนี้ที่เชลซี ผมไม่สามารถแสดงตัวตนของผมได้มากกว่า 70%เลย" ภายหลัง แกรม เลอ โซซ์ แบ็กซ้ายเชลซี ซึ่งแม้จะเล่นกับเลาดรุ๊ป แค่ช่วงสั้นๆ แต่ก็ยกเขาเป็นหนึ่งใน 11 นักเตะที่ดีที่สุดที่เคยเล่นด้วยเลย มันแสดงให้เห็นถึงฝีเท้าที่แท้จริงของเขา ฤดูกาล 1999/2000 ไบรอัน เลาดรุ๊ป เป็นกำลังหลักให้อาแจ็กซ์ เขายิงไป 13 ประตูจาก 31 ในเอเรดิวิซี่ และยิง 15 ประตูจาก 38 นัดในทุกรายการ เมื่อมองไล่ดูเส้นทางของ ไบรอัน เลาดรุ๊ป จะพบว่าเขามักตกอยู่ในสถานการณ์ที่ปัญหามันซับซ้อนเสมอ ไม่ใช่แค่ชั้นเดียว อีกทั้งตัวเขาเองก็มีส่วน โดยเฉพาะเรื่องสภาพจิตใจ เมื่อไหร่ที่ไม่สบายใจ ไม่มีความสุข มันจะส่งผลต่อฟอร์มในสนามอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาสุดท้ายก็มาถึงเมื่อจบปีแรกกับ อาแจ็กซ์ เขาได้รับบาดเจ็บ ทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นได้เต็มที่ในปีต่อมา ไบรอัน เลาดรุ๊ป ตัดสินใจประกาศแขวนสตั๊ดทันทีในปี 2000 ด้วยอายุเพียง 31 ปีเท่านั้น เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" พลิกล็อกระดับโลก "

หนึ่งในเกมที่พลิกล็อกที่สุดของวงการฟุตบอลเกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 1990 นัดเปิดทัวร์นาเมนต์ อาร์เจนติน่า เจ้าของแชมป์ปี 1986 ประเดิมทัวร์นาเมนต์เจอกับแคเมอรูน ทีมจากแอฟริกาที่เพิ่งผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ทีมฟ้าขาว นำมาโดยนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ณ ตอนนั้น ดีเอโก้ มาราโดน่า มาราโดน่า ในวัย 29 ปี กำลังอยูในช่วงพีคสุดขีด จบฤดูกาล 1989/90 เขาเพิ่งพา นาโปลี คว้าสคูเด็ตโต้ สมัยที่ 2 มาครองได้สำเร็จ และเป็นปีที่เขาทำประตูได้เยอะสุดในกัลโช่ ของตัวเองด้วย 16 ประตูจาก 28 นัด นอกจากเสือเตี้ย ดาวดังในทัพฟ้าขาวก็เต็มทีม อาเบล บัลโบ, เคลาดิโอ คานิกเกีย, โรเบร์โต้ เนสเตอร์ เซนซินี่ ก็เล่นในอิตาลี ยังมี ฮอร์เก้ บูร์รูชาก้า, เซร์คิโอ บาติสต้า, ออสการ์ รุจเจรี่ ที่ต่างเป็นตัวประสบการณ์ ส่วน "สิงโตทรหด" แคเมอรูน นักเตะของพวกเขาเล่นในลีกภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ กับพวกตัวมีชื่อ เล่นในลีกฝรั่งเศส ทว่านักเตะที่ดังที่สุดของพวกเขาคือ โรเจอร์ มิลล่า ในวัย 38 ปี ขณะนั้นเขาสังกัดทีม แซงต์ ปิแอร์รัวส์ ในเรอูนิยง มิลล่า เคยมาโด่งดังในฝรั่งเศสแล้ว เขาเล่นกับ โมนาโก, บาสเตียน, แซงต์ เอเตียน และ มงต์เปลลิเยร์ รวมแล้วเป็น 10 ปี เขาติดทีมชาติแคเมอรูนหนแรกมาตั้งแต่ปี 1973 พอปี 1988 ด้วยวัย 36 ปี เขาก็อำลาทีมชาติ อย่างไรก็ตามเมื่อมีฟุตบอลโลก 1990 ท่านประธานาธิบดีของประเทศ ปอล บีย่า ก็โทรไปหา มิลล่า ด้วยตัวเองให้กลับมาเล่นให้แคเมอรูนอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ตกลง นั่นทำให้เขาได้มาเล่นใน อิตาเลีย 90 ด้วย โรเจอร์ มิลล่า ออกสตาร์ทด้วยการเป็นตัวสำรองก่อน แต่เพื่อนๆ ร่วมทีมของเขาสู้สุดใจขาดดิ้น ภายใต้การคุมทีมของโค้ชชาวโซเวียต วาเลรี่ เนปอมนิอาชี่ วิธีการหยุดยั้งนักเตะทักษะดีของอาร์เจนติน่าคือ "เกมหนัก" นักเตะแคเมอรูน ไล่หวดแข้งอาร์เจนติน่า โดยเฉพาะ มาราโดน่า ที่โดนหนักเป็นพิเศษ แน่นอนว่าการเล่นแบบนี้สุ่มเสี่ยงต่อการโดนผู้ตัดสินแจกใบแดง และแล้วนาทีที่ 61 ใบแดงก็มาจนได้ อองเดร กาน่า บียิค โดนผู้ตัดสินไล่ออก แต่มันเป็นจังหวะที่่น่าถกเถียงไม่น้อย เพราะ บียิค โดนมองว่าไล่เหยียบเท้า เคลาดิโอ คานิกเกีย จากด้านหลัง แคเมอรูนเหลือ 10 คนดูจากสภาพแล้วไม่น่ารอด แต่พวกเขายังเล่นกันได้เหนียวแน่น โธมัส เอ็นโคโน่ นายด่านที่สังกัดเอสปันญ่อล คือหนึ่งในกุญแจสำคัญ เขามีทัวร์นาเมนต์ที่ยอดเยี่ยมมาก และผลงานของเขาไปประทับใจเด็กชายวัย 12 ขวบชาวอิตาลี ชาติเจ้าภาพเข้าอย่างจัง เด็กคนนั้นโตมามี เอ็นโคโน่ เป็นไอดอล และต้องการเล่นเป็นผู้รักษาประตู เด็กคนนั้นก็คือ จานลุยจิ บุฟฟ่อน นั่นเอง 10 คนของ แคเมอรูน มาได้ประตูออกนำในนาทีที่ 67 เมื่อพวกเขาได้ฟรีคิกทางซ้าย บอลเปิดเข้าไปโดนสกัดลอยโด่ง ฟรองซัวส์ โอมัม บียิก ได้เทกตัวโขกกดลงพื้น เนรี่ ปุมปิโด้ นายทวารอาร์เจนติน่า ตะปบบอลไม่อยู่ ทะลักเข้าประตูไปเหลือเชื่อ อาร์เจนติน่า บุกหนัก นาทีที่ 88 แคเมอรูน ต้องทำทุกทางเพื่อหยุดยั้งการพาบอลควบขึ้นมาของ เคลาดิโอ คานิกเกีย หนนี้เป็นเบนฌาแม็ง มาสแซ็ง ที่กระโดดใส่ทั้งตัว และแน่นอน มันเป็นใบแดง อย่างไรก็ตาม 9 คนของแคเมอรูน ก็สามารถยันสกอร์นำ 1-0 ไว้ได้จนจบเกม มันเป็นชัยชนะของทีมเล็กๆ จากแอฟริกาที่โดนมองข้าม ก่อนเกม นักเตะแคเมอรูนบางส่วน ไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับ อาร์เจนติน่า ที่มีมาราโดน่า อยู่หรือเปล่า แต่สุดท้ายพวกเขาทำได้ ยุคนั้น นักข่าว สื่อ คนนอก ไม่ได้มีข้อมูลให้ศึกษาได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ มันเลยเกิดคำถามจากสื่อยุโรป ที่ถามกับทีมแคเมอรูน เอาไว้อย่างไม่น่าเชื่อ "เราเกลียดมากเมื่อพวกนักข่าวยุโรปถามเราว่า เรากินลิงอยู่ไหม หรือใช้หมอผีหรือเปล่า? เราเป็นนักฟุตบอลที่แท้จริง และเราพิสูจน์ให้เห็นแล้วคืนนี้" "ไม่มีใครคิดว่าเราจะทำอะไรในเกมนี้เมื่อเจอกับมาราโดน่าได้ แต่เรารู้ว่าเราทำได้" ฟรองซัวส์ โอมัม บียิก ฮีโร่ผู้พังประตูชัยกล่าว มีการพูดถึงการเล่นแรงของนักเตะแคเมอรูน เซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ ซึ่งนั่งเป็นเลขานุการของฟีฟ่า ถึงกับออกมาแสดงความผิดหวังการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน อย่างไรก็ตาม คนที่มีน้ำใจนักกีฬาที่สุด หาใช่ใครไม่ แต่เป็น "เสือเตี้ย" มาราโดน่า นั่นเอง "ผมไม่คิดว่าพวกเขามีเจตนาที่จะอัดเราให้เจ็บเพื่อชนะเกมหรอก ผมไม่สามารถเถียงได้ และผมไม่สามารถหาข้ออ้างได้ ถ้าแคเมอรูนชนะ มันเป็นเพราะพวกเขาคือทีมที่ดีกว่า" ไม่เพียงเท่านั้น มาราโดน่า ยังปล่อยมุก กระทบชิ่งไปถึงคนอิตาเลี่ยนเจ้าภาพอีกต่างหาก "ผมเป็นคนรักษาการเหยียดผิวของชาวอิตาเลี่ยนนะ เพราะทั้งสนามตะโกนเชียร์แคเมอรูนใหญ่เลย มันดีใช่ไหมล่ะ?" ที่มาราโดน่า เอ่ยแบบนั้นก็เพราะเกมนี้เตะที่ ซาน ชิโร่ ซึ่งในการชิงชัยสคูเด็ตโต้ ฤดูกาลที่เพิ่งจบไป นาโปลี ของเขาเบียดเข้าป้ายเป็นแชมป์ ด้วยการมีแต้มมากกว่า เอซี มิลาน 2 คะแนน นั่นหมายความว่า อาร์เจนติน่าของ มาราโดน่า คือคู่แข่งของแฟนบอลส่วนใหญ่ในสนามวันนั้นนั่นเอง ในเกมต่อมา อาร์เจนติน่า เอาชนะโซเวียต 2-0 และเสมอโรมาเนีย 1-1 เข้ารอบไปได้ ขณะที่ แคเมอรูน ก็เอาชนะโรมาเนีย 2-1 จากการเหมา 2 ประตูของ โรเจอร์ มิลล่า ที่ลงมาเป็นตัวสำรองอีกครั้ง และนั่นทำให้เขาเป็นนักเตะอายุเยอะสุดที่ทำประตูได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ด้วยวัย 38 ปี แม้ว่าเกมสุดท้าย แคเมอรูน จะแพ้โซเวียต 4-0 แต่แต้มก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาเข้ารอบเป็นแชมป์กลุ่ม ทีมหมอผีแคเมอรูน หรือฉายาจริง สิงโตทรหด ยังได้ผลงานของ โรเจอร์ มิลล่า ที่ทำคนเดียวอีก 2 ประตูในการต่อเวลาพิเศษ เอาชนะโคลอมเบียไป 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย มันน่าเสียดายตรงที่เกมรอบ 8 ทีมพวกเขาไปถึงต่อเวลาอีกครั้ง แต่หนนี้ โดนทีเด็ดของ แกรี่ ลินิเกอร์ ยิงจุดโทษให้อังกฤษเอาชนะไป 3-2 ส่วนอาร์เจนติน่า พวกเขามีเกมที่เป็นรองบราซิลในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ทีเด็ดของ มาราโดน่า และ คานิกเกีย ก็พลิกสถานการณ์ให้พวกเขาเอาชนะไป1-0 จากนั้นก็ดวลจุดโทษชนะ ยูโกสลาเวีย และเจ้าภาพอิตาลี ทั้ง 2 รอบ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าพวกเขาโดนเยอรมันตะวันตกล้างแค้น จบเพียงรองแชมป์เท่านั้น สำหรับ โรเจอร์ มิลล่า จากที่เลิกเล่นทีมชาติไปแล้ว โดนขอให้กลับมาช่วยชาติ เขาก็ยังเล่นต่อแม้จะจบฟุตบอลโลก 1990 ไปแล้ว โรเจอร์ มิลล่า มาสร้างชื่ออีกครั้งในฟุตบอลโลก 4 ปีต่อมาใน USA94 เขาทำประตูให้แคเมอรูนได้ ในเกมแพ้รัสเซีย 1-6 นั่นทำให้เขาทำลายสถิติของตัวเอง กลายเป็นนักเตะที่อายุเยอะสุดที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (เพิ่งโดน ฟาริด มอนดราก้อน ของโคลอมเบียทำลายในปี 2018) และเป็นนักเตะอายุเยอะสุดที่ทำประตูได้ด้วยวัย 42 ปี เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117