breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" ตำนานแซมบ้าที่วิลล่า พาร์ค "

ตอนนี้ แอสตัน วิลล่า กำลังมือขึ้นสุดๆ เพิ่งเซ็นสัญญา คัลลั่ม แชมเบอร์ส ปราการหลังอาร์เซน่อลมาร่วมทีมอีกราย ภายใต้การนำของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด พวกเขาได้ตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มาแบบยืมตัว และทำให้แฟนวิลล่าตื่นเต้นกันมากๆ แอสตัน วิลล่า นิวส์ ซึ่งเป็นทวิตเตอร์ข่าวที่ได้รับการรับรองจากทางทวิตเตอร์ (verified account) เพิ่งออกมาทวีตรูป เปเล่ ราชาลูกหนังโลกในสีเสื้อขาวของสโมสรซานโต๊ส พร้อมกับแคปชั่นว่า "นักเตะบราซิลที่เก่งที่สุดอันดับ 2 ที่เคยเล่นในวิลล่า พาร์ค" พวกเขากำลังจะสื่อว่า คูตินโญ่ คือนักเตะบราซิเลี่ยนที่เก่งที่สุด และคูตี้ ก็เล่นที่วิลล่า พาร์ค คำถามต่อมาไม่ใช่ว่า เปเล่ กับ คูตี้ ใครเก่งกว่ากัน เพราะ เปเล่ ขึ้นชั้นตำนานไปแล้ว เพียงแต่ทวิตเตอร์ดังกล่าว ทวีตให้อมยิ้มและอยู่ในช่วงคลั่งรัก คูตี้ เพียงแค่นั้น คำถามจริงๆ ก็คือว่า แล้ว เปเล่ เคยมาเล่นที่ วิลล่า พาร์ค จริงหรือ? คำตอบคือ .. จริง เปเล่ และนักเตะซานโต๊ส ทั้งชุดเคยมาเล่นเกมกระชับมิตรที่ วิลล่า พาร์ค มาแล้วเมื่อวันที่ 21กุมภาพันธ์ 1972 ฤดูกาล 1971/72 เป็นช่วงย่ำแย่ของ วิลล่า พวกเขาตกจาก ดิวิชั่น 2 ลงมาเล่นใน ดิวิชั่น 3 แต่แน่นอนว่ามาตรฐานของวิลล่า เหนือกว่าทุกทีมใน ดิวิชั่น 3 พวกเขาจึงเดินหน้าไล่ล่าแชมป์ดิวิชั่น 3 เพื่อเลื่อนชั้นกลับขึ้นไปโดยไว หลังเกมเสมอแบล็คเบิร์น 1-1 พวกเขาก็มีโปรแกรมกระชับมิตรนัดสำคัญ เป็นการเชิญทีมดังจากบราซิลอย่างซานโต๊สที่นำโดย เปเล่ มาเตะเกมกระชับมิตร นัดนั้นวิลล่า ตื่นเต้นมากเตรียมตัวอย่างดี เพราะพวกเขาเองก็ต้องควักเงินถึง 18,000 ปอนด์ เพื่อเป็นค่าจ้างให้กับทางซานโต๊ส ช่วงทศวรรษที่ 60 ถึงต้น 70s ซานโต๊ส คือทีมใหญ่ที่ประสบความสำเร็จสุดๆ ในบราซิล พวกเขามักเดินทางไปตระเวนยุโรป เพื่อลงเตะอุ่นเครื่องกับทีมต่างๆ หาเงิน ทำนองเดียวกับทีมชาติบราซิลทัวร์ ที่ยังมีอยู่ในปัจจุบัน ใครอยากเอาทีมชาติบราซิลไปเตะ ก็จ้างมา พร้อมไปให้ เพราะทั้งโลกยกย่องและอยากเห็นฝีเท้าลีลาแซมบ้า "ผมจำได้น้อยมากๆ เกี่ยวกับเกมนัดนั้น ซานโต๊ส เคยตระเวนไปทั่วโลก เราจะลงเตะ 2-3 เกมต่อปีในอังกฤษจากนั้นก็มีในเยอรมัน, อิตาลี...." เปเล่ ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น เขายอมรับว่าจำอะไรไม่ได้มากนัก ทว่าหลักฐานที่เป็นประจักษ์ได้อย่างดีคือข่าวที่ลงไว้ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้ง The Sun และหนังสือพิมพ์ประจำเมืองเบอร์มิงแฮมเองอย่าง The Birmingham Post นักข่าว เจฟฟ์ ฟาร์เมอร์ แห่ง เดอะ เบอร์มิงแฮม โพสต์ รายงานไว้อย่างน่าดูชมถึงการต้อนรับที่มีต่อเปเล่ เพราะขณะนั้น แม้ในวัย 32 ปี เขายังถูกยกย่องให้เป็นเบอร์ 1 ของโลก ใครๆ ก็อยากมาชมลีลาเท้าไฟของ เปเล่ "เดอะ คิง" หรือในภาษาโปรตุกีส "โอ ไร - O Rei" วิลล่า ลงทุนซื้อเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ราคา 5,000 ปอนด์มาใหม่ เพื่อให้แสงสปอตไลท์มันสว่างพอในเกมวันนั้น และเผื่อใช้ในการข้างหน้าด้วย และเงินจ้างซานโต๊สอีก 18,000 ปอนด์ ถามว่ามันจะคุ้มหรือไม่ คำตอบก็คือ แฟนบอลเข้ามาในสนามมากถึง 54,437 คน และทั้งที่คิดราคาค่าตั๋วสมัยนั้นคนละเพียง 70 เพนนี ก็ยังได้เงินมากถึง 35,000 ปอนด์เลยทีเดียว ในจำนวนนี้ ไม่ได้มีแค่แฟนบอลวิลล่า เพราะแม้แต่แฟนบอลเบอร์มิงแฮม อริร่วมเมืองก็ยอมซื้อตั๋วเข้าชม เพราะอยากเห็น เปเล่ ลงสนาม นี่เป็นสถิติค่าตั๋วที่เก็บได้มากสุดของ แอสตัน วิลล่า ณ เวลานั้น โดยสถิติเดิมเป็นเกมที่พวกเขาเปิดบ้านเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมรอบรองชนะเลิศ ลีก คัพ ในปีก่อนหน้าเก็บได้ 28,000 ปอนด์ เกมนี้ แฟนบอลยังเข้ามาในสนามได้ไม่ครบเลย ประตูแรกก็มาแล้ว แพ็ท แม็คมาน โขกลูกเตะมุมของ เรย์ เกรย์ดอน ให้ วิลล่า ออกนำตั้งแต่ 5 นาทีแรก เปเล่ เล่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ลีลาการเลี้ยงบอล ทักษะและความพลิ้วของเขาสร้างความฮือฮาต่อหน้าแฟนบอลกว่า 5 หมื่นคนในวันนั้น ลูกยิงเขาโดนปัดโดย จิม คูมบ์ส นายทวารวิลล่า ครึ่งหลังนาทีที่ 60 วิลล่า หนีห่างไป 2-0 จากจุดโทษที่ บรูซ ริอ็อค โดนทำฟาวล์ และเรย์ เกรย์ดอน สังหารเข้าไป ทว่าประตูสุดสวยของเกมมาจาก เอดู กองหน้าวัย 23 ของซานโต๊ส เขายิงโค้งด้วยเท้าขวาจากระยะ 25 หลา บอลเลี้ยวเหมือนลูกกล้วย (บานาน่า ช็อต) แล้วมุดคงเสียบโคนเสาขวามือเข้าไปให้สกอร์มาเป็น 1-2 ทว่านั่นก็เป็นประตูสุดท้ายของเกม มันลงเอยด้วยชัยชนะของ แอสตัน วิลล่า ที่มีเหนือ ซานโต๊ส 2-1 ทุกฝ่ายแฮปปี้ ซานโต๊ส จบอีกหนึ่งเกมตระเวนทัวร์ สร้างความสุขให้แฟนๆ วิลล่า ได้ลับแข้งกับทีมชั้นยอด และได้กำไรจากการจัดศึกใหญ่ครั้งนี้ แน่นอนแฟนบอลแฮปปี้ที่สุด เพราะได้ชมเกมที่ดี และเห็นฟอร์มของนักเตะเบอร์ 1 โลกแบบสดๆ ต่อหน้าต่อตาตัวเอง จบฤดูกาลนั้น วิลล่า เป็นแชมป์ดิวิชั่น 3 พวกเขาเลื่อนชั้นสู่ ดิวิชั่น 2 ได้ตามเป้า และภายใน 3 ปี ก็คัมแบ็กสู่ ดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดได้อีกครั้ง หลังจากคัมแบ็กสู่ ดิวิชั่น 1 ได้ 7 ปี วิลล่า ก็สร้างตำนานด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ส่วน ซานโต๊ส และเปเล่ ก็ยังคงตระเวนเตะไปทั่วโลกในช่วงเวลาดังกล่าว กระทั่งปี 1974 ในวัย 34 ปี เปเล่ ก็ย้ายออกจากบราซิลเป็นครั้งแรก ไปปิดท้ายอาชีพนักเตะกับ นิว ยอร์ค คอสมอส สโมสรในซอคเก้อร์ ลีก สหรัฐอเมริกา "มันเป็นความพึงพอใจของผมเสมอเมื่อได้ไปยังอังกฤษ ผมมีเพื่อนหลายคนที่นั่น ผมเดินทางไปที่นั่นปีละ 2-3 ครั้ง" "แต่ผมไม่ได้ไปเบอร์มิงแฮม มานานมากแล้ว" "มันคงจะเป็นค่ำคืนพิเศษ ที่ได้พบปะแฟนๆ และได้คุยเกี่ยวกับชีวิตของผม อาชีพของผม เพื่อมอบบางสิ่งให้กับคนยุคใหม่" เปเล่ ทิ้งท้าย ครั้งหนึ่ง แฟนบอลวิลล่า ก็ได้เห็นนักเตะเบอร์ 1 โลก นักเตะบราซิลที่ยิ่งใหญ่สุดตลอดกาล ลงเล่นที่ วิลล่า พาร์ค แม้ว่านักเตะคนนั้นจะเล่นให้กับทีมตรงข้ามกับ แอสตัน วิลล่า ก็ตามที เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" การโดนปลดสุดฉาว "

เคลาดิโอ รานิเอรี่ ไม่รอด เขาโดนวัตฟอร์ดสั่งปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเป็นที่เรียบร้อยหลังความพ่ายแพ้ต่อนอริช ทีมหนีตายด้วยกัน 0-3 เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา การคัมแบ็กกลับสู่พรีเมียร์ ลีก หนนี้สำหรับ รานิเอรี่ ไม่สวยงามเอาเลย ไม่สามารถฉุดกระชากฟอร์มของแตนอาละวาดให้อยู่เหนือโซนแดงได้ จะมีก็แค่ 2 ชัยชนะสุดเหลือเชื่อที่ทีมเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม พอทำให้แฟนบอลจดจำ นั่นคือการพลิกรัวชนะเอฟเวอร์ตัน 5-2 และเกมถล่มแมนฯ ยูไนเต็ด ที่กำลังสติหลุดไป 4-1 เป็นเหตุให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ โดนเด้ง ผลงานของ รานิเอรี่ ทั้งหมด 12 นัด ชนะแค่ 2 นัดนี้ เสมอ 1 ที่เหลืออีก 9 นัดแพ้รวด ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะต่อให้ผลงานไม่ถึงกับแย่ ก็ใช่ว่าจะอยู่รอดปลอดภัยในยุคที่มี จิโน่ ปอซโซ่ เป็นเจ้าของทีม เศรษฐีอิตาเลี่ยนรายนี้ขึ้นชื่อเรื่องการปลดกุนซืออยู่แล้ว นับแต่ปี 2014 ที่เทคโอเวอร์เป็นเจ้าของสโมสรแบบเต็มตัว เขาก็ปลด "ย็อคก้า" สลาวิซ่า โยคาโนวิช ที่พาทีมเลื่อนชั้นดื้อๆ ตลอด 7-8 ปีมานี้ วัตฟอร์ดใช้กุนซือเปลืองมาก กีเก้ ซานเชซ ฟลอเรส, วอลเตอร์ มาซซารี่, มาร์โก ซิลวา, ฆาบี กราเซีย, กีเก้ ฟลอเรส (รอบ 2) ไนเจล เพียร์สัน, วลาดิเมียร์ อีวิช, ซิสโก้ มูนญอซ และล่าสุดรานิเอรี่ ผู้จัดการทีมส่วนใหญ่ โดนปลดด้วยเหตุผลในสนาม คือทำผลงานไม่เป็นไปตามเป้า จะมีบ้างที่เป็นเหตุผลส่วนตัว และหนึ่งในการโดนปลดที่ทำให้วงการฟุตบอลอึ้งกันมากที่สุดในเวลานั้น คือเคสของ คริสโตฟ เดาม์ คริสโตฟ เดาม์ คือเทรนเนอร์เยอรมันที่มีชื่อเสียงในยุค 90s สมัยเป็นนักเตะก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร เล่นให้ทีมสำรองของโคโลญจน์ กระทั่งปี 1986 ก็ผันตัวมาเป็นโค้ช ทีมแรกที่คุมก็คือ โคโลญจน์ชุดใหญ่ ขณะนั้นเขาอายุได้ 33 ปี ในปี 1990 เขาโดนสั่งปลด จึงมาคุมทีมม้าขาว สตุ๊ทการ์ท และจุดเริ่มต้นของเขาก็เริ่มที่สตุ๊ทการ์ทนี่เอง เขานำทีมม้าขาวคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ในฤดูกาล 1991/92 ด้วยวัยเพียง 39 ปีเท่านั้น แต่ในปีต่อมา ผลงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง บวกกับการไป "ลั่น" ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1992/93 รอบแรกที่เจอกับลีดส์ เมื่อส่งนักเตะต่างชาติลงสนามไปเกินโควต้า ทำให้โดนปรับแพ้ 0-3 จบปี 1993 ก็โดนสตุ๊ทการ์ทสั่งปลด เดาม์ บินไปเลียแผลใจด้วยการคุมเบซิคตัส ในตุรกีอยู่ 2 ปี ได้แชมป์ลีก 1 สมัย จึงคัมแบ็กกลับเยอรมัน เริ่มต้นคุม ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 1996 มาหนนี้ เดาม์ ในวัย 43 ปี ก็เริ่มตกผลึกทางฟุตบอลมากขึ้น เขาเป็นคนทำบอลเกมรุก เล่นสนุก เขานำห้างยาได้รองแชมป์ถึง 3 จาก 4 ปี อีกปีได้อันดับ 3 โดย เดาม์ ได้มีส่วนในฉากจบที่ดราม่าที่สุดครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอลเยอรมัน ฤดูกาล 1999/2000 ผลงานของ เลเวอร์คูเซ่น ดีมาก นำเป็นจ่าฝูงจนมาถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล พวกเขามีแต้มนำบาเยิร์น มิวนิค 3 คะแนน ขอเพียงไม่แพ้ เลเวอร์คูเซ่น จะเป็นแชมป์บุนเดสลีกาทันที โดยไม่ต้องสนผลของบาเยิร์นเลย ปรากฏว่า บาเยิร์น เอาชนะเบรเมน 3-1 แต่ เลเวอร์คูเซ่น เองดันพลาดท่าพ่าย อุนเทอร์ฮัคคิ่ง ทีมอันดับ 11 แบบดื้อๆ 0-2 จบด้วยการมี 73 แต้มเท่ากันแต่ เสือใต้เป็นแชมป์เพราะผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า! ถึงอย่างนั้น ผลงานของ เดาม์ ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสไตล์การเล่นที่น่าสนใจ ในที่สุด เดเอฟเบ ก็มีการเจรจาว่าเขาจะขึ้นไปรับงานคุมทีมชาติเยอรมัน ในเดือนกรกฎาคม 2001 หลังจากตกรอบ ยูโร 2000 แบบหมดสภาพ เดเอฟเบ ปลด เอริค ริบเบ็ค ทันที รูดี้ โฟลเลอร์ ถูกตั้งขึ้นมาคุมทีมแม้จะไร้ประสบการณ์ โดยตอนนั้น "เป็ดน้อย" ขอรับงานแค่ชั่วคราว เพราะเขาเองนั่งแท่นผู้อำนวยการกีฬาของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น อยู่ด้วย โฟลเลอร์ และทีมห้างยา ไม่อยากให้ เดเอฟเบ เอาคริสโตฟ เดาม์ ไปคุมทีมในทันทีในปี 2000 เพราะอยากให้อยู่คุม ช่วยสโมสรไปก่อนอีก 1 ปี เลยทำสัญญากับ เดเอฟเบ ล่วงหน้าว่าขอเป็นปี 2001 ก็แล้วกัน ทุกอย่างลงล็อกหมด รอเพียงเวลาเท่านั้น เมื่อถึงปี 2001 โฟลเลอร์ จะก้าวลงจากตำแหน่งบุนเดสเทรนเนอร์ และ เดาม์ จะเข้าไปเสียบแทนในการคุมทีมชาติเยอรมัน ปัญหามาเกิดในเดือนตุลาคม 2000 เมื่อสื่อมีการปูดว่า คริสโตฟ เดาม์ ได้ไปพัวพันกับปาร์ตี้เซ็กซ์ที่มีการเสพโคเคนอยู่ด้วย ทำให้เกิดกระแสข้อสงสัยขึ้นมาทันที เดาม์ พยายามลดกระแส ด้วยการปฏิเสธเรื่องเสพยา เขาให้เอาเส้นผมของเขาไปตรวจหาสารเสพติดได้เลย แต่ผลออกมาเป็นบวก ! เขายังปฏิเสธด้วยการบอกว่านั่นไม่ใช่ผมของเขา อย่างไรก็ตาม ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นลบอย่างหนักทำให้ เดเอฟเบ ตัดสินใจฉีกข้อตกลงที่จะเอาเขามาคุมทีมชาติทันที แกร์ฮาร์ด ไมเยอร์-ฟอร์เฟลเดอร์ รองประธานเดเอฟเบ ในขณะนั้นออกมาแถลงข่าวว่า "คริสโตฟ เดาม์ จะไม่ได้เป็นเฮดโค้ชทีมชาติเยอรมัน" รูดี้ โฟลเลอร์ ซึ่งจริงๆ ซี้กับ เดาม์ มาก ออกมาแสดงความเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น "ผมต้องบอกว่าผมไม่ได้รู้สึกดีเท่าไหร่เลยคืนนี้ เราต่างช็อคกันทุกคน แต่เรายังต้องเล่นฟุตบอลต่อไป" ไม่เพียงแค่ทีมชาติ เพราะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ก็มีคำสั่งปลดเขาออกจากตำแหน่งเช่นกัน เรียกว่าจากหนึ่งในกุนซือที่กำลังมาแรงที่สุดคนหนึ่งของยุค กลับตกอับไปในทันที ด้วยภาพลักษณ์ที่ออกมาแย่ ที่สำคัญ ในฐานะเทรนเนอร์ขัดตาทัพ รูดี้ โฟลเลอร์ ดันพาทีมชาติเยอรมัน เล่นได้น่าประทับใจ จนเดเอฟเบ ก็ประกาศให้เขาเป็นเฮดโค้ชตัวจริงไปเลย และ โฟลเลอร์ ก็พาทีมไปถึงรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 ด้วย ส่วนคริสโตฟ เดาม์ เขาหางานในเยอรมันไม่ได้แน่นอนในช่วงนั้น จนตัดสินใจกลับไปคุมเบซิคตัส จากนั้นก็ ออสเตรีย เวียนนา และ เฟเนร์บาห์เช่ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง พาทีมเหล่านี้ได้แชมป์ลีกภายในประเทศ ในปี 2006 หรือหลังจากเหตุอื้อฉาว 6 ปี เขาถึงกลับมาเยอรมันอีกครั้ง คุมโคโลญจน์ อดีตต้นสังกัดอยู่ 3 ปี แล้วจึงหวนกลับไปคุม เฟเนร์บาห์เช่ อีกรอบ งานคุมทีมสุดท้ายของ คริสโตฟ เดาม์ คือคุมทีมชาติโรมาเนียในช่วงปี 2016-2017 แต่หลังจากผลงานไม่ค่อยดีนัก และโดนสื่อตามกัดไม่เลิก เขาก็แยกทางกับสมาคมฟุตบอลโรมาเนีย แต่ยังได้ด่าหนังสือพิมพ์โรมาเนียคู่ปรับของเขาว่ามีดีแค่เอาไว้เป็นกระดาษห่อปลาเท่านั้น จะว่าไปแล้วปี 2000 สำหรับ คริสโตฟ เดาม์ กลายเป็นปีหายนะ เพราะชวดแชมป์บุนเดสในเกมสุดท้าย จากจะได้คุมทีมชาติ ก็กลายเป็นคนไร้งาน เครดิตที่สั่งสมมาพังทะลายหมดสิ้นทันที เมื่อหน้าร้อนปี 2019 คริสโตฟ เดาม์ กลับมาคุมทีมอีกครั้ง แต่เป็นเกม VIP ของ เลเวอร์คูเซ่น ที่ฉลอง 40 ปีบนบุนเดสลีกา เป็นการเจอกันของ ทีมโฟลเลอร์ และ ทีมเดาม์ โดยนักเตะที่มาในวันนั้นมีทั้ง เซ โรแบร์โต้, อูล์ฟ เคียร์สเท่น, สเตฟาน คีสลิ่ง, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ, เปาโล แซร์จิโอ ถือเป็นการกลับมารำลึกความหลังในครั้งกระโน้น หลังจากผ่านมาเกือบ 20 ปี ปัจจุบัน แม้จะไม่ได้คุมทีมแล้วแต่ คริสโตฟ เดาม์ ยังทำงานออกหน้าออกตาอยู่บ้าง ในฐานะผู้สันทัดกรณีทั้งทางหนังสือพิมพ์ และทีวี เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" กรรไกรที่เกือบฆ่าอิบรา "

อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งมากมาย ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องรุ่นต่อรุ่น ฤดูกาล 2001/02 เป็นอีกปีที่ อาแจ็กซ์ มีนักเตะอายุน้อยเล่นอยู่ในทีมชุดใหญ่มากมาย ไล่ตั้งแต่ คริสเตียน คิวู, แอนดี้ ฟาน เดอร์ เมย์เด้, แม็กซ์เวลล์, จอห์น ไฮติงก้า, สตีเว่น พีนาร์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ดาวเด่นวัย 18 ปี และน่าจับตาสุดคือ 2 กองหน้าที่ทีมเพิ่งคว้าเข้ามา คนหนึ่งมาจากอียิปต์นามว่า มิโด้ อีกคนมาจากสวีเดน ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ซลาตัน เกิดตุลาคม 1981 ตอนย้ายมาจากมัลโม่ในบ้านเกิด เขาอายุเกือบเต็ม 20 ปี ส่วน มิโด้ หนึ่งในนักเตะพรสวรรค์สูงสุดของอียิปต์ ยิงระเบิดอยู่กับเกนท์ในเบลเยี่ยม แล้วจึงโดนอาแจ็กซ์คว้ามา เขาเกิดกุมภาพันธ์ 1983 ตอนนั้นอายุเพียง 18 ปีเศษเท่านั้น สองกองหน้ารูปร่างสูงใหญ่ ทักษะดี พรสวรรค์เยี่ยมแตกต่างวัฒนธรรมและเชื้อชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือ ทั้งคู่คิดว่าตัวเองเก่ง เมื่อย้ายมา มิโด้ ปรับตัวได้เร็วกว่า โค อาเดรียอานเซ่ เฮ้ดโค้ชของอาแจ็กซ์ ให้เขาลงเล่นสม่ำเสมอกว่า ซลาตัน ที่มักโดนจับนั่งสำรอง ความแตกต่างอีกอย่างของทั้งคู่คือที่อยู่และไลฟ์สไตล์ มิโด้ ได้บ้านพักในย่านใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัม เป็นย่านที่นักเตะอาแจ็กซ์ส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น เขาเข้าร้านอาหาร สั่งพิซซ่า และชิพส์มากินกับเพื่อนๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตแบบสุดของเขา อย่างที่เราจะได้เห็นในเวลาต่อมาเมื่อเขาโด่งดังและเติบโตขึ้น มันไม่ใช่แนวทางการดูแลตัวเองที่ถูกต้องนักสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ ส่วน ซลาตัน ตรงกันข้าม บ้านของเขาอยู่ที่ดีเมน ซึ่งเป็นย่านชานเมืองอัมสเตอร์ดัม ย่านนี้อึมครึม เป็นย่านอุตสาหกรรม และน่าเบื่อ หลายครั้งเขาคิดถึงบ้าน หลายครั้งเขาซื้อมีทบอลจาก IKEA มากินเพื่อให้รู้สึกถึงสวีเดน ชีวิตของซลาตันในวัย 20 ปีจะสดใสขึ้นเมื่อ แม็กซ์เวลล์ แบ็กซ้ายชาวบราซิลวัยเดียวกัน แวะมาเล่นเกมด้วยที่บ้าน นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทคู่นี้ ที่ภายหลังจะตามไปเล่นด้วยกันอีกหลายสโมสร เมื่อมาพูดถึงเรื่องในสนาม ทั้ง อิบรา และมิโด้ ต่างคิดว่าตัวเองเหนือกว่าอีกคน และต้องการยึดตำแหน่งตัวจริงของทีม กุนซือ โค อาเดรียอานเซ่ มาโดนปลดปลายเดือนพฤศจิกายน 2001 และคนที่เข้ามาแทนคืออีกหนึ่งลูกหม้อของสโมสร โรนัลด์ คูมัน คูมัน ในขณะนั้นเป็นกุนซือวัยเพียง 36 ปี เขาเพิ่งเริ่มต้นชีวิตการเป็นโค้ชได้เพียงไม่ถึง 2 ปี ปัญหาหนักอกที่ต้องเจอ ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับโค้ชวัยหนุ่มคือการรับมือนักเตะที่จัดการได้ยาก 2 คนนี้ นักเตะเก่ง ที่คิดว่าตัวเองเก่ง และอีโก้สูง คูมัน พยายามหาทางให้ทั้งคู่เล่นด้วยกันบ้าง ผลงานของอาแจ็กซ์เริ่มดีขึ้น ในที่สุด ทีมก็เข้าป้ายเป็นแชมป์เอเรดิวิซี่ ส่วนใน ดัตช์ คัพ อาแจ็กซ์ เข้าไปชิงกับอูเทรคท์ เกมนี้ มิโด้ ได้ลงตัวจริง เขาทำประตูให้อาแจ็กซ์ออกนำ แต่สุดท้ายจบลงด้วยสกอร์ 2-2 แล้วกลายเป็น อิบรา ที่ลงมาเป็นตัวสำรองแล้วทำประตูชัยโกลเด้น โกล ในการต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 93 ช่วยทีมคว้าแชมป์ ฤดูกาลแรกของทั้งคู่ มิโด้ มีผลงานดีกว่า ลงเล่น 26 นัดทำไป 12 ประตู ส่วนอิบรา 33 นัดยิงได้ 9 ประตู ทว่าดาวซัลโวของทีมจริงๆ คือ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ซึ่งทำไป 14 ประตู โรนัลด์ คูมัน มีแนวคิดนำระบบ 4-3-3 กลับมาใช้ และนั่นยิ่งทำให้การแข่งขันของกองหน้าตัวเป้าสูงขึ้น แน่นอน ทั้ง มิโด้ และ อิบรา ต่างคิดว่าตำแหน่งนี้ต้องเป็นของตัวเอง และโอกาสที่ทั้งคู่ได้ลงสนามพร้อมกันก็น้อยลงไปด้วย แม้จะแย่งตำแหน่งกัน แต่เด็กหนุ่มทั้งคู่ต่างก็ยอมรับกันอยู่ในทีม และสนิทสนมกันตามปกตินอกสนาม ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันเลย อีกหนึ่งเรื่องที่ผิดกันก็คือ มิโด้ มีพฤติกรรมที่แสดงออกมารุนแรงและห่ามกว่าเมื่อไม่พอใจ เขาโดน คูมัน ตำหนิทัศนคติในสนามซ้อม และหลังจากที่เขาไม่ได้มีชื่อร่วมทีมในเกมเจอโครนิงเก้น เขาก็บอกกับสื่อว่าอยากย้ายทีม ทำให้โดนอาแจ็กซ์ ลงโทษปรับ ต่อให้เขาจะออกมาขอโทษในภายหลังก็ตาม สถานการณ์ของ มิโด้ ยิ่งไม่สู้ดี เมื่ออาแจ็กซ์ ได้ลงเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก็แสดงให้คนทั้งโลกเห็นฝีเท้า ด้วยการทำ 2 ประตู จาก 2 เกมแรกใส่ บาเลนเซีย และโรม่า แถมมีเกมบุกไปเสมออาร์เซน่อล นั่นทำให้ อาร์แซน เวนเกอร์ สนใจจนเชิญไปทดสอบฝีเท้าตามที่เราเคยรับทราบเรื่องราวกัน โรนัลด์ คูมัน ออกมายอมรับในภายหลังว่า การโค้ช ซลาตัน เป็นงานยาก ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และไม่แคร์ที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา มีข่าวว่า คูมัน เคยคิดอยากขายเขาออกมาให้มิดเดิลสโบรช์ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามในปีที่ 2 ที่ได้ร่วมงานกันนี้ อิบรา ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น เขาเบียด มิโด้ เป็นสำรอง จนนำมาซึ่งการที่ อาแจ็กซ์ ต้องปล่อย มิโด้ ไปให้ เซลต้า บีโก้ ยืมในเดือนมีนาคม 2003 ช่วงนั้น มิโด้ สร้างปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาบอกว่าส่วนหนึ่งมันมาจากกความกดดัน ที่เขาต้องได้ลงตัวจริงทุกๆ นัด เพราะเขาคือความหวังของแฟนบอลชาวอียิปต์ในบ้านเกิด "คุณต้องเข้าใจถึงว่าแฟนบอลที่อียิปต์ติดตามเชียร์ผมยังไง ผมคือนักเตะคนเดียวจากที่นั่น ที่ได้เล่นในลีกระดับสูง(ในยุโรป) ดังนั้น คนก็รอคอยดูเกมของอาแจ็กซ์... ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ทุกๆ ที่เปิดทีวีเฝ้ารอดูเกมของอาแจ็กซ์" "ทัศนคติของผมคือ 'ถ้าฉันไม่ได้ลงเล่น แกมีปัญหากับฉันส่วนตัวแล้ว' เมื่อมาถึงจุดที่ผมต้องสู้เพื่อตำแหน่งของผม ผมกลับรับมือกับมันผิดทาง" มิโด้ มายอมรับในภายหลัง แต่ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นโดยเกี่ยวข้องกับซลาตันด้วย มันเป็นเกมที่เจอกับอริสำคัญอย่าง พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น ซลาตัน เล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา I AM ZLATAN เอาไว้แบบนี้ อิบรา เล่าว่าวันนั้น มิโด้ ไม่พอใจกับเกมในสนาม กับผลการแข่งขัน และเพื่อนร่วมทีม เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายจบลง อาแจ็กซ์ แพ้ 0-2 มิโด้ เดินออกพร้อมกับด่าคนโน้นคนนี้ด้วยคำหยาบคาย "ผมตอบโต้ด้วยการบอกว่าถ้ามีใครเป็นไอ้หน้า... ก็เป็นแกนั่นแหละ มิโด้เลยหยิบกรรไกรขึ้นมาแล้วเขวี้ยงมาที่ผมทันที" "มันโคตรบ้าเลย กรรไกรเฉี่ยวหัวผมไปนิดเดียว มันพุ่งไปกระแทกผนังคอนกรีตจนเป็นรอยกระเทาะออกมาเลย" คนอย่างซลาตันไม่มียอมอยู่แล้ว เมื่อโดนแบบนี้ก็เลือดขึ้นหน้าเดินเข้าไปตบหัว มิโด้ ฉาดใหญ่ จนเพื่อนๆ ต้องเข้ามาแยกก่อนจะเลยเถิด "ผมหงุดหงิดมากๆ ผมไม่ได้เป็นตัวจริงเกมนั้น" มิโด้ เล่าเวอร์ชั่นของตัวเองบ้าง "ตอนที่ผมโดนเปลี่ยนลง เราตาม 0-2 แล้ว และผมเริ่มเถียงกับซลาตันในสนาม ผมตะโกนใส่ทุกๆคนและซลาตัน ก็ตะโกนด่ากลับมาหาผม" "ผมมีกรรไกรอยู่ในมือเนื่องจากผมกำลังตัดเทปพันข้อเท้าออกอยู่พอดี" นั่นคือช็อตที่ มิโด้ น็อตหลุดแล้วขว้างกรรไกรใส่ อิบรา "10 นาทีต่อมา ผมเดินเข้าไปอาบน้ำ และเขา(อิบรา) ก็นั่งอยู่ในอ่างจากุซซี่แล้ว เรามองหน้ากัน แล้วก็เริ่มหัวเราะ ผมบอกกับซลาตัน 'เมิงรู้มั้ย เมื่อกี้กูเกือบฆ่าเมิงเลยนะ?' และเขาก็ตอบมาว่า 'เออ กูรู้!' เด็กหนุ่มผู้ทรนงและเต็มไปด้วยไฟร้อนแรงทั้งคู่ ลืมเรื่องสุดเดือดดาลเมื่อสักครู่ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจอีก แต่น่าเสียดายที่นั่นเป็นเกมสุดท้ายของ มิโด้ กับอาแจ็กซ์ เมื่อเขาโดนปล่อยยืมไป เซลต้า ปีต่อมาเขาก็โดนขายไปให้ โอลิมปิก มาร์กเซย ส่วน ซลาตัน เขาค่อยๆ กลายมาเป็นกำลังหลักของทีม เป็นสตาร์เด่นแห่งอาแจ็กซ์ และสุดท้ายก็ย้ายไปเล่นให้ ยูเวนตุส ในปี 2004/05 เป็นก้าวแรกที่เขาจะได้เติบโตอย่างแท้จริง ภายใต้เอเยนต์คนใหม่ที่ชื่อ มิโน่ ไรโอล่า มิโด้ และ ซลาตัน เพื่อนร่วมรุ่นวัยหนุ่มด้วยกัน มาพานพบกันที่อาแจ็กซ์ ก่อนเส้นทางของทั้งคู่จะแตกแยกออกไปคนละทาง มิโด้ ยังคงความเป็นนักเตะพรสวรรค์แต่ไม่เคยมีวินัย เขาไปไม่ได้ไกลนัก นอกจากผลงานยอดเยี่ยมช่วงสั้นๆ กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และอีก 2-3 ทีมในอังกฤษ เขากลับมาอาแจ็กซ์ช่วงสั้นแบบยืมตัวและไปแขวนสตั๊ดกับบาร์นสลี่ย์ในปี 2013 แบบแทบจะไม่ได้ลงเล่นเลย ขณะที่ ซลาตัน ทุกวันนี้บนวัย 40 ปี ยังคงโลดแล่นอย่างเข้มแข็งเหลือเชื่อบนเวทีกัลโช่ เซเรีย อา กับ เอซี มิลาน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เบื้องหลังลูกชิพในตำนาน "

บรูโน่ แฟร์นันด์ส พยายามยิงเบรนท์ฟอร์ดด้วยการชิพข้ามตัวผู้รักษาประตูแต่มันไม่ได้ผล การยิงด้วยการชิพที่เราเข้าใจกันง่ายๆ ว่าตักบอลให้ได้ตำแหน่งและน้ำหนักพอเหมาะ เพื่อให้บอลลอยโด่งแล้วตกไปยังเป้าหมาย นักฟุตบอลอาชีพทุกคนสามารถเล่นลูกชิพได้ แต่มีไม่เยอะที่จะนำมันมาใช้งานได้จริงในเกมการเล่น ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกะน้ำหนักของการเตะ ตำแหน่งบอลที่จะเตะ ไปจนถึงระยะห่างระหว่างลูกบอล กับเป้าหมาย และมีสิ่งกีดขวางอยู่ อาจจะเป็นกองหลัง หรือผู้รักษาประตู ทำให้มันคำณวนได้ไม่ง่าย นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของสภาพจิตใจ ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน จะเยือกเย็น และกล้ามากพอที่จะยิงด้วยการชิพแบบนี้หรือไม่ ลูกชิพที่เราเห็นบ่อยมักเป็นระยะสั้นๆ จิกบอลให้ลอยข้ามตัวผู้รักษาประตูที่วิ่งสวนออกมาปิดมุมในจังหวะหลุดเข้าเขตโทษ นักเตะบางคนก็ชอบเล่นลูกชิพเป็นพิเศษ จะเห็นการเล่นแบบนี้บ่อยมาก ถ้าลองไล่ย้อนไปดู ยกตัวอย่างเช่น เวย์น รูนี่ย์, ราอูล กอนซาเลซ และ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ นักเตะชั้นยอดเหล่านี้เคยทำประตูด้วยลูกชิพสวยๆ มาหลายครั้ง เอาแค่ในพรีเมียร์ ลีก เราก็เคยเห็นลูกชิพสวยๆ ได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกที่ แม็ทธิว เลอ ทิสซิเยร์ ยิงใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โรบินโญ่ ตอนมาเล่นให้แมนฯ ซิตี้ ก็เคยยิงใส่ อาร์เซน่อลด้วยการชิพ แม้แต่ จอห์น โอเช ก็เคยชิพใส่อาร์เซน่อลมาแล้วเช่นกัน แต่ถ้าถามถึงลูกชิพที่เป็นตำนาน เป็นเหมือนภาพจำในพรีเมียร์ ลีก ส่วนใหญ่ต้องยกให้ลูกยิงของ เอริค คันโตน่า ที่ทำใส่ซันเดอร์แลนด์ เกมพรีเมียร์ ลีก ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อ 21 ธันวาคม 1996 แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเจอซันเดอร์แลนด์ เกมนี้ ปีศาจแดงเอาชนะไปขาดลอย 5-0 โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ทำ 2 ประตู เช่นเดียวกับ "เดอะ คิง" คันโตน่า ประตูที่ถูกกล่าวถึงคือประตูปิดท้าย 5-0 คันโตน่า ได้บอลบริเวณกลางสนาม เขาม้วนตัวพลิกหลบนักเตะซันเดอร์แลนด์ 2-3 คน ก่อนลากขึ้นมาหน้าเขตโทษทำชิ่งกับ ไบรอัน แม็คแคลร์ ก่อนชิพด้วยขวาทันทีที่บอลถูกชิ่งคืนมาให้ บอลลูกนั้นลอยข้ามหัวผู้รักษาประตู ลิโอเนล เปเรซ เข้าไปเสียบสามเหลี่ยมเสาไกลอย่างเหนือชั้น และที่มันน่าจดจำก็เพราะ ก็องโต ดีใจด้วยการยืนอยู่กับที่ ค่อยๆ หมุนตัวไปรอบๆ แล้วกางแขนขึ้นมาประกาศศักดาด้วยท่าทางที่ทั้งน่าชื่นชม และน่าหมั่นไส้ไปในตัว บวกกับการยกปกคอเสื้อขึ้นอันเป็นเอกลักษณ์ กับเสื้อแข่งแขนยาวในวันนั้นที่มีปลอกแขนกัปตันทีมอยู่ด้วย ยิ่งทำให้มันเป็นภาพในความทรงจำของแฟนบอล เบื้องหลังของประตูนี้ คันโตน่า เคยเล่าเอาไว้ทางพ็อดแคสต์ของสโมสรเมื่อ 2 ปีมานี้เอง ลิโอเนล เปเรซ ผู้รักษาประตูซันเดอร์แลนด์ ในวันนั้น จริงๆ คืออดีตเพื่อนร่วมทีมของ คันโตน่า เอง เคยเล่นด้วยกันที่สโมสร นีมส์ ในช่วงปี 1991 ก่อนที่ ก็องโต้ จะย้ายมาอังกฤษเพื่อเซ็นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด "ผมไม่เคยฉลองประตูด้วยแนวทางแบบเดิมเลย เพราะทุกประตูมันแตกต่างกัน เอเนอร์จี้มันต่างกันออกไป ทุกอย่างมันไม่เหมือนกันหรอก" "แต่ บางทีผมฉลองท่านี้ ผมไม่รู้สินะ มันเป็นเรื่องดีที่ได้รับเอาพลังมาจากแฟนบอลทั้งหมด รู้มั้ย? และบางครั้ง มันยิ่งกว่านั้น บางที เพราะผู้รักษาประตูคนนั้น เขาเป็นคนฝรั่งเศส" "ก่อนเกม ในอุโมงค์ทางเดิน ผมเข้าไปหาเขาเพื่อจับมือ และพูดทักทายเขา เพราะผมไม่ได้เจอเขาอีกเลยนับแต่ผมออกจากนีมส์ มันเป็นสโมสรสุดท้ายของผมที่ผมเล่นในฝรั่งเศส" "และเขาไม่อยากจับมือกับผม บางที ผมยิงประตูแบบนี้ก็เพราะเรื่องนั้นแหละ" ช่วงนั้น คันโตน่า โดนมองเป็นขบถในฝรั่งเศส เขาย้ายไปเล่นให้ มาร์กเซย, บอร์กโดซ์, มงต์เปลลิเยร์ แล้วมาลงเอยกับ นีมส์ ในปี 1991 ด้าน ลิโอเนล เปเรซ ซึ่งอายุน้อยกว่า คันโตน่า 1 ปี แจ้งเกิดมากับนีมส์ และเป็นมือ 1 ของทีมมาตั้งแต่ปี 1989 ในช่วงปี 1991 ที่อยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ก็สนิทกันพอสมควร ช่วยกันซ้อม แต่เมื่อ ก็องโต้ ย้ายมาอังกฤษ ก็ไม่ได้เจอกันอีก จนกระทั่งในเกมนี้ คันโตน่า พยายามเข้าไปทักทายพูดคุยเพราะเคยสนิทกันมา แต่โดนเมินเฉย อาจจะด้วยเหตุผลเรื่องของสมาธิต่อเกม หรืออะไรก็ตาม แต่มันทำให้ คันโตน่า หัวเสีย "นั่นเป็นการทำให้ผู้รักษาประตูอับอายขั้นสุด และรวมถึงการฉลองประตูแบบนี้ด้วย เพราะเขาโมโห แต่คุณก็ไม่ได้วิ่งไปดีใจที่อื่นเลย" "ผมแค่ยืนอยู่กับที่ตรงนั้น นี่ ดูฉันสิ!" ร่วมรับชมคลิปเพิ่มความมัน อินไปกับบทความได้ที่ : http://ow.ly/bYuo30s836u เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ดาเลสซานโดรกับปอมปีย์ "

ตลาดหน้าหนาว 2022 เข้ามาสู่ช่วงครึ่งหลังแล้ว แต่ดูเหมือนปีนี้ค่อนข้างเงียบเหงา เป็นธรรมดาที่การเสริมทัพช่วงตลาดหน้าหนาวต้นปี เกิดขึ้นน้อยกว่าในช่วงซัมเมอร์ และหลายๆ ครั้ง มันมักเป็นการเซ็นสัญญาที่เข้ามาเพื่อ "แก้ปัญหาเฉพาะหน้า" ไม่ต้องแปลกใจที่ดีลในช่วงหน้าหนาวมักเป็นการเซ็นแบบยืมตัว หลายทีมในพรีเมียร์ ลีก ที่กำลังประสบปัญหา น่าจะพอมองภาพออกว่าควรจะเสริมตรงจุดไหน การยืมตัวมาแก้ขัดจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเกินไปนัก ยกตัวอย่างเช่น เฮนริค ลาร์สสัน กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนต้นปี 2007 และอีกเคส ที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ นั่นก็คือ อันเดรส ดาเลสซานโดร กับ พอร์ทสมัธ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ขึ้นชื่อว่าเป็นกุนซือที่มักหยิบจับเอานักเตะที่ดูเป็นส่วนเกิน หรือทีมอื่นมองไม่เห็นค่า ไม่ก็เป็นพวกนักเตะเจ้าปัญหา รับมาปัดฝุ่น ขัดเกลาจนเฉิดฉายได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น เปาโล ดิ คานิโอ ที่เวสต์แฮม, ราเวล มอร์ริสัน ที่คิวพีอาร์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ที่สเปอร์ส แต่ที่ พอร์ทสมัธ จ่าแฮร์รี่ก็เคยทำลักษณะนี้ได้ผลมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดึงเอา พอล เมอร์สัน ในวัย 34-35 เข้ามาช่วยปั้นเกมจนทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ อีกครั้งก็คือในฤดูกาล 2005/06 ตอนนั้น แฮร์รี่ โยกไปคุมเซาธ์แฮมป์ตัน อริของปอมปีย์ แต่ในช่วงเดือนธันวาคม 2005 เขาก็กลับมาคุม พอร์ทสมัธอีกหน สถานการณ์ของปอมปีย์ตอนนั้นไม่ดีเลย 15นัดแรก แพ้ 9 เสมอ 4 ชนะแค่ 2 นัด เก็บได้เพียง 10 แต้มเท่านั้น สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นสุดๆ แฮร์รี่ รู้ดีว่าเขาต้องเสริมทัพ ต้องการใครสักคนมาจุดประกายในแนวรุก มันน่าเซอร์ไพรส์ที่ในวันสุดท้ายของตลาดหน้าหนาว ปอมปีย์ สามารถไปคว้าตัว อันเดรส ดาเลสซานโดร มาได้ ด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล จากโวล์ฟสบวร์กในบุนเดสลีกา สำหรับ ดาเลสซานโดร แฟนบอลเริ่มรู้จักเขาในฐานะสุดยอดดาวรุ่งของริเวอร์ เพลท คอเกม CM 3 ยิ่งรู้จักหมอนี่เป็นอย่างดี เพราะนี่คือหนึ่งในวันเดอร์คิด ของเกมยุคนั้น ดาเลสซานโดร เป็นมิดฟิลด์ตัวรุกร่างกระทัดรัดอีกคนที่โดนตั้งความหวังไว้สูงในอาร์เจนติน่า ว่าจะกลายเป็นมาราโดน่าคนใหม่ ฉายแสงขึ้นมาจากฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนโลกปี 2001 ร่วมรุ่นกับ ฮาเวียร์ ซาวิโอล่า, นิโกลัส เมดิน่า, มักซี่ โรดริเกซ, เมาโร โรซาเลซ, ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่, เลอันโดร โรมันโญลี่ ดาเลสซานโดร และนักเตะชุดนี้หลายคนก็กลายเป็นขุนพลชุดเทพที่ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า พาคว้าเหรียญทอง โอลิมปิก เกมส์ 2004 ที่กรุงเอเธนส์ เขามีทักษะดี เลี้ยงบอลเก่ง คล่องแคล่ว มีข่าวกับหลายทีมใหญ่ แต่ในปี 2003 ดาเลสซานโดร กลับเซอร์ไพรส์ด้วยการเลือกไปอยู่กับ โวล์ฟสบวร์ก โวล์ฟสบวร์ก มีเงิน แต่พวกเขาไม่ใช่ บาเยิร์น มิวนิค หรือชาลเก้ ในตอนนั้น หรืออาจจะเป็นยักษ์ใหญ่ในอิตาลี ไม่ก็สเปน สักทีม 2 ปีแรกผ่านไปกับทีมหมาป่าเมืองเบียร์ ผลงานของเขาไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คาดหวัง พอเข้าปีที่ 3 เล่นไปได้ครึ่งซีซั่นก็โดน พอร์ทสมัธ ยืมตัวไปนี่แหละ ตอนนั้น ดาเลสซานโดร อายุ 24 ปี กำลังต้องการความท้าทายอย่างที่สุด ตัวเขาเอง ขณะนั้นโดนมองว่าอาจจะเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ไม่รุ่งจริง หรือเป็นนักเตะพรสวรรค์อีกคน ที่ไม่สามารถใช้พรสวรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ แม้จะรู้ว่าการมาอังกฤษคือประสบการณ์ที่เสี่ยง เพราะทุกอย่างมันแตกต่างไปจากที่คุ้นเคยมาหมดสิ้น แถมการมาเล่นในครั้งนี้ มันแค่การ "หนีตกชั้น" ไม่ได้ลุ้นแชมป์อะไรเลย แต่เขาก็มา เพราะอย่างน้อยมันก็มีเป้าหมาย เขามาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า เขาแฮปปี้กับช่วงเวลาที่พอร์ทสมัธ เพราะลูกคนแรกของเขากับภรรยา ซึ่งเป็นลูกชาวชื่อมาร์ติน่า ก็คลอดที่พอร์ทสมัธ เมื่อย้ายมาถึง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ก็ให้เขาเป็นตัวจริงทันที ผลงานในช่วงเริ่มต้นของเขาไม่ดีนัก 3 นัดแรก เสมอ 1 แพ้ 2 จากนั้น มีเกมไปเยือนเชลซี เกมนี้ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ เน้นความแข็งแรง เลยเลือกส่ง ออกเยน โคโรมัน แข้งเซอร์เบียลงแทนเขา เกมถัดมา ไปเยือนวิลล่า พาร์ค แต่เป็นวันที่ภรรยาของเขาคลอดลูกสาวมาร์ติน่าพอดี ดาเลสซานโดร เลยได้รับอนุญาตให้ไปเฝ้าภรรยา จึงไม่ได้มีส่วนร่วมกับเกม นั่นเป็นเพียง 2 นัดที่เขาไม่ได้ลงเล่นให้พอร์ทสมัธ เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมา ดาเลสซานโดร ก็กลับมาเป็นตัวจริง พ้องกับผลงานของทีมที่ดีขึ้นแบบน่าตกตะลึง 10 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ดาเลสซานโดร พาปอมปีย์คว้าชัยชนะได้ถึง 6 นัด เสมอ 2 แพ้แค่ 2 เกมเท่านั้น เก็บได้ถึง 20 คะแนน โดยส่วนตัวเขายิงไป 1 ประตูกับ 2 แอสซิสต์ แม้จะแพ้ในเกมสุดท้ายของฤดูกาลให้กับลิเวอร์พูล แต่ถึงตอนนั้น พอร์ทสมัธ ก็การันตีการรอดตกชั้นไปเรียบร้อยแล้ว จากทีมที่เป็นเต็งในการตกชั้น ปอมปีย์มาเร่งเครื่องโค้งสุดท้าย อยู่รอดปลอดภัยจบที่อันดับ 17 ด้วยผลงานส่วนตัวของ ดาเลสซานโดร นี่เองทำให้ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ประทับใจมาก อย่างที่บอก แฮร์รี่ ถนัดในการปัดฝุ่น หรือใช้นักเตะพรสวรรค์ที่ทีมอื่นอาจใช่ไม่เป็น หรือมองข้าม ทำให้สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้อีกครั้ง เร้ดแน็ปป์ อยากให้สโมสรเซ็นสัญญาถาวรกับ ดาเลสซานโดร เอาไว้เลย เพียงแต่มันก็ไม่เกิดขึ้น โวล์ฟสบวร์ก เรียกค่าตัว 4 ล้านปอนด์ บวกกับต้องแบกค่าเหนื่อยระดับ 30,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ นั่นทำให้ พอร์ทสมัธ ต้องยกธงขาว อีกทั้งตัวของ ดาเลสซานโดร เองก็ให้สัมภาษณ์กับ โอ โจโก้ สื่อของโปรตุเกสเอาไว้ ว่า ก้าวต่อไปของเขา เขาอยากย้ายไปอยู่กับทีมที่มีแรงกระหายที่จะคว้าแชมป์อะไรบางอย่าง พูดง่ายๆ ว่าต้องเป็นทีมที่ใหญ่กว่าพอร์ทสมัธ โดยมีการเอ่ยชื่อของ เบนฟิก้า ขึ้้นมาด้วย ดาเลสซานโดร กลับโวล์ฟสบวร์ก เมื่อหมดสัญญายืมตัว แต่เขาก็ไม่ได้ย้ายไปเบนฟิก้า เขาลงเอยด้วยการโดนปล่อยยืมตัวมาที่ เรอัล ซาราโกซ่า ในสเปน อยู่ถึง 1 ปีครึ่ง สุดท้ายด้วยวัย 26 ปี เขาก็อำลายุโรป กลับอาร์เจนติน่าบ้านเกิดไปเล่นให้ ซาน ลอเรนโซ่ อีกไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็เดินทางครั้งใหญ่อีกครั้ง และมันเป็นครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อเลือกย้ายจากอาร์เจนติน่า ไปยังบราซิล ดาเลสซานโดร เซ็นสัญญากับอินเตอร์นาซิออนาล ทีมดังแห่งลีกแซมบ้า และมันเป็นสโมสรที่เขาค้าแข้ง อยู่โยงมานานถึง 13 ปีเลยทีเดียว ก่อนจะอำลาทีมไปในปี 2020 ด้วยวัย 39 ปี เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา ในวัย 40 ปี ดาเลสซานโดร ก็เซ็นสัญญาระยะสั้นกับ นาซิออนาล ทีมดังแห่งอุรุกวัย ซึ่งเขาลงเล่นไป 20 นัดยิง 1 ประตู และแล้วเส้นทางบนโลกลูกหนังของเขาก็ยังไม่จบง่ายๆ เมื่อล่าสุดในปี 2022 นี้เอง บนวัยเกือบ 41 ปี เขาก็เซ็นสัญญาย้ายกลับบราซิลมาที่ อินเตอร์นาซิออนาล ต้นสังกัดเดิมของเขาอีกครั้ง อันเดรส ดาเลสซานโดร จากหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของอาร์เจนติน่า เขาค้าแข้งทั้งในบ้านเกิด, เยอรมัน, สเปน, บราซิล และอุรุกวัย แต่ครั้งที่เขาสร้างความฮือฮาที่สุดก็คือการย้ายมาเล่นให้ทีมอย่างพอร์ทสมัธ บนแผ่นดินอังกฤษนี่เอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" เมื่อ ซิเมโอเน่ โดนน็อค "

ผู้จัดการทีมที่มีบุคคลิกห้าว รอบจัด แพรวพราวในปัจจุบัน หลายคนเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ หนึ่งในนั้นคือ "โชโล่" ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ซิเมโอเน่ ย้ายมาสร้างชื่อในยุโรป ตั้งแต่อายุ 20 ปี เมื่อ ปิซ่า ทีมดังในอิตาลี คว้าตัวเขามาจาก เวเลซ ซาร์สฟิลด์ ในอาร์เจนติน่า เมื่อปี 1990 จากนั้นอีก 2 ปี เขาก็ถูกเซบีย่า ซื้อมาร่วมทีม และกลายเป็นกำลังหลักของทีมในแดนกลางได้ในทันที บทบาทของ "โชโล่" ที่แฟนบอลจดจำมักเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ ที่เจ้าเล่ห์ รอบจัด ตุกติกควบคู่ไปกับฝีเท้าที่ดีด้วย และมีความเป็นผู้นำ จริงๆ เขาไม่ใช่แค่มิดฟิลด์ตัวรับ ซิเมโอเน่ สามารถรับบทได้ทั้งตัวรุก และตัวรับ เพราะฟิต ขยัน อ่านเกมเก่ง และเก่งทั้งการแย่งบอลและการผ่านบอลตั้งเกม รวมถึงหลายๆ ครั้งก็มักสอดไปทำประตูได้ด้วย อย่างบทบาทของเขาสมัยเล่นให้ แอตเลติโก้ มาดริด อย่างไรก็ตาม ซิเมโอเน่ มักถูกจำจากการเล่นที่มักติดภาพเป็นตัวร้าย ตัวแสบ ซึ่งเขาก็ไม่เคยปฏิเสธว่าจะใช้ "ศาสตร์มืด" เสมอเพื่อดึงความได้เปรียบมาสู่ทีม สำหรับเขาแล้ว ทำได้ทุกอย่างเพื่อชนะ แต่เมื่อเกมจบ มันก็จบแค่ในสนาม เราคงจำภาพที่ในฟร้องซ์ 98 กันได้ดี เหตุการณ์กับ เดวิด เบ็คแฮม ซิเมโอเน่ พุ่งเข้ากระแทกใส่ เบ็คแฮม อย่างแรงจากด้านหลังจนล้มแล้วตามไปทิ้งตัวใส่อีกนิด ทำเอา เบ็คแฮมน็อตหลุด ยกขาขึ้นมาดีดใส่ แม้ไม่แรง แต่มันอยู่ต่อหน้าผู้ตัดสิน คิม มิลตัน นีลเซ่น พอดี โชโล่ เลยทำท่าล้มให้ผู้ตัดสินเห็นทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายเบ็คแฮม โดนแดง โดยปกติแล้ว ซิเมโอเน่ มักจะเป็นฝ่ายเดินออกจากจุดเกิดเหตุ หรือจังหวะลึกลับแบบนี้ในฐานะผู้ชนะเสมอ แต่ในเมื่อใช้ศาสตร์มืดแบบนี้ บางครั้ง กรรมก็ตามสนองเขาเช่นกัน และครั้งนี้ มันมาในรูปแบบของ โรมาริโอ โรมาริโอ คือโคตรกองหน้าของยุค90s รูปร่างเล็ก กระชับ สูงเพียง 167 ซม. เท่านั้น แต่ที่ทดแทนรูปร่างคือความปราดเปรียว ทักษะฟุตบอลสุดยอดโดยเฉพาะสัมผัสบอลแรก และที่เด่นสุดคือการจบสกอร์ที่เฉียบคมสุดๆ ยิงได้ทุกรูปแบบ เกิดมาเพื่อเป็นดาวยิงอย่างแท้จริง นอกจากฝีเท้าสุดยอดแล้ว โรมาริโอ ยังมาพร้อมกับการเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง อีโก้สูง และจุดเดือดต่ำ พร้อมงัดกับทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม โรมาริโอ ย้ายมาดังกับ พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟ่น อยู่ถึง 5 ปี จนกระทั่งฤดูกาล 1993/94 เขาก็ย้ายมายังบาร์เซโลน่า ในยุคดรีมทีมของ โยฮัน ครัยฟ์ มาถึง โรมาริโอ ก็ยิงกระจุยกระจายทันที เพราะทีมดีอยู่แล้ว ตัวเองก็เทพ และในวันที่ 8 มกราคม 1994 ทุกคนก็พูดถึงแต่ชื่อ โรมาริโอ เพราะพี่แกระเบิดแฮททริกใส่ เรอัล มาดริด ช่วยให้บาร์ซ่า ขยี้อริตลอดกาลไปถึง 5-0 เกมนี้เองที่เป็นเรื่องเล่าที่ว่า ครัยฟ์ ให้สัญญากับ โรมาริโอ ว่าหากทำได้ 2 ประตู จะให้วันหยุดเพิ่ม 2 วัน เขาจะบินกลับไปงานคาร์นิวัลที่บราซิล ซึ่งแน่นอนว่า เขาทำ 3 ประตูและสัญญาต้องเป็นสัญญา ภาพตัดไปที่อีก 1 สัปดาห์ให้หลัง นัดที่ 19 ของฤดูกาล หรือกลางฤดูกาลพอดี บาร์เซโลน่า ออกไปเยือนเซบีย่า ที่ ซานเชซ ปิซฆวน ขณะนั้น โรมาริโอ กำลังตัวพองคับสเปน อีโก้พุ่งสูงจัด ยิ่งหลังจากกดแฮททริกใส่ มาดริด ยิ่งไปกันใหญ่ โยฮัน ครัยฟ์ มีวิธีควบคุมเรื่องเหล่านี้ ด้วยการดร็อป โรมาริโอ เป็นสำรอง เกมเสมอกัน 0-0 และครึ่งหลังผ่านมาได้ 5 นาที มาโนโล่ ฆิเมเนซ โดนเหลือง-แดง ไล่ออกจากสนาม เซบีย่า เหลือ 10 คน แต่ บาร์ซ่า ก็ยังเจาะไม่เข้า โรมาริโอ หงุดหงิด วอร์มอยู่ข้างสนาม กระหายอยากลงไปพิสูจน์ตัวเองว่าโค้ชดร็อปเขาทำไม นาทีที่ 60 ครัยฟ์ ก็เปลี่ยน โรมาริโอ ลงแทน ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ด้านของ เซบีย่า ที่มี ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ คุมแดนกลาง ก็สำเหนียกถึงอันตรายจากโรมาริโอได้ทันที ซิเมโอเน่ เลยเริ่มใช้ศาสตร์มืด เพราะเขารู้ดีว่าแม้จะเก่งสุดยอด แต่หัวหอกบราซิลเป็นคนอารมณ์ร้อน จุดเดือดต่ำ ว่าแล้วเขาก็เริ่มด่าทอ ยั่วโมโหใส่โรมาริโอ ซึ่งภายหลัง โรมาริโอ มาเผยว่า มีทั้งคำด่าเขาเป็นแมลงสาบ และมีลามไปจนถึงด่าบุพการี ไม่เพียงแค่ด่า ในจังหวะหนึ่ง ซิเมโอเน่ วิ่งมาจากด้านหลังแล้วทำไปเตะใส่ข้อเท้าของ โรมาริโอ แบบเนียนๆ จนโรมาริโอ กระโดดโหยง แน่นอนด้วยการไม่มี VAR อย่างทุกวันนี้ ผู้ตัดสินไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซิเมโอเน่ ลอยตัวจากการเล่นตุกติกครั้งนี้ หากเป็นนักเตะคนอื่น อาจพยายามหาทางเอาคืนด้วยการรอจังหวะเพื่อเสียบสกัด เตะคืน หรืออะไรก็ตาม แต่มันไม่ใช่สำหรับ โรมาริโอ หลังจากจังหวะนั้นไม่นานนัก นาทีที่ 75 บาร์เซโลน่า ครอสบอลจากด้านซ้ายเข้าไปในเขตโทษ โรมาริโอ เจอช่องล้างแค้น เพราะเขาเม้มปากแน่น พุ่งมาจากด้านหลังแล้ว "ฮุกซ้าย" ใส่โหนกแก้ม ซิเมโอเน่ แบบเต็มๆ น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ ซิเมโอเน่ ไม่ต้องแกล้งเจ็บเพื่อจะทิ้งตัวลงไปนอน ช็อตนี้เขาเจ็บจริง นอนจริง เพราะโดนหมัดซ้ายของ โรมาริโอ เข้าไปจนน็อค ผู้ตัดสินเห็นเหตุการณ์ ควักใบแดงแจกให้ โรมาริโอ โดยไม่ต้องคิดอะไรมากเลย แต่ โรมาริโอ ยังทำตัว อินโนเซนต์ ด้วยการยกสองมือชี้มาที่ตัวเองทำนอง "ผมเหรอ? ผมทำไรผิด?" เกมนั้นจบลงที่ 0-0 และโรมาริโอ โดนลา ลีกา สั่งลงโทษแบนยาวถึง 5 นัดในทุกรายการ แต่ก็พอดีกับจังหวะที่เขาต้องการ โรมาริโอ ใช้โอกาสนี้บินกลับบราซิล ไปผ่อนคลายริมชายหาดที่ โคปา คาบาน่า ในริโอ เด จาเนโร สมใจอยาก เรียกว่าไปชาร์จแบตในตัว และก็มีสื่อตามไปสัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์นี้ด้วย "เขายั่วยุ ด่าผมและเตะผม ผมก็เลยสู้กลับ แล้วผู้ตัดสินก็เตะผมออกจากเกม" โรมาริโอ ให้สัมภาษณ์ ส่วน ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ก็สนับสนุนเพื่อนเต็มที่บอกว่าหมัดของ โรมาริโอ หมัดนั้นมันสวยยังกับหมัดของ ไมค์ ไทสัน เลยทีเดียว การไม่มี โรมาริโอ มันดังพ้องกับผลงานของบาร์ซ่า ที่ฟุบลงเฉยเลย ในลีก แพ้ 2 จาก 3 นัดถัดมาทันที โรมาริโอ กลับมา เขาก็ทำ 2 ประตูทันที แต่เกมนี้ บาร์ซ่า ออกไปพ่าย เรอัล ซาราโกซ่า 3-6 ทว่าจากนั้น บาร์ซ่า ที่ได้ โรมาริโอ ที่คึกเต็มที่ก็เร่งเครื่อง ถล่มโอซาซูน่า 8-1 ตัวเขาทำแฮททริกได้สำเร็จ บาร์ซ่า ไม่แพ้ใครอีกเลยในช่วงที่เหลือของฤดูกาล ชนะ 12 เสมอ 2 โดยเฉพาะไฮไลท์ในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล มันเป็นเกมชี้ชะตาแชมป์ เบียดแย่งกับ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า คู่แข่งของบาร์ซ่า ในนัดสุดท้ายก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น เซบีย่า ของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ นี่เอง เกมนี้ ซิเมโอเน่ ทำท่าจะเป็นตัวแสบของบาร์ซ่าอีก เมื่อยิงประตูพา เซบีย่า ออกนำไปก่อน แต่สุดท้าย กลายเป็น บาร์ซ่า ที่มารัวครึ่งหลัง ชนะไปถึง 5-2 ที่สำคัญ โรมาริโอ ทำได้ 1 ประตูด้วย จบเกมนัดนี้ บาร์เซโลน่า ก็คว้าแชมป์ ลา ลีกา ไปครองได้สำเร็จ ด้วยการมีแต้มเท่า ลา กอรุนญ่า แต่เฮด ทู เฮด ที่เหนือกว่า โรมาริโอ ได้รางวัล ปิชิชี่ หรือดาวซัลโว ลา ลีกา ด้วยจำนวนถึง 30 ประตู (จาก 33 นัด) และเขายังปิดฉากซัมเมอร์ดุจฝัน เพราะยิงช่วยทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกที่สหรัฐอเมริกา มาครองได้อีกด้วย ร่วมรับชมคลิปประกอบเพิ่มความมันได้ที่ : http://ow.ly/gshA30s7wPp เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ผิดไหมที่เป็นเกย์ "

ไม่กี่วันมานี้ ปาทริซ เอวร่า ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนักฟุตบอลที่เป็นเกย์ เอวร่า เปิดเผยว่าเขาเคยร่วมทีมกับนักเตะที่เป็นเกย์มาแล้ว และคนคนนั้นก็มาเปิดอกพูดกับเขาเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขายอมรับได้โดยไม่มีอะไรตะขิดตะขวงใจ นอกจากนั้นเขายังบอกด้วยว่า มีนักเตะที่เป็นเกย์ อย่างน้อย 2 คนต่อสโมสร โดยเฉลี่ย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าคุณออกมาเปิดเผยว่าเป็นเกย์ ทุกอย่างจบในวงการฟุตบอล อย่างไรก็ตาม มีนักเตะระดับไฮโพรไฟล์ รายหนึ่งที่เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ แต่เป็นการออกมาเปิดใจหลังจากที่แขวนสตั๊ดไปแล้ว นั่นก็คือ โธมัส ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ พรีเมียร์ ลีก ยุคต้น-กลาง 2000s มีนักเตะระดับตีนระเบิดอยู่หลายคน มิดฟิลด์เท้าหนัก ยิงไกลแม่น ไม่ว่าจะเป็น พอล สโคลส์, สตีเว่น เจอร์ราร์ด หรือแม้แต่ แฟรงค์ แลมพาร์ด และอีกหนึ่งคนก็คือไอ้หนุ่มเยอรมัน โธมัส ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เขาเป็นเด็กบาวาเรียน เกิดที่มิวนิค เข้าฝึกฟุตบอลในอคาเดมี่ของ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่ประจำแคว้น ทีมบ้านเกิด ทว่าด้วยการแข่งขันที่สูง เขาต้องการลงเล่น เลยเดินทางมายังเกาะบริเตน ไปทดสอบฝีเท้ากับ เซลติกก่อน แต่สุดท้ายเลือกเซ็นกับ แอสตัน วิลล่า ทีมดังแห่งมิดแลนด์ส ในปี 2000 ขณะที่อายุ 18 ปี ตอนนั้นเขาคบกับ อิงก้า แฟนสาวอยู่แล้ว แต่ด้วยอาชีพนักฟุตบอล เขาจำเป็นต้องย้ายประเทศ วิลล่า ตอนนั้นมี จอห์น เกรกอรี่ คุมทีม "บิ๊กจอห์น" มองเห็นศักยภาพในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ จุดเด่นที่สุดคือเท้าซ้ายที่ทรงพลัง ปีแรกเขาได้ลงสนามแค่เกมเดียวให้ทีมชุดใหญ่ เป็นตัวสำรองในเกมแพ้ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2001 ปีต่อมา 2001/02 โอกาสของเขาก็เพิ่มมากขึ้น ตอนนั้นนักเตะเยอรมัน ในพรีเมียร์ ลีก ยังมีน้อย แข้งด๊อยท์ช ตัวท็อป จะเล่นอยู่ในลีกบ้านเกิด ไม่ค่อยออกมานอกประเทศ ยิ่งเป็นอังกฤษยิ่งน้อย จะมีเพียง ดีทมาร์ ฮามันน์, คริสเตียน ซีเก้, มาร์คุส บับเบิ้ล ที่พอถือเป็นตัวระดับทีมชาติ ชื่อของ โธมัส ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ ก็โผล่พรวดขึ้นมาในการรับรู้ของแฟนบอล ว่านี่คือดาวรุ่งที่ไม่เคยผ่านลีกสูงสุดในเยอรมันมาก่อนเลย มาแจ้งเกิดเอาในพรีเมียร์ ลีก ดื้อๆ ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เป็นมิดฟิลด์สไตล์เยอรมัน คือ ทักษะดี เบสิคแน่น แม้จะไม่วูบวาบหวือหวาก็ตาม ที่สำคัญ เขามีสิ่งที่นักเตะเยอรมันส่วนใหญ่ถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือพื้นฐานการวางเท้ายิงบอลที่แน่นมาก เมื่อบวกกับกำลังขาที่มีติดตัวอยู่ ทำให้แฟนบอลจดจำเขาได้ทันทีในฐานะกองกลางตีนหนัก ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เล่นได้หลายตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวกลาง, ปีกซ้าย ไปจนถึงมิดฟิลด์ตัวรับหรือวิงแบ็กซ้าย มิดฟิลด์ตีนซ้าย ยิงหนัก แค่นี้ก็มีจุดขายแล้ว บวกกับเป็นนักเตะที่ใจสู้ ทุ่มเท ทำให้กลายเป็นที่รักของแฟนบอลวิลล่าได้ในเวลาไม่นาน นักเตะต่างชาติอาจไม่อยากเรียนรู้หรือคลุกคลีกับวัฒนธรรมแบบอังกฤษ แต่นั่นไม่ใช่ โธมัส เขาเลือกที่จะออกไปขลุกอยู่ตามคลับเฮาส์ ที่มีแฟนบอลวิลล่ามารวมตัวกันเสมอตั้งแต่อายุยังน้อย เขาซึมซับเอาวัฒนธรรมแบบอังกฤษ สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษแบบ "บรัมมี่" คือสำเนียงของคนเบอร์มิงแฮม ซึ่งถูกโหวตว่าเป็นหนึ่งในสำเนียงที่ฟังยาก นรกแตกที่สุด ไม่แพ้สเกาเซอร์หรือสำเนียงกลาสวีเจี้ยนเลย หนึ่งในไฮไลท์ที่ทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนบอลวิลล่า คือการที่เขายิงไกลสุดสวยใส่ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ อริร่วมเมืองได้สำเร็จ "นั่นคือโมเมนท์แห่งความฝัน ผมรู้ว่ามีการพูดถึงกันเสมอในหมู่แฟนๆ ว่านักเตะต่างชาติมันไม่เข้าใจหรอกว่าดาร์บี้แม็ทช์มีความหมายแค่ไหน แต่ผมจะบอกว่าผมรู้ และผมเข้าใจดีว่ามันมีความหมายยังไงกับแฟนๆ และมันมีความหมายต่อนักเตะเกือบทุกคนในทีม" ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ กล่าว ด้วยการมีเท้าซ้ายทรงพลัง ยิงหนักทำให้แฟนบอลวิลล่า ตั้งฉายาเขาว่า แดร์ ฮัมเมอร์ (The Hammer ในภาษาอังกฤษ) เขากลายเป็นตัวหลักให้วิลล่าอยู่ 4 ปี กระทั่งในฤดูกาล 2004/05 กำลังจะจบลง เขาก็ตัดสินใจจะย้ายไปเล่นให้ สตุ๊ทการ์ท ทีมในบ้านเกิดแบบฟรีเอเยนต์เมื่อไม่มีการต่อสัญญากันเกิดขึ้น ทว่าในเกมสุดท้ายของฤดูกาล เขากลับต้องเจ็บปวดที่สุดเมื่อไม่ได้ลงสนามอำลาแฟนบอล ในการไปเยือนลิเวอร์พูล โดยตอนนั้นกุนซือเปลี่ยนมาเป็น เดวิด โอเลียรี่ แล้ว ก่อนหน้านั้นเขาลงเล่นในลีกให้วิลล่าไป 99 นัดทำได้ 8 ประตู หากเขาได้ลงเล่นในนัดนี้ ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของเขากับทีมก่อนย้าย มันจะเป็นนัดที่ 100 และถือโอกาสอำลาแฟนบอลไปในตัว ทว่า เดวิด โอเลียรี่ ไม่เพียงไม่ส่งเขาลงสนาม แต่ไม่ใส่ชื่อเขากระทั่งบนม้านั่งสำรองด้วยซ้ำ ทั้งที่เกมนี้ไม่มีอะไรให้ลุ้นสำหรับ วิลล่า อีกแล้ว "ผมโมโหมาก ผมอยากออกจากสนามไปเลย ผมคิดในใจ อย่าทำแบบนี้ อย่าทำลายทุกอย่างด้วยการกระทำแบบนี้ แต่ในใจผมเจ็บปวดมาก เขาสามารถให้ผมลงเล่นแค่ 5 นาทีก็ยังได้ แต่เขาก็ไม่" "ผมทำใจได้ยากมาก ครอบครัวผมมายังสนามด้วยวันนั้น และทุกคนก็ออกไปในตัวเมืองลิเวอร์พูลเพื่อฉลองหลังเกม แต่ผมไม่มีอารมณ์ ผมเลยรีบกลับบ้าน" แม้จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในอังกฤษ แต่ช่วงพีคสุดของเขาคือตอนย้ายมาเล่นให้ สตุ๊ทการ์ท นี่เอง เขาเริ่มติดทีมชาติ มีชื่อไปลุยฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพเอง และภายหลังก็กลายเป็นตัวหลักในยูโร 2008 รวมถึงผลงานกับสตุ๊ทการ์ท ก็ยอดเยี่ยม อัตราการทำประตูของเขาเพิ่มมากขึ้นกว่าตอนเล่นให้วิลล่า เสียอีก และในฤดูกาลที่ 2 ของเขา ก็ช่วยให้ทีมม้าขาวของ อาร์มิน เฟห์ คว้าแชมป์บุนเดสลีกมาครองได้สำเร็จด้วย เขาลงเล่นไปถึง 30 นัดและยิงได้ 7 ประตู ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เพิ่มมิติในเกมการเล่นของตัวเอง ทั้งลูกจ่ายเข้าทำ ทั้งการครอสบอล ยิงไกลมีอยู่แล้ว และเพิ่มฟรีคิกเข้าไปอีกอย่าง ทั้งปั่น ทั้งกดเต็มข้อ เขาใช้เท้าซ้ายทรงพลังนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงที่อยู่กับ สตุ๊ทการ์ท เขากลายเป็นหนึ่งในขาประจำในทีมชาติเยอรมันของ โยกี้ เลิฟ และในปี 2008 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมสตุ๊ทการ์ท ปี 2009/10 สโมสรมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือมาเป็น มาร์คุส บับเบิ้ล และเดือนธันวาคมปี 2009 เขาก็โดนริบปลอกแขนกัปตันทีม ปีนั้นมันกลายเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับทีมม้าขาว เพราะตอนตลาดหน้าหนาวปี 2010 เขาก็เซ็นสัญญาระยะสั้น 6 เดือนกับลาซิโอ ทำได้ 1 ประตูจากการลงเล่น 12 นัด หมดสัญญาหน้าร้อนนั้น เขาก็กลับอังกฤษอีกรอบในฐานะนักเตะฟรีเอเยนต์ น่าเสียดายที่เขาเริ่มมีปัญหาอาการบาดเจ็บ และปีนั้นเวสต์แฮม ย่ำแย่หนัก เขาลงเล่นรวมแล้ว 13 นัดในทุกรายการทำได้ 3 ประตู แต่เวสต์แฮม ตกชั้น! และสัญญาของเขาก็ถูกยกเลิก เขากลับไปเยอรมันอีกรอบ หนนี้เซ็นกับโวล์ฟสบวร์ก แต่ก็ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เคยฟิตเต็มที่อีกเลย ด้วยอาการบาดเจ็บ ทำให้ลงเล่นแค่ 6 เกม สโมสรสุดท้ายของเขา กลับมาเป็นในอังกฤษอีกรอบ ปี 2012/13 เขาเซ็นกับ เอฟเวอร์ตัน ทว่าอาการเจ็บก็ไม่เคยหายไป หลังจากลงเล่นไป 9 นัดในทุกรายการให้ทีมท็อฟฟี่ พอจบฤดูกาลนั้น เขาก็ประกาศแขวนสตั๊ด ด้วยวัยแค่ 31 ปี แม้จะมีทีมที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาแต่ ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ ตัดสินใจเลิกเล่นด้วยเหตุผลที่ว่าการต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บ รวมถึงการต้องย้ายสโมสรไปมาบ่อยครั้ง ทำให้เขาเหนื่อยล้าเต็มที ตลอดเส้นทางอาชีพในระดับสโมสร ฮิทเซิ่ลแปร์เกอร์ ลงเล่น 326 นัด ทำ 46 ประตู ขณะที่ในทีมชาติ ลงเล่น 52 นัดยิงได้ 6 ประตู ประกาศแขวนสตั๊ด ตอนอายุยังไม่เยอะนั่นคือข่าวที่ดังพอสมควรในตอนนั้นแล้ว ทว่าในอีก 4 เดือนเศษต่อมา เขาก็ทำให้ทุกคนทึ่งยิ่งไปกว่าเดิม มกราคม 2014 ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ ออกมาเปิดเผยว่าเขาเป็นเกย์ การออกมายอมรับตัวตนของตัวเองครั้งนั้น มีนักเตะหลายคนให้กำลังใจและให้การสนับสนุนในความกล้าหาญ ไม่ว่าจะเป็น ลูคัส โพดอลสกี้, โจอี้ บาร์ตัน หรือแม้แต่ แกรี่ ลินิเกอร์ ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ กลายเป็นนักเตะระดับไฮโพรไฟล์คนแรก และจะว่าไป คนเดียวด้วยซ้ำจนถึงตอนนี้ที่กล้าออกมาเปิดเผยตัวตน เขาบอกว่า เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ ก็เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ย้อนไปในปี 2007 ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ แยกทางกับ อิงก้า แฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่ปี 1999 ทั้งที่อีกเดือนเดียวทั้งคู่ก็จะเข้าพิธีวิวาห์ บางทีเขาอาจเริ่มรู้ตัวตั้งแต่ในตอนนั้น "ความจริงที่ว่าผมออกมาเปิดเผย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรผมโดยส่วนตัว" "คุณคิดว่า 'ผมจะมีที่ยืนไหม?' เพราะมีความคิดแบบเหมารวมของผู้คนที่คิดว่า นักฟุตบอลอาชีพไม่มีเกย์หรอก" "คือตอนนี้ผมเลิกเล่นแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาพูดกับผมว่า 'เรารับนายไม่ได้หวะ เพราะนายเป็นเกย์'" "ผมทำงานให้สตุ๊ทการ์ท และผมทำงานทางช่องทีวี และหลายๆ สื่อ มันไม่มีปัญหาอะไรเลย" ยุคนี้ ก็มีแคมเปญที่สนับสนุนให้นักฟุตบอลกล้าเปิดเผยตัวตนมากขึ้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ทุกคนยอมรับ บางทีการตัดสินใจออกมาประกาศตัวตนหลังเลิกเล่นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ก็อย่างที่ ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ บอกเอาไว้นั่นแหละ ที่ผ่านมา หากไม่คิดถึงข้อนี้ เขาก็คือนักฟุตบอลธรรมดาคนหนึ่งที่ทุ่มเทเพื่อทีม และทำผลงานได้ดี ทั้งยามรับใช้สโมสรและทีมชาติ ความจริงก็คือเขาเป็นเกย์ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้สิ่งที่เขาทำในฐานะนักฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปเลย ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ ลงเรียนด้านการเงินการลงทุนสมัยยังเล่นให้แอสตัน วิลล่า และเขามักเดินทางไปพบปะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุนกับ เมอร์วิน คิง ผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษ อยู่บ่อยครั้ง เนื่องจาก เมอร์วิน คิง เองก็เป็นแฟนบอลวิลล่าตัวยง หลังเลิกเล่น ฮิทเซิ่ลสแปร์เกอร์ เริ่มทำงานกับสตุ๊ทการ์ท ในฐานะผู้อำนวยการฟุตบอล และในปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งประธานบริหารหรือ CEO ของทีมม้าขาว ด้วยความรู้ความสามารถทั้งเรื่องฟุตบอลและเรื่องเศรษฐศาสตร์การเงินการลงทุน ด้วยวัยเพียง 39 ปีเท่านั้น อย่าลืมร่วมชมคลิปประกอบเพลิดเพลินความสามารถของเขาได้ที่ : http://ow.ly/hXBO30s7ik4 เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" หายหน้าไปเป็นปี "

ฟิล โจนส์ คัมแบ็กกลับมาลงสนามให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 700 วัน หรือเกือบ 2 ปีเต็ม การกลับมาของ โจนส์ สร้างความฮือฮาในหมู่แฟนผี เพราะแม้ทีมจะแพ้วูล์ฟส์ แต่ฟอร์มของโจนส์ โดยรวมถือว่าดีมาก ที่สำคัญเขาแสดงให้เห็นทัศนคติที่ทุ่มเท มีความเป็นมืออาชีพ และภูมิใจที่ได้ลงเล่นให้ทีม โจนส์ ไม่ใช่นักเตะคนแรกที่มีช่องว่างระหว่างเกมก่อนหน้านี้กับเกมล่าสุดที่ลงเล่นให้กับทีมใดทีมหนึ่งห่างกันนานเป็นปีๆ โดยที่ไม่ได้ย้ายไปไหนเลย สตีฟ ฮาร์เปอร์ นายทวารจอมเก๋าของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็อยู่ในข่ายนี้ เพียงแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูมันอาจเกิดขึ้นได้ บางคนเป็นมือ 2 หรือมือ 3 โอกาสลงเล่นมีน้อย อาจเป็นในเกมที่ไม่มีความหมาย หรือก็ต่อเมื่อมือ 1 เจ็บจริงๆ เท่านั้น สตีฟ ฮาร์เปอร์ อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปี 2013 กินเวลาถึง 20 ปี บางปีลงเล่น 2-3 นัดในเกมบอลถ้วยเล็กๆ แต่ก็ไม่มีช่วงที่เขา "ไม่ได้ลงเลย" ยาวนานเกินไปนัก อีกคนที่น่าสนใจคือ ลุค ยัง ปราการหลังที่เคยติดทีมชาติชุดใหญ่ 7 นัด ลุค ยัง เป็นกองหลังที่เล่นฟูลแบ็กเป็นหลัก ซ้าย ขวา เล่นได้หมด เขาโตมากับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แต่มาฟอร์มดี ลงเล่นสม่ำเสมอจนไปติดทีมชาติก็ตอนเล่นให้กับ ชาร์ลตัน แอธเลติก ช่วงปี 2001-2007 ต่อมาย้ายไป มิดเดิลสโบรช์ ต่อด้วย แอสตัน วิลล่า กระทั่งปี 2011/12 ก็ได้ย้ายมาเล่นให้กับ ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส ปีนั้น คิวพีอาร์ ต้องดิ้นหนีตายจนนัดสุดท้าย ซึ่งเกมนัดสุดท้ายที่เราจำได้ก็คือ เกมที่พวกเขาโดน เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงในนาทีที่ 90+4 ช่วยให้แมนฯ ซิตี้ คว้าแชมป์ลีกนั่นเอง ซึ่งก็เป็นเพราะสถานการณ์ขณะนั้น คิวพีอาร์ รอดตกชั้นไปแล้วด้วย ลุค ยัง ย้ายมาเล่นให้ คิวพีอาร์ ก็เป็นตัวจริงแต่มาได้รับบาดเจ็บหนักต่อเนื่องกันจนมีปัญหาความฟิต กระทั่งกุนซืออย่าง มาร์ค ฮิวจ์ส เริ่มเมิน เกมสุดท้ายที่เขาลงเล่นคือเกมแพ้ซันเดอร์แลนด์ 1-3 เมื่อ 24 มีนาคม 2012 จากนั้นไม่ได้ลงเล่นอีกเลยตลอดฤดูกาลที่เหลือ ลากยาวไปจนฤดูกาลถัดมาคือปี 2012/13 เขาไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่นัดเดียวในทุกรายการ บวกกับปัญหาสภาพร่างกายก็ยิ่งทำให้เขาหลุดจากวงโคจรของทีมไป ไม่ถูกใส่ชื่อไว้ใน 25 นักเตะที่ลงทะเบียนกับพรีเมียร์ ลีก ปีนั้น คิวพีอาร์ ตกชั้น และฤดูกาล 2013/14 ของทีมก็ต้องเริ่มใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ลุค ยัง พยายามเรียกความฟิตกลับมา และมีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรองบ้างในบางเกม แต่ก็ไม่เคยได้รับโอกาสลงเล่นเลย จนกระทั่งวันที่ 8 เมษายน 2014 เป็นเกมออกไปเยือน แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เขาก็ได้ลงเล่นเป็นกองหลังตัวจริงของทีม และเล่นเต็ม 90 นาทีด้วย มันคือการลงสนามนัดแรกในรอบ 745 วัน หรือราวๆ 2 ปี กับอีกครึ่งเดือนของเขาเลย ไม่เพียงแค่นั้น ปรากฏว่าเกมดังกล่าว กลายเป็นเกมสุดท้ายในอาชีพนักฟุตบอลของเขา เพราะเมื่อจบฤดูกาล 2013/14 เขาก็หมดสัญญากับ คิวพีอาร์ จึงประกาศแขวนสตั๊ด เพราะต่อสู้กับอาการบาดเจ็บมายาวนานนั่นเอง ส่วนเคสที่คลาสสิกที่สุดต้องยกให้กับ แกเร็ธ เอนสเวิร์ธ เรื่องราวในวงการฟุตบอลของ เอนสเวิร์ธ ถือว่าสุดยอด เขามีเอกลักษณ์ด้วยการไว้ผมยาวถึงต้นคอเหมือนพวกร็อคสตาร์ จนได้รับสมญาว่า "Wild Thing" ชีวิตสมัยเป็นนักเตะของ เอนสเวิร์ธ วนเวียนอยู่ในลีกรองๆ เป็นหลัก แต่มีช่วงที่เขาได้โอกาสลงเล่นใน พรีเมียร์ ลีก เช่นกันนั่นก็คือตอนย้ายมาเล่นให้กับวิมเบิลดัน ในปี 1998 ขณะนั้นอายุได้ 25 ปี เอนสเวิร์ธ เล่นในตำแหน่งปีกเป็นหลัก เขาตัวไม่ใหญ่มาก แต่แข็งแรง และมีความเร็ว บวกกับถนัดในการครอสบอล และลุยเข้าไปยิงบอล อาศัยความแข็งแกร่งของร่างกายบดไปกับฟูลแบ็กคู่แข่งแบบไม่มีกลัว ในปี 1999/2000 เขาลงเล่นให้ วิมเบิลดัน ในพรีเมียร์ ลีก ไป 2 นัด ทำได้ 2 ประตู และ 2 ประตูนั้นเกิดขึ้นในเกมที่ วิมเบิลดัน เสมอกับ นิวคาสเซิ่ล สุดมัน 3-3 นับแต่นั้นมา พอ วิมเบิลดัน ตกชั้น เขาก็ไม่เคยได้โอกาสขึ้นมาเล่นในระดับพรีเมียร์ ลีก อีกเลย เขาตระเวนเล่นให้ คาร์ดิฟฟ์, ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส ที่ซึ่งเขากลายเป็นขวัญใจแฟนบอลอยู่ถึง 7 ปี และระหว่างเล่นให้ คิวพีอาร์ เขาก็เคยขึ้นมาเป็นกุนซือรักษาการ ควบคู่ไปกับการลงเล่นอยู่ช่วงสั้นๆ ด้วย ชีวิตมาพลิกผันเมื่อย้ายมากะว่าปิดฉากชีวิตนักเตะกับ วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส ในปี 2010 ตอนอายุ 37 ปี วีคอมบ์วนอยู่ใน ลีก วัน หรือไม่ก็ ลีก ทู เป็นหลัก จนกระทั่งปี 2012 ด้วยวัย 39 ปี แกเร็ธ เอนสเวิร์ธก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นทั้งนักเตะและผู้จัดการทีมของ วีคอมบ์ ฤดูกาล 2012/13 ที่เขาควบทั้งผู้เล่น/ผู้จัดการทีม เอนสเวิร์ธ ลงสนามไป 25 นัดยิงได้ 2 ประตูให้ วีคอมบ์ พอจบฤดูกาลเขาก็เลิกเล่นด้วยวัย 40 ปี หันมาเป็นกุนซือแบบเต็มตัว เกมสุดทัายของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2013 ในการเจอกับ พอร์ท เวล แต่เว้นวรรคไปได้ปีเดียว เขาก็ลงทะเบียนใส่ชื่อตัวเองกลับมาเป็นนักเตะอีก เพียงแต่ไม่คิดจะลงเล่นด้วยตัวเองอีกต่อไป เขาคุมทีมอย่างเดียวมาเรื่อยๆ จนกระทั่งในวันที่ 30 สิงหาคม 2016 ในเกม อีเอฟแอล โทรฟี่ ที่เจอกับนอร์ธแฮมป์ตัน แกเร็ธ เอนสเวิร์ธ ก็ส่งตัวเองลงมาเป็นสำรอง มันคือการลงสนามให้กับ วีคอมบ์ เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีกับอีก 4 เดือนเศษๆ หรือ 1,220 วันเลยทีเดียว ที่สำคัญในเกมนี้ เขายังทำแอสซิสต์ได้อีกต่างหาก ช่วยให้ วีคอมบ์ เอาชนะ นอร์ธแฮมป์ตันไป 3-0 ซึ่งกุนซือของนอร์ธแฮมป์ตัน ตอนนั้นก็คือ คริส ไวล์เดอร์ นี่เอง หลังจบเกม เอนสเวิร์ธ ในวัย 43 ปี ให้สัมภาษณ์ว่าการได้ลงเล่นฟุตบอล เป็นความรู้สึกสุดยอด "ความอยากในการลงเล่นมันไม่มีวันหายไปหรอก คุณยังคิดถึงเสมอว่าคุณยังไหว" "ผมคงจะต้องกล่าวขอบคุณทีมซันเดย์ ลีก ของผมด้วย ที่ยังทำให้ผมยังฟิตเปรี๊ยะ และไม่เคยห่างหายจากการลงสนามเลย" ที่เขาพูดแบบนั้นก็เพราะ แม้จะแขวนสตั๊ดเลิกเล่นระดับอาชีพ มาคุมทีมอย่างเดียว แต่เขายังลงทะเบียนเล่นให้กับทีม วูดลี่ย์ ยูไนเต็ด ในลีกท้องถิ่น หรือที่เรียกกันว่า ซันเดย์ ลีก อยู่เสมอมานั่นเอง แกเร็ธ เอนสเวิร์ธ คุมทีม วีคอมบ์ เลื่อนชั้นจากลีก ทู มาจนถึงใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วย ในฤดูกาล 2020/21 น่าเสียดายที่แม้มาเข้าฝัก ทำผลงานดีในช่วง 10 นัดสุดท้ายแต่ก็ไม่ทัน พวกเขาตกกลับไปเล่นใน ลีก วัน อีกครั้งในฤดูกาลนี้ และลูกทีมคนดังของ แกเร็ธ เอนสเวิร์ธ ในทีมวีคอมบ์ ก็คือ อเดบาโย่ อาคินเฟนวา ร่างยักษ์นั่นเอง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ย้อนรอยเจ็บสาลิกาดง "

นิวคาสเซิ่ล ภายใต้เจ้าของใหม่ ยังไม่มีทีท่าว่าอะไรจะดีขึ้นเท่าไหร่ เสริมทัพคนแรกของพวกเขาคือ คีแรน ทริพเพียร์ ที่แน่นอนว่าเป็นนักเตะระดับท็อป คุณภาพและทัศนคติของ ทริพเพียร์ ดูจะเหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมใหม่หลายคน ทันทีที่ย้ายมาเขาก็ได้โอกาสลงสนามเลย และนั่นเป็นเกมที่โชว์ให้เห็นความแตกต่าง อย่างไรก็ตาม มันกลับเป็นเกมที่น่าลืมอย่างที่สุดเมื่อ นิวคาสเซิ่ล แพ้คาบ้านต่อ เคมบริดจ์ ยูไนเต็ด ทีมจากลีก วัน 0-1 ตกรอบ เอฟเอ คัพ หลายคนมองว่ามนตร์ขลังของ เอฟเอ คัพ ยังอยู่ เรื่องราวแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ยังมีให้เห็นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปีจะมีทีมใหญ่โดนทีมเล็กกว่ามาก เขี่ยตกรอบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่นิวคาสเซิ่ล ต้องอับอายพ่ายแพ้ให้กับทีมระดับ Minnow ที่ฝรั่งชอบใช้ซึ่งหากแปลเป็นไทยตรงตัว หลายคนอาจมองว่าเป็นการดูถูก เพราะมันแปลได้ว่า "ปลาซิวปลาสร้อย" อีกหนึ่งเหตุการณ์คลาสสิกของสาลิกาดง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2011 หรือ 11 ปีก่อนเป๊ะๆ กับวันที่พวกเขาโดนเคมบริดจ์ อัดคาบ้าน ฤดูกาล 2010/11 ผลงานของนิวคาสเซิ่ล เริ่มต้นได้ดี แต่มาแย่ต่อเนื่องในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ทำให้มีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็น อลัน พาร์ดิว หลังรับงาน พาร์ดิว ใช้เวลาไม่นานก็จูนทีมติด ชนะ 3 จาก 5 เกมลีก ก่อนถึงโปรแกรมไปเยือน "สตีฟเนจ โบโร่" ในศึก เอฟเอ คัพ วันที่ 8 มกราคม 2011 สำหรับ สตีฟเนจ แล้วถือเป็นทีมที่ก่อตั้งมาได้ไม่นาน ณ วันนั้น พวกเขาเป็นสโมสรที่มีอายุเพียง 35 ปี คริส เดย์ นายทวารมือ 1 ของพวกเขา เกิดก่อนก่อตั้งสโมสร 1 ปีด้วยซ้ำ ที่ผ่านมา พวกเขาใช้ชีวิตในระดับนอกลีกมาตลอด จนกระทั่งปี 2010/11 ก็ได้เลื่อนเข้าสู่ ลีก ทู เป็นครั้งแรก นั่นคือฤดูกาลแรกในประวัติศาสตร์ของ สตีฟเนจ โบโร่ ฟุตบอล คลับ ในการเล่นลีกอาชีพเต็มตัว (พรีเมียร์ ลีก จนถึง ลีก ทู) ก่อนการเจอกัน ทั้งสองทีมมีความห่างกันถึง 73 อันดับ เพราะขณะที่ นิวคาสเซิ่ล อยู่อันดับ 9 ของพรีเมียร์ ลีก ในวันนั้น แต่ สตีฟเนจ เป็นเพียงทีมกลางตารางของ ลีก ทู สำหรับ นิวคาสเซิ่ล อาจมองเกมนี้อย่างผิวเผิน ไม่ได้ให้ความสำคัญนัก คิดว่าก็แค่ทีมลีก ทู เตะให้มันผ่านๆ เข้ารอบไปซะ เพื่อเอาสมาธิมาทุ่มในเกมลีกต่อ ทว่ากับ สตีฟเนจ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น การเล่นในบ้านที่ บรอดฮอลล์ เวย์ ทำให้เกมนั้นตั๋วขายเกลี้ยงทุกใบ สถิติสูงสุดของฤดูกาลที่ 6,644 คน ทีมเล็ก มุ่งมั่นที่จะล้มทีมใหญ่เสมอใน เอฟเอ คัพ ที่สำคัญ พวกเขามีความแค้นฝังลึกอยู่กับนิวคาสเซิ่ลมานานใน เอฟเอ คัพ ตั้งแต่ปี 1997/98 ตอนนั้น ทั้งสองทีมโดนจับมาเจอกันใน เอฟเอ คัพ รอบ 4 เล่นที่บ้านของ สตีฟเนจ แบบนี้เลย เคนนี่ ดัลกลิช กุนซือนิวคาสเซิ่ล ตอนนั้นสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลสตีฟเนจมาก เมื่อขอให้เกมย้ายวิก มาเตะกันที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ดีกว่า เพราะสนามของสตีฟเนจ ที่ตอนนั้นเป็นเพียงทีมนอกลีก ไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ สมาคมฟุตบอลไม่บ้าจี้ตาม เกมก็เตะกันที่บ้านสตีฟเนจ ตามเดิม อลัน เชียเรอร์ พานิวคาสเซิ่ล นำตั้งแต่ 3 นาทีแรกแต่ จูเลียโน่ กราซิโอลี่ ก็ตีเสมอให้เจ้าถิ่นได้ เกมจบที่ 1-1 ต้องไปรีเพลย์ที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค สมใจดัลกลิช แน่นอนว่า นิวคาสเซิ่ล เป็นฝ่ายชนะไปหวุดหวิด 2-1 แต่ประตูนึงของพวกเขาจาก อลัน เชียเรอร์ มาจากการโหม่งที่บอลยังไม่ข้ามเส้นทั้งใบ มันมีคดีกันแบบนี้ ทำให้การเจอกัน ณ วันที่ 8 มกราคม 2011 นักเตะสตีฟเนจ และแฟนบอลถึงมุ่งมั่นกันสุดๆ สตีฟเนจ มาแบบ 4-4-2 วัดกันตำแหน่งต่อตำแหน่งเลย ไม่ได้มาเล่นอุด หรือเน้นหลังเน้นกลาง พวกเขามี คริส เบียร์ดสลี่ย์ เป็นกองหน้า ชื่อนี้ทำให้แฟนนิวคาสเซิ่ลคุ้นหูบ้าง แต่จริงๆ ก็ไมได้มีความเกี่ยวพันกับ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ อดีตกองหน้าขวัญใจสาลิกาดงแต่อย่างใด จุดสำคัญของสตีฟเนจคือมิดฟิลด์คู่กลางที่มีความห้าวและเล่นกันอย่างรู้ใจ จอห์น มูซินโญ่ นักเตะเชื้อสายโปรตุกีส และ ไมเคิ่ล บอสท์วิค ส่วนนิวคาสเซิ่ล จัดเต็มเกือบฟูลทีม ทิม ครูล, แดนนี่ ซิมพ์สัน, ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่, ไมค์ วิลเลียมสัน, เจมส์ เพิร์ช, โจอี้ บาร์ตัน, เควิน โนแลน, อลัน สมิธ, เวย์น เราท์เล็ดจ์, ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส, ลีออน เบสท์ สตีฟเนจ เปิดเกมด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่เล่นกล้าๆ กลัวๆ มาเน้นรับ พวกเขาเพรสซิ่งสูงใส่ผู้มาเยือนจากพรีเมียร์ ลีก ทันที หลังจากเล่นไปได้สักพัก สตีฟเนจ ก็มั่นใจว่าเกมนี้พวกเขามีโอกาสชนะ "เราเป็นรองเยอะแบบสุดกู่เลย และเหมือนต่อยข้ามรุ่นอยู่แล้ว ผมคิดว่ามันก็มีส่วนช่วยนะ" จอห์น มูซินโญ่ พูดถึงเกมนั้น ซึ่ง สตีฟเนจ มองว่าพวกเขาไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ต้องกดดัน "เรามั่นใจกันก่อนเกมแล้ว แต่หลังจากผ่านไป 15-20 นาที เราพบว่าเฮ้ยนิวคาสเซิ่ล เล่นไม่มีอะไรเลย และเราสามารถทำให้มันเป็นค่ำคืนที่ยากลำบากให้พวกเขาได้แน่" "ผมจำได้ถึงบรรยากาศเกมนั้นว่ามันสุดยอดมาก เราไม่เสียประตูเร็ว และจบครึ่งแรกยัง 0-0 ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่าเรามีโอกาสที่จะพลิกล็อกได้" เริ่มครึ่งหลัง สตีฟเนจ ยิ่งมั่นใจ พวกเขามาได้ประตูนำในนาทีที่ 50 จากการยิงไกลของ สเตซี่ ลอง แล้วบอลพุ่งไปโดนหัว ไมค์ วิลเลียมสัน เปลี่ยนทางเข้าประตูไป อีก 5 นาทีต่อมา จากความมุ่งมั่นวิ่งเพรสซิ่งสูงของพวกเขา สตีฟเนจ ก็หนีไป 2-0 บอลมาถึง ไมเคิ่ล บอสท์วิค แต่งมายิงหักข้อจาก 20 หลา บอลวิ่งชนโคนเสาซ้ายมือเข้าไปตุงตาข่าย สถานการณ์ของนิวคาสเซิ่ล แย่เข้าไปอีกในนาทีที่ 58 เมื่อ ชีค ติโอเต้ ที่โดนส่งลงมาเป็นสำรองแทนที่ อลัน สมิธ ดันไปกระโดดเสียบใส่ จอห์น แอชตัน กองหลังสตีฟเนจ ทำให้โดนใบแดงไล่ออกจากสนามทันที เหลือ 10 คน ตาม 0-2 นิวคาสเซิ่ล ที่ดูเหมือนไม่มีหวังแล้ว ก็กลับมากระตุกนิดๆ ในนาทีที่ 90+2 เมื่อ โจอี้ บาร์ตัน ได้จังหวะสับไกจาก 30 หลา ลูกพุ่งเสียบใต้คานอย่างงาม ไล่มา 1-2 หากเป็นทีมเล็กทั่วไป พวกเขาอาจจะสั่น เมื่อทีมใหญ่ไล่กระชั้นเข้ามา แต่ไม่ใช่กับสตีฟเนจ ในค่ำคืนวันนั้น พวกเขายังเล่นด้วยความมั่นใจ และเมื่อเขี่ยบอลกันใหม่ได้อึดใจเดียว ในนาทีที่ 90+3 สตีฟเนจ ก็หนีไปอีกครั้งเป็น 3-1 จาก ปีเตอร์ วินน์ ที่ได้บอลหลุดแล้วดีดเร็วสวนตัว ทิม ครูล เข้าไป มันกลายเป็นประตูฝังกลบ นิวคาสเซิ่ลสนิท สตีฟเนจ โบโร่ สร้างตำนานแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ขึ้นอีกครั้ง เราเคยเห็นทีมเล็กๆ เอาชนะทีมใหญ่แบบหวุดหวิด โชคเป็นใจ หรือกระเสือกกระสนดิ้นรน จนวินาทีสุดท้ายเพราะโดนกดหัวอยู่ข้างเดียว ทว่ามันไม่ใช่กับเกมนี้ที่ สตีฟเนจ สมควรเป็นผู้ชนะจริงๆ พวกเขาเล่นได้ดีสุดๆ คนที่เจ็บใจที่สุดของนิวคาสเซิ่ล คือ โจอี้ บาร์ตัน เพราะไม่ใช่แค่ทีมแพ้ตกรอบ แต่มีการเปิดเผยในภายหลังว่าเขาควักเงิน 750 ปอนด์ แทงว่านิวคาสเซิ่ลจะชนะ แม้จะเป็นเงินไม่เยอะ แต่คงกะเล่นสนุกๆ และกะว่าได้เงินแน่ๆ เจอทีมลีก ทู แบบนี้ แน่นอนว่าการเล่นพนันของนักฟุตบอลในเกมที่เกี่ยวข้องกันกับทีมตัวเองเป็นความผิด ในภายหลังเรื่องถึงแดงขึ้นมาว่า บาร์ตัน ทำบ่อยมาก จนโดนลงโทษในช่วงปี 2016 สำหรับ สตีฟเนจ พวกเขาก็ไปไม่ได้ไกลนัก เพราะในรอบต่อไปพวกเขาก็แพ้ให้กับเรดดิ้่ง 1-2 ส่วนนิวคาสเซิ่ล 17 นัดในลีก หลังจากนั้น พวกเขาชนะแค่ 3 เกม และจบด้วยอันดับ 12 ของพรีเมียร์ ลีก อย่างน้อยพวกเขาก็ยังอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ ลีก ได้แบบสบายๆ ในปี 2011 ส่วนในปี 2022 นี้ ตกรอบเอฟเอ คัพ ด้วยทีมเล็กห่างชั้น ทว่าในลีก ยังไม่แน่ว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ด้วยซ้ำ! เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117