breadcrumb symbol ข่าว

Football Knowledge

" มันโช่ ผู้นำของเพื่อนๆ "

โรแบร์โต้ มันชินี่ เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลี ได้รับการยกย่องจากผลงานเปลี่ยนแปลงทัพอัซซูร์รี่ ที่ง่อยเปลี้ย เล่นน่าเบื่อ ไร้แรงบันดาลใจ ให้กลายมาเป็นทีมที่เล่นด้วยความมุ่งมั่นคึกคัก แม้ยังเหลือความท้าทายสำคัญ คือการพาทีมไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้ หลังจากตกลงมาเล่นเพลย์ออฟ อย่างไรก็ตาม การคว้าแชมป์ ยูโร 2020 คือไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดในอาชีพการคุมทีมของเขา แม้จะเคยได้แชมป์รายการต่างๆ มาแล้วมากมาย ทั้งกับ ฟิออเรนติน่า, ลาซิโอ, อินเตอร์ มิลาน, แมนฯ ซิตี้, กาลาตาซาราย โรแบร์โต้ มันชินี่เป็นคนเก่ง เป็นคนฉลาด และมีนิสัยที่เข้มแข็ง บวกกับบุคลิกที่ซับซ้อน ทำให้บ่อยครั้ง เขาก็เคยขัดแย้งกับคนอื่นแม้กระทั่งกับเพื่อนร่วมทีม คนที่ทำงานด้วยกัน ที่น่าสนใจคือทุกครั้ง เขาจะก้าวผ่านมันมาได้ตลอด มันโช่ คือหนึ่งในคนที่ล้อมรอบไปด้วยคนเก่ง คนมีฝีมือมาตลอด ตั้งแต่เป็นนักเตะจนถึงการเป็นโค้ช เขาเคยเป็นกัปตันทีมซามพ์โดเรียชุดประสบความสำเร็จ เต็มไปด้วยนักเตะเก่งๆ บุคลิกแข็งแกร่ง ความเป็นผู้นำที่ชัดเจนของเขานั่นเอง ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้ ที่สำคัญ มันโช่ เคยเป็นทั้งเพื่อนร่วมทีม และภายหลังเป็นเจ้านาย หรือเป็นโค้ช ให้กับเพื่อนร่วมทีมระดับซูเปอร์สตาร์ 2 คน นั่นก็คือ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน และ ซินิซ่า มิไฮโลวิช ในช่วงปีท้ายๆ ของเขากับ ลา ซามพ์ สโมสรได้ดึงเอา มิไฮโลวิช และ ฮวน เวรอน มาร่วมทีม โดยเฉพาะในฤดูกาล 1996/97 ซามพ์โดเรีย เป็นทีมที่น่าตื่นเต้นอย่างมากภายใต้การคุมทีมของ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ยุคนั้นเป็นยุคที่กัลโช่ เซเรีย อา พีคถึงขีดสุด ทุกทีมมีสตาร์ประดับขุมกำลัง แม้แต่ทีมเล็กก็มีทีเด็ดที่จะล้มทีมใหญ่ได้ น่าเสียดายที่ ลา ซามพ์ จบเพียงอันดับ 6 แต่เป็นปีที่แต้มไม่ได้ห่างกันเลย ยูเว่ ทีมแชมป์มี 65 คะแนน อันดับ 6 อย่างลา ซามพ์ เก็บได้ 53 คะแนน ที่สำคัญ ซามพ์โดเรีย เป็นทีมที่มีเกมรุกดีที่สุดในลีกด้วย เพียงแต่แนวรับนั่นเองที่ยังเป็นจุดเปราะบาง ทำไม ซามพ์โดเรีย มีเกมรุกยอดเยี่ยม ก็เพราะนอกจาก มันชินี่ พวกเขายังมี วินเชนโซ่ มอนเตลล่า, มาร์โก คาร์ปาเรลลี่, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, คริสติย็อง การอมเบอ และลูกนิ่งจากมิไฮโลวิช จบซีซั่นดังกล่าว หลังจากรับใช้ ซามพ์โดเรีย มานาน 15 ปี มันโช่ ก็ย้ายมาเล่นให้ ลาซิโอ ด้วยวัย 33 ปี เนื่องจาก สเวน โกรัน อีริคส์สัน โยกมาคุมลาซิโอ แล้วดึงเขามาด้วย ปีต่อมา มิไฮโลวิช ก็ย้ายตามมาด้วย และอีกปี ฮวน เวรอน ก็ย้ายตามมาอีกคน ทั้งสาม เลยได้เล่นด้วยกันอีกครั้งภายใต้สีเสื้อของลาซิโอ หลังแขวนสตั๊ดกับ ลาซิโอ มันโช่ ก็ขยับมาคุมทีมทันที ประเดิมด้วยการคุม ฟิออเรนติน่า จากนั้นก็มาคุมลาซิโอ ในปี 2002 ขณะนั้น เวรอน ย้ายไปอังกฤษแล้วแต่ มิไฮโลวิช ยังอยู่ เป็นครั้งแรกที่ มิไฮ ต้องเล่นภายใต้การคุมทีมของอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง มันโช่ แต่ทั้งคู่ก็ทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดี กระทั่งในปี 2004 มันโช่ ได้งานคุม อินเตอร์ มิลาน เขาก็เลยดึง มิไฮโลวิช มาเล่นด้วยแม้ตอนนั้น มิไฮ จะอายุ 35 ปีแล้วก็ตาม มิหนำซ้ำ มันโช่ ยังคิดถึงอีกหนึ่งซี้ นั่นก็คือ ฮวน เวรอน ที่กำลังลำบากอยู่กับเกมพรีเมียร์ ลีก เขาเลยขอยืมตัวดาวเตะอาร์เจนไตน์ มาจากเชลซี เพื่อมาคุมแดนกลางให้ อินเตอร์ ของเขา 2 ฤดูกาลด้วยกัน ในวงกลมของสังคมฟุตบอลที่ มันโช่ ผ่านมา เขามีเพื่อนร่วมทีมมากมาย หลายคนผันตัวไปเป็นกุนซือ หลายคนยังทำงานเป็นโค้ช และผู้ช่วยในตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญ เพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่ แม้จะไม่ถึงกับรักเขาทุกคน แต่ไม่มีใครไม่ให้ความเคารพกับเขา เพราะมันโช่ มีความเป็นผู้นำสูง และเข้มแข็ง คนอย่างเขาเป็นผู้ให้โอกาส มาริโอ บาโลเตลลี่ ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ให้อินเตอร์ ด้วยวัยเพียง 17 ปี ต่อมาเขาก็หนีบหมอนี่ไปเล่นที่แมนฯ ซิตี้ด้วย และเป็นคนที่กำราบ บาโลเตลลี่ ได้อยู่หมัด มีทั้งพระเดชและพระคุณที่ บาโล ต้องยอมรับ ที่ผ่านมา มันโช่ เคยดึงให้เพื่อนของเขามาทำงานร่วมกันมาหลายคน มิไฮโลวิช เองก็เคยเป็นผู้ช่วยของเขาที่อินเตอร์ และทุกวันนี้ มิไฮ ก็เป็นเทรนเนอร์ของโบโลนญ่า ตอนที่ดาวเตะเซิร์บ สู้กับโรคมะเร็ง มันชินี่ ก็ช่วยเหลือให้กำลังใจมาตลอด เขาเคยโพสต์ในอินสตาแกรมเอาไว้ว่า "นายแข็งแกร่งเกินกว่า(ที่จะพ่ายแพ้) นี่มันไม่ทำให้นายกลัวได้หรอก และนอกจากนั้น เรายังจะต้องมาพายแพ็ดเดิ้ลบอร์ดด้วยกันหลังจากนายหายแล้วด้วย" จานลูก้า วิอัลลี่ คือคู่หูกองหน้าของเขา สมัยช่วยกันยิงจน ซามพ์โดเรีย คว้าสคูเด็ตโต้ ในปี 1990/91 วิอัลลี่ คือเพื่อนที่สนิทที่สุดของเขา และวิอัลลี่ เองก็ต่อสู้กับมะเร็งมาหลายปี มันโช่ ดึงเอา วิอัลลี่ มาทำงานในทีมชาติอิตาลีด้วยกัน กลายเป็นแรงผลักดันให้นักเตะสู้จนคว้าแชมป์ยูโร และถ้ามองลงไปในสต๊าฟฟ์โค้ชของเขา นอกจากวิอัลลี่ แล้วยังมี อัตติลิโอ ลอมบาร์โด้, เอเบริโก้ เอวานี่, ฟาอุสโต้ ซัลซาโน่ ที่เคยเล่นด้วยกันกับเขาที่ ซามพ์โดเรีย ตอนคุม แมนฯ ซิตี้ ก็ดึงเอา ลอมบาร์โด้ และ เดวิด แพล็ทท์อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ ผู้เคยเล่นกับเขาที่ ลา ซามพ์ มาเป็นผู้ช่วย สองคนนี้รู้ดีเรื่องฟุตบอลอังกฤษ เพราะ ลอมบาร์โด้ เองเคยมาค้าแข้งกับพาเลซอยู่พักใหญ่ เรียกได้ว่า โรแบร์โต้ มันชินี่ คือผู้นำที่เชื่อใจในเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ และผลักดันให้แต่ละคนสามารถแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ การเพลย์ออฟของอิตาลี ยังต้องเจอกับ นอร์ธมาซิโดเนีย และถัดจากนั้น อาจเป็น ตุรกี หรือโปรตุเกส เพื่อชิงตั๋วสู่ฟุตบอลโลกที่กาตาร์ปลายปีนี้ อย่างไรก็ตามภายใต้ผู้นำอย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ เชื่อว่าความเป็นไปได้ยังเปิดกว้างเสมอ เหมือนที่เขาทำให้เห็นมาแล้วตั้งแต่สมัยเป็นกองหน้ากัปตันทีมที่ซามพ์โดเรีย เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ตอนจบของเบ็คแฮมคนใหม่ "

ดาวี่ พร็อพเพอร์ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติฮอลแลนด์ของ ไบรตัน เพิ่งประกาศแขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น หลังจากย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดกับ พีเอสวี ได้แค่ครึ่งฤดูกาล ในโลกของฟุตบอล มีผู้เล่นหลายคนที่ตัดสินใจรีไทร์ก่อนวัยอันควร ด้วยเหตุผลแตกต่างกันออกไป อันเดร เชือร์เล่ เลิกเล่นตอนอายุ 29 ปี, ฮิเดโตชิ นากาตะ ก็แขวนเกือกในวัยเดียวกัน ส่วน เอริค คันโตน่า เลิกเล่นอย่างปุบปับขณะที่ยังอยู่บนจุดสูงสุด และอายุแค่ 31 ปี นักเตะดาวดังอีกรายที่แขวนสตั๊ดขณะอายุยังน้อยคือ เดวิด เบนท์ลี่ย์ เขาเลิกเล่นเมื่อปี 2013 ด้วยวัย 29 ปี เบนท์ลี่ย์ แก่กว่า โรนัลโด้ แค่ไม่กี่เดือน ขณะที่ CR7 ยังโลดแล่นบนลีกระดับท็อป แต่ถึงตรงนี้ เบนท์ลี่ย์ รีไทร์มาได้ 8 ปีแล้ว เขาเคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของอังกฤษ เคยกระทั่งถูกยกว่าเป็น "เดวิด เบ็คแฮม คนใหม่" ด้วยซ้ำ ทั้งคู่มีหลายอย่างคล้ายกัน.. ชื่อ เดวิด เหมือนกัน หน้าตาหล่อเหลาทั้งคู่ มีสไตล์ ชอบเปลี่ยนทรงผม มีความมั่นใจในตัวเองสูง เล่นตำแหน่งหลักคือปีกขวา มีฟรีคิกเป็นจุดเด่น เติบโตมาจากตอนเหนือของลอนดอน เมื่อปี 2007 เบนท์ลี่ย์ ถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ขณะนั้นเขาอายุ 22 ปี เขาประกาศทันทีว่าเขาจะมายึดตำแหน่งตัวจริงจาก เดวิด เบ็คแฮม! มันทำให้คนหมั่นไส้ไม่น้อย เพราะ เบ็คแฮม แม้หลังฟุตบอลโลก 2006 จะก้าวลงจากตำแหน่งกัปตันทีมชาติ และหายไปจากทีมพักใหญ่ แต่แฟนบอลก็ยังรักและชื่นชอบ เบนท์ลี่ย์ เปิดเผยเรื่องนี้ในภายหลังอย่างตรงไปตรงมา "มีคำถามเกี่ยวกับการเสียใจเยอะนะ ผมไม่เสียใจอะไรทั้งนั้น แล้วจะให้ผมพูดว่าไงล่ะ? 'ผมมานี่เพื่อขัดรองเท้าให้เบ็คแฮมเหรอ?' ผมไปติดทีมชาติก็เพื่อแย่งตำแหน่งของเขาให้ได้ไม่ใช่หรือ?" "คนอยากให้ผมพูดว่า 'ผมมานี่เพื่อเรียนรู้จากเขา' แต่นั่นไม่ใช่ผม เดวิด อาจมองว่าผมเพี้ยนๆ นะ แต่เขาเป็นคนที่ยอดมาก ผมยังบอกเขาเลยว่า ผมเก่งกว่าเขานะ และท้าให้เราลองมาแข่งยิงฟรีคิกกัน เราหยอกล้อและหัวเราะกัน" เรื่องของความมั่นใจในตัวเอง และการตัดสินใจทำอะไรแบบตรงไปตรงมา มันดูเหมือนจะส่งผลเสียต่อเขาไม่น้อย ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น อังกฤษชุดยู-21 ที่มี สจ๊วร์ต เพียร์ซคุมทีม มีคิวต้องไปเล่นศึก ยูโร ยู-21 ที่ประเทศฮอลแลนด์ ตอนหน้าร้อนปี 2007 เบนท์ลี่ย์ คือหนึ่งในคนที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดเล็ก แต่เขาประกาศขอถอนตัว โดยอ้างว่าล้า จากการลงสนามมาตลอดทั้งปี สื่อเอาเรื่องนี้มาลงข่าวปุ้บ เขาโดนด่ายับ หาว่าไม่ให้เกียรติทีมชาติ พอเป็นชุดเล็กก็ไม่อยากลงเล่น ต่างๆ นาๆ และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มเซ็งกับฟุตบอล "ผมไม่เซอร์ไพรส์นะกับปฏิกิริยาที่ออกมา แต่ผมลงเล่นไป 60 นัดในฤดูกาลนั้น ผมอธิบายกับ ฟาบิโอ คาเปลโล่ แล้วว่าถ้าทีมชาติชุดเล็กเราได้ผ่านเข้าไปยูโร รอบสุดท้าย ผมจะไม่ได้พักเบรกเลย เพราะแบล็คเบิร์นมีโปรแกรมเล่น อินเตอร์โตโต้ คัพ อีกในช่วงเปิดซีซั่นต่อไป ผมลงเล่นไม่ไหวจริงๆ" "มันผ่านมา 10 ปีแล้ว ทุกคนเรียกผมตอนนั้นว่าเป็นไอ้เชี่ย ทุกวันนี้ นักเตะที่เล่นมาหนักก็ได้พัก" "แต่ผมก็ยืนยันการตัดสินใจของผม ผมรู้จักร่างกายตัวเอง ผมไม่ไหวจริงๆ ผมโทรหาสจ๊วร์ต เพียร์ซ แล้วบอกเขาว่า 'ผมเล่นไม่ไหว' ผมไม่ได้ไม่ให้เกียรติทีม ยู-21 นะ " "เพียร์ซ ไม่ได้พูดอะไรนัก แต่วันต่อมา พวกเขาไปให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ ด่าผมเละ และผมก็โดนเอาการตัดสินใจของผมไปเทียบกับทหารที่ไปรบในอัฟกานิสถานโน่นเลย มันประหลาดมาก" "ผมคิดว่านั่นอาจเป็นจุดที่ผมเริ่มหมดรักกับเกมลูกหนังไปเล็กน้อยแล้ว ผมคิดในใจว่า 'นี่มันเชี่ยไรวะเนี่ย' ผมอาจบอกกับแบล็คเบิร์นไปเฉยๆ เลยก็ได้ว่าผมบาดเจ็บ เพราะพวกเขาก็ไม่อยากให้ผมไปเล่นชุดเล็กอยู่แล้ว แต่ผมก็ไม่ทำแบบนั้น ผมโทรหาเพียร์ซและพูดตรงๆ กับเขา แล้วดูสิ่งที่ผมได้รับสิ" มีข่าวว่าเขาเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่เด็ก ซึ่งเขาเคยเปิดเผยว่า เขาไม่ได้เชียร์ทีมไหนเป็นพิเศษเลย เพราะคุณพ่อของเขาเป็นทหารอากาศ ทำงานใน RAF (Royal Air Force - กองทัพอากาศ) ทำให้ต้องย้ายบ่อย เพียงแต่ช่วงหนึ่งเขาอยู่แถบลอนดอนตอนเหนือ เกมแรกที่เขาไปดูเกมในสนามคือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ อย่างไรก็ตาม สโมสรหลักสโมสรแรกของเขาคืออาร์เซน่อล เขาโตมาจากระบบเยาวชนของทีมปืนใหญ่ในช่วงที่ อาร์แซน เวนเกอร์ รุ่งเรืองสุดขีด ในปี 1997-2001 พอปี 2001 อายุได้ 17 ปี ก็เริ่มขึ้นมาฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่อาร์เซน่อลแล้ว เบนท์ลี่ย์ ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่อาร์เซน่อลครั้งแรกในปี 2002/03 แต่เขามาดังก็ตอนโดนปล่อยให้ นอริช ยืมตัวในปี 2004/05 เดิมที เบนท์ลี่์ย์ เล่นเป็นกองหน้า ทั้งหน้าเป้าและหน้าต่ำ แต่ตำแหน่งที่ทำให้เขาแจ้งเกิดคือตัวริมเส้น ทั้งปีกซ้ายปีกขวา ซึ่งเขาถนัดการเล่นปีกขวาที่สุด สไตล์ของ เบนท์ลี่ย์ คือการเลี้ยงผ่านคู่แข่ง มีลูกครอสที่ดี ฟรีคิกดี เล่นลูกตั้งเตะเก่ง และกล้าตัดสินใจยิงจากระยะไกลนอกกรอบเขตโทษ เมื่อบวกกับหน้าตาที่หล่อเหลา ทำให้เขาดังขึ้นมาอย่างรวดเร็วในตอนนั้น เขาถูกมองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักให้ทีมชาติอังกฤษในอนาคต อาร์เซน่อล ช่วงนั้นยังแข็งแกร่ง พูดตามตรงก็คือ เบนท์ลี่ย์ ยากที่จะสอดแทรกเข้าไปสู่ทีมชุดใหญ่ เขาเลยโดนปล่อยยืมเป็นหลัก ฤดูกาล 2005/06 เขาโดนปล่อยให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ยืมตัวและทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ เมื่อตลาดหน้าหนาวมาถึง มกราคม 2006 ทีมกุหลาบไฟตัดสินใจยื่นซื้อ เบนท์ลี่ย์ มาเป็นกรรมสิทธิ์อย่างถาวร เกมแรกหลังจากเซ็นสัญญาถาวร เบนท์ลี่ย์ก็แผลงฤทธิ์ทันที เขาทำแฮททริกในเกมที่ แบล็คเบิร์น เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปได้อย่างสุดมัน 4-3 หลังจาก 3 ฤดูกาลกับ แบล็คเบิร์น ที่ถือเป็นช่วงที่เขามีผลงานโดดเด่นและชัดเจนที่สุด เขาก็ตัดสินใจว่าอยากย้ายไปทีมใหญ่ขึ้น ช่วงนั้นมีข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองก็สนใจอยากได้ตัวไปร่วมทีมเช่นกัน ทว่าเป็น ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คือสโมสรที่เข้ามาติดต่อเขา ภายใต้กุนซือคนใหม่อย่าง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ สเปอร์ส ยอมจ่าย 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงไม่น้อย ในปี 2008 เพื่อเซ็นสัญญา เบนท์ลี่ย์ มาร่วมทีม 29 ตุลาคม 2008 เดวิด เบนท์ลี่ย์ ทำประตูแรกในลีกให้กับสเปอร์ส มันคือหนึ่งในประตูสวยสุดของพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนั้น และมันเป็นประตูสุดคลาสสิก เพราะมันเป็นประตูที่เขายิงใส่ อาร์เซน่อล ต้นสังกัดเก่าของเขานั่นเอง ในนาทีที่ 13 จากจังหวะที่บอลยังโด่งไปโด่งมาอยู่ในแดนอาร์เซน่อล ลูก้า โมดริช กระดกบอลขึ้นหน้า เจอร์เมน จีนาส พักอกลงใกล้ๆ มาที่ เดวิด เบนท์ลี่ย์ เบนท์ลี่ย์ ไม่รอให้บอลตกพื้น เขาเดาะบอลขึ้นมา 1 จังหวะแล้ววอลเล่ย์จากระยะ 43 หลาแบบไม่มีใครคาดคิด บอลพุ่งโค้งเป็นวงดุจใบไม้ร่วง มานูเอล อัลมูเนีย พยายามถอยไปปัดแต่ก็ได้แค่ปลายมือ บอลลูกนั้นมุดเสียบใต้คานเข้าไปอย่างสวยงาม นอกจากประตูสุดสวยของ เบนท์ลี่ย์แล้ว เกมนี้ยังสุดคลาสสิกด้วยเพราะตอนนั้น อาร์เซน่อล ข่มสเปอร์ส มิดมาตลอด หลังโดนนำ อาร์เซน่อล เอาคืน 3 ประตูรวดจาก มิกาแอล ซิลแวสต์, วิลเลี่ยม กัลลาส และ เอมานูเอล อเดบายอร์ ดาร์เรน เบนท์ พาสเปอร์ส ไล่มา 2-3 ในนาทีที่ 67 แต่แล้วอีกนาทีต่อม่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ก็กดพาอาร์เซน่อลหนีไปเป็น 4-2 อีกครั้ง ชัยชนะคงตกเป็นของอาร์เซน่อลแน่ๆ แต่ไม่ใช่ เพราะในนาทีที่ 89 และ 90 สเปอร์ส มาได้ 2 ประตูรวดจาก จีนาส และ แอร่อน เลนน่อน ทำให้จบลงด้วยสกอร์ 4-4 น่าเสียดาย ที่ฟอร์มของ เบนท์ลี่ย์ กับสเปอร์ส ไม่ได้ดีอย่างตอนเล่นให้ แบล็คเบิร์น ประตูยิงใส่อาร์เซน่อล เป็นลูกเดียวที่เขาทำไดในปีนั้น ปีต่อมา เบนท์ลี่ย์ ก็ยังเป็นแค่สำรอง ลงสนามน้อยนิด เมื่อฟอร์มไม่ดี ไม่ได้ลงเล่น เขาก็ไม่ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติอีก เขาโดนสเปอร์ส ปล่อยยืมตัวไปที่ เบอร์มิงแฮม, เวสต์แฮม และไปไกลถึง เอฟซี รอสตอฟ ในรัสเซียด้วย จนกลับมายืมตัวที่ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส อดีตต้นสังกัด ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปี 2012/13 หลังจบฤดูกาลนั้น เขาก็ถูกสเปอร์ส ปล่อยตัวออกจากทีมด้วยวัยเพียง 28-29 ปี มันควรเป็นวัยที่นักเตะสักคนจะพีคขีดสุด แต่สำหรับ เดวิด เบนท์ลี่ย์ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องฝีเท้า หรือฟอร์มการเล่น แต่ช่วง 3-4 ปีหลัง เบนท์ลี่ย์ เริ่มหมดไฟ ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเล่นฟุตบอลอีกแล้ว ใช่ว่าจะไม่มีทีมไหนสนใจ แม้จะไมใช่ทีมระดับสูงสุด แต่ทีมรองๆ ยังให้ความสนใจกับเขา แต่ เบนท์ลี่ย์ เลือกที่จะปฎิเสธ และเขาประกาศแขวนสตั๊ดในปีต่อมา มีคนเคยบอกว่า หากคุณได้ทำงาน ในสิ่งที่คุณรัก มันก็เหมือนไม่ต้องทำงาน สำหรับ นักฟุตบอลอาชีพส่วนใหญ่อาจเป็นแบบนั้น เพราะพวกเขารักในกีฬาฟุตบอล ชอบเล่นฟุตบอล รักเกมลูกหนัง เดวิด เบนท์ลี่ย์ ก็เช่นกันในตอนที่เขาเริ่มต้นอาชีพ แต่ความรักและความสนุกในเกมมันค่อยๆ ลดลง สวนทางกับวิถีของฟุตบอลสมัยใหม่ที่เป็นธุรกิจมากขึ้น และนักฟุตบอลแม้จะได้ค่าเหนื่อยมหาศาล แต่ต้องกลายเป็นเหมือนหุ่นยนต์ ห่างไกลจากเมื่อ 10-20 ปีก่อนมากขึ้นทุกที "เกมฟุตบอลเปลี่ยนไปเยอะมาก เมื่อผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอล มันเป็นเรื่องของการสนุกกับการเล่นมากกว่า คุณไปทำงานทุกๆ วันแล้วคิดว่า นี่มันยอดเยี่ยมมาก" "ตอนนี้ มันอย่างกับหุ่นยนต์ แถมมีเรื่องของโซเชียลมีเดีย เข้ามาอีก และเงินที่วิ่งเข้าหาเกมฟุตบอล ผมไม่อยากพูดเลยจริงๆ แต่นั่นทำให้มันน่าเบื่อ มันทำให้คาดเดาได้ เหมือนมันเป๊ะๆ ไปหมด" "การเซ็นสัญญาอีก 4-5 ปี มันไม่ใช่ทางเลือกของผมจริงๆ" น่าเสียดายที่ เดวิด เบนท์ลี่ย์ ไม่สามารถขึ้นไปสูงกว่านี้ และยืนระยะได้นานกว่านี้เมื่อมองจาก "คุณสมบัติ" ของเขาในการจะเป็นสตาร์ดาวดัง พรสวรรค์ รูปร่างหน้าตา ความมั่นใจ และแบ็คกราวน์ด จะด้วยการได้เงินเยอะตั้งแต่อายุน้อย จนทำให้ขาดความกระตือรือร้น หรือรับแรงกดดันกับการคาดหวังไม่ได้ หรือจะเป็นอะไรก็ตามที แต่เมื่อใครสักคน ปฏิเสธสัญญาที่จะทำให้เขาได้เงินก้อนโต ทั้งที่ยังมีแรง อายุยังน้อย โดยเหตุผลคือเขาขาดความสนใจ ไม่สนุกที่จะทำมันอีกต่อไป มันก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีพอ สำหรับเขาที่จะเดินออกมา เรื่องราวของ "The Next David Beckham" จึงลงเอยด้วยแบบนี้เอง ******************** เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" ความเสียใจของซาฮา "

ตลาดเดือนมกราคมเริ่มต้นขึ้นแล้ว เกือบทุกสโมสรไม่นิยมการซื้อนักเตะกันในช่วงเวลาหน้าหนาวแบบนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งนักเตะเป้าหมายแท้จริงไม่ค่อยอยู่ในตลาด หรือหากอยากได้ต้องจ่ายแพงกว่าปกติ นักเตะที่ได้ย้ายมามักเป็นความต้องการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเห็นปัญหาจากครึ่งซีซั่นแรก และนั่นทำให้หลายครั้ง คนที่ย้ายเข้ามาจึงมักเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกกรณีที่มักเกิดการซื้อขายกันในหน้าหนาว นั่นคือการเซ็นสัญญากับ"นักเตะดาวรุ่ง" ล่วงหน้าเลยสำหรับทีมใหญ่ เห็นแวว แล้วก็เซ็นสัญญาตีตรากันเอาไว้ก่อน เพื่อไว้เป็นอนาคตของทีม หนึ่งในการเซ็นดาวรุ่งฝีเท้าดีหน้าหนาว ก็คือกรณีของ วิลฟรีด ซาฮา ตอนมกราคม 2013 โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ณ เวลาแท้จริง มกราคม 2013 ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะวางมือ ทุกอย่างดูจะเป็นปกติ แต่เมื่อฤดูกาล 2012/13 จบลง เฟอร์กี้ รีไทร์ดื้อๆ ทำให้ วิลฟรีด ซาฮา คือ "การซื้อครั้งสุดท้าย" ของท่านเซอร์ "สิ่งต่างๆ มันเกิดขึ้นเร็วมาก ลงเอยที่ผมได้ไปพูดคุยกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ในลอนดอน" "มันบ้าคลั่งมาก มันเหลือเชื่อ ผมเข้าไปที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง เคาะประตูใหญ่ๆ บานนึง และเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เปิดประตู ข้างหลังนั่นมี เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน นั่งอยู่ มันเหมือนว่า 'นี่ฉันกำลังฝันอยูหรือเปล่าเนี่ย?' "เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คนที่ผมได้เฝ้าดูมาหลายปี บอกผมว่าเขาต้องการผมเป็นส่วนหนึ่งของทีมเขา มันเหลือเชื่อมากๆ" "เขาพูดว่าเขาอยากให้ผมเล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ด ผมจะได้เล่นริมเส้น ยังมีนักเตะอายุน้อยอย่าง เวลเบ็ค, เคลฟเวอร์ลี่ย์ ที่จะสนิทไปกับผมได้ และแน่นอน ถ้ามาใหม่ๆ ก็อย่าเพิ่งหวังว่าจะได้เล่นทันที ผมต้องแสดงให้เห็นว่าผมสมควรได้เล่น" "นั่นคือทั้งหมดที่เขาพูด ผมโอเคกับมันนะ ผมคิดในใจว่า 'ฉันยังไงก็ได้ ฉันขอแค่โอกาสเท่านั้นแหละ'" วิลฟรีด ซาฮา เล่าถึงความหลัง ตอนที่เขาได้รับการติดต่อจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และได้พูดคุยกับ เฟอร์กี้ แบบตัวเป็นๆ ทำให้เขาตื่นเต้นมากและตกปากรับคำทันที วิลฟรีด ซาฮา ขณะนั้น อายุ 20 ปี เขาเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ถูกพูดถึงมา 1-2 ปีแล้ว แม้จะเล่นให้ พาเลซ ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด เองก็เคยสัมผัสกับซาฮามาแล้วเมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2011 ในศึก ลีก คัพ ซึ่ง เฟอร์กี้ ส่งดาวรุ่งและสำรองลงไปเจอพาเลซ ผลปรากฏว่า พาเลซ ชนะ 2-1 ในการต่อเวลาพิเศษ และ ซาฮา คือหนึ่งในนักเตะที่เล่นได้อย่างโดดเด่น ด้วยทักษะ และความเร็วของเขา น่าเสียดายที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน เซ็นสัญญากันในเดือนมกราคม 2013 แต่ ซาฮา ขอกับแมนฯ ยูไนเต็ด ว่าให้ปล่อยเขากลับไปเล่นกับ พาเลซ แบบยืมตัวจนจบฤดูกาล ปรากฏว่านั่นคือความผิดพลาดใหญ่ของเขาอีกอย่าง แต่เป็นเพราะเขาเองก็ไม่รู้ และไม่คิดมาก่อนว่าเฟอร์กี้ จะวางมือนั่นเอง "ผมเจ็บปวดมากจริงๆ เพราะผมคิดว่าเหตุผลที่ผมมาที่นี่ก็เพราะ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก และเขาคือเหตุผลที่ผมย้ายมานี่ มันแทบไม่ต้องคิดเลยจากการที่ผมได้พูดคุยกับเขา" "ผมย้ายมานี่ และได้เห็นเขารีไทร์ ผมไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนเลย แต่มันเหมือนว่าผมก็ต้องยอมรับมันให้ได้อยู่ดี" เฟอร์กี้ ไม่ได้ติดต่อมาพูดคุยกับเขาเลยว่าจะตัดสินใจรีไทร์ เขารู้ข่าวจากสื่อเหมือนคนอื่นๆ อีกหลายล้านคนทั่วโลก "ไม่ ไม่ได้พูดเลย ผมเห็นมันจากข่าวและผมคิด 'ไม่จริงน่า เขาอยากเซ็นสัญญาฉัน เขาต้องอยากเห็นฉันเล่นสิ อย่างน้อย' แน่นอน มันคือฟุตบอล และคุณต้องเดินหน้าต่อไปกับมัน" "ตอนที่ผมเซ็นกับยูไนเต็ด ผมขอย้ายยืมตัวกลับไปที่พาเลซ เพื่อให้จบฤดูนั้นก่อน แต่เมื่อฤดูกาลจบ เขาก็รีไทร์ซะแล้ว" "กระทั่งถึงตอนนี้ ผมคิดว่าถ้าผมไม่เลือกกลับไป บางทีผมอาจได้มีโอกาสเล่นกับทีม" นั่นคือความผิดพลาดแรก แต่มันเป็นความผิดพลาดแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ ต่อมา เมื่อเฟอร์กี้ ออกไปแล้ว เขาต้องกลับมายังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่อย่าง เดวิด มอยส์ มันเป็นความหายนะอีกครั้ง ตอนนั้นหลายคนเชื่อว่า ซาฮา จะได้โอกาส เพราะเป็นนักเตะดาวรุ่งอนาคตไกล เป็นปีกในสไตล์ที่น่าจะเหมาะกับแมนฯ ยูไนเต็ด ทว่า มอยส์ กลับแทบไม่ส่ง ซาฮา ลงเล่นเลย ตอนนั้นโซเชียลมีเดียแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากๆ แล้ว เกือบทุกคนมีสมาร์ทโฟน ไม่ใช่เล่นกันแค่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป คำถามคือ ทำไม มอยส์ ไม่ใช้งาน ซาฮา (บ้างเลยวะ) ทั้งที่ทีมก็ขาดความสดใหม่ ขาดความวูบวาบ น่าจะลองให้เด็กมันลงบ้าง จนมาซึ่งข่าวลือบ้าๆ ว่าเป็นเพราะ ซาฮา ไปแอบมีอะไรกับลูกสาวของ เดวิด มอยส์ ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่จริงโดยสิ้นเชิง "มีข่าวลือว่าในฤดูกาลนั้นผมไม่ได้เล่นให้ ยูไนเต็ด เพราะผมไปนอนกับลูกสาวของ เดวิด มอยส์ และไม่มีใครเลย (ที่ยูไนเต็ด) ออกมาเคลียร์ข่าวนี้" "ผมต้องสู้กับปีศาจด้วยตัวคนเดียว ข่าวลือพวกนี้มันไม่จริง ผมต้องรับมือเรื่องยังงี้ตอนผมอายุ 19 ปี อาศัยอยู่ตัวคนเดียวในแมนเชสเตอร์ ไม่ได้อยู่ใกล้กับใครๆ เลย เพราะสโมสรมีบ้านเดิมอยู่แล้ว ซึ่งก็ให้ผมไปอยู่ที่นั่นแหละ" "พวกเขาไม่ได้ให้รถผม อย่างที่นักเตะคนอื่นๆมี ไม่มีอะไรเลย ผมอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายด้วยตัวคนเดียว ห่างจากครอบครัว และผมคิด 'ถ้านี่ไม่ได้ทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นได้ จะมีอะไรทำได้อีกล่ะ?'" "ตอนที่ผมอยู่ที่ยูไนเต็ดผมมีเงิน แต่ผมก็ยังหดหู่และเศร้า คนคิดว่าชีวิตของคุณแตกต่างออกไปเพราะคุณมีเงิน มีชื่อเสียง พวกเขาเลยไม่ได้ปฏิบัติกับคุณเหมือนคนทั่วไป" อย่างไรก็ดี เหตุผลที่แท้จริงสำหรับซาฮา คือ เขายอมรับว่าเขายังเด็ก และขาดความเด็ดเดี่ยว เขาไม่มีใครให้คำปรึกษา ดูเหมือนว่า ซาฮา จะต้องการทำให้ มอยส์ ประทับใจให้ได้มากที่สุดจนเสียแนวทางการเล่นของตัวเองไป และเขาเองก็ไม่ได้ผลักดันตัวเองให้แสดงจุดเด่นของตัวเองออกมา "พูดตามตรงว่า ปกติเมื่อผมพูดเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ด ผมจะไม่บอกว่าผมเสียใจอะไร แต่มันมีอย่างนึงที่ผมเสียใจคือผมไม่ได้พยายามผลักดันตัวเอง" "เพราะผมไม่เคยไปจากครอยด้อนเลย ผมไม่เคยไปอยู่ที่อื่น แล้วอยู่ดีๆ ผมก็มาอยู่ในแมนเชสเตอร์ ผมรู้สึกเป็นโฮมซิกประจำ ผมไม่ได้ผลักดันการเล่นและตัวตนของผมเลยสักนิด ผมเป็นเหมือนแค่เงาของตัวเองจริงๆ" "ผมคิดถึงมันในหลากหลายแบบ เพราะผู้จัดการทีมที่แตกต่างกันก็จัดการกับนักเตะอายุน้อยแตกต่างกันออกไป เพราะทุกวันนี้เราเห็นนักเตะขึ้นไปโดดเด่นในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 18-19 ปี และวิธีที่พวกเขารับมือกับความโด่งดังนั้น" "ผมพูดได้ว่า บางทีมันอาจมาถึงในเวลาที่ผิด เพราะผมยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ แต่ในขณะเดียวกัน แนวทางที่ผู้จัดการทีมอยากให้ผมเล่นด้วย ผมอยากให้เขาเชื่อใจผม คือมันก็เหมือนผมเสียตัวตนไปเช่นกันเพราะผมหยุดใช้ทักษะส่วนตัวแล้วมันก็เหมือนแบบว่า 'ฉันเป็นใครกันแน่ ถ้าฉันไม่ใช้ทักษะส่วนตัว' มันก็ทั้งสองส่วนผสมกัน ผมเลยไม่รู้จะเอายังไงดี" "ตอนผมย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ด ผมยังดิบอยู่มาก มันเป็นการเล่นที่เน้นเรื่องใช้ทักษะ ลีลาอะไรทำนองนั้น แน่นอนว่าผมเป็นเด็กใหม่ที่นั่นด้วย ผมเลยพยายามจะเรียกความเชื่อใจจากผู้จัดการทีม ผมคิดว่าเขาต้องการให้ผมเก็บบอลไว้ให้มากขึ้น ผมเลยหยุดเลี้ยงแหวกคู่แข่งและเริ่มทำแค่ผ่านบอลคืนหลัง แน่นอน ผู้จัดการทีมย่อมเสียความชื่นชอบแล้วเพราะมันเหมือนว่า 'ตกลงนายทำอะไรกันแน่?'" "อย่างที่ผมบอก ผมเสียตัวตนของผมไป และผมอยากให้เขาเชื่อใจในตัวผมอย่างมาก ผมจะเป็นนักเตะที่เก็บบอลไว้ตลอดเวลา และผมลืมไปว่า ผมคือนักเตะที่จะต้องพุ่งไปข้างหน้า เลี้ยงผ่านคู่แข่ง และพยายามสร้างสิ่งต่างๆ" "ผมรู้สึกว่าผมควรได้โอกาสมากกว่านี้ ผมรู้สึกว่า ทางเดียวที่คุณจะได้เรียนรู้และเพิ่มความเชื่อมั่นคือการได้ลงเล่น" "ผมไม่คิดว่าผมได้โอกาสเลยสักนิด ผมไม่รู้ว่าเหตุผลคืออะไร ผมไม่เคยได้โอกาสลงเล่นจริงจังเลย แล้วจากนั้นผมก็โดนส่งไปยืมตัว จนถึงตอนนี้ ผมก็ไม่คิดว่าผมได้โอกาสที่ผมสมควรได้รับ" เมื่อไม่ได้รับโอกาส เขาเลยโดนส่งไปยืมตัวกับ คาร์ดิฟฟ์ ในเดือนมกราคม 2014 ตอนนั้น โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เข้ามาคุมคาร์ดิฟฟ์ พอดี เลยขอยืมตัวซาฮา ไปใช้งานซะเลย จังหวะไม่เป็นใจอีกแล้วสำหรับซาฮา เพราะเมื่อเขากลับมาจากยืมตัว มอยส์ ก็โดนปลดออกไปเสียแล้ว และคนที่เข้ามาใหม่คือ กุนซือที่เฮี้ยบ และชัดเจนอย่าง หลุยส์ ฟาน กาล ในหน้าร้อนปี 2014 "ผมกลับไปที่ยูไนเต็ดหลังจากยืมตัวที่คาร์ดิฟฟ์และมันเป็น หลุยส์ ฟาน กาล คุมทีมแล้วตอนนั้น" "เมื่อเขาเข้ามา มันเป็นหลังบอลโลกที่เขาใช้งาน โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กับ อาร์เยน ร็อบเบน เล่นคู่หน้า (ในทีมชาติฮอลแลนด์)" "เขามีให้ผม 2 ทางเลือก ถ้านายไม่เล่นวิงแบ็ก ก็ต้องเล่นกองหน้า นั่นคือตำแหน่งที่ผมไม่เคยเล่นมาก่อนเลย มันเหมือนผมถูกเซ็ตมาเพื่อให้ล้มเหลว" "นี่คือหลังจากยุคของ เดวิด มอยส์ และผมพูดไม่ออกเลยกับการที่สิ่งต่างๆ มันไม่ออกมาดีสำหรับผม แล้วผมก็กลับไป ผมได้รับทางเลือก 'ถ้านายไม่เล่นวิงแบ็ก ก็ต้องเล่นกองหน้า' ซึ่งผมทำไม่ได้ทั้งคู่" ด้วยประสบการณ์ในระดับสูงยังน้อย และยังขาดการพัฒนาที่ดีพออย่างต่อเนื่อง ซาฮา ก็อยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ ฟาน กาล ไม่ได้อีก ถ้ายังจำกันได้ ซัมเมอร์ 2014 LVG มาคุมทีมปุ้บ แมนฯ ยูไนเต็ด มีเกมช่วงปรีซีซั่นที่สุดยอดมากๆ ฟาน กาล ก็ลองให้โอกาส ซาฮา ลงเล่นเป็นกองหน้าในเกมเหล่านี้แล้ว แต่มันไมได้ผล ตอนนั้นเขายังไม่เก่งในการเล่นเป็นกองหน้า แถมปรีซีซั่นนั้น เขาต้องดวลกับกองหลังของทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน และ เรอัล มาดริด ซึ่งเขาเสมือนเด็กน้อย เมื่อเทียบกับกองหลังอย่าง วิดิช, เปเป้ หรือ รามอส "ผมสามารถปรับเปลี่ยนการเล่นของผมได้แล้วตอนนี้ กับหลายปีที่ผ่านการลงเล่นคุณจะได้รับประสบการณ์ คุณเห็นผมเล่นกองหน้าให้พาเลซแล้วในทุกวันนี้" "ตอนนั้น ผมทำได้ไม่ดีในการหันหลังให้ปากประตูเพราะผมไม่ได้มีสัญชาติญานรับรู้ ผมหันมารับบอลปุ้บ กองหลังจะจิ้มบอลไปจากผมทันที ผมทำได้ไม่ดีตอนนั้น" "ผมจำได้ว่าผมต้องเล่นเป็นกองหน้าในช่วงปรีซีซั่น เราต้องเล่นเจอทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน ผมต้องดวลกับ วิดิช (ตอนนั้นย้ายไปอินเตอร์แล้ว) เราเล่นกับ เรอัล มาดริด ผมต้องเจออย่าง เปเป้ กับ รามอส" "ผมแบบว่า 'พวกนี้ทำเหมือนฉันเป็นเด็กน้อยเลย' โบร! ฉันโดนส่งลงไปในเหวแล้วเจอกับทีมที่บ้าคลั่งขนาดนั้นเนี่ยนะ!" เมื่ออยู่ไม่ได้ ในฤดูกาล 2014/15 ฟาน กาล ก็ให้ ซาฮา ย้ายกลับไปพาเลซ อีกรอบด้วยสัญญายืมตัว และเขาก็กลับมาเล่นได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง กลับมาอยู่ที่ครอยด้อน ย่านของเขาเอง อยู่กับครอบครัว ได้เล่นในทีมที่เขารักและได้รับความไว้วางใจ สุดท้ายเขาก็ได้ย้ายกลับมาพาเลซแบบถาวรตอนเดือนมกราคม 2015 แมนฯ ยูไนเต็ด ขายเขากลับมาด้วยราคาเพียง 3 ล้านปอนด์ ขาดทุนไปราว 7 ล้านปอนด์ ซึ่งจากจุดนั้นเองที่ วิลฟรีด ซาฮา ก็ค่อยๆ พัฒนาเกมของเขาให้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่อันตรายสุดของพรีเมียร์ ลีก ในทุกวันนี้ วิลฟรีด ซาฮา ยอมรับว่าเขาควรจะ"เข้มแข็ง" ให้มากกว่าเดิมตอนย้ายไปเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มันเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ฝีเท้าและทักษะฟุตบอล หากเขาได้ย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ดอีกครั้ง เขาจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นนักเตะแบบไหน และหนักแน่นในแนวทางของตัวเอง เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด "มันยากที่จะพูดว่าผมเป็นผมอย่างในทุกวันนี้ได้ก็เพียงเพราะผมผ่านอะไรต่างๆ มา แต่มันยังเป็นเรื่องของบุคลิก และนิสัยด้วย ผมไม่ได้ย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะจับสลากเป็นผู้โชคดีนะ ผมได้ย้ายไปเพราะสิ่งที่ผมทำในสนาม" "ถ้าผมได้ย้ายไปที่นั่นในตอนนี้ มันคงเป็นแบบว่า 'นี่คือแนวทางการเล่นของฉัน' นั่นคือสิ่งที่ผมจะแสดงให้เห็น และผมจะบอกกับทุกๆ คน 'นี่คือการเล่นแบบของฉัน ฉันจะเลี้ยงแหวกคู่แข่ง ฉันอาจเสียบอลแต่ฉันจะสร้างโอกาสได้ และฉันจะยิงได้หรือแอสซิสต์ให้ใครสักคน' แค่แสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมเป็นผม" เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" 16 ปีผ่านไปของ โด้-เลนน่อน "

แม้ว่าฟอร์มการเล่นอาจยังไม่น่าประทับใจนักแต่อย่างน้อยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็สามารถปิดท้ายปี 2021 ด้วยการคว้าชัยชนะมาฝากแฟนๆ การเปิดบ้านบดเบิร์นลีย์ 3-1 ในวันที่ 30 ธันวาคม มีเรื่องน่าสนใจเล็กน้อย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำประตูให้ ยูไนเต็ด ได้อีกครั้ง ส่วนประตูโทนของผู้มาเยือน ได้มาจาก แอร่อน เลนน่อน นี่แทบจะเป็น 2 นักเตะอาวุโสสุดในสนามของทั้งสองทีม โรนัลโด้ เกิดปี 1985 ส่วน เลนน่อน เกิด 1987 ปีเดียวกับ เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าอีกคนของปีศาจแดง และปีเดียวกับ เวย์น เฮนเนสซี่ย์ นายทวารเพื่อนร่วมทีม ฟุตบอลเปลี่ยนไปมากในช่วง 10 ปีหลัง เน้นความแข็งแรง และความฟิตของร่างกายมากขึ้น ฟุตบอลเร็วขึ้นมาก นั่นหมายความว่านักเตะอายุเยอะที่ปรับตัวไม่ได้ จะไม่สามารถลงเล่นในลีกระดับท็อปได้อีกต่อไป ทว่าสำหรับ โรนัลโด้ และ เลนน่อน พวกเขายังแสดงให้เห็นว่ายังสามารถทำได้ดี คู่นี้ จริงๆ แล้วโผล่มาเข้าซีนแทบจะใกล้เคียงกันเลย โรนัลโด้ ย้ายจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน มายังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2003/04 และทันได้ลงเล่นในเกมเปิดฤดูกาลทันที เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2003 ลงมาเป็นตัวสำรองครึ่งหลัง ส่วน แอร่อน เลนน่อน จริงๆ หมอนี่ดังมาตั้งแต่เด็ก โตมาจากศูนย์เยาวชนของ ลีดส์ ยูไนเต็ด แต่ตอนที่ยังไม่ขึ้นมาสู่ทีมแฟนบอลส่วนมากอาจยังไม่รู้จัก แต่ อาดิดาส เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้ตั้งแต่อายุ 14 ตอนนั้นเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้สปอนเซอร์รองเท้า วันที่23 สิงหาคม 2003 เลนน่อน ในวัย 16 ปี 129 วัน ก็ได้รับโอกาสลงสนามให้กับลีดส์ เป็นนัดแรก ลงมาเป็นสำรองในเกมที่แพ้สเปอร์ส 1-2 ที่ไวท์ ฮาร์ท เลน การลงเล่นของ เลนน่อน ในเกมนั้นทำให้เขาเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก ในเวลานั้นด้วย โรนัลโด้ กับ เลนน่อน ได้เจอกันในสนามเป็นครั้งแรกฤดูกาลนั้นเลย เป็นเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะลีดส์ 1-0 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2003 เพียงแต่มันเป็นการดวลกันสั้นๆ เพราะ ขณะที่ โรนัลโด้ เป็นตัวจริงให้ยูไนเต็ด แต่ เลนน่อน เป็นตัวสำรองของลีดส์ ลงมาเล่นแค่ช่วง 6 นาทีสุดท้าย ช่วงนั้น ลีดส์ เป็นทีมที่มีเด็กเก่งๆ ขึ้นมาอยู่้เรื่อยๆ นอกจาก เลนน่อน แล้วยังทีเด็กอีกคนที่รุ่นไล่เลี่ยกัน แต่เกิดก่อนเขา 1 ปี ได้ขึ้นมาฉายแววก่อนแล้ว นั่นก็คือ เจมส์ มิลเนอร์ มิลเนอร์ ลงเล่นให้ลีดส์ ชุดใหญ่ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2002 ถัดมาอีก 1 เดือนครึ่ง เขาก็ทำประตูแรกของตัวเองกับต้นสังกัดได้ ในเกมชนะซันเดอร์แลนด์ 2-1 ในเกมวันบ็อกซิ่ง เดย์ ซึ่งทำให้ มิลเนอร์ เป็นเจ้าของสถิตินักเตะอายุน้อยสุดที่ทำประตูได้ในพรีเมียร์ ลีก ด้วยวัย 16 ปี 356 วัน น่าเสียดายสำหรับทั้ง มิลเนอร์ และเลนน่อน เพราะในฤดูกาล 2003/04 ลีดส์ ตกชั้น พวกเขาเลยไม่ได้เล่นด้วยกันอีก ปี 2004/05 เจมส์ มิลเนอร์ โดนนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซื้อไปร่วมทีม ส่วน เลนน่อน ยังอยู่กับลีดส์ต่อไป แม้จะเป็นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพก็ตาม ฤดูกาลนี้เองที่เขาทำประตูแรกในสีเสื้อลีดส์ ได้สำเร็จ ด้วยความที่เป็นนักเตะทักษะดีมาก เลี้ยงบอลคล่องแคล่ว และมีสปีดจัดจ้านสุดๆ ทำให้ชื่อของดาวรุ่งอย่างเลนน่อน เป็นที่จับตาของทีมในพรีเมียร์ ลีก กระทั่งปีต่อมาคือ 2005/06 นั่นแหละ เป็น สเปอร์ส คู่แข่งทีมแรกของเลนน่อน ก็จัดการคว้าตัวเข้ามาร่วมทีม และเป็นการคืนสู่เวทีพรีเมียร์ ลีก อีกครั้งของเขา อย่างไรก็ตามกว่าประตูแรกบนเวทีพรีเมียร์ ลีก ของเขาจะมาถึงก็รอจนช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล มันเป็นเกมไปเยือน เบอร์มิงแฮม ซึ่งสเปอร์ส ชนะ 2-0 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2006 เลนน่อน ทำได้อีก 1 ประตูในวันที่ 30 เมษายน หนนี้เป็นประตูชัยเฉือนโบลตัน 1-0 ยอดรวมทำไป 2 ประตูจาก 27 นัดในลีก สำหรับปีแรกของเขากับสเปอร์ส ขณะเดียวกัน ตอนนั้น คริสเตียโน่ โนนัลโด้ ก็ค่อยๆ กลายมาเป็นตัวหลักให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบเต็มตัว ฟอร์มของ โรนัลโด้ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ทีละนิด ตั้งแต่ 2003/04, 2004/05 และ 2005/06 ซึ่งโรนัลโด้ ทำประตูให้ทีมได้ทุกปี แต่ไม่เยอะนัก ปี 2005/06 เขาทำไป 9 ประตูในพรีเมียร์ ลีก จากการลงเล่น 33 นัด ต้องบอกว่า ณ เวลานั้น ทั้งเลนน่อน และ โรนัลโด้ ต่างเล่นในตำแหน่งเดียวกันเลย นั่นก็คือปีกขวาเป็นหลัก โรนัลโด้ มีก้าวกระโดด ในปี 2006/07 หลังจากจบฟุตบอลโลกที่เยอรมัน เขากลับมาเปลี่ยนเป็นอีกคน ร่างกายบึกบึนขึ้น เข้าใจเล่นเป็นทีมมากขึ้น จูนกับ เวย์น รูนี่ย์ ได้ลงตัว ตอนนั้นไม่มีตัวเก๋าอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย แล้วด้วย ทำให้ Roo-Ron กลายเป็นคู่หูนรกแตก โรนัลโด้ ทำไปถึง 17 ประตูจาก 34 นัด ช่วยแมนฯ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ และนับแต่นั้นมา โรนัลโด้ ไม่เคยหันหลังกลับอีกเลย เขาพุ่งทะยานไปข้างหน้าบนเส้นทางลูกหนัง ไม่เคยมีฤดูกาลไหนที่เขาจะทำประตูในลีกได้ต่ำกว่า 17 ประตูอีกเลย ด้านของ เลนน่อน แม้จะถูกยกย่องว่ามีทักษะสูง พรสวรรค์สูงมาก แต่พัฒนาการของเขากลับหยุดชะงัก ฟอร์มการเล่นขาดความสม่ำเสมอ แถมเจออาการบาดเจ็บรบกวนด้วย เลนน่อน อยู่โยงกับสเปอร์ส นานถึง 10 ปี มันค่อยๆแผ่วลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ สุดท้ายเขาก็โดนปล่อยไปเอฟเวอร์ตัน อยู่กับ เอฟเวอร์ตัน ทำได้ดีเพียงฤดูกาล 2015/16 แต่จากนั้นไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก เขามีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ เป็นโรคเครียดและซึมเศร้า แต่ในที่สุดก็ผ่านมันมาได้ เลนน่อน ตัดสินใจย้ายซบ เบิร์นลี่ย์ ในครึ่งหลังของฤดูกาล 2017/18 เดือนกันยายน 2018 เลนน่อน ทำประตูแรกให้กับ เบิร์นลีย์ ได้ในเกมชนะบอร์นมัธ 4-0 มันคือประตูแรกในพรีเมียร์ ลีก ของเลนน่อน ในรอบ 2 ปีครึ่ง! เขาหมดสัญญากับ เบิร์นลี่ย์ในปี 2020 แล้วย้ายไปหากินในตุรกีกับ คายเซริสปอร์ แต่ก็ทำประตูไม่ได้เลย กระทั่งหน้าร้อนที่ผ่านมา เบิร์นลี่ย์ ก็เซ็นเขากลับมาอีกครั้งแบบฟรีเอเยนต์ ด้วยวัย 34 ปีเศษ เขาไม่ได้เป็นตัวหลักให้ทีมอีกต่อไป แต่ก็ยังพอช่วยได้ในบางสถานการณ์ กระทั่งเมื่อคืนวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา เขาก็ได้โอกาสลงตัวจริง และทำประตูใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้สำเร็จ และประตูดังกล่าว เป็นประตูแรกบนลีกสูงสุดอังกฤษของเขาในรอบ 3 ปีเลยทีเดียว เพราะหลังจากยิงบอร์นมัธเมื่อปี 2018 เขาก็ไม่เคยทำได้อีกเลย ที่สำคัญ นี่เป็นประตูแรกที่ แอร่อน เลนน่อน ยิงแมนฯ ยูไนเต็ดได้ ทั้งที่ปีศาจแดง คือทีมที่เขาลงเจอมากที่สุดในอาชีพ เพราะทั้งตอนที่เขาอยู่กับ ลีดส์, สเปอร์ส, เอฟเวอร์ตัน, เบิร์นลี่ย์ เลนน่อน ดวลกับแมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 28 นัด ไม่เคยยิงได้เลย โดยทำไป 5 แอสซิสต์ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็เช่นเดียวกัน ฤดูกาลนี้เขาก็คัมแบ็กกลับรังเก่า เพียงแต่เรื่องการทำประตูของเขายังไม่มีตก ยิงได้เรื่อยๆ การทำประตูได้พร้อมๆ กันของทั้งคู่ เท่ากับว่ามีเพียง โรนัลโด้ และเลนน่อน เท่านั้นที่เป็นนักเตะที่ทำประตูในพรีเมียร์ ลีก ได้ในฤดูกาล 2005/06 แล้วยังมาทำได้อีกในปี 2021/22 นักเตะหลายคนที่เล่นในพรีเมียร์ ลีก 2005/06 คงเลิกเล่นแขวนสตั๊ดไปกันเกือบหมดแล้ว เพราะผ่านมาถึง 16 ปี พวกที่ยังไม่เลิก ก็อาจไม่ได้อยู่ในพรีเมียร์ ลีก อีกต่อไป หรือต่อให้ยังเล่นอยู่ ก็อาจไม่เคยทำประตูได้ในยุคโน้น และจนถึงยุคนี้ ยกเว้นก็จะมีแค่เพียงคนเดียวที่สามารถทำได้ นั่นก็คือ เจมส์ มิลเนอร์ อดีตเพื่อนร่วมทีมของเลนน่อน เองนั่นแหละ ในฤดูกาล 2005/06 มิลเนอร์ ทำประตูไม่ได้ก็จริง แต่ก่อนหน้านั้น เขายิงได้มาแล้วตั้งแต่ปี 2002 ที่มันยังไม่เข้าแก๊ปก็เพียงเพราะว่าในฤดูกาล 2021/22 นี้ เจมส์ มิลเนอร์ ยังทำประตูให้กับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ ลีกไม่ได้เท่านั้น ทำได้เมื่อไหร่ ก็กลายเป็นสมาชิกชมรม คนยิงรุ่นเก๋าได้ทันที โดยมี โรนัลโด้ กับ เลนน่อน รอต้อนรับอยู่แล้ว เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แอนดี้ โคล เมื่อสาลิกากลายเป็นผี "

พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มีหลายเรื่องทั้งในและนอกสนาม เรื่องในสนามก็คือ เมื่อไหรก็ตามที่ทั้งสองทีมนี้เจอกัน เกมมักออกมาสนุกตื่นเต้นแทบทุกครั้ง ประตูมักเกิดขึ้นเยอะ เป็นแบบนี้มานาน กลางยุค 90s นี่คือสองทีมที่ขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ ลีก กันอย่างสุดตื่นเต้น นิวคาสเซิ่ล เป็นทีมที่ดี และมักเล่นเกมรุกเอาใจแฟนบอลอยู่เสมอ มันคือ "เครื่องหมายการค้า" ของทีมสาลิกาดง ทั้งสองทีมมีการซื้อขายนักเตะกันบ่อยครั้งตลอดช่วงที่ผ่านมา แม้กระทั่งช่วงที่แย่งแชมป์กันเองก็ตาม ยุคนั้น การย้ายตัวมักเป็นการคุยกันเองของสองผู้จัดการทีม ไม่ว่าสโมสรไหนก็มักรู้จักอีกฝ่าย พอออกจากสนามฟุตบอล สามารถคุยกันได้โดยไม่ได้มีการคิดว่าเป็นอริ ชนิดไม่เผาผี อย่างในปัจจุบัน หนึ่งในการย้ายตัวสุดคลาสสิกระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กับ นิวคาสเซิ่ล ก็คือกรณีของ แอนดี้ โคล ในเดือนมกราคม 1995 จอห์น กิ๊บสัน เป็นหัวหน้าฝ่ายข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ นิวคาสเซิ่ล อีฟว์นิ่ง โครนิเคิ่ล เมื่อปี 1995 เล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่มีข่าวนี้หลุดออกมาจากทางนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด "ผมอยู่ในห้องข่าวและได้รับโทรศัพท์จากบางคนภายในสโมสรเพื่อบอกข่าวด่วนกับผม" "มันช็อคจริงๆ 'นายล้อเล่นป่าววะ?' นี่ไม่ใช่สไตล์ของคีแกน เลย เขาซื้อนักเตะที่ดีที่สุด เขาไม่ได้ขายนักเตะที่ดีที่สุด สถานการณ์ทำให้เราวุ่นวายทันที เพราะหนังสือพิมพ์เรากำลังจะตีพิมพ์ออกอยู่แล้ว และนี่มันข่าวหน้าหนึ่ง!" "แต่ มันจะเกิดขึ้นแน่หรือ? โคล เจ็บไปช่วงหนึ่ง และช่วงหลังเล่นไม่ดีนัก คุณสงสัยในเรื่องสภาพร่างกาย" "แล้วจากนั้นก็มีเสียงต่อต้านจากแฟนบอล นี่จบไม่สวยแน่ และคนแรกๆ ที่รู้ข่าวคือพวกบรรณาธิการรอบดึกของเราในวันนั้น" ไม่ต้องแปลกใจเลยในสิ่งที่ จอห์น กิ๊บสัน บอก ทำไมเหล่า ทูนอาร์มี่ จะไม่ออกมาโวยวายเล่า ก็ในเมื่อพวกเขามองว่า มันคือการยื่นหอกให้ศัตรู แถมหอกเล่มนี้ยังเป็นหอกที่คมและอันตรายที่สุดด้วย ครึ่งหลังของซีซั่น 1992/93 แอนดี้ โคล ย้ายจากบริสตอล ซิตี้ มายัง นิวคาสเซิ่ล ในขณะนั้นพวกเขาเป็นทีมในดิวิชั่น1 (ชปช. ตอนนี้) และโคล ก็ยิง 12 ประตูจาก 12 นัดพาทีมคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 ได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ ปี 1993/94 ปีแรกของ โคล บนเวทีพรีเมียร์ ลีก ในสีเสื้อนิวคาสเซิ่ล เขาทำสถิติสูงสุด ยิงถึง 34 ประตูจาก 40 นัด (สมัยนั้นมี 22 ทีม เตะ 42 นัด) คว้าดาวซัลโวมาครองอย่างสุดยอด และรวมทุกรายการ 45 นัด กดไปถึง 41 ประตู เป็นสถิติสโมสร การทำบอลแบบเน้นเกมรุกของ เควิน คีแกน บวกกับการผลิตสกอร์ของ แอนดี้ โคล และเพื่อนร่วมทีมอย่าง ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์, รูเอล ฟ็อกซ์, พอล เบรสเวลล์, สตีฟ วัตสัน, จอห์น เบเรสฟอร์ด, ลี คลาร์ก, สก็อตต์ เซลลาร์ส ทำให้พวกเขาจบถึงอันดับ 3 ของตารางคะแนนเลยทีเดียว แอนดี้ โคล สามารถทำประตูใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทั้งสองนัดที่เจอกันในฤดูกาลนี้ นิวคาสเซิ่ล คิดการใหญ่ ปีต่อมา แน่นอนว่า คีแกน เล็งถึงการลุ้นแชมป์ มีการเสริมทัพดึง ฟิลิปป์ อัลแบร์, พอล คิตสัน, มาร์ก ฮ็อตติเกอร์ มาร่วมทีม โคล ยังออกสตาร์ทซีซั่นได้อย่างยอดเยี่ยม ยิงไป 8 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ ใน 11 นัดแรก ซึ่งเป็น 11 นัดที่นิวคาสเซิ่ล ร้อนแรงมาก ไม่แพ้ใครเลย ชนะ 9 เสมอ 2 โดย 2 นัดที่เสมอคือการเจอกับทีมแกร่งด้วยกันอย่างลิเวอร์พูล และแบล็คเบิร์น จุดเปลี่ยนมาถึงเอาในนัดที่ 12 ซึ่งเป็นการเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พอดี แต่ แอนดี้ โคล ลงสนามไม่ได้พอดี เพราะมีอาการบาดเจ็บ เกมนั้นเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ชนะไป 2-0 จาก แกรี่ พัลลิสเตอร์ กับ คีธ จิลเลสพี ปีกดาวรุ่งวัย 19 ปี ซึ่งภายหลังจะมีบทบาทสำคัญต่อดีลสนั่นเกาะอังกฤษครั้งนี้ จากนั้น ดูเหมือนฟอร์มของ นิวคาสเซิ่ล จะเริ่มมีสะดุด ลุ่มๆ ดอนๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ แอนดี้ โคล คัมแบ็กกลับมาก็ยิงประตูได้ทันที ในเกมเสมออิปสวิช 1-1 แต่จากนั้น ฟอร์มของเขาก็เงียบหายไปเลย ไม่ยิงติดต่อกัน 6 นัด จนถึงเกมแรกของปี 1995 ในวันที่ 2 มกราคม ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นตรงนี้ เพราะหลังจากเกมแรกของปี จะมี เอฟเอ คัพ รอบ 3 รออยู่ ในวันที่ 8 มกราคม ระหว่างช่วงนี้เองที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เดินหน้าเข้าพูดคุยอย่างจริงจัง ลี คลาร์ก มิดฟิลด์เบอร์ 10 ของนิวคาสเซิ่ล ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโคล อยู่บ้านใกล้กัน มักขับรถไปซ้อมด้วยกันเสมอ เช้าวันที่ 10 มกราคม มีซ้อมตามปกติ คลาร์ก มากดกริ่งหน้าบ้าน เพื่อรับ แอนดี้ โคล ไปสนามซ้อมด้วยกัน แต่เขาพบความไม่ชอบมาพากล "เขาไม่มาเปิดประตู และโทรศัพท์ของเขาก็ดังอยู่ในบ้าน ผมคิดในใจ 'ฉันไม่ยอมโดนสโมสรปรับที่ไปสายแน่' ผมเลยขับไปสนามซ้อมคนเดียวก่อน" ระหว่างที่ คลาร์ก กำลังขับรถนั่นเอง แอนดี้ โคล ก็โทรเข้าโทรศัพท์ในรถของคลาร์ก และบอกว่า เขาโทรมาจากแมนเชสเตอร์ และเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง และให้ คลาร์ก รับปากว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ "ผมเจ็บปวดมาก มันถูกตกลงกันเรียบร้อยแล้วในคืนก่อนหน้า และเขาลงไปที่นั่น เราควรจะต้องซื้อนักเตะที่ดีที่สุดสิ ไม่ใช่ขายนักเตะที่ดีที่สุด ในการซ้อม มีความผิดหวังกันอย่างมาก แต่เราก็เชื่อในตัวเควิน (คีแกน)" เทอร์รี่ แม็คเดอร์ม็อตต์ ซึ่งเป็นมือขวาของ คีแกน บอกว่า แอนดี้ โคล เป็นเด็กดี ฝีเท้าดี แต่ช่วงนั้นดูเหมือนว่าผลงานของเขาจะตกลงไป และใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว "เราเดาว่าเขาอาจได้กลิ่นว่า เขาอาจจะได้ย้ายออก เขาไม่ได้เล่นอย่างที่เคยทำได้ เควิน เลยคิดว่ามันดีที่สุดสำหรับสโมสร และสำหรับ แอนดี้ ที่จะทำการดีลนี้" วันจันทร์ที่ 9 มกราคม คือวันที่ทุกอย่างถูกพูดคุยและตกลงกัน คีแกน กับ แม็คเดอร์ม็อตต์ เข้าไปโน้มน้าว และเถียงกับบอร์ดบริหาร ให้รับข้อเสนอนี้จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ข้อเสนอที่ว่า เป็นสถิติเกาะอังกฤษเวลานั้น มีมูลค่าร่วม 7 ล้านปอนด์ คือเงินสด 6 ล้านปอนด์เศษ และบวกกับ คีธ จิลเลสพี ที่ตีราคา 1 ล้านปอนด์ สลับขั้วมาจากแมนฯ ยูไนเต็ด แน่นอนว่าดีล นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหาก คีธ จิลเลสพี ไม่ยอมตกลงเอาด้วย ตอนนั้น เขาเป็นเพียงปีกดาวรุ่ง ขึ้นชั้นมาจากคลาส ออฟ 92 เช่นกัน แต่ตำแหน่งของเขามีคนขวางหน้าอยู่ โดยเฉพาะ อันเดร แคนเชลสกี้ส์ ปีกจรวดยูเครน ส่วน เดวิด เบ็คแฮม เพื่อนร่วมรุ่น กำลังจะโดนปล่อยยืมไปที่ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ เป็นการชั่วคราว มันมาตกลงกันได้ที่ เชฟฟิลด์ เพราะในวันนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด มีคิวไปเยือน บรามอลล์ เลนของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในเกมเอฟเอ คัพ ในห้องแต่งตัวทีมเยือนก่อนเกม เฟอร์กี้ ก็เปิดฉากพูดคุยกับเด็กหนุ่ม คีธ ทันที เขามีชื่อติดทีมชุดนี้มาด้วยเป็นตัวสำรอง "เซอร์ อเล็กซ์ ดึงตัวผมมาแล้วอธิบายสถานการณ์ ผมมากับทีมโดยคาดหวังว่าจะได้เล่น แล้วตอนนี้ผมต้องมานั่งคิดถึงอนาคตของผมกับสโมสร ผมช็อค ผมดูเกมนั้นไม่รู้เรื่องเลย" จิลเลสพี เล่าความหลังครั้งนั้น มาร์ค ฮิวจ์ส กับ เอริค คันโตน่า ทำคนละประตูช่วยปีศาจแดงคว้าชัย 2-0 หลังเกม จิลเลสพี ก็ได้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ มันมาจากกองหลังกัปตันทีมของเขาที่ชื่อ สตีฟ บรูซ นั่นเอง บรูซ เกิดในไทน์ไซด์ เขาเป็นจอร์ดี้คนหนึ่ง และเป็นแฟนบอลนิวคาสเซิ่ลตัวยง เขาบอกกับ จิลเลสพี ว่า ควรพิจารณาข้อเสนอนี้ เพราะมันเป็นโอกาสที่จะได้ลงเล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วย "สตีฟ เป็นจอร์ดี้ และเขาบอกผมให้คว้าโอกาสนี้ไว้ เขาบอกว่า ผมยังมี อันเดร แคนเชลสกี้ ขวางอยู่อีกที่ยูไนเต็ด นี่เป็นโอกาสที่จะไดเล่น และสร้างชื่อให้ตัวเอง ผมตัดสินใจได้แล้ว ผมจะย้ายไป" ต่อมาเมื่อเกมจบ นักเตะคนอื่นๆ เดินทางกลับแมนเชสเตอร์ แต่ คีธ จิลเลสพี กับเฟอร์กี้ เดินทางเข้าไปในตัวเมืองเชฟฟิลด์ เพื่อนัดพบกับ เควิน คีแกน และผู้บริหารของนิวคาสเซิ่ล "ผมมีเวลาคุยกับคีแกนแป้บเดียว เขาขายสโมสรและผมก็ซื้อทันที มันใช้เวลาแค่นาทีเดียว เขามีเวทย์มนต์ในตัว" "แต่ผมไม่มีเอเยนต์ในตอนนั้น ดังนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เลยคุยแทนผม ผมรับอยู่ 250 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เขาบอกพวกนั้นไปว่าผมรับอยู่ 600 ปอนด์ และทำให้พวกเขาเพิ่มดับเบิ้ลให้เป็น 1,200 ปอนด์! ผมดีใจมาก" อย่างน้อยในการย้ายทีม เฟอร์กี้ ก็บลัฟใส่นิวคาสเซิ่ล จนทำให้ลูกนกจากรังของเขาอย่าง จิลเลสพี ได้รับค่าเหนื่อยที่สูงที่สุดมากกว่าที่คาดหวังเอาไว้เสียอีก วันรุ่งขึ้น จิลเลสพี ก็โทรบอกครอบครัวในไอร์แลนด์เหนือถึงการย้ายทีมหนนี้ ตอนที่ข่าวการซื้อขายครั้งนี้หลุดออกไป แฟนบอลนิวคาสเซิ่ล จำนวนมากมาประท้วงหน้าสโมสร ดักลาส ฮอลล์ ลูกชายของ เซอร์ จอห์น ฮอลล์ ประธานสโมสร บอกว่าจะจัดรถเพื่อพา คีแกน กับ แม็คเดอร์ม็อตต์ ออกไปทางประตูเล็ก เพื่อหนีความเกรี้ยวกราดของแฟนบอล ทว่า คีแกน มีความเป็นสุภาพบุรุษพอ เขาบอกว่าจะออกไปเจอกับแฟนบอลเอง สุดท้าย เขากับ แม็คเดอร์ม็อตต์ ก็ออกไปอธิบายเหตุผลกับแฟนบอลถึงเรื่องราวต่างๆ แน่นอน แฟนบอลหวังว่าถ้าสโมสรปล่อยกองหน้าชั้นดีออกไป ก็ควรจะมีตัวแทนเข้ามา จริงๆ คือพวกเขาต้องรอครึ่งปี คีแกน ก็คว้า เลส เฟอร์ดินานด์ มาตอนซัมเมอร์ 1995 และทำให้แฟนบอลหายโกรธเมื่อดึง อลัน เชียเรอร์ ปาดหน้าเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จในปี 1996 ฝั่งของ แอนดี้ โคล เปิดเผยว่า รอยร้าวระหว่างเขากับ คีแกน มันเริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 1994 แล้ว ในเกมหนึ่ง ซึ่งนิวคาสเซิ่ล ออกไปแพ้ วิมเบิลดัน 2-4 "ผมรู้ว่าผมกับ เควิน เคยทะเลาะกัน เขามาด่าทำให้ผมโมโห อย่างที่เขาทำกับ คลาร์กี้ (ลี คลาร์ก) ในวันหนึ่ง" "เราแพ้เกมนั้น และเขาก็มาด่าผมจนผมโมโห เพราะเราแพ้ ดังนั้น เราก็กลับไปที่โรงแรม เควิน ก็บอกผมว่า "Do one" (หมายถึง ไล่ให้ไปพ้นๆ หน้า) ผมเลยบอกว่า 'ได้ ไม่มีปัญหา' ผมเก็บข้าวของแล้วออกไป ความสัมพันธ์ก็ไม่เหมือนเดิมอีก" "ผมไม่ได้จะหาทางย้ายจากนิวคาสเซิ่ล ผมมีความสุขมากๆ ที่นั่น ตอนเกิดเรื่องที่โรงแรมตอนนั้น ผมก็แค่คิดว่า 'ไม่ ผมไม่ยอมให้คุณมาพูดกับผมแบบนั้น' ดังนั้นพอผมหายไป 5 วัน เราก็นัดมาคุยกัน ปรับความเข้าใจกัน และเขาก็ยื่นสัญญาใหม่ให้ผม แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป" ทว่า โคล บอกว่าจริงๆ แล้วปัญหาของเขาที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค คือ เขารู้สึกว่าตัวเอง "ดัง" เกินไป ทั้งที่อายุเพิ่ง 23-24 ปีเท่านั้น "ผมสนุกกับที่นิวคาสเซิ่ลนะ ปัญหาเดียว สำหรับผมโดยส่วนตัวเลยก็คือ มันมาถึงเร็วเกินไปในชีวิตผม" "ผมไม่ใช่คนที่ชอบถูกผู้คนยกย่อง ผมว่ามันบ้าคลั่งมาก ตอนที่ผมไปซูเปอร์มาร์เก็ต ผมช็อปปิ้งไม่ได้เลย คนตามผมเพื่อขอลายเซ็น ผมแบบว่า 'นี่มันอะไรกันเนี่ย?' ส่วนเรื่องที่ว่า เขาได้รับความสนใจจาก แมนฯ ยูไนเต็ด นั้้นมันเกิดขึ้นก่อนการย้ายตัวพักนึงแล้ว เพราะได้คุยกับนักเตะของปีศาจแดง ตอนไปเข้าแคมป์ทีมชาติอังกฤษ "ในการไปร่วมทีมชาติอังกฤษช่วงแรกๆ ของผม ผมได้คุยกับ อินซี่ (พอล อินซ์) และเขาบอกผมเสมอว่า 'ป๋าชอบนายนะ' แล้วผมก็ตอบไปว่า 'ไม่ ไม่มีทางหรอก นิวคาสเซิ่ลไม่มีวันขายผม' สำหรับผม ผมก็นึกว่ามันเป็นการอำกัน ไม่ได้คิดจริงจัง" การย้ายครั้งนี้ ทำให้แฟนบอลนิวคาสเซิ่ล ไม่พอใจแอนดี้ โคล อย่างมาก แม้ว่าสโมสรจะอธิบายถึงเหตุผลชัดเจน และยอมรับว่าพวกเขาต้องการรับข้อเสนอของทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอง ไม่ใช่การขอย้ายออกของตัวนักเตะ สำหรับ จิลเลสพี เขาก็ไปมีเส้นทางอาชีพที่ดีกับ นิวคาสเซิ่ล กลายเป็นกำลังหลักให้ทีม 3 ปี ก่อนโดนปล่อยไปแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ขณะที่ แอนดี้ โคล เมื่อย้ายมายังแมนฯ ยูไนเต็ด เขาไม่ได้ยิงถล่มทะลายเหมือนที่นิวคาสเซิ่ลอีก แต่มันก็มากพอ และดีพอที่จะทำให้เขากลายเป็นอีกหนึ่งตำนานของสโมสร และคว้าแชมป์มากมายกับทีมปีศาจแดง เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" สุดยอดคัมแบ็กแห่งพรีเมียร์ลีก "

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นเกมวันบ็อกซิ่ง เดย์ เกมระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เลสเตอร์ เป็นอะไรที่ตอบความต้องการของแฟนบอลได้ครบถ้วน สกอร์จบที่ชัยชนะ 6-3 ของทางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เนื้อเกม มันคือความมันสุดยอด ตลอดช่วงที่ผ่านมา โปรแกรมวันบ็อกซิ่งเดย์ มักเกิดผลการแข่งขันประหลาดๆ อยู่เสมอ วิเคราะห์กันว่า เป็นเพราะโปรแกรมมันแน่น นักเตะล้า แถมมันเป็นโปรแกรมหลังวันคริสต์มาส ซึ่งนักเตะบางคนอาจจะฉลอง กินดื่ม มากไปหน่อย เรียกว่าร่างกายไม่ 100% เกมเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา เลสเตอร์ สภาพทีมแย่เพราะนักเตะเจ็บเพียบ พวกเขาโดนเจ้าบ้าน แมนฯ ซิตี้ ถลุงไป 4-0 ภายใน 25 นาที พอลงมาครึ่งหลัง แทนที่จะโดนเพิ่มแต่ เลสเตอร์ กลับฮึด ไล่ยิงคืน 3 ประตูรวด กลายมาเป็น 3-4 ภายใน 20 นาทีเท่านั้น โมเมนตัม กำลังเป็นของเลสเตอร์ แต่ แมนฯ ซิตี้ ฮึดหนีไปเป็น 5-3 จากนั้นก็ประคองเกมเอาไว้ได้ ก่อนมาปิดด้วยอีก 1 ประตู กลายเป็นจบที่ 6-3 มันเกือบกลายเป็นสุดยอดการคัมแบ็ก เมื่อเอ่ยถึงสุดยอดการคัมแบ็กในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก มีหลายเกมที่พูดถึง แต่หลายต่อหลายสำนักข่าว มักจะยกให้เกมหนึ่ง ที่ได้คะแนนโหวตเยอะ ก็เพราะมันคือการยิงรวด ทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีสกอร์ของอีกฝั่งมาคั่น นั่นคือเกมระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2011 ฤดูกาลนั้น 2010/11 นิวคาสเซิ่ล ที่ตกชั้นไป 1 ปี คัมแบ็กกลับมา พวกเขาได้ แอนดี้ แคร์โรลล์ ในฐานะกองหน้าเด็กปั้น ผงาดขึ้นมาเป็นตัวหลัก บิ๊กแอนดี้ ยิงไป 11 ประตูจาก 19 นัดพรีเมียร์ ลีก แต่พอตลาดหน้าหนาวมาถึง เขาก็ย้ายทีมไปอยู่กับลิเวอร์พูล ในวันเดด ไลน์ พอดี มิหนำซ้ำ นิวคาสเซิ่ล ยังมีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือ คริส ฮิวจ์ตัน โดนปลดเดือนธันวาคม 2010 และแต่งตั้ง อลัน พาร์ดิว เข้ามาแทน ขึ้นปีใหม่มา พาร์ดิว นำทีมทำผลงานใช้ได้ ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 1 ก่อนมาเจอกับ อาร์เซน่อล นัดนี้ ฝั่งอาร์เซน่อล ปีนั้นถือเป็นปีที่ "แก่เต็มที่" หรือหนองกำลังจะแตก ช่วงนั้น อาร์เซน่อล ตั้งเป้าลุ้นแชมป์ทุกปี แต่เอาเข้าจริง พวกเขามักจบด้วยการเป็นท็อป 4 ทว่า อาร์เซน่อล ตอนนั้นก็ยังมีสถานะเป็นทีมท็อป 4 ของลีก ไม่ใช่ทีมต้องมาลุ้นอันดับยุโรปแบบไม่มีความแน่นอนอย่างช่วงหลังๆ ตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ยังแกร่ง, เชลซี ยังแกร่ง และมี แมนฯ ซิตี้ ยุคเงินใหม่ที่ผงาดขึ้นมา ส่วน ลิเวอร์พูล เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ด้าน สเปอร์ส เข้ายุคของ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ เล่นบอลมัน แต่ก็ยังไม่มีใครเชื่อมั่นว่าจะคงสถานะการได้ลุ้นไป ชปล. ทุกปี 2010/11 อาร์เซน่อล มีฤดูกาลที่ดีมาก เป็นปีแรกที่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ มาใส่เบอร์ 10 หลังปล่อย วิลเลี่ยม กัลลาส ออกไปอยู่กับสเปอร์ส อริร่วมถิ่น เชส ฟาเบรกาส เป็นจอมทัพ สวมปลอกแขนกัปตันทีม มี ซาเมียร์ นาสรี่ กับ โทมัส โรซิชกี้ พร้อมปั้นเกม ส่วน อันเดร อาร์ชาวิน ก็ยังพอไหว, ตัวลุยมี อเล็กซ์ ซง ช่วยตรงกลาง ดาวรุ่งฝีเท้าดีตอนนั้นเพียบ ธีโอ วัลค็อตต์, แจ็ค วิลเชียร์, คาร์ลอส เวล่า, เดนิลสัน, อาบู ดิยาบี้, แอรอน แรมซี่ย์ หากจะมีจุดอ่อนที่ชัดเจนคือแผงหลัง โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ เป็นตัวหลัก เซบาสเตียง สกิลลาชี่, โธมัส แฟร์มาเล่น สภาพร่างกายไม่ดี, โยฮัน ฌูรู ต่างก็เชื่อถือไม่ได้มากนัก แม้ว่าแบ็กจะเก่งในการเติมเกมรุกก็ตามทั้ง บาการี่ ซานญ่า, กาแอล กลิชี่, เอมานูแอล เอบูเอ้, คีแรน กิ๊บบ์ส อย่างไรก็ตามในเกมนัดนี้ อาร์เซน่อล ก็ถูกยกให้เป็นต่อเยอะ ณ ช่วงเวลานั้น อาร์เซน่อล กำลังเข้าฝัก นับจากแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อกลางเดือนธันวาคม ต่อจากนั้นอีก 7 นัด พวกเขาชนะ 5 เสมอ 2 ไม่แพ้ใคร และมีแต้มตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด จ่าฝูงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น อีกหนึ่งแรงจูงใจของอาร์เซน่อล นอกจากจะคว้า 3 คะแนนเพื่อตามไล่ล่าทีมปีศาจแดงก็คือ นิวคาสเซิ่ล คือทีมที่บุกไปเอาชนะพวกเขาได้ 1-0 ตอนเดือนพฤศจิกายน เริ่มเกมมา แค่ 42 วินาที อาร์เซน่อล ก็ออกนำอย่างไวเมื่อ ธีโอ วัลค็อตต์ ได้บอลหลุดไปยิงนิ่มๆ นาทีที่ 3 สกอร์เป็น 2-0 เมื่อ ฟาเบรกาส โดนตัดฟาวล์ตรงปีกซ้าย และเป็น อันเดร อาร์ชาวิน ที่เปิดฟรีคิกมาเข้าหัว โยฮัน ฌูรู โขกเข้าไปง่ายๆ ยังไม่หนำใจ นาทีที่ 10 อาร์เซน่อล หนีไป 3-0 เมื่อ วัลค็อตต์ หักเรียดจากทางขวาเข้ามาให้ RVP ตวัดยิงไม่เหลือ สกอร์บอร์ดทำงานอีกครั้งเป็น 4-0 ภายในนาทีที่ 26 เท่านั้นเมื่อ บาการี่ ซานญ่า ครอสเข้ามาให้ ฟาน เพอร์ซี่ เทกตัวโขกตุงตาข่าย เป็นประตูที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้ ณ ตอนนั้นกล้องจับภาพไปบนอัฒจันทร์ แฟนบอลบางคนของเจ้าถิ่น เริ่มเดินออกจากสนามกันแล้ว เพราะยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงตามถึง 4-0 ในขณะที่อาร์เซน่อล จัดทีมด้วยผู้เล่นที่ดูมีชั้นมีเชิง ดิยาบี้, วิลเชียร์, วัลค็อตต์, ฟาเบรกาส, อาร์ชาวิน, ฟาน เพอร์ซี่ แต่ 11 นักเตะของนิวคาสเซิ่ล เป็นสายนักสู้ พวกเขาอาจไม่ได้มีลีลาสวยงาม แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นคือแม้ตาม 4 ประตู พวกเขายังพยายามจะบุกเพื่อทวงประตูคืนโดยไม่ท้อ เกมนั้นของนิวคาสเซิ่ลมี สตีฟ ฮาร์เปอร์ เฝ้าเสา แนวรับ แดนนี่ ซิมพ์สัน, ไมค์ วิลเลียมสัน, ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่, หลุยส์ เอ็นริเก้ แดนกลาง ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส, ชีคห์ ติโอเต้ ผู้ล่วงลับ, โจอี้ บาร์ตัน จอมห่าม, โฮนาส กูเตียร์เรซ ส่วน เควิน โนแลน ยืนเป็นกลางรุกสนับสนุนกองหน้า ลีออน เบสต์ จุดเปลี่ยนมาถึงตอนต้นครึ่งหลัง เพราะเล่นกันมาได้ไม่ถึง 5 นาที โจอี้ บาร์ตัน ก็เข้าอัดกับ อาบู ดิยาบี้ ในจังหวะแย่งบอล บาร์ตัน เล่นบทเป็นเหยื่อทันที ดิยาบี้ น็อตหลุดลุกขึ้นมาค้่ำคอ บาร์ตัน จากด้านหลังแล้วผลักเต็มแรง จากนั้น เขาก็ไปผลัก เควิน โนแลน ต่ออีก คุมอารมณ์ไม่อยู่ ทำให้ ผู้ตัดสินแจกใบแดงให้กับ ดิยาบี้ ทันที อาร์เซน่อล เหลือ 10 คน แต่ก็ยังไม่ใช่การลงมาตั้งรับ อาร์เซน่อลยุคนั้นมั่นใจในการเล่นเกมรุกของตัวเอง นำถึง 4-0 คนน้อยกว่าก็พยายามหาช่องโจมตี เกมกลับมาสนุกตื่นเต้น กระทั่งประกายความหวังของนิวคาสเซิ่ลมาถึงนาทีที่ 68 ลีออน เบสต์ ไปโดน กอสซิแอลนี่ แซะข้อเท้าเบาๆ ล้มลงในเขตโทษ กลายเป็นจุดโทษและ โจอี้ บาร์ตัน ก็สังหารเข้าไปไล่มา 1-4 สาลิกาเจ้าถิ่นเหมือนได้ใจ พวกเขาลุยต่อเนื่อง วอยเชียค เชสนี่ นายด่านเกมนั้นของอาร์เซน่อลต้องออกแรงเซฟ ลีออน เบสต์ ได้บอลจาก บาร์ตัน ยิงเข้าไปแต่ล้ำหน้า แต่นาทีที่ 75 เบสต์ ก็ทำประตูของตัวเองได้ เมื่อเขาขึ้นโหม่งลูกครอส แล้วบอลไปชนหลัง กาแอล กลิชี่ ตกลงมาตรงหน้า เลยยิงซ้ำเข้าไปเป็น 2-4 ถึงตรงนี้ อาร์เซน่อลเริ่มแกว่ง เพราะคู่แข่งไล่มา แถมคึกไม่หยุด ตัวเองก็เหลือ 10 คน อาร์แซน เวนเกอร์ แก้เกมด้วยการส่ง เอมานูแอล เอบูเอ้ ลงมาช่วยปิดเกมริมเส้น แทนที่ ธีโอ วัลค็อตต์ นาทีที่ 83 ผู้ตัดสิน ฟิล ดาวด์ ทำให้เกมมันบ้าจี้ยิ่งขึ้นเพราะไปเป่าให้จุดโทษกับ นิวคาสเซิ่ล อีกครั้งในจังหวะที่ ไมค์ วิลเลี่ยมสัน ขึ้นโหม่งโดยมีสองนักเตะอาร์เซน่อลเข้าประกบ ว่ากันตามตรงมันเป็นจังหวะที่ไม่น่าจะมีการฟาวล์อะไรด้วยซ้ำ หากเป็นยุคนี้ที่มี VAR ช่วย อาร์เซน่อล คงไม่โดนจุดโทษ โจอี้ บาร์ตัน ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเหมือนเดิม ยิงจุดโทษลูกที่ 2 ของตัวเองให้สกอร์มาเป็น 3-4 เข้าไปตรงกลางประตู ชีค ติโอเต้ เสียชีวิตเมื่อปี 2017 ขณะเล่นให้กับ ปักกิ่ง ในประเทศจีนด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน เขาเพิ่งอายุ 30 ปีเท่านั้นตอนที่จากไป อีกแค่ 2 สัปดาห์ ก็จะได้ฉลองวันเกิดปีที่ 31 แล้วแท้ๆ อย่างไรก็ตามถ้าย้อนไปในช่วงปี 2010-2013 ชีค ติโอเต้ ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับที่หลายคนยกย่องบนเวทีพรีเมียร์ ลีก นิวคาสเซิ่ล คว้าเขามาจากทเวนเต้ เมื่อตอนต้นฤดูกาล 2010/11 นั่นแหละ ตลอดช่วงที่เขาพีค ตกเป็นข่าวว่าหลายทีมใหญ่อยากได้ตัวไปร่วมทีม ในฐานะมิดฟิลด์ตัวรับ ตลอดอาชีพการค้าแข้ง ติโอเต้ ยิงได้แค่ 5 ประตูเท่านั้นในเกมทางการ กับนิวคาสเซิ่ล เขาลงเล่นทั้งสิ้น 156 นัดในทุกรายการ ทำได้แค่ประตูเดียว ประตูเดียวของเขา ก็คือประตูที่ไม่มีใครลืมลง มันคือประตูตีเสมอ 4-4 ในเกมนี้นั่นเอง นาทีที่ 87 นิวคาสเซิ่ล ได้ฟรีคิกทางขวา โจอี้ บาร์ตัน เปิดเข้าไป นักเตะอาร์เซน่อล โหม่งสกัดออกมา บอลลอยมาตรงหน้า ชีค ติโอเต้ ที่ไร้คนประกบระยะเกือบ 30 หลา มิดฟิลด์ไอวอเรี่ยน จัดการวอลเล่ย์ด้วยซ้ายทันทีแบบไม่ต้องรอให้บอลตกพื้น บอลพุ่งผ่านกลุ่มนักเตะตรงช่องที่เปิดว่างอยู่พอดี แล้วมุดลงที่โคนเสาซ้ายมืออย่างสวยงาม 4-4! คอมเมนเทเตอร์ในเกมวันนั้นพ่นใส่ไมค์ด้วยความตื่นเต้นหลังประตูนี้ "นิวคาสเซิ่ล จาก 0-4 ตามตีเสมอได้สำเร็จ นี่เป็นการคัมแบ็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก เลยครับ" หลังจบเกม อาร์แซน เวนเกอร์ พูดเพียงว่า "เราทำหล่นไป 2 แต้ม ก็แค่นั้นแหละ" อลัน พาร์ดิว กุนซือนิวคาสเซิ่ล "มันเป็นวันที่น่าเหลือเชื่อ" ขณะที่ฮีโร่ตัวแสบอย่าง โจอี้ บาร์ตัน บอกว่า "เสมอเกมนี้มันรู้สึกเหมือนชัยชนะ" แน่นอน มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว นิวคาสเซิ่ล จบฤดูกาลนั้นด้วยอันดับ 12 และก้าวต่ออย่างเข้มแข็งภายใต้การคุมทีมของ พาร์ดิว ปีต่อมา พวกเขาจบสูงถึงอันดับ 5 เลยทีเดียว ส่วนอาร์เซน่อล แม้จะไม่แพ้ใครตั้งแต่นัดที่ 18 จนถึงนัดที่ 34 ของฤดูกาล แต่หลังเสมอนิวคาสเซิ่ลแล้ว พวกเขาหลุดเสมอถึง 5 จาก 8 เกม อีกทั้งมาหลุดโค้งช่วงท้ายฤดูกาลที่แพ้ 3 จาก 5 นัดสุดท้าย โดนทั้ง เชลซี และแมนฯ ซิตี้ แซง พวกเขา จบเพียงแค่อันดับ 4 ของตารางคะแนน มิหนำซ้ำ หลังโดนนิวคาสเซิ่ล คัมแบ็กใส่นัดนี้อีก 3 สัปดาห์ พวกเขาก็ชวดแชมป์เมเจอร์แรกในรอบหลายปี เพราะไปแพ้ให้กับทีมรองบ่อนอย่างเบอร์มิงแฮม ในนัดชิง ลีก คัพ อีกต่างหาก หลังจบฤดูกาลนั้น อาร์เซน่อล ก็เสีย 3 แข้งหลัก กาแอล กลิชี่ กับ ซาเมียร์ นาสรี่ ย้ายไปแมนฯ ซิตี้ ส่วน เชส ฟาเบรกาส อำลากลับบ้านไปอยู่กับบาร์เซโลน่า อาร์แซน เวนเกอร์ ก็ต้องปั้นทีมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในแต่ละปี ก็มักเสียแข้งชั้นดีไปเสมอๆ จนพวกเขาค่อยๆ หลุดจากการเป็นทีมลุ้นแชมป์ มาเป็นเพียงแค่ทีมลุ้นอันดับ แชมเปี้ยนส์ ลีก จากนั้น เมื่อ เวนเกอร์ อำลาไป วัฐจักรของอาร์เซน่อล จึงต้องเริ่มใหม่แทบทั้งหมด อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน **อย่าลืมมาร่วมรับชมคลิปประกอบเพิ่มอรรถรสอย่างเต็มเปี่ยมได้ที่ : http://ow.ly/2jfZ30s5j5a ** เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" บ็อกซิ่ง เดย์ ของฮัลล์ ซิตี้ "

โปรแกรมฟุตบอลอังกฤษวันบ็อกซิ่งเดย์ ตามปกติคือใส่กันเต็มเหยียด กลายเป็นจุดขายที่มีมานาน แฟนบอลฉลองคริสต์มาสกันมา 24-25 ธันวาคม พอวันที่ 26 ก็มีฟุตบอลให้ดูกันแน่นๆ เป็นอะไรที่ลงตัวสุด และในวันนี้ก็มักมีผลการแข่งขันเพี้ยนๆ ประหลาดๆ อยู่เสมอ หนึ่งในเกมที่ฮือฮาก็คือเกมที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ของวันบ็อกซิ่ง เดย์ ปี 2008 แมนฯ ซิตี้ ในปีแรกที่มีกลุ่มทุนอาหรับเข้ามาเทคโอเวอร์ ปีนั้นพวกเขายกระดับขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้โดนมองว่าจะเป็นทีมลุ้นความสำเร็จอะไร เกมนั้น พวกเขารับการมาเยือนของ ฮัลล์ ซิตี้ ทีมน้องใหม่ ฟิล บราวน์ กุนซือของ ฮัลล์ เข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนธันวาคม 2006 ขณะที่ทีมยังอยู่ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ และเขาพาทีมเลื่อนชั้นในการเพลย์ ออฟ ของฤดูกาล 2007/08 มันคือการเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วย ทำให้ บราวน์ ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก เขาเป็นกุนซือหนุ่มใหญ่วัย 49 ปี มีมาด แต่งตัวดี หนวดเคราตกแต่งอย่างดี และทีเด็ดไม่เหมือนใครคือจะสวมใส่เฮดเซ็ต ไว้คอยสื่อสารกับทีมงาน ยังกับโค้ชอเมริกันฟุตบอล ประสบการณ์การคุมทีมของเขาจริงๆ มีน้อย ก่อนหน้านั้นคุมแค่ โบลตัน แบบชั่วคราวไม่กี่นัด แล้วมาคุม ดาร์บี้ อยู่ราว 1 ฤดูกาลแค่นั้นเอง ก่อนมาจับงานคุม "เดอะ ไทเกอร์ส" ฮัลล์ ซิตี้ ฟิล บราวน์ พยายามสร้างจุดเด่น สร้างแคแรกเตอร์ให้กับตัวเองมากที่สุด แต่สิ่งใดก็ไม่เท่ากับผลงานในสนามที่จะบ่งบอกตัวตนของโค้ชทุกคน ฮัลล์ ออกตัวได้ดี น่าเซอร์ไพรส์ คล้ายๆ กับหลายทีมน้องใหม่ 10 นัดแรก พวกเขาชนะถึง 6 นัด เสมอ 2 แพ้ 2 เก็บได้ถึง 20 คะแนน จากนั้นเริ่มแผ่วลงบ้าง ทว่าก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่เลวร้ายนักกับทีมน้องใหม่อย่างนี้ พวกเขาบุกไปเสมอลิเวอร์พูล 2-2 กลางเดือนธันวาคม แต่จากนั้นเป็นต้นมานั่นแหละ ที่ดูเหมือนเป็นจุดเริ่มของความตกต่ำ พวกเขาโดน ซันเดอร์แลนด์ บุกมาขยี้ 4-1 และต้องออกไปเยือนแมนฯ ซิตี้ ในวันบ็อกซิ่ง เดย์ จบครึ่งแรก เฟลิเป้ ไกเซโด้ กับโรบินโญ่ ทำคนละ 2 ประตู ให้ แมนฯ ซิตี้ ของกุนซือ มาร์ค ฮิวจ์ส นำห่างถึง 4-0 ซึ่งเป็น 45 นาทีที่ต้องบอกว่า ซิตี้ เหนือกว่าทุกกระบวนท่า ฟิล บราวน์ เริ่มแสดงความเป็นคนที่ภาษาไทยเดี๋ยวนี้อาจใช้คำใกล้เคียงว่า "หิวแสง" นิดๆ เพราะแทนที่จะนำลูกทีมเข้าไปอบรม หรือปรับแก้เกมการเล่นกันในห้องแต่งตัว พี่แกเลือกที่จะนำลูกทีมมานั่งตากลมหนาวอยู่เป็นวงกลมอยู่ในสนาม แล้วตัวเองยืนอยู่ตรงกลางแล้วชี้นิ้วอบรมลูกทีมกันตรงนั้นเฉยเลย "ผมคิดว่ามันอากาศดีและหนาวนะ ผมว่าผมจะทำให้เด็กๆ มีชีวิตชีวาหน่อยเพราะพวกเขาดูเหมือนไร้วิญญานกันหมดแล้ว แฟนบอล 4,000 คนที่เดินทางตามมาเชียร์ สมควรได้รับคำอธิบายถึงฟอร์มในครึ่งแรก และมันยากสำหรับผมที่จะทำแบบนั้นในห้องแต่งตัว เราติดหนี้คำขอโทษแฟนๆ สำหรับฟอร์มในครึ่งแรกนั่น" บราวน์ มาอธิบายหลังจบเกม ครึ่งหลัง ฮัลล์ ยิงคืนได้ 1 ลูก แต่ แมนฯ ซิตี้ ก็ยิงได้อีก 1 ตุงเช่นกัน จบเกม สกอร์เป็น 5-1 และ ฟิล บราวน์ โดนสื่อและแฟนบอลทั่วไปล้อยับ กับสิ่งที่เขาทำในเกมนั้น จากนั้นวันจนจบฤดูกาล ฮัลล์ ชนะอีกแค่นัดเดียว และเสมอ 4 นัด ที่เหลือพวกเขาแพ้รวด และเดชะบุญ ที่พวกเขาเก็บแต้มได้เยอะตอนต้นซีซั่น ทำให้จบอันดับ 17 มีแต้มเหนือ นิวคาสเซิ่ล ที่ตกชั้นในอันดับ 18 แค่ 1 คะแนนเท่านั้น ทำให้รอดตกชั้นหวุดหวิด ฤดูกาลต่อมา 2009/10 ฟิล บราวน์ ยังได้รับความไว้วางใจให้คุมทีมต่อ ทว่าผลงานของพวกเขาตอนเริ่มต้นซีซั่นไม่ได้ร้อนแรงเหมือนเดิมแล้ว พวกเขาแค่พยายามประคองตัวให้รอดไปนัดต่อนัด เมื่อมองจากภายนอก ดูเหมือนว่า เป้าหมายของฮัลล์ เพียงแค่ไม่ตกชั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม พอเข้าเดือนพฤศจิกายน ฮัลล์ เริ่มฟื้นเฉยเลย พวกเขาเอาชนะ สโต๊ค 2-1, เสมอ เวสต์แฮม 3-3, ชนะเอฟเวอร์ตัน 3-2 และมาถึงเกมที่ต้องออกไปเยือนเอติฮัด ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2009 มันเป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็มพอดี จากเกมอัปยศ 1-5 และการอบรบลูกทีมในสนามของ ฟิล บราวน์ ครั้งนี้ ฮัลล์ ไม่ได้เละเหมือนเดิม แม้จะโดนนำ 1-0 แต่ท้ายเกม ในนาทีที่ 82 พวกเขาก็ตีเสมอได้จากจุดโทษของ จิมมี่ บุลลาร์ด เกมเมื่อ 1 ปีก่อน บุลลาร์ด ไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย เพราะเขายังเล่นให้ฟูแล่ม ซึ่ง ฮัลล์ ซื้อเขามาร่วมทีมอีก 1 เดือนให้หลัง ในตลาดหน้าหนาวต้นปี 2009 ดังนั้น สำหรับ บุลลาร์ด เขาจึงเป็นตัวละครพิเศษของเพื่อนๆ ทันทีที่ยิงจุดโทษตีเสมอ เขาก็กวักมือเรียกเพือนร่วมทีมมานั่งลงเป็นวงกลมตรงแถวริมเส้นหลังประตู แล้วทำท่าชี้นิ้วเหมือนสั่งสอนเพื่อนๆ เลียนแบบที่ ฟิล บราวน์ ทำเมื่อปีที่แล้ว ท่าฉลองนี้ สร้างความฮือฮา และเสียงหัวเราะจากแฟนบอลไปทั่ว เพราะมันเหมือนเป็นการล้อเจ้านายตัวเองชัดๆ "เราสนุกกับการฉลองนั้นนะ เราทุกคนเลยพูดตามตรง เราได้ไอเดียนี้ขึ้นมาตอนกินเมื้อเย็นกันเมื่อวานตอนค่ำ เราคุยกันว่า ไม่ว่าใครยิงก็ตามยิงได้ ผมจะต้องเป็นคนทำท่าชี้นิ้วนี่" "ไม่ มันไม่ใช่ไอเดียผมหรอก ผมว่ามี 2-3 คนที่คิดขึ้นมา ผมว่า พอล แม็คเชน เป็นคนที่ออกไอเดียนี้ก่อนนะ ตอนแรกก็โดนแย้งจาก 2-3 คน ที่ไม่เห็นด้วย แต่สุดท้าย เราก็ยิงได้ " "ไม่ว่าจะเป็นประตูตีเสมอ หรือประตูชัย เราคุยกันว่าเราจะทำมัน ไม่มีโอกาสเหมาะกว่านี้แล้ว มันเป็นจังหวะที่เพอร์เฟ็คท์จริงๆ" "พวกเพื่อนๆ บอกว่า ปีที่แล้วผมไม่ได้มาอยู่ที่นี่ด้วย ตอนที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ผมจึงเป็นคนที่เหมาะที่สุดที่จะทำแบบนี้" จิมมี่ บุลลาร์ด ให้สัมภาษณ์หลังเกมถึงการฉลองในครั้งนี้ ด้านฟิล บราวน์ ซึ่งดูจะมีอาการนิ่งๆที่เห็นตัวเองโดนลูกน้องแซวแบบนี้ แต่จังหวะนั้น เขาไม่ทันได้ดู เพราะมัวแต่พยายามปรับแท็คติก ซึ่งเขาก็ให้สัมภาษณ์หลังเกมไว้อย่างนี้ "มันเป็นการฉลองที่ยอดเยี่ยมมาก ที่มันฮาคือจังหวะเวลานี่แหละผมหัวเราะจนแทบให้สัมภาษณ์ไม่ไหว เพราะมันเหมาะเจาะพอดี" "ผมไม่ได้อะไรกับลูกทีมเลยนะ ผมสนับสนุนพวกเขาเต็มที่ มันฮาก็เพราะ คุณฉลองแบบนี้ได้ก็แค่ คุณมายิงได้ที่ อีสต์แลนด์ส (ย่านที่ตั้งของแมนฯ ซิตี้) เท่านั้น และเป็นการยิงได้ต่อหน้าแฟนบอลฮัลล์พอดี" "ผมไม่รู้เรื่องมาก่อนเลยว่าพวกเขาจะทำกันแบบนี้ ตอนนั้นผมกำลังจะปรับแผนมาเล่นกองกลาง 5 คน ผมเลยไม่ได้เห็นการฉลอง จนกระทั่งผู้ช่วยผมเปิดให้ผมดูทางแล็ปท็อป ตอนเข้าไปในห้องแต่งตัวแล้วนั่นแหละ" มันคือซีรี่ส์ของการฉลองประตูที่คลาสสิกที่สุดครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอลอังกฤษ เพราะมันลงตัวมาก และลากยาวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 1 ปีก่อน น่าเสียดายสำหรับ ฮัลล์ เพราะหลังจากนั้น พวกเขามีผลงานแย่ จนทำให้ ฟิล บราวน์ โดนปลดในที่สุดเมื่อเดือนมีนาคม 2010 แต่กระนั้น มันก็ไม่ก่อนที่เขานำทีม ฮัลล์ เอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ได้ 2-1 ในเดือนกุมภาพันธ์ ฮัลล์ ปลด ฟิล บราวน์ แล้วก็ตัง เอียน ดาววี่ มาคุมทีมแทนไปจนจบฤดูกาล จบฤดูกาลนั้น ฮัลล์ เป็นอันดับ 19 ตกชั้นไปตามระเบียบ หมดยุคแห่งความหวือหวาและมีสีสันภายใต้การคุมทีมของ ฟิล บราวน์ ไปโดยปริยาย ร่วมรับชมคลิปเหตุการณ์ได้เลยที่ : http://ow.ly/QEvP30s56Jx เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แรกของพรีเมียร์ ลีก "

ฤดูกาล 1992/93 ปีแรกที่ลีกสูงสุดอังกฤษรีฟอร์ม มาเป็น พรีเมียร์ ลีก 20 สโมสรที่ได้เล่นลีกสูงสุด ขอแยกตัวออกมาจาก ฟุตบอลลีก เพื่อบริหารงานกันเองในนามอิงลิช พรีเมียร์ชิพ พร้อมกับโปรโมตว่า "A Whole New Ballgame" หรือกำลังจะบอกว่านี่คือการแข่งขันโฉมใหม่อย่างแท้จริง ฟุตบอลลีก ยังคงรักษา ดิวิชั่น 1, ดิวิชั่น 2 และดิวิชั่น 3 ของพวกเขาเอาไว้ แต่โดนลดชั้นเป็นลีกรองลงไปแล้ว ในช่วงนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังเป็นทีมระดับโอเคของลีกสูงสุด แม้จะยากในการลุ้นแชมป์แต่ก็ไม่ได้มีผลงานน่าเกลียดเลย ภายใต้การคุมทีมของ ปีเตอร์ รีด ที่รับบททั้งนักเตะและกุนซือ ด้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็กำลังทำภารกิจไล่ล่าแชมป์ลีกสมัยแรกตั้งแต่ปี 1967 แม้ภาพรวมเวลานั้น แมนฯ ยูไนเต็ด จะเป็นทีมที่ดูเหนือกว่า แต่การเจอกันเองระหว่างสีแดงและฟ้าของเมืองแมนเชสเตอร์ ก็ไม่เคยเป็นเกมที่ง่ายเลยสำหรับ ยูไนเต็ด สถิติโดนรวม แมนฯ ซิตี้ ไม่ค่อยชนะก็จริง แต่เกมไม่เคยขาดลอย สำหรับยูไนเต็ด แถมในปี 1989 ซิตี้ เคยถล่ม ปีศาจแดงถึง 5-1 จนทำให้ เฟอร์กี้ นอนแทบไม่หลับมาแล้ว สกอร์ส่วนใหญ่มักออกเบียด 1-1, 3-3, 2-1, 1-0 มีให้เห็นเป็นประจำ ดังนั้น แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ครั้งแรกของพรีเมียร์ ลีก จึงน่าสนใจมากในตอนนั้น มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1992 ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นสนามที่มีความจุเพียง 35,000 กว่าที่นั่ง ปี 1992/93 แมนฯ ยูไนเต็ด ของเฟอร์กี้ เอาจริงเอาจังมากที่จะคว้าแชมป์ลีก เพราะปีก่อนหน้า ปีสุดท้ายที่ยังใช้ชื่อ ดิวิชั่น 1 พวกเขาเสียท่า พลาดแชมป์ให้กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในบั้นปลาย เปิดซีซั่นมา เฟอรี์กี้ ทำทีมแพ้ 2 นัดรวด นัดที่ 3 เสมอ ความหวังแทบพังตั้งแต่แรก จากนั้นฮึดชนะ 5 เกมรวด แต่ก็เสมออีก 5 เกมรวดต่อด้วยแพ้อีก 2 นัดติด เท่ากับว่าผลงานไม่เหมาะกับคำว่าลุ้นแชมป์เลย ส่วนหนึ่งของปัญหาคือกองหน้า ตอนหน้าร้อน เฟอร์กี้ เซ็นเอา ดิออน ดับลิน เข้ามา และเขาก็ทำประตูชัยให้ทีมคว้า 3 แต้มแรกของซีซั่นในเกมชนะเซาธ์แฮมป์ตัน 1-0 แต่จากนั้นอีก 2 นัดในเกมชนะพาเลซ เขาโดนเอริค ยัง เข้าสกัดจนเจ็บพักยาวครึ่งปี นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ ยูไนเต็ดฝืดมากๆ เพราะมีแค่ ไบรอัน แม็คแคลร์ กับ มาร์ค ฮิวจ์ส ที่พอหวังได้แค่ 2 คน ในที่สุด จุดเปลี่ยนก็มาถึงเมื่อพวกเขาเซ็นเอา เอริค คันโตน่า มาจากลีดส์ คู่ปรับและอริตัวฉกาจอย่างที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในดีลประวัติศาสตร์ ตอนนั้นเองที่โปรแกรม แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ มาถึง ก็องโต้ เพิ่งเซ็นมาได้แค่ 9 วัน เฟอร์กี้ ให้ คันโตน่า เป็นสำรองก่อนในนัดนี้ และนั่นคือครั้งแรกที่เขามีชื่อใน Squad วันแข่ง คู่หอกตัวจริงเป็น แม็คแคลร์ กับ ฮิวจ์ส ส่วนที่เหลือมี ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล เฝ้าเสา แนวรับ พอล ปาร์กเกอร์, แกรี่ พัลลิสเตอร์, สตีฟ บรูซ และ เดนิส เออร์วิน แดนกลางมี พอล อินซ์, ไบรอัน ร็อบสัน, ไรอัน กิ๊กส์ และ ลี ชาร์ป ขณะที่ผู้มาเยือนใช้ 3 กองหน้าเป็น เดวิด ไวท์ กับ ไมค์ เชร่อน ขนาบข้าง หน้าเป้าร่างโย่ง ไนออลล์ ควินน์ นายทวารคือ โทนี่ โคตัน ที่ภายหลังย้ายมาเป็นมือสำรองที่ แมนฯ ยูไนเต็ด และเป็นโค้ชนายทวารให้ยูไนเต็ดอยู่หลายปี แนวรับมี เทอร์รี่ ฟีแลน, เอียน ไบรท์เวลล์, คีธ เคิร์ล, แอนดี้ ฮิลล์ ตรงกลางได้จอมเก๋า สตีฟ แม็คมาน ที่เคยประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูล, ฟิตซ์รอย ซิมพ์สัน และ ริค โฮลเด้น เริ่มต้นเกมความสูงใหญ่ และเล่นลูกกลางอากาศได้ดีของ ไนออลล์ ควินน์ สร้างปัญหาให้แนวรับเจ้าบ้านได้ แต่แล้วในนาทีที่ 20 เป็นเจ้าบ้านที่ออกนำก่อน สตีฟ บรูซ ได้ชื่อว่ากองหลังที่ขึ้นมาทำประตูสำคัญๆ ได้บ่อย เขาอันตรายยามเล่นลูกตั้งเตะ ช็อตนี้เองเขาขึ้นมาเมื่อทีมได้ฟรีคิก สอดเข้าเขตโทษไปขอบอลจาก มาร์ค ฮิวจ์ส ก่อนไหลคืนมาหน้าเขตโทษ พอล อินซ์ วิ่งมากดด้วยซ้ายจาก 20 หลาเข้าประตูไป 1-0 เกมเข้าสู่ครึ่งหลัง ช่วงพักเบรกเฟอร์กี้ จัดการเปลี่ยนเอา เอริค คันโตน่า ลงมาแทน ไรอัน กิ๊กส์ พร้อมกับถอย ไบรอัน แม็คแคลร์ ไปยืนกลาง และนั่นคือการลงสนามให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมเป็นทางการนัดแรกของ "เดอะ คิง" ในนาทีที่ 73 คันโตน่า ก็มีเพลย์ที่ทำให้ทีมได้ประตู เมื่อ มาร์ค ฮิวจ์ส กระดกบอลไปให้เขา ที่กำลังจะสอดเข้าเขตโทษ กองหลัง ซิตี้ โขกสกัดออกมา แต่เป็น มาร์ค ฮิวจ์ส ที่อ่านจังหวะ วิ่งมาพักอก บอลกระดอนพื้นหนึ่งจังหวะ แล้ววอลเล่ย์ด้วยซ้ายเข้าไปอย่างงดงาม 2-0 แม้จะนำห่าง 2-0 เวลาเหลือไม่เยอะ และนักเตะเจ้าถิ่นกำลังฉลองกันหมาดๆ แต่บอกแล้วว่าแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ไม่เคยง่ายสำหรับ ยูไนเต็ด แม้ในยุคที่พวกเขาเหนือกว่าก็ตาม เพราะในการเขี่ยบอลใหม่ของ ซิตี้ พวกเขาใช้เวลาแค่ 20 วินาที เอาประตูตีตื้นไล่ขึ้นมาเป็น 1-2 ได้ทันควัน ริค โฮลเด้น ได้บอลทางซ้ายแล้วกระชากไปครอสจากริมเส้นเข้ามาหน้าปากประตู ไนออลล์ ควินน์ ลอยตัวมาโขก บอลโดนหลังของ บรูซ แต่ยังไม่ไปไหน ควินน์ ปรี่เข้าไปซ้ำตัดหน้าปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ตุงตาข่าย แต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้น แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ครั้งแรกในยุคพรีเมียร์ ลีก จบลงด้วยชัยชนะของ ยูไนเต็ด ด้วยสกอร์ 2-1 มันเป็นเกมแรกที่ คันโตน่า ลงเล่นในเกมทางการให้ยูไนเต็ด ด้วย นับตั้งแต่ที่ คันโตน่า ถูกเซ็นเข้ามา แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้แค่นัดเดียว (1-2 ต่ออิปสวิช) จาก 16 นัด และเป็นชัยชนะถึง 12 นัด เฟอร์กี้ พาทีมจากอันดับ 8 มาอยู่อันดับ 1 หลังจากเอาชนะลิเวอร์พูล 2-1 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1993 จากนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด มีช่วงสะดุด แพ้โอลด์แฮม 0-1, เสมอ วิลล่า 1- ก่อนไปเยือน ซิตี้ ที่เมน โร้ด หนนี้ ไนออลล์ ควินน์ ทำประตูให้ ซิตี้ ออกนำ แต่เป็น คันโตน่า ที่ตีเสมอให้ ยูไนเต็ด จบเกมที่ 1-1 ปีศาจแดง เสมออาร์เซน่อล 0-0 ต่ออีกนัด ทำให้พวกเขาร่วงมาอยู่ที่ 3 ของตารางคะแนน ทว่าเมื่อเดือนเมษายนมาถึง ทีมของเฟอร์กี้ ก็กลับมาติดเครื่องอีกรอบ พวกเขาบุกไปชนะนอริช ทีมลุ้นแชมป์ด้วยกัน 3-1 แล้วตามด้วยเกมสุดสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ในการทำคนเดียว 2 ประตูของ สตีฟ บรูซ ให้ทีมเฉือน เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ 2-1 และทะยานขึ้นนำจ่าฝูงอีกครั้ง จากนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แผ่วอีกเลย พวกเขาคว้าชัยรวด 5 นัดสุดท้ายของฤดูกาล และเข้าป้ายเป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลแรกได้สำเร็จ และมันคือแชมป์ลีกสูงสุดที่แฟนผีรอคอยมานานถึง 26 ปีด้วย ส่วนแมนฯ ซิตี้ ปีนั้นพวกเขาจบอันดับ 9 ของตารางคะแนน ผลงานของพวกเขาเริ่มดาวน์ลงเรื่อยๆ ต่อจากนั้้น และตกชั้นไปในปี 1996 แมนฯ ซิตี้ คงสภาพเป็นทีมโยโย่ ที่เลื่อนขึ้นเลื่อนลงลีกต่างๆ อยู่นาน เคยกระทั่งตกไปอยู่ดิวิชั่น 2 (หรือ ลีก วัน ในทุกวันนี้) กระทั่งปี 2002/03 พวกเขาก็กลับสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จและกัดฟันอยู่รอดได้เรื่อยมาจนมาถึงยุคเปลี่ยนผ่านที่นายทุนนอกประเทศเข้ามาเทคโอเวอร์ยาวมาจนทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงสภาพจากทีมเกรดรองของอังกฤษมานานหลายปี สู่มหาอำนาจที่คว้าแชมป์ในประเทศเป็นว่าเล่น เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

" 2 นักเตะยิงครบทุกรายการ "

มกราคม 2008 แฟนบอลบาร์เซโลน่า ได้รู้จักนักเตะวัย 19 ปีร่างเล็กคนหนึ่งที่กุนซือ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองเกมถล่ม เรอัล มูร์เซีย 4-0 เด็กหนุ่มคนนี้ปักหลังเสื้อว่า "เปดริโต้" ซึ่งแปลว่า "Little Pedro" หรือเปโดรน้อย ฤดูกาลต่อมา เขาค่อยได้โอกาสเพิ่มมากขึ้นจากเทรนเนอร์คนใหม่อย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และเปลี่ยนเสื้อมาเป็น "เปโดร" อย่างที่เรารู้จักกัน เปโดร โรดริเกซ ย้ายจากเตเนรีเฟ่ มายังบาร์เซโลน่า ในฐานะเด็กวัย 17 ปีตอนปี 2004 และในทีมเยาวชนบาร์ซ่าตอนนั้นมีนักเตะแนวรุกที่ชื่อ เปโดร การ์เซีย อีกคน รายนี้อายุเยอะกว่า และตัวใหญ่กว่า เพื่อป้องกันความสับสน เปโดร โรดริเกซ เลยใช้ชื่อ "เปดริโต้" จนกระทั่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ครั้งแรก เมื่อเปลี่ยนมาเป็น เปโดร ก็พ้องกับโอกาสที่ได้รับเพิ่มมากขึ้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใช้งานหนุ่มวัย 22 ในขณะนั้นอย่างจริงๆ จังๆ ในฤดูกาล 2009/10 และเป็นปีที่ เปโดร สร้างอิมแพ็กท์ต่อทีมได้ทันที เขาลงเล่นถึง 52 นัดในทุกรายการ ทำได้ 23 ประตู ที่สำคัญ เปโดร มีสถิติน่าสนใจมาก เพราะในปฏิทินปี 2009 เขาทำประตูได้ในรายการแข่งขันอย่างเป็นทางการมากถึง 6 รายการด้วยกัน มันเริ่มใน สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ในเดือนสิงหาคม เขายิงใส่ แอธเลติก บิลเบา ได้ถึง ซาน มาเมส และช่วยให้บาร์ซ่าคว้าแชมป์แรกของซีซั่น 9 วันให้หลัง เกมที่โมนาโก เป็นศึก ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ บาร์ซ่า ในฐานะแชมป์ ชปล. เจอกับ ชัคตาร์ โดเนท์ส์ แชมป์ยูโรปา ลีก และบาร์ซ่า ก็เอาชนะไปได้ 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ แน่นอน ว่าคนทำประตูชัยก็คือ เปโดร นี่เอง ตามมาด้วยการยิงใน ชปล. ได้เป็นครั้งแรกกับ ดีนาโม เคียฟ, ยิงใน ลา ลีกา กับอัลเมเรีย แถมด้วย โกปา เดล เรย์ ในเกมกับ กุลตูรัล เลโอเนเซ่า ปี 2009 กำลังจะหมดลง บาร์ซ่า ในฐานะแชมป์ยุโรป เดินทางไปอาบู ดาบี เพื่อร่วมแข่งรายการสโมสรโลก หรือ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ เขาทำประตูได้ทันทีในเกมรอบรองฯ ที่เอาชนะอัตลันเต้ ก่อนจะยิงอีก 1 เม็ด ในนัดชิงชนะเลิศ เป็นลูกตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 89 ซึ่งบาร์ซ่า เอาชนะ เอสตูเดียนเตส 2-1 ในการต่อเวลาพิเศษ เท่ากับว่า เขาทำประตูได้ 6 รายการ ในปี 2009 สถิติการทำประตูได้ครบทุกรายการที่ลงเล่นให้กับต้นสังกัด มันก็ยอดเยี่ยมมากพอแล้ว แต่หลายประตูของเขาเป็นประตูสำคัญด้วย อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้น เปโดร ยังไม่ถูกเรียกติดทีมชาติ เขาเริ่มติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ก็ตอนก่อนฟุตบอลโลก 2010 จะเริ่มต้นแค่เดือนเดียว และไม่เคยยิงประตูได้ในการเล่นให้ทีมชาติชุดเล็กเลย ล่าสุดในปี 2021 ที่กำลังจะหมดลงไปนี้ มีนักเตะอีกคนที่ทำสถิติยิงทุกรายการที่ลงเล่น และรวมแล้ว มีจำนวนรายการที่ยิงได้มากกว่า เปโดร เสียอีก นักเตะคนนั้นก็คือ มิเกล โอยาร์ซาบาล ของ เรอัล โซเซียดาด โอยาร์ซาบาล เป็นนักเตะที่กุนซือทุกคนที่ร่วมงานด้วยชื่นชอบ เขาเป็นแนวรุกสมัยใหม่ เป็นกองหน้าที่เล่นได้หลากหลาย คล่องแคล่ว เล่นตรงกลางได้ ด้านข้างได้ หน้าต่ำได้ แอสซิสต์เป็น ยิงประตูได้ และทำงานเป็นทีมได้ดีมาก อยู่กับสโมสรเขาคือตัวหลักในแนวรุก เป็นกัปตันทีม ขณะที่ในทีมชาติสเปน เขาก็ติดตลอด และลงเล่นสม่ำเสมอซะด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังไปเล่นในโอลิมปิก เกมส์ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาอีกต่างหาก ปีนี้ โอยาร์ซาบาล อายุ 24 แล้วก็จริง (เกิดปี 1997) แต่ว่าโอลิมปิก ยังใช้เกณฑ์วันเกิดเดิม เนื่องจากโอลิมปิก มันควรจะจัดตั้งแต่ปี 2020 แต่เลื่อนมาเพราะโควิด ดังนั้น นักเตะที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1997 ลงไป สามารถเล่นได้ ในรายการทั่วไปอย่าง ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และ ยูโรปา ลีก ในปฏิทินปี 2021 ในฐานะตัวหลักของ โซเซียดาด เขาทำประตูได้ครบทั้ง 3 รายการ ทว่ามันยังมี สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ที่จัดในรูปแบบใหม่ จากเดิมที่จะเตะกันก่อนฤดูกาลปกติเปิด และเอาแค่ แชมป์ลีก กับแชมป์บอลถ้วยมาเตะกัน ทางสเปน เปลี่ยนใหม่ มาจัดกันช่วงต้นปีแทน และมีทีมเข้าร่วม 4 ทีม เตะแบบน็อคเอาท์ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ในเวอร์ชั่น 2020/21 เลยเตะกันเมื่อเดือนมกราคม 2021 แม้ว่า โซเซียดาดจะแพ้จุดโทษ บาร์ซ่า หลังเสมอกัน 1-1 แต่คนทำประตูให้โซเซียดาด ก็คือ โอยาซาร์บาล นี่แหละ เท่ากับว่า 4 รายการที่ เรอัล โซเซียดาด ลงเล่นในปี 2021 เขาสามารถทำประตูได้ครบ ซึ่งถ้าจะแถมให้อีกหน่อยก็คือ โกปา เดล เรย์ ของฤดูาลก่อนโน้น คือ 2019/20 ตามปกติควรเตะกันในปี 2020 แต่ด้วยโควิด ทำให้เลื่อนมาแข่งกันตอนเดือนเมษายน 2021 มันเป็นการชิงกันของ แอธ บิลเบา กับ โซเซียดาด สองทีมแคว้นบาสก์ และ โอยาร์ซาบาล ก็เป็นคนทำประตูชัยให้ โซเซียดาด คว้าแชมป์ด้วยสกอร์ 1-0 ด้วย ทีนี้ในทีมชาติ มันเป็นจังหวะพอดีที่ทั้ง ยูโร 2020 และ โอลิมปิก 2020 ดันเลื่อนมาแข่งกันในปี 2021 นี้ มิเกล โอยาร์ซาบาล ทำประตูให้สเปนชุดใหญ่ได้ในยูโร 2020 เป็นเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับโครเอเชีย โอลิมปิก เขาก็ทำได้ 3 ประตู รวมถึงในนัดชิงชนะเลิศที่แพ้ให้กับบราซิลด้วย อีกหนึ่งรายการที่เขาทำได้ก็คือ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ซึ่งสเปน ได้เข้าสู่รอบเพลย์ออฟชิงแชมป์ รอบรองชนะเลิศกับอิตาลี เขายิงไม่ได้แต่ทำ 2 แอสซิสต์ให้สเปน ชนะไป 2-1 มาถึงนัดชิงชนะเลิศเจอกับฝรั่งเศส เขาเป็นคนยิงให้ทีมออกนำก่อน แต่มาโดน เลส์ เบลอส์ แซง 2 ลูก พ่ายไป 1-2 เท่ากับว่าปี 2021 มิเกล โอยาร์ซาบาล สามารถทำประตูได้ในรายการแข่งขันเป็นทางการรวมแล้วถึง 7 รายการด้วยกันเลยทีเดียว น่าเสียดายตรงที่แม้จะยิงประตูได้ในนัดสำคัญๆ นัดชิงชนะเลิศ แต่ทีมของเขาจบลงด้วยการเป็นแชมป์เพียงแค่ โกปา เดล เรย์ รายการเดียวเท่านั้น เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117