breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #อย่าปล่อยโอกาสหลุดอีก ]

ริชาร์ด คีย์ส พิธีกรดังของ beIN Sports ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องฝีปากกล้า ยอมรับว่าอยากจะหัวเราะออกมาเลยเมื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือนกันยายน เพราะเขาไม่เชื่อว่ามันเป็นการเลือกที่เหมาะ เหตุผลแรกน่าจะมาจาก แรชฟอร์ด ลงสนามเพียงแค่ 2 เกมเท่านั้นในเดือนกันยายน อีก 2 นัดที่ต้องเจอเชลซีและลีดส์ ยูไนเต็ดถูกเลื่อนไปทั้งหมด ต่อให้ทำผลงานน่าประทับใจ 2 ประตู 2 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 2 เกม มันก็ยังเป็นการตัดสินที่ดูไม่แฟร์เท่าไรนัก ในเมื่อผู้เล่นคนอื่นที่เป็นแคนดิเดตลงเล่นมากกว่า อีกทั้งว่ากันตามตรง เควิน เดอ บรอยน์ , ปิแอร์ เอมิล ฮอยแบร์ก หรือ อเล็กซ์ อิโวบี้ ที่มีชื่อหลุดมาชิงชัย ฟอร์มโดดเด่นกว่าเป็นไหนๆ นอกจากนี้รางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของแมนฯยูไนเต็ด ก็ยังไม่มี แรชฟอร์ด ทะลุมาเป็นแคนดิเดตด้วยซ้ำไป เขายังสู้ คริสเตียน เอริกเซ่น , ราฟาแอล วาราน หรือ เจดอน ซานโช่ ไม่ได้เลย มันจึงคล้ายขัดแย้งกันจริงๆ คุณไม่ได้ลุ้นของสโมสร แต่กลับมาคว้าของพรีเมียร์ลีก ฟังดูแล้วพิลึกพิลั่นอย่างที่ว่านั่นแหล่ะ รางวัลนี้มีทั้งเปิดให้แฟนบอลมาร่วมโหวต ผู้เชี่ยวชาญด้านลูกหนังและกัปตันทีมแต่ละสโมสรลงคะแนน คิดจาก 10 เปอร์เซ็นต์สุดท้าย ซึ่งมันจะมีตัวแปรสำคัญมาจากแฟนบอลนี่แหล่ะ เพราะแฟนบอลทีมไหน ก็ต้องลงคะแนนให้นักเตะในทีมที่เชียร์หรือชื่นชอบเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันหากพิจารณากันที่ภาพรวม แรชฟอร์ด ไม่ได้โดดเด่นสักเท่าไร ถึงขนาดต้องร้องว้าวกันเลย อาจจะแค่ยิงประตูได้ในเกมใหญ่ เช่นเดียวกับการแอสซิสต์ นั่นจึงเกิดข้อสงสัยและการตั้งคำถามขึ้นมา เพราะขนาดของสโมสรยังไม่ติดเป็นแคนดิเดตเลย กลับกันถ้าอย่างนี้ เอริกเซ่น ก็สมควรมีชื่อเข้าชิงในรอบสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกไม่ใช่หรือ? เมื่อกวาดคะแนนอย่างเป็นเอกฉันด์ขาดลอย จากการเลือกของเร้ด อาร์มี่ อย่างไรก็ตามเรื่องของรางวัลประจำเดือนในลักษณะนี้ จึงมีเสียงวิจารณ์ในแง่ความน่าเชื่อถือ มันดูขัดแย้งไปจากความจริงไม่น้อยเลย ขนาด เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าเก่งกาจไร้เทียมทานแค่ไหน ยังไม่เคยได้สัมผัสรางวัลยอดแข้งประจำเดือนพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ย้ายมาในปี 2015 ทั้งที่ครองของพีเอฟเอ ซึ่งเป็นรางวัลแห่งปีและเลือกจากนักเตะอาชีพด้วยกันถึง 2 สมัยซ้อน ตอนที่รู้ว่า แรชฟอร์ด ได้รางวัลดังกล่าว มีแฟนบอลรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า เดี๋ยวไว้ดูกันในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ดีกว่า จะพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าเจ๋งจนคู่ควรหรือไม่ พอผลการแข่งขันออกมา แมนฯซิตี้เป็นฝ่ายปูพรมถล่มยับ 6-3 เสียงหัวเราะขำขันก็ดังขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ หนักกว่านั้นคือ แรชชี่ แทบไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไรเลย แม้จะได้ออกสตาร์ตในบทบาทกองหน้าตัวเป้าก็ตาม ตรงกันข้ามก็คือ เขาโดนตำหนิติเตียนมากกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ มันยิ่งตอกย้ำว่ารางวัลล่าสุดที่ได้รับไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นอกจากไม่มีโอกาสสับไกเลยสักครั้งในเกมที่เอติฮัต สเตเดี้ยม ยังไม่อาจฝ่าแนวนับของเจ้าบ้าน ซึ่งใช้คู่เซ็นเตอร์แบ็กอย่าง เนธาน อาเก้ กับ มานูเอล อาคานจี ลงทำงานร่วมกันอีก แรกทีเดียวเมื่อเห็นไลน์อัพ สาวกปีศาจแดงย่อมตื่นเต้นไม่น้อยเลย ซิตี้ขาดตัวหลักเยอะมาก โดยเฉพาะแนวรับและเมื่อรวมกับ โรดรี้ กองกลางคนสำคัญที่เจ็บจากฝึกซ้อมเพิ่ม ประกายความหวังจึงถูกจุดขึ้นมา อีกด้านก็คือ แรชฟอร์ด ถูกมองว่ากำลังเข้าฝักเข้าฟอร์ม กลับมาเฉียบคมในจังหวะเผด็จศึก ดังนั้นอาจได้เห็นทีเด็ดกัน ความจริงมันโหดร้ายและแตกต่างจากสิ่งที่คาดหวังไว้มากมาย แรชชี่ แทบไม่มีตัวตนอะไรเลย หนักกว่านั้นคือ ภาพลักษณ์เดิมๆก็ยังคงอยู่ สลัดอย่างไรก็ยากที่จะหลุด นั่นคือคำถามเรื่องความมุ่งมั่นว่ามากเพียงพอหรือยัง? ด้วยแนวทางของ เอริก เทนฮาก ทุกคนต่างรับรู้ดีว่า เป็นฟุตบอลสไตล์เพรสซิ่ง วิ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ พยายามเอาบอลแย่งกลับมาครอบครองได้เร็วที่สุด นักเตะเอาท์ฟิลด์ทั้ง 10 คน ต้องขยันบากบั่นทำงานหนักร่วมกัน สำหรับการตอบสนองแท็คติก อย่างไรก็ตามการกดดันผู้เล่นซิตี้จากแดนบน แทบไม่มีให้เห็นเลย ไม่ได้จะโยนความผิดให้ แรชชี่ คนเดียวหรอก คนอื่นก็แย่ด้วยเช่นกัน แต่นี่คือผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนคนล่าสุด จึงต้องถูกเพ่งเล็งมากกว่าใคร ในขณะเดียวกัน เขายังคงลักษณะอ่อนปวกเปียกเอาไว้ วิ่งเพรสเหมือนเสียไม่ได้ เอาแค่พอเป็นพิธี แทนที่จะไล่ให้สุด มีพลังเท่าไร ซ้อมมาอย่างไรอัดให้เต็มสูบ หากเทียบกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่พยายามวิ่ง วิ่ง วิ่ง เพื่อทำเป็นแบบอย่างของกัปตันทีม แฟนแมนฯยูไนเต็ดก็ยิ่งผิดหวังกับ แรชฟอร์ด หนักมากเข้าไปอีก ต้องไม่ลืมว่า นี่คือนักเตะที่เติบโตมาจากอะคาเดมี่ เป็นลูกหม้อขนานแท้ อยู่มาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ไหนจะเป็นแมนคูเนี่ยน เกิดที่แมนเชสเตอร์และมอบหัวใจให้ยูไนเต็ด บวกกับขึ้นชุดใหญ่สร้างชื่อมานาน 5-6 ปีแล้ว ควรก้าวขึ้นเป็นเสาหลักอย่างเต็มตัว โชว์ความเป็นผู้นำที่ควรมี แต่ตรงนี้เราแทบไม่เห็นกันเลย ช่วงขึ้นมาใหม่ๆ แรชชี่ คือความภาคภูมิใจของสโมสร แฟนบอลต่างปลาบปลื้ม ตั้งความหวังไว้สูงเป็นธรรมดา เมื่อมาเจออย่างนี้เข้า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกแย่ไปตามๆกัน อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่า เอริก เทนฮาก น่าจะชื่นชอบและพยายามซื้อใจแข้งรายนี้ อาจเพราะซ้อมดี รวมทั้งมีแววว่าจะเค้นฟอร์มให้กลับมาเจ๋งได้อีก ดังนั้นประตูโอกาสจึงเปิดต้อนรับเสมอ แต่ต้องไม่ลืมว่า โอกาสไม่ได้มาตลอดและไม่ได้มีให้ทุกวัน โดยเฉพาะไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่ไม่รู้จักปรับปรุง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แรชชี่ จะต้องดิ้นรนเพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ พิสูจน์ว่าดีพอสำหรับการเป็นตัวจริงของแมนฯยูไนเต็ด ดีพอที่จะทำให้แฟนบอลเกิดความภาคภูมิ ขณะเดียวกันก็ดีพอสำหรับกลับมาติดธงช่วยทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่จะเริ่มฟาดแข้งกันในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้วด้วย ถึงตอนนี้ไม่มีอะไรมาการันตีเลยว่า เขาจะเป็น 1 ใน 26 ขุนพลที่มีชื่อติดไปด้วย จึงต้องพยายามทำผลงานที่เหลือกับแมนฯยูไนเต็ดอีก 12 นัดให้ดีที่สุด ก่อนมีการประกาศตัว ที่สำคัญอย่าให้ความภาคภูมิใจที่แฟนๆเคยมีให้มันสลายไปกับสายลมเลย ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ล้มล้างวัฒนธรรมเดิม ]

จากข้อมูลซึ่งอ้างจากแหล่งข่าววงในของ เจมส์ ดั๊คเกอร์ นักข่าวของเดลี่ เทเลกราฟ ถือว่าต้องติดตามกันให้ดีเลยทีเดียว หลังความพ่ายแพ้ให้แมนฯซิตี้แบบหมดสภาพเพียงแค่วันเดียว ดั๊คเกอร์ เปิดเผยว่า เอริก เทนฮาก ฉุนเฉียวอย่างมากและเตรียมจะร้องขอไปยังฝ่ายบริหารแมนฯยูไนเต็ด เพื่อเบรกการเจรจาขยายสัญญาผู้เล่นไปก่อน เหตุการณ์ที่เอติฮัต สเตเดี้ยมเมื่อวันอาทิตย์ เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ขุมกำลังขบวนปัจจุบันของปีศาจแดง ยังมีปัญหาที่ไม่สามารถจะแก้ไขเพื่อก้าวผ่านไปง่ายๆ ก่อนหน้านี้ในพรีเมียร์ลีก 4 เกม เริ่มตั้งแต่เชือดลิเวอร์พูล , เซาธ์แฮมป์ตัน , เลสเตอร์และอาร์เซน่อล ล้วนสร้างความประทับใจให้แฟนๆอย่างมาก แม้จะรู้ดีว่าต้องจูนกันอีกไม่น้อยเลย 2 เกมใหญ่ที่ล้มทั้งหงส์แดงกับปืนโต พอจะเบาใจได้ในระดับหนึ่งเลย อย่างน้อยเผชิญหน้าทีมในเลเวลเดียวกัน ก็ไม่ได้มีความหวั่นเกรงอย่างใด พอเปลี่ยนมาเป็นแมนฯซิตี้ เข้าใจได้ว่าต้องเป็นทีมเยือน ยังไงก็งานหินกว่าปักหลักซดในรัง แต่ก็ไม่น่าถึงขั้นเปื่อยยุ่ยจนไม่หลงเหลือสภาพ โดยเฉพาะในครึ่งแรก สร้างความผิดหวังให้สาวกในสนาม ถึงขนาดรับไม่ได้จนต้องเผ่นกลับบ้านก่อน ไม่ต้องดูกันล่ะอีกครึ่งที่เหลือ นักเตะหลายคนไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นทุ่มเทมากพอ หากเทียบกับ 4 นัดในลีกที่กวาด 12 แต้มเต็ม เมื่อคุณไม่อาจรักษามาตรฐานได้ ก็ต้องโดนลงโทษอย่างนี้แหล่ะ เดิมทีเชื่อว่า เทนฮาก น่าไว้วางใจลูกทีมมากขึ้นตามลำดับ ทว่าพอมีสะดุดในศึกผ่าเมือง คงต้องกลับไปทบทวนกันใหม่ กุนซือดัตช์มองทะลุปรุโปร่งเลยว่า หนึ่งในสาเหตุทำให้นักเตะบางราย ไม่กระตือรือร้นตามขีดความสามารถ น่าจะมาจากความรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ในคอมฟอร์ทโซน คอมฟอร์ทโซนในความหมายของ เทนฮาก คือการมีสัญญาระยะยาว รวมถึงอ็อปชั่นกันเหนียวไว้ นักเตะคนไหนได้รับไปก็ต้องบอกว่าสบายกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีค่าจ้างมหาศาลอีกด้วย เงินจำนวนนับแสนปอนด์ถูกโอนเข้าบัญชีในทุกสัปดาห์ เรียกว่าชีวิตมั่นคงไม่ต้องดิ้นรนอะไร หากไม่มือเติบหน้าใหญ่โอเวอร์เกินจริง ยังไงกินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ยกตัวอย่าง ดาบิด เด เคอา ซึ่งยืดสัญญากับแมนฯยูไนเต็ดมาตั้งแต่ปี 2019 ยาวไปจนถึงปี 2023 รวมทั้งมีอ็อปชั่นพ่วงอีก 1 ปี โดยฟันค่าเหนื่อยวีกละ 375,000 ปอนด์ จากสัญญาฉบับปัจจุบันจะหมดลงในซัมเมอร์หน้า แนวโน้มที่สโมสรจะใช้อ็อปชั่นเพื่อขวางไม่ให้ย้ายฟรีมีสูงอยู่แล้ว ยังไงก็น่าจะปักหลักถึงปี 2024 จากนั้นค่อยว่ากันอีกที เวลายังเหลือเฟือ ดีโอโก้ ดาโล่ต์ , มาร์คัส แรชฟอร์ด และ ลุค ชอว์ ก็อยู่ในเคสเดียวกันเลย ทางสโมสรจะเป็นฝ่ายตัดสินใจใช้อ็อปชั่นเอง สำหรับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ สัญญาจะครบเทอมฤดูร้อนปี 2024 และมีอ็อปชั่นติดไว้อีก 1 ปี การทำสัญญาผู้เล่นในลักษณะนี้เกิดขึ้นจากยุค เอ็ด วู้ดเวิร์ดส์ เป็นซีอีโอ โน้มน้าวให้นักเตะต่อสัญญากันง่ายขึ้น เพราะส่วนมากต้องคิดว่าสโมสรคงไม่อยากเสียไปฟรีๆแน่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องงัดอ็อปชั่นมาเป็นเหมือนตัวประกันไว้ก่อน ปอล ป็อกบา หรือ เจสซี่ ลินการ์ด ก็ถูกใช้อ็อปชั่นมาก่อนและหากว่า วู้ดเวิร์ดส์ ยังเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร รับรองว่าต้องเกลี้ยกล่อมให้เซ็นสัญญาใหม่ โดยยอมจ่ายค่าจ้างในเรตสูงลิบ นโยบายของ วู้ดเวิร์ดส์ นับว่าแปลกประหลาดเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินแก้ปัญาหา ขนาดที่ว่าเมื่อ 3 ปีก่อน ยอมประเคนค่าจ้างก้อนใหญ่ให้ ดาบิด เด เคอา ขนาดนั้น เพื่อรั้งให้อยู่ต่อ ไม่ได้คิดถึงผลกระทบจะตามมาเลย เอาแค่วันนี้ให้ตัวเองรอดก่อน เจมส์ ดั๊คเกอร์ ยังบอกอีกด้วยว่า เทนฮาก ไม่พอใจวิธีการเช่นนี้เลย มันทำลายโครงสร้างพังยับ ค่าจ้างของนักเตะมีความเหลื่อมล้ำ ส่อให้เกิดความขัดแย้งภายในง่ายขึ้นไม่พอ ยังมีติดอ็อปชั่นเอาไว้เกือบทุกคนที่มีการเจรจาสัญญาใหม่ ซึ่งไม่ช่วยให้สโมสรได้เปรียบอย่างที่คิดหรอก ขณะเดียวกันอีกจุดที่ เทนฮาก ไม่แฮปปี้ก็คือ วู้ดเวิร์ดส์ พร้อมตอบแทนนักเตะที่อยู่กับทีมมายาวนาน ด้วยสัญญาใหม่เงื่อนไขเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟิล โจนส์ หรือ ฆวน มาต้า ล้วนแต่ได้รับทั้งสิ้น รวมทั้งใช้เหตุผลว่า พวกนี้มีความซื่อสัตย์และเป็นมืออาชีพ น่าจะเป็นตัวอย่างให้กับเด็กรุ่นหลัง ซึมซับรับเอาไปใช้กับตัวเองบ้าง แล้วยังมีพูดถึงประโยชน์ในสนามซ้อมด้วย แต่ในทางกลับกันคุณขยายสัญญาผู้เล่นเหล่านี้ ต้องแบกค่าจ้างนับแสนปอนด์ต่อวีก โดยที่แทบไม่ได้ส่งลงเล่นเลยแล้วจะต่อทำไม ไม่ต้องมองไกลหรอก ฟิล โจนส์ ที่เจ็บออดแอดเรื่อยมา ยังได้สัญญาใหม่เซ็นกันในปี 2019 พร้อมมีข้อเสนอเทสติโมเนี่ยลแมตช์หรือเกมเกียรติยศให้อีกต่างหาก ทั้งที่รู้กันอยู่ว่า คงยากมากๆที่จะใช้งานนักเตะคนนี้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ร่างกายเปราะบางจนเกินกว่าเยียวยา กลับมาลงสนามได้ครบ 90 นาที ก็ยังดันทุรังเก็บไว้ เข้าใจว่าทั้ง มาต้า และ โจนส์ นิสัยดีงาม เฟรนด์ลี่ย์มากๆ แต่มันต้องมองในแง่ความเป็นมืออาชีพก่อน ไม่ใช่เน้นแค่เรื่องโลกสวยเท่านั้น แล้วทีนี้เมื่อมองย้อนกลับมาที่ผลงานล่ะเป็นอย่างไร เมื่อคุณสะสมถมนักเตะเก่าเอาไว้เรื่อยๆ มันก็เป็นการกีดขวางแข้งใหม่เข้ามาอีก เก่าไม่ไป ใหม่ก็มายาก เจ้าของทีมก็บอกต้องปล่อยออกไปบ้าง แล้วมันปล่อยง่ายซะที่ไหนกัน มาเจออย่างนี้เข้า เทนฮาก ก็ปวดหัวตึ้บเลยทีเดียว จึงมีข่าวว่าเตรียมจะทลายระบบเดิมของ วู้ดเวิร์ดส์ ที่นานวันจะกลายเป็นวัฒนธรรมในทีมเข้าไปทุกที รวมถึงจะไม่รีบเจรจาสัญญาใหม่ของนักเตะทุกคนที่ใกล้หมด จนกว่าจะจบทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกในเดือนธันวาคม ตอนนี้ขอศึกษาเรียนรู้ลูกทีมไปก่อน ว่ากันตามตรงการบริหารงานในลักษณะนี้ ใครก็รู้ว่ามันไม่เหมาะสม ผิดบิดเบี้ยวไปจากความจริง ยกเว้นผู้บริหารแมนฯยูไนเต็ดในช่วง วู้ดเวิร์ดส์ เรืองอำนาจและคิดว่าข้านี่เจ๋งกว่าใคร ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ทีมจะพังมายาวนาน นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก วู้ดเวิร์ดส์ ได้เข้ามาแทน เดวิด กิลล์ แค่ 4 เดือนเท่านั้น ได้ยินอย่างนี้บรรดาแฟนแมนฯยูไนเต็ด คงเอาใจช่วยให้ เทนฮาก ทลายกำแพงที่ผู้บริหารชุดเก่าสร้างเอาไว้ให้สำเร็จด้วย ไม่อย่างนั้นก็ยากที่จะฟื้นขึ้นมาและรักษามาตรฐานได้เหมือนในอดีตแน่ -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อย่าปล่อยให้แบ็กเคว้ง ]

เป็นไปอย่างที่คาดไว้ หลังความปราชัยอย่างย่อยยับในศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ บรรดากูรูพันดิตทั้งหลายจะต้องบี้ผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดอย่างหนัก มีความผิดพลาดเกิดขึ้นมากมายหลายจุด ไล่ตั้งแต่ข้างหลังยาวไปยันข้างหน้า ตัดเกรดคะแนนออกมา พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าสอบตกกราวรูดเลยทีเดียว เอริก เทนฮาก เรียกนักเตะและสต๊าฟฟ์มาประชุมกันที่ศูนย์ฝีกแคร์ริงตันในช่วงสายวันจันทร์ เพื่อประเมินว่าต้องปรับปรุงตรงไหนบ้างและเกิดอะไรขึ้น ถึงได้เล่นต่ำกว่ามาตรฐาน ขณะเดียวกันก็ยินดีให้ทุกคนแสดงความเห็นแบบอิสระ เอาที่อยากพูดเลย เพื่อจะได้เคลียร์กันให้ชัด เพราะต่างคนก็ต่างความคิดและมุมมอง หากมองในแง่บวก ก็จะได้ประมาณว่าไม่มีอะไรน่าเสียใจหรอก คุณมาเยือนแมนฯซิตี้แล้วกลับออกไปด้วยความพ่ายแพ้ ทีมไหนก็โดนกันทั้งนั้นแหล่ะ อีกอย่างได้บทเรียนกลับไปเต็มกระเป๋า เผื่อวันหน้าจะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้มันต้องเข้มสุดๆ ลงไปแล้วต้องวิ่งพล่าน ทำงานกันอย่างหนัก ใส่กันไม่ยั้งชนิดตายเป็นตาย พวกนักเตะที่ย้ายมาใหม่อาจยังต้องเก็บเกี่ยวตรงนี้ แม้กระทั่ง เอริก เทนฮาก เองก็ไม่ต่างกันหรอก ต่างฝ่ายไม่เคยสัมผัสบรรยากาศและตัวตนของศึกผ่าเมือง มาได้ซึมซับก็คราวนี้แหล่ะ เรื่องผู้เล่นหลายคนผิดฟอร์ม สร้างความหงุดหงิดให้กุนซือดัตช์เช่นกัน ไม่ได้เล่นเหมือนที่ซักซ้อมพูดคุยกันไว้ ความกระหายก็ดูลดลงมาก ผิดไปจากเกมชนะลิเวอร์พูลและอาร์เซน่อล จากนี้ เทนฮาก จะเพิ่มมาตรการบางอย่างให้เข้มข้นเข้าไปอีก อย่างน้อยก็เพื่อช่วยกระตุ้นให้บางคนสำนึกบ้าง เท่าที่ผ่านมาคล้ายว่าสบายกันเกินไป สิ่งที่ทำให้เขาไม่ค่อยพอใจก็คือ นักเตะไม่น้อยเลยได้ค่าจ้างสูงแพงเกินจริงมาก จนอาจเกิดความรู้สึกที่ว่า เล่นให้ครบจบกันไป เดี๋ยวก็มีเงินมหาศาลไหลเข้าบัญชี กินทั้งปีทั้งชาติก็ไม่จบ ไหนจะมีสัญญาระยะยาวไว้เป็นหลักประกันอีกล่ะ การอยู่ในคอมฟอร์ทโซน มันดีอย่างนี้นี่เอง จากนี้เขาจะเข้มงวดเรื่องสัญญาฉบับใหม่มากยิ่งขึ้น นักเตะคนไหนจะได้รับข้อเสนอสำหรับขยายต่อหรือไม่ ต้องถูกพิจารณามากเป็นพิเศษ ไม่ใช่หยิบยื่นให้กันง่ายๆเหมือนเมื่อก่อน แถมประเคนค่าจ้างโอเวอร์อีก กลุ่มผู้เล่นปัจจุบันที่สัญญาใกล้จะหมดและเตรียมใช้อ็อปชั่นตามที่มีพ่วงไว้นั้น ยังไม่รีบร้อนเจรจา ขอดูอีกครั้งหลังจบฟุตบอลโลกในช่วงก่อนคริสต์มาสนี้ จากรายงานของไทม์สปอร์ส ระบุไว้ว่า เทนฮาก อยากจะลบภาพเก่าๆ วัฒนธรรมเดิมในเรื่องสัญญาผู้เล่น ควรรอบคอบรัดกุม สโมสรต้องไม่เสียเปรียบมากเกินไปและนักเตะไม่รู้สึกว่าสบายจนไม่กระตือรือร้นพอ นี่คือมุมมองของ เทนฮาก ที่น่าสนใจมากๆ เพราะผ่านการคุมทีมระดับเล็กและกลางๆมาก่อน ได้ประสบการณ์เรื่องนี้มาพอสมควร ฉะนั้นสโมสรต้องปรับปรุงเรื่องสัญญาผู้เล่นและเขาต้องได้สิทธิ์ขาดสุดท้าย ว่าไปแล้วเป็นเรื่องดีเลยทีเดียว เราได้เห็นผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดไม่น้อย ผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะกลุ่มแข้งเก่า ซึ่งฟันค่าจ้างในเรตสูงลิบเกินความสามารถ เรื่องนี้โยงไปยังการแสดงความเห็นของ พอล สโคลส์ ผ่านทางอินสตาแกรมอีกด้วย ตำนานแมนฯยูไนเต็ด อัพรูปของ ไรอัน กิ๊กส์ กอดแสดงความดีใจกับ เดวิด เบ็คแฮม พร้อมแคปชั่นว่า -- "ใครจำได้บ้างว่ามีปีกลงไปช่วยฟูลแบ็กกันเมื่อไร?" ไม่ต้องอธิบายอะไรให้เวิ่นเว้อ เราก็น่าจะพอรับรู้ได้ว่า สโคลส์ ต้องการสื่อไปถึงเรื่องอะไรกันแน่ ย้อนไปยังยุคเฟื่องฟูของสโมสร โดยเฉพาะช่วงเวลาที่นักเตะคลาส ออฟ 92 เติบใหญ่มาจากอะคาเดมี่ พัฒนาจนรุดหน้า ฝีเท้าแกร่งกล้าไม่กลัวใคร หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยผลักดันก็คือ ความขยันทุ่มเท ไม่ว่าจะเป็น กิ๊กส์ หรือ เบ็คส์ ต่อให้ถูกยกย่องเป็นซูเปอร์สตาร์ หล่อทั้งหน้าตาและความสามารถ แต่พวกเขาไม่เคยแสดงอาการขี้แอ็กหรือติดเก๊กเลยสักนิด ยามลงไปในสนามไม่ใช่แค่พุ่งทะยานไปข้างหน้า ดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อสร้างโอกาสนำไปสู่การได้ประตูเท่านั้น แต่ยังควบตะบึงลงมาช่วยเกมรับอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ฟูลแบ็กต้องง่วนกับการป้องกันการโจมตีเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะ เดนิส เออร์วิน หรือ แกรี่ เนวิลล์ แบ็กซ้ายกับขวาในยุคดังกล่าว ล้วนเบาใจได้มาก เมื่อมีผู้เล่นทีมที่พร้อมจะช่วยเหลือ อย่างไม่เคยคิดเกี่ยงงอนว่าไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง พอมองกลับมายังแข้งชุดปัจจุบันและโฟกัสยังเกมล่าสุด เจดอน ซานโช่ กับ อันโตนี่ ตัวรุกริมเส้นทั้งสองฝั่ง ย่อมโดนตั้งคำถามด้วยความสงสัยอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งคู่แทบไม่ได้ถอยมาช่วยเกมรับเลย มีบ้างที่วิ่งมาคอยซ้อน แต่มันก็ยังไม่มากพอหรอก หากเทียบกับสิ่งที่ เทนฮาก ต้องการอยากเห็น รวมทั้งเกมนัดล้มลิเวอร์พูล ซึ่งชัดเจนว่าแข้งแมนฯยูไนเต็ดทำงานกันหนักกว่า เมื่อพวกตัวบนๆทั้งหลาย ไม่วิ่งให้สุด ไม่เพรสซิ่งหนักๆชนิดกัดไม่ปล่อย ไม่ได้บอลกลับมาไม่ยอมแพ้ ผลมันก็เลยออกมาอย่างที่เห็น ซานโช่ ซึ่งเค้นจนฟอร์มกลับมาน่าสนใจ โดยเฉพาะจังหวะเคลื่อนไหวเข้าในกรอบเขตโทษเพื่อทำประตู ก็ดร็อปลงอีกจนได้ ในขณะที่คุณรับค่าจ้าง 340,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์และมีค่าตัวมากกว่า 70 ล้านปอนด์ มันก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่ากันบ้าง สโมสรลงทุนไปไม่ใช่น้อยๆเลย ส่วน อันโตนี่ ก็ต้องเรียนรู้ตรงจุดนี้มากยิ่งขึ้นอีก อย่าเอาแต่สนใจแค่เกมรุก จนโยนภาระให้พวกผู้เล่นแนวรับ ในช่วงที่โดนกระหน่ำโจมตี ต้องเร่งฝีเท้าลงมาซ้อนอีกด่านทันที ไม่ต้องอะไรมาก เขาน่าจะรู้สึกได้อยู่แล้ว เวลาที่ได้บอลจะเจอแข้งแมนฯซิตี้มายืนขวางอย่างน้อย 2 คนเสมอ แทบไม่มีทางขยับได้เลย คุณก็ต้องเล่นอย่างนั้นด้วยเช่นกัน ทันทีที่โพสต์ของ สโคลส์ เผยแพร่จนกลายเป็นไวรัล มีเสียงความคิดเห็นมากมาย ส่วนใหญ่คล้อยตามด้วย แม้จะพอรู้บ้างว่าฟุตบอลสมัยก่อนกับปัจจุบัน มีตัวแปรและเงื่อนไขแตกต่างสารพัด แต่แน่ๆสิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือ คุณต้องมีความขยันบากบั่นพากเพียร ทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นผู้ชนะ ไม่ใช่แค่นัดสองนัด แล้วมาภาคภูมิกับภารกิจบรรลุเป้าหมาย มันต้องเอาให้สุดทุกเกมเลย ซานโช่ และ อันโตนี่ จำต้องพิจารณาผลงานการเล่นเกมรับของตนด้วย อย่ามองข้ามเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะโดนอดีตนักเตะ ว่ากล่าวตักเตือนอย่างนี้แหล่ะ ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #การบ้านบานตะเกียง ]

ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับที่เอติฮัต สเตเดี้ยม ทำให้ เอริก เทนฮาก ต้องกลับมาทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นและจะต้องแก้ไขกันอย่างไร ต้องยอมรับว่า 45 นาทีแรกของแมนฯยูไนเต็ด มันเลวร้ายอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน พวกเขาเสียประตูง่ายเกิน เกมรับหละหลวมทั้งที่มีสถิติสวยงามมาก่อนหน้าด้วย แม้มีลูกฮึดยิงคืนมาได้ 3 ประตูในครึ่งหลัง โชว์สปิริตให้เห็นกันบ้าง แต่ในอีกด้านแมนฯซิตี้เพลาเครื่องเอง จึงเปิดโอกาสให้คู่แข่งสร้างโอกาสมากยิ่งขึ้น ว่ากันตามตรงถึงภาพรวมแล้ว บอกได้เลยอย่างไม่ต้องคิดมากว่าน่าผิดหวังอย่างที่สุด หากเทียบผลงานในลีก 4 นัดก่อนหน้า ที่เริ่มเห็นแววดีมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะเกมเฆี่ยนลิเวอร์พูลและอาร์เซน่อล ยิ่งพอเห็นไลน์อัพด้วยแล้ว เหมือนประกายความหวังของสาวกแมนฯยูไนเต็ด ถูกจุดให้สว่างจ้ากว่าเดิม เพราะตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กไร้เงา รูเบน ดิอาส อีกทั้ง จอห์น สโตนส์ ก็บาดเจ็บ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จึงจำต้องใช้บริการ มานูเอล อาคานจี ยืนผนึก เนธาน อาเก้ ซิตี้ยังมีข่าวร้ายเพิ่มอีก โรดรี้ หัวใจแดนกลางหน้าแผงแบ็กโฟร์ เกิดบาดเจ็บกะทันหันตอนซ้อม เลยต้องปรับกระบวนกันใหม่ อิลคาย กุนโดกัน ถอยมาประจำการแทน ในขณะที่ เอริก เทนฮาก ยังคงสามารถใช้ผู้เล่น 11 คนแรกที่ดีสุดเวลานี้แบบครบถ้วน ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจได้อีกไม่น้อยเลย มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่เพิ่งรับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกของเดือนกันยายน เรียกความฟิตกลับมาทันถูกเลือกออกสตาร์ต เบียดทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ไปนั่งสำรอง เทนฮาก เคยให้สัมภาษณ์ในทำนองที่น่าเชื่อได้ว่าชื่นชอบ แรชฟอร์ด เป็นการส่วนตัว หวังจะใช้ประโยชน์จากความเร็วและสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง เพรสซิ่งแดนบน รวมถึงก่อกวนแนวรับฝ่ายตรงข้าม แต่พอเอาเอาเข้าจริง แรชชี่ กลับไม่ได้ทำอย่างที่นัดกันไว้เลย จ่ายบอลพลาดง่ายๆอย่างไม่สมควร จนทำให้เพื่อนเสียงจังหวะไปหมด รวมทั้งโยนความรับผิดชอบให้ ไทริลล์ มาลาเซีย ที่โดนใบเหลืองอย่างไม่สมควร นอกจากนี้ยังวิ่งบีบพื้นที่แบบกั๊กๆ ทั้งที่ควรสปรินท์ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ช่วงโปรแกรมทีมชาติก็ไม่ได้ไปเล่น ได้พักฟื้นฟูกันอย่างเต็มสูบ กลับขาดความกระตือรือร้น ฟอร์มที่เห็นทำให้เกิดความขัดแย้งชัดๆ เพราะเพิ่งคว้ารางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนพรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ ควรต้องโชว์ให้เป็นที่ประจักษ์มากกว่านี้อีก เจดอน ซานโช่ เองก็ดูผิดไปจากเดิม เสียบอลง่ายมาก แทนที่จะฉวยจังหวะที่ซิตี้พลาดแล้วสวนกลับอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ อันโตนี่ ก็ยืนชิดเส้นเกิน แล้วพอเจอซ้อนสองด่านก็ขยับหนีลำบาก ยังดีที่ว่ามีลูกยิงปั่นโค้งอย่างสวยงามมาช่วยปลอบประโลมได้บ้าง แดนหน้าเหลือเพียง บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีมที่พยายามวิ่งพล่านเพรสซิ่งเยอะกว่าใคร ทว่าขยันขันแข็งคนเดียว ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะฟุตบอลเล่นกัน 11 คน จะต้องไม่กินแรงเพื่อน เมื่อข้างหน้าวิ่งน้อย ตรงกลางกับข้างหลังก็เหนื่อย แมนฯซิตี้จึงพาบอลเข้าเขตอันตรายได้อย่างต่อเนื่องและนำไปสู่การได้ 4 ประตูในครึ่งแรกนั่นแหล่ะ อาการบาดเจ็บของ ราฟาแอล วาราน ซึ่งฝืนเล่นต่อไม่ไหว ต้องถูกเปลี่ยนออกตั้งแต่ครึ่งแรก เพิ่มความหวาดหวั่นให้อีกทวีคูณเลย เท่าที่ผ่านมาปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศส แสดงให้เห็นแล้วว่ายกระดับเป็นผู้บัญชาเกมรับ คอยตะโกนสั่งและจัดระเบียบเพื่อนร่วมทีม ส่งผลให้หลังบ้านได้รับการขันนอตให้แน่นหนา แต่เมื่อไม่มีเขาอยู่ในสนาม เชื่อว่าน่าจะสร้างความสับสนกับเพื่อนๆได้ไม่น้อยเลย ช่วงแรกที่ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ลงมาน่าจะพอสังเกตเห็นกันบ้าง จากผลงานนักเตะทุกคนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน เทนฮาก ออกอาการผิดหวัง โดยชี้ไปที่ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่น ลงไปเล่นแบบลนลาน เหมือนพวกตื่นสนาม เกร็งเกินไปจนพลาดทำเสียกันเอง เมื่อบวกกับเกมรุกอันดุดันโหดเหี้ยมของแมนฯซิตี้ ที่ขึ้นมาแต่ละครั้งได้ลุ้นประตูอยู่ตลอด มันจึงเป็นเรื่องแย่ของแมนฯยูไนเต็ดแบบทวีคูณ ทั้ง เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ และ ฟิล โฟเด้น ต่างร้อนแรงพร้อมกันอีกระเบิดคนละแฮตทริก แจ็ค กรีลิช เองก็เล่นงานแนวรับปีศาจแดงอย่างสนุกสนานเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก แล้ว เควิน เดอ บรอยน์ ก็เล่นได้ตามมาตรฐาน บอลที่ออกจากเท้าในจังหวะได้เสียของเขายังคงความอันตรายไม่เปลี่ยนแปลง เทนฮาก จึงให้เครดิตแมนฯซิตี้ พร้อมยกย่องเลยว่าเหนือกว่าแมนฯยูไนเต็ดชนิดข่มกันคนละเบอร์เลย ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กุนซือดัตช์มองเห็น นำไปปรับปรุงแก้ไข เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่อาจช่วยให้แข็งแกร่งมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม เทนฮาก มักพูดอยู่เสมอว่า ทีมยังไม่ได้ดีอย่างที่แฟนบอลตั้งความหวังกันหรอก มีอีกหลายจุดให้ต้องพัฒนา จำต้องทำงานให้หนักกว่าเก่าอีก ซึ่งเขามองทะลุปรุโปร่งและน่าจะเจียมเนื้อเจียมตัวมากพอ ในขณะเดียวกันถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน 11 คนแรกที่เคยคิดว่าดีสุดก่อนหน้านี้ ในแดนกลางโอกาสน่าจะเป็นของ กาเซมีโร่ ทดแทน สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ หลังจากที่นั่งคอยโอกาสมาพักหนึ่ง ส่วนตำแหน่งหน้าเป้า อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ดูจะมีคุณภาพมากสุดในเวลานี้ ถูกเปลี่ยนลงมาพร้อมกับ 2 ประตู ถือว่าเป็นผลงานส่วนตัวไม่เลวเลย แบ็กซ้ายก็น่าติดตาม ลุค ชอว์ ที่ดูมั่นใจมากขึ้น จากผลพวงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ มีลุ้นทวงตำแหน่งจาก ไทริลล์ มาลาเซีย ที่บางคราวไม่นิ่งพอจะต่อสู้กับแรงกดดัน ตัวรุกริมเส้นก็น่าจะปล่อย แอนโธนี่ เอลังก้า หรือ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ใช้ความสดโจมตีบ้าง ในเมื่อพวกตัวหลักเริ่มแผ่ว พลาดอย่างไม่สมควร การมีผู้เล่น 11 คนแรกแบบชัดเจนมันดีอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับความจริงว่าคุณภาพนักเตะแมนฯยูไนเต็ดบางคน ยังไม่ดีพอสำหรับเกมในลักษณะนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้เวลา เทนฮาก คลำทางตามรูปแบบที่วางเอาไว้กันต่อไป แฟนบอลอย่าคาดหวังจนหลงเข้ารกเข้าพง เป้าหมายของทีมคือท็อปโฟร์ ไม่ใช่การลุ้นแชมป์ บทเรียนจากศึกผ่าเมือง ช่วยกระตุกให้มองเห็นอะไรบางอย่างและต้องติดตามดูว่า เทนฮาก มีวิธีจัดการแบบไหน ที่สำคัญต้องรีบลุกให้เร็วที่สุด เหมือนอย่างที่แพ้มา 2 เกมแรก แล้วกลับมาโค่นลิเวอร์พูลได้นั่นแหล่ะ เพราะจากนี้เกมของแมนฯยูไนเต็ดจะชุกมากๆ จนกว่าฟุตบอลโลกเดินทางมาถึง เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงกันอีกแน่ ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อาจต้องยอมปล่อยมือ ]

ในยุคของ เอ็ด วู้ดเวิร์ดส์ เป็นซีอีโอแมนฯยูไนเต็ด เราสังเกตได้จากแนวทางการเซ็นหรือขยายสัญญานักเตะ มักจะมีอ็อปชั่นพ่วงท้ายมาด้วย 1 ปีเสมอ การมีอ็อปชั่นในลักษณะนี้ เหมือนกันเหนียวสำหรับทางสโมสร เอาแบบปลอดภัยไว้ก่อน เผื่อการเจรจาไม่คืบหน้าได้งัดเอามาใช้ มองจากมุมตรงนี้ เราอาจมองกันได้ว่าสโมสรกุมความได้เปรียบ เพราะอ็อปชั่นยืดสัญญา จะเป็นฝ่ายตัดสินใจเองไม่เกี่ยวข้องกับนักเตะ อย่างไรก็ตามมันก็ต้องแลกมาด้วยค่าจ้างที่อาจสูงขึ้นก่อนเซ็นตกลงกัน พวกผู้เล่นคงไม่ยอมง่ายๆ ถ้าไม่มีข้อเสนอดึงดูดมากพอมากระตุ้น ก่อนหน้านี้ทั้ง ปอล ป็อกบา หรือ เจสซี่ ลินการ์ด ล้วนแต่ถูกใช้อ็อปชั่นทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ เอดินสัน คาวานี่ ซึ่งโดนผูกไว้ 1 ปี อย่างไรก็ตามของดาวยิงอุรุกวัย มีเงื่อนไขแนบไว้ หากไม่ขยายด้วยเหตุผลทางครอบครัวแล้วตัวเขาเองย้ายกลับไปเล่นในแถบบ้านเกิดจะไม่อยู่ต่อก็ได้ แม้สโมสรต้องการก็ตาม คริสเตียโน่ โรนัลโด้ , มาร์คัส แรชฟอร์ด , ดีโอโก้ ดาโลต์ หรือ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ต่างก็มีอ็อปชั่นติดไว้ด้วยกันหมด อีกคนที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ ดาบิด เด เคอา นั่นเองและกำลังกลายเป็นปมที่ต้องให้พูดถึงอยู่ในเวลานี้เลย หลายคนน่าจะพอรู้จากข่าวบ้างแล้ว สัญญาฉบับปัจจุบันของนายด่านชาวสเปนจะถึงแค่ซัมเมอร์ 2023 หรืออีกไม่ถึงปี แต่มีอ็อปชั่นกันไว้ 1 ปี แต่ทีนี้ทางบอร์ดแมนฯยูไนเต็ดและต้องนับรวมถึง เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีมด้วย น่าจะกำลังพิจารณากันว่า ใช้อ็อปชั่นเพิ่มอีก 1 ปีให้จบในซัมเมอร์ 2024 ดีหรือเปล่า หากไม่ยอมใช้ปล่อยไว้อย่างนี้ หมายความว่าจงใจยอมเสีย เด เคอา แบบฟรีๆกลางปีหน้าเลย เรื่องนี้น่าจะสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้สาวกไม่น้อยเลย โดยเฉพาะนับตั้งแต่หมดยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นี่คือผู้เล่นคนสำคัญที่คอยช่วยทีมเอาไว้นับไม่ถ้วน ป้องกันไม่ให้เสียประตูทั้งที่น่าจะโดนไปแล้ว ในขณะที่คนอื่นต่างย้ายกันไปตามวิถี แต่สำหรับ เด เคอา แล้วอยู่โยงมายาวนานเกินทศวรรษ แสดงให้เห็นความซื่อสัตย์ด้วย ผลงานของเขาเป็นที่ประจักษ์ แทบไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ได้แข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของทีมมาแล้ว 4 สมัย ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก 5 สมัย เป็นหน้าเป็นตาของแมนฯยูไนเต็ด แม้ในช่วงที่แฟนๆอยากจะเอาปี๊บคลุมหัวด้วยความอับอายก็ตาม ไม่นับเป็นมรดกตกทอดมาจาก เฟอร์กี้ รับใช้ทีมมายาวนานและยังเป็นนักเตะที่บรมกุนซือลงทุนไม่คุมทีมในวันมีแมตช์ แล้วบินไปดูฟอร์มถึงสเปน ก่อนจะตัดสินใจเซ็นมาจากแอตเลติโก้ มาดริดในซัมเมอร์ปี 2011 ช่วงมาใหม่ๆร่างกายผอมกะหร่องก๋องแก๋งมาก ดูไม่ค่อยมีสง่าราศีผู้รักษาประตูตัวท็อปอย่างที่ร่ำลือกันเลย ในขณะเดียวกันยังมีข่าวไม่ค่อยดีตามมาอีก เด เคอา ไม่ค่อยกระตือรือร้นเรื่องการฝึกซ้อมสักเท่าไร ชอบงีบกลางวันตามสไตล์คนสแปนิช แทนที่จะเอาเวลามาเข้ายิมเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่ง รวมถึงไม่สนใจเรียนภาษาอังกฤษไว้ให้คล่อง เพื่อทลายกำแพงการสื่อสาร จะได้ทำความเข้าใจกับโค้ช เพื่อนร่วมทีมหรือพนักงานอื่นๆ จนทาง เอริก สตีล ซึ่งเป็นคนติวเข้มผู้รักษาประตู ต้องเสียเวลาไปศึกษาภาษาสเปน เพื่อมาไว้อธิบายแทน นั่นยังไม่นับเรื่องโภชนาการที่ดูหย่อนยานมาก ชอบกินทาโก้มากๆ ทั้งที่เป็นอาหารไม่ค่อยดีต่อนักกีฬาเท่าไร อีกทั้งยังกินขนมหวานบ่อยๆ ที่โดนจับโป๊ะได้ก็คือไปเข้าร้าน Krispy Kreme โดนัทเจ้าดัง แล้วดันลืมจ่ายเงินเดินออกมาดื้อๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโดนัทกับนักฟุตบอลอาชีพ ย่อมเป็นของต้องห้าม ทั้งแป้งหนาทอดกับน้ำมัน ราดด้วยครีมหวานสุดๆ จึงมีข่าวตามมาว่า เฟอร์กี้ ไม่ค่อยแฮปปี้กับพฤติกรรมนี้สักเท่าไร กว่าที่ เด เคอา จะค่อยๆเรียนรู้ปรับตัว จนรูปลักษณ์เปลี่ยนไป ก็ต้องใช้เวลาเคี่ยวเข็ญกันพอสมควร แต่ถึงที่สุดแล้วเขาก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ เฟอร์กี้ ภาคภูมิใจและคิดว่าไม่เสียเที่ยว อุตส่าห์บินไปดูฟอร์มด้วยตัวเอง เมื่อบวกกับผลงานสุดยอดการเซฟที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก ไม่ว่าจะเหินหาวกลางเวหาปัดด้วยมือเดียวทั้งที่บอลกำลังแหวกอากาศกระแทกตาข่าย รวมทั้งช็อตออกมาบีบมุมอย่างรวดเร็วและใช้ขาเซฟด้วยปฏิกิริยาอันยอดเยี่ยม ภาพเหล่านี้ล้วนเป็นเอกลักษณ์ของ เด เคอา ทั้งสิ้น จนแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดบอกว่านี่คือความภาคภูมิใจเดียวที่หลงเหลืออยู่ อย่างไรก็ตามในผลงานอันน่าตะลึง มันก็ซ่อนจุดอ่อนไว้อย่างไม่น่าเชื่อด้วยเช่นกัน ความผิดพลาดอย่างเช่นการออกมาตัดลูกกลางอากาศไม่ดีพอ บางทีไม่กล้าขึ้นเล่น ไม่ตะโกนสั่งเพื่อนให้มาช่วยเวลาโดนฝ่ายตรงข้ามสกรีน คือประเด็นที่ถูกหยิบมาโจมตี นี่คือจุดด้อยของ เด เคอา ซึ่งสะสมมาช้านานและยังไม่มีวี่แววว่าจะแก้ไขได้อย่างมั่นคง สร้างความอุ่นใจได้มากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนี้การใช้เท้าเล่นบอล ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธวิธีของผู้รักษาประตูสมัยใหม่ก็เป็นอีกปัญหาด้วย ต้องยอมรับความจริงว่า เด เคอา ออกบอลด้วยเท้าแย่หลายจังหวะ ไม่ว่าจะลูกยาวหรือสั้น จนในช่วงปรีซีซั่นเราได้ยิน เอริก เทนฮาก ตะโกนด่าเสียงดังลั่น เพราะโยนยาวแบบไร้เป้าหมาย เสียการครองบอลอย่างไม่จำเป็น เชื่อกันว่าตรงนี้เองทำให้ หลุยส์ เอ็นรีเก้ กุนซือทีมชาติสเปนมองข้าม เด เคอา หั่นชื่อหลุดจากสารบบ นายใหญ่กระทิงดุเคยอธิบายไว้แล้วว่า อยากได้ผู้รักษาประตูที่ช่วยทำให้รู้สึกสงบได้ ไม่ต้องลุ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นคงไม่ใช่ เด เคอา อย่างแน่นอน แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนายด่านดีสุดคนหนึ่งของพรีเมียร์ลีกและระดับท็อปยุโรป แต่เมื่อคุณไม่ดีพอสำหรับทีมชาติ มันก็น่าคิดเหมือนกัน ขณะเดียวกันค่าจ้างที่สูงลิบ 375,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ จากการขยายสัญญาในปี 2019 ก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ ทำให้สโมสรไม่ต้องการเก็บเอาไว้อีก ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แมนฯยูไนเต็ดตกเป็นข่าวพัวพันผู้รักษาประตูหลายคนในระยะนี้ เหมือนจะมีกลิ่นไม่ปกติเกิดขึ้นจริง ในส่วนแฟนบอลเกิดเสียงแตกอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งไม่เห็นด้วยจากเหตุผลที่ว่ามาและคล้อยตามเมื่อมองดูจากข้อเสียบางอย่าง ถ้าพ้นมกราคมไปแล้วยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการใช้อ็อปชั่น เตรียมตัวไว้ได้เลยว่าเราอาจไม่ได้เห็น ดาบิด เด เอคา ยืนเฝ้าเสาในฤดูกาลหน้าอีก นี่คือยุคมีผู้จัดการทีมชื่อ เอริก เทนฮาก ซึ่งเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นได้เสมอ --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #การโคจรของ2ดวงดาว ]

หลายคนน่าจะรู้แล้วว่า เอริก เทนฮาก เคยร่วมงานกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มาก่อนเมื่อสมัยอยู่ด้วยกันที่บาเยิร์น มิวนิค เป๊ป คุมทีมชุดใหญ่ ในขณะที่ เทนฮาก กุมบังเหียนทีมชุดบีหรือสำรองของเสือใต้ จึงมีโอกาสได้เรียนรู้จากอีกฝ่าย โดยเฉพาะแนวทางกลยุทธ์ต่างๆ ตลอด 2 ปีเต็ม อาจจะดูไม่นานเท่าไรนัก แต่ก็มากพอสำหรับทำความรู้จักภาพรวมกันแบบกว้างๆ เรียกว่าน่ามีข้อมูลกันพอสมควรเลย ช่วงดังกล่าว เป๊ป พาทีมผูกขาดครองแชมป์บุนเดสลีกา 3 สมัยรวดไม่แบ่งให้ใครเลย ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่สมราคา ในขณะที่ เทนฮาก ก็ใช่ว่าจะน้อยหน้า ในฤดูกาล 2013/14 พาทีมสำรองครอง Regionalliga Bayern แต่ไปแพ้ให้ฟอร์ทูน่า โคโลญจน์ในรอบเพลย์ออฟอย่างน่าเสียดาย "ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะเลยจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ปรัชญาของเขามันน่าตื่นเต้น สิ่งที่เขาแสดงให้เห็นที่บาร์เซโลน่า , บาเยิร์นและเวลานี้กับแมนฯซิตี้ แนวรุกอันดุดัน สไตล์ที่น่าดึงดูด พร้อมทั้งชัยชนะเป็นกอบเป็นกำ" นั่นคือเสียงชื่นชมที่ เทนฮาก มีให้กับ เป๊ป ซึ่งจะว่าไปแล้วสองคนนี้วัยไลเลี่ยกันอีกด้วย กุนซือดัตช์อายุมากกว่า 11 เดือนเท่านั้น ประเด็นที่ถูกโฟกัสคือแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ที่เอติฮัต สเตเดี้ยมในวันอาทิตย์นี้ นั่นหมายถึงการเผชิญหน้ากันของสองคนนี้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่แยกย้ายกันมาจากบาเยิร์น หลายคนมองว่า เป๊ป เป็นเหมือนลูกพี่หรืออาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาลูกหนัง แต่จริงๆแล้วในความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนเพื่อนกัน แม้จะออกไปแนวเพื่อนร่วมงานกันมากกว่าก็ตาม ล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์เพรสคอนเฟอเรนซ์ คุยกับนักข่าวก่อนเกมตามธรรมเนียม เทนฮาก ยังยืนยันไม่เปลี่ยนแปลงว่า เป๊ป คือกุนซือเปี่ยมด้วยความสามารถ ไม่จำเป็นต้องสงสัยอะไรอีก ขณะเดียวกันก็ชี้แจงว่า แนวทางที่นำมาใช้กับแมนฯยูไนเต็ดในปัจจุบัน เกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่ถูกผสมผสานเข้าด้วยกัน ทุกคนล้วนแตกต่าง มีความเป็นตัวของตัวเอง เขาอาจชื่นชอบยกย่องปรัชญาแบบ เป๊ป ไม่ใช่แค่เล่นฟุตบอลสวยงามเร้าใจ ยังนำมาซึ่งชัยชนะอีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านำมาลอกเลียนแบบ เห็นกันอยู่แล้วว่าไม่ใช่เลย พร้อมทั้งย้ำว่า การตัดสินใจเลือกรับงานแมนฯยูไนเต็ด มาจากตัวเขาเลือกเอง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เกี่ยวข้องจากคำแนะนำของคนอื่นเลย รวมถึงที่หลายคนสงสัยว่า เป๊ป อาจมีส่วน อีกฟากกุนซือสแปนิชก็ยอมรับว่า เทนฮาก เป็นคนเก่งจริง ตรงนี้รับรู้ได้ตั้งแต่ตอนอยู่บาเยิร์นแล้ว เท่าที่ผ่านมาเชื่อว่าแฟนบอลมากมาย ต่างได้เห็นฝีมือของ เทนฮาก ว่าเป็นอย่างไร หลังสะดุดหัวทิ่มไม่เป็นท่าจาก 2 เกมแรก ก็กลับมาฟื้นได้อย่างรวดเร็ว จนถึงทุกวันนี้เมื่อมองย้อนไป ยังรู้สึกได้ถึงความอัศจรรย์ นอกจากนี้คุณภาพแดนกลางของปีศาจแดง ก็ยกระดับอย่างพรวดพราด จากที่เคยเป็นจุดอ่อน โดนด้อยค่าอยู่เสมอ บางครั้งเป็นเหมือนตัวตลกสร้างคอนเทนท์ให้คนขบขัน ก็เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ว่าแล้ว เป๊ป ก็ยกนิ้วให้ คริสเตียน เอริกเซ่น ผู้เข้ามาเติมเต็ม มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการฉีกโฉมหน้าเก่า ให้เปลี่ยนมาเป็นปัจจุบัน เมื่อบวกด้วยประสบการณ์ของ กาเซมีโร่ พัฒนาการอันพุ่งทะยานของ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์และฟอร์มที่ถูกเค้นคืนมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เหล่านี้ล้วนมีส่วนทั้งสิ้น สองกุนซือจึงต่างนับถือและเคารพซึ่งกันและกัน เป๊ป อาจเคยเป็นเบอร์หนึ่งมาก่อน แต่ในความเป็นมืออาชีพ ต้องสำนึกบทบาทหน้าที่ของตัวเองก่อนทั้งสิ้น ถ้าย้อนอดีตเอาแบบให้ลึกลงอีก ก่อนที่ทาง เทนฮาก จะเลือกรับงานที่บาเยิร์น เขาเป็นกุนซือโก อเฮด อีเกิ้ลส์ สโมสรในลีกระดับสองของฮอลแลนด์มาแล้ว ที่นั่นนักเตะหลายคนที่เคยร่วมงานด้วย ต่างประทับใจและยกย่องแนวทางการทำงานตามแบบฉบับ เทนฮาก อย่างแท้จริง เพราะมันสัมผัสได้ถึงความใส่ใจทุกรายละเอียด อย่างแรกเลยก็คือ ก่อนรับงานเขาจะศึกษาให้ดี ส่วนไหนต้องแก้ไขปรับปรุงจึงหาวิธีการ พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือรูปแบบทันที ไม่มีปล่อยไว้ให้ยืดเยื้อเสียเวลา เรื่องนี้ บาร์ท เฟร์นด์ส อดีตเซ็นเตอร์แบ็กของโก อเฮด อีเกิ้ลส์ เคยเข้าถึงมาจากประสบการณ์ตรง จึงสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ สิ่งละอันพันละน้อยที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม จะไม่อาจเล็ดรอดผ่านตาข่ายสายตาของ เทนฮาก ไปได้อย่างเด็ดขาด เราเคยเห็นภาพเขามาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดก่อนเกมอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ในเวลาที่ต้องเป็นทีมเหย้า เพื่อเดินสำรวจตรวจสอบความเรียบร้อยของสนาม มีส่วนไหนบกพร่องไม่ถูกใจ ผิดจากที่เคยบอกไว้จะได้แก้ไขกันให้ทัน ส่วนเวลาอยู่ในสนามซ้อมไม่ต้องพูดถึง นี่คืออีกส่วนที่ถูกยกให้สำคัญมากๆ เทนฮาก พูดอยู่เสมอว่า หากซ้อมได้ดี มันก็จะส่งผลเวลาลงแข่งจริงด้วย เฟร์นด์ส เคยเล่าแม้กระทั่งการวางชุดแข่งและเครื่องดื่ม ซึ่งปกติไม่ต้องสนใจก็ได้ มักเอาตามสะดวก แต่สำหรับกุนซือดัตช์จะต้องเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เรียงเป็นระเบียบ ใบหญ้าของสนามซ้อมก็ต้องได้ตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ ความยาวจะเป๊ะ 2 มิลลิเมตร เพื่อสอดคล้องกับแท็คติกของทีม ซึ่งจะเน้นการต่อบอลบนพื้น รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกาย ตอนนั้นโก อเฮด อีเกิ้ลส์ไม่ใช่ทีมใหญ่เลย เวลาเล่นกับใครก็มักเป็นรอง ฉะนั้นเกมเหย้าต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองกุมความได้เปรียบเอาไว้ ขณะเดียวกันการให้ผู้เล่นนอนพักผ่อนที่สนามซ้อมเลยก็มีมาตั้งแต่ยุคนั้นในปี 2012 หรือ 10 ปีก่อนแล้ว หากวันไหนต้องซ้อม 2 ช่วง การพักผ่อน โภชนาการและจิตใจที่ผ่อนคลาย 3 อย่างที่ถูกนำมาให้ความสำคัญในสายตา เทนฮาก ดังนั้นเราจึงได้ยินกฎเหล็กใหม่ของแมนฯยูไนเต็ด อย่างเช่นห้ามนักเตะใช้เชฟส่วนตัวปรุงอาหาร เมนูต่างๆสโมสรจะมีเจ้าหน้าที่คอยจัดให้เพื่อความเหมาะสม แล้ว เทนฮาก ก็พาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี แต่แทนที่จะทำต่อหรือไปรับงานของสโมสรใหญ่กว่า ที่มีข้อเสนอยื่นมาให้ เขากลับเลือกคุมทีมสำรองบาเยิร์น มิวนิค เพราะเชื่อว่าเขายังเหลือเวลาอีกมาก ดังนั้นคิดว่าหากไปคุมเสือใต้ชุดเล็ก จะช่วยให้เรียนรู้กระบวนการทำงานต่างๆได้อีกมาก นั่นแหล่ะที่เขาได้ไปเจอ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งโยกมาเป็นกุนซือชุดใหญ่ในปี 2013 เช่นเดียวกัน วันอาทิตย์นี้ที่เอติฮัต จึงมีสตอรี่ดังกล่าววางไว้เป็นแบ็กกราวด์สำหรับการชูรสให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วย ว่ากันว่าอาจเป็นแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ที่ดราม่าเร้าใจมากๆในรอบหลายปีเลยทีเดียว -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หรือว่าสื่อคอยเสี้ยม ? ]

ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่าง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กับ เนย์มาร์ จะยังคงแน่นแฟ้นกันเหมือนเดิมมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆก็คือ บรรดาสื่อหรือนักข่าวต่างพยายามหาประเด็นมาชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทั้งสองคนที่ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเดลี่ เมลอ้างการรายงานจากเลกิ๊ปสื่อใหญ่ของฝรั่งเศส ที่นำเสนอว่า เอ็มบั๊ปเป้ แสดงท่าทีไม่เข้าใจว่าทำไมผู้บริหารปารีส แซงต์ แชร์กแมงถึงยังเก็บ เนย์มาร์ เอาไว้ในทีมอีก ในทางกลับกัน เนย์มาร์ เชื่อว่า เอ็มบั๊ปเป้ พยายามผลักดันให้บอร์ดขายตนออกไปซะ คล้ายว่าอยากจะครอบครองความเป็นดาวเด่นเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ขณะเดียวกันสื่อเจ้านี้ยังสำทับอีกว่า ต่อหน้าสาธารณะพวกเขาต่างแสร้งทำเป็นเข้ากันได้ดี เวลาทีมยิงประตูได้ มักจะโชว์ฉลองแบบใกล้ชิด แท้จริงแล้วมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เพราะหลังฉากใครๆต่างก็รู้ได้ถึงความเย็นชาระหว่าง เอ็มบั๊ปเป้ กับ เนย์มาร์ ซึ่งไม่ได้หยอกเย้าเล่นหัวกันอย่างคุ้นเคยแล้ว เรื่องนี้ทางผู้บริหารก็เฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ เช่นเดียวกับ คริสตอฟ กัลทิเยร์ กุนซือคนปัจจุบันและ หลุยส์ กัมโปส ผู้อำนวยการกีฬา นับตั้งแต่ฤดูกาลนี้เปิดฉาก รอยร้าวของทั้งสองคนปริแยกตามลำดับ จนยากที่จะกลับมาสนิทเหมือนในอดีต เห็นได้จากเหตุการณ์บางอย่าง เช่นเกมลีกเอิงซึ่งเปแอสเชถล่มมงต์เปลลิเยร์ 5-2 แต่สกอร์กลับไม่ใช่ไฮไลต์เลย หากเทียบกับช็อต เนย์มาร์ ปฏิเสธให้ เอ็มบั๊ปเป้ สังหารจุดโทษ เพราะก่อนหน้ายิงพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็มีข่าวลือตามว่าหลังเกมจบลง ทั้งสองคนมีปากเสียงกันจนถึงขั้นเพื่อนร่วมทีมต้องเข้ามาห้ามปรามไม่ให้ลุกลามบานปลาย จากนั้นเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถูกลากไปโยงกับการต่อสัญญาฉบับใหม่ของ เอ็มบั๊ปเป้ ที่ขยายเพิ่มออกไป 3 ปีเต็ม เป็นการตัดสินใจอย่างคาดไม่ถึง เพราะนักเตะเตรียมย้ายไปอยู่เรอัล มาดริดแบบฟรีเอเจ้นท์แล้ว ท่ามกลางกระแสข่าวในทำนองว่า นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ ประธานเปแอสเชเทหมดหน้าตัก ประเคนทุกอย่างให้ตามที่ เอ็มบั๊ปเป้ ต้องการ นอกเหนือจากค่าจ้างราว 1.2 ล้านยูโรต่อสัปดาห์ เอ็มบั๊ปเป้ ได้รับอภิสิทธิ์พิเศษ อย่างเช่นมีส่วนร่วมในการเลือกเพื่อนร่วมทีมด้วยตัวเอง รวมทั้งกุนซือก็ตัดสินใจจิ้มมาได้เลยอยากได้ใคร ซึ่งฟังแล้วมันดูโอเวอร์เกินจริง แต่เราไม่อาจรู้ว่าเรื่องนี้มันมีมูลมากแค่ไหน ในขณะเดียวมีการโหมข่าวว่า ปารีสฯอยากจะปล่อย เนย์มาร์ ให้พ้นจากทีมก่อนตลาดซื้อขายซัมเมอร์ปิดตัวลง ด้วยเหตุผลเล่นไม่คุ้มค่าตัวค่าจ้างและความคาดหวังที่ฝากเอาไว้ ปัญหาอาการบาดเจ็บบ่อย จนเล่นได้น้อยเกินไป ทัศนคติก็ไม่เหมาะสมหลายเรื่อง โดยเฉพาะมีปัญหากับแฟนบอลออกสื่อโต้งๆอย่างนั้น จึงถึงเวลาที่จะต้องขายแล้ว อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายังอยู่กับสโมสรเช่นเดิม น่าจะเป็นแค่ข่าวกอสซิปดึงดูดความน่าสนใจ แม้จะพยายามพูดถึงประเด็นที่ว่าหาทีมลงยาก ค่าจ้างแพงมาก ไหนจะค่าตัวอีกก้อนใหญ่ จะมีทีมไหนมากล้าเสี่ยงก็เถอะ นอกจากนี้ Goal สื่อใหญ่อีกเจ้าอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ได้รับมาระบุว่า เอ็มบั๊ปเป้ เสียความรู้สึกที่ เนย์มาร์ มีอิทธิพลในทีมมากเกินจริง เหนือกว่าทั้ง ลิโอเนล เมสซี่ และ เซร์คิโอ รามอส อีกต่างหาก ขณะเดียวกันยังมีแฟนบอลจับได้ว่า แอ็คเคาท์อย่างเป็นทางการของ เนย์มาร์ กดไลค์บทวิจารณ์ที่พูดถึงสิทธิ์ในการยิงจุดโทษที่ เอ็มบั๊ปเป้ ได้รับอีกต่างหาก ทวิตเตอร์ของผู้ใช้ชื่อว่า "Neymargiabr" แสดงความเห็นว่า -- "เวลานี้มันชัดเจนแล้ว เอ็มบั๊ปเป เป็นคนยิงจุดโทษหลัก สิ่งนี้มีอยู่ในสัญญาแน่ๆ ไม่มีทีมไหนในโลกที่มี เนย์มาร์ ในทีมแล้วให้ยิงเป็นหมายเลขสองเด็ดขาด มันเกิดขึ้นเพราะมีสัญญาซ่อนอยู่ เอ็มบั๊ปเป้ คงเป็นเจ้าของทีมจริงๆ" เมื่อ เนย์มาร์ โผล่มากดถูกใจ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่แฟนบอลจะเฮโลเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นว่า สองคนนี้ขัดแย้งกัน จากนั้นราวต้นเดือนกันยายน เอ็มบั๊ปเป้ ให้สัมภาษณ์สยบข่าวลือดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากันและเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดเย็นชากันบ้าง ส่วนเรื่องยิงจุดโทษนั้น สามารถแบ่งปันกันได้ ไม่ใช่ใครคนใดที่จะต้องรับเหมาตลอดหรอก เป็นการตอบคำถามแบบสั้นๆ ไม่ได้ให้ความกระจ่างเท่าไรนัก ในความรู้สึกของแฟนบอลนี่มันยังไม่เคลียร์หรอก เพียงแค่วันเดียวจากที่ เอ็มบั๊ปเป้ ให้สัมภาษณ์ เปแอสเชลงดวลยูเวนตุสในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ เนย์มาร์ หัวเสียที่รุ่นน้องไม่ยอมส่งบอลให้ทำประตู ช่วงดังกล่าวเปแอสเชนำห่าง 2-0 ไปแล้ว เอ็มบั๊ปเป้ จัดการคนเดียว กระทั่งรับบอลจาก เมสซี่ มาได้มีโอกาสจะซัดแฮตทริก เขาเลือกยิงเองเลย ทั้งที่หลายคนมองว่า เนย์มาร์ อยู่ในตำแหน่งดีกว่า อย่างไรก็ตามแฟนบอลบางคนมองว่าเรื่องธรรมดาที่ได้เห็น เนย์มาร์ ออกอาการเซ็งและปกติเช่นกันสำหรับ เอ็มบั๊ปเป้ ที่อยากมีชื่อทำแฮตทริกสำเร็จในเกมอย่างนี้ ส่วนเหตุการณ์ล่าสุดก็ไม่นานมานี้ หลังจบเกมอุ่นเครื่องบราซิลขย่มกาน่า 3-0 นักข่าวถาม เนย์มาร์ ถึงความสัมพันธ์กับ เอ็มบั๊ปเป้ ว่ามีระหองระแหงตามที่พูดกันหรือเปล่า "ความสัมพันธ์ของผมกับเขาเป็นอย่างไรหรือ? ผมไม่รู้หรอก" -- ตอบแบบกระชับทิ้งไว้เป็นปริศนา แล้วก็เดินจากไป ส่วน เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งอยู่ในช่วงรับใช้ฝรั่งเศส ก็เปิดใจไว้ทำนองเล่นในลักษณะว่า ยามรับใช้ทีมชาติมีอิสระมากกว่าเล่นให้สโมสร เหมือนอยากจะชี้นำไปถึงอะไรสักอย่าง แน่นอนว่าพวกสื่อชอบข่าวประเภทนี้ ยังไงก็ขายได้ดี เรียกร้องให้คนมาสนใจ ดังนั้นเราจึงได้ยินกันอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อปะติดปะต่อจากหลายเหตุการณ์เข้าด้วยกัน มันก็ทำให้เห็นภาพกว้างมากขึ้นและย่อมให้คล้อยตามว่า สองคนนี้ไม่ลงรอยกันจริงก็ได้ มันยากสำหรับการค้นหาความจริง เพราะไปถามพวกคนใกล้ชิดหรือเพื่อนร่วมทีมรับรองว่าไม่มีประโยชน์หรอก จนเราต้องเก็บมาพิจารณากันเองนั่นแหล่ะ ตกลงแล้วเรื่องนี้มันมีมูลมากแค่ไหน ใช่ว่าจะปักใจเชื่อได้เลย สื่อก็อาจจะนำเสนอให้มันดูร้ายแรง ทั้งที่บางทีเกิดเหตุการณ์แค่ประติ๋วเดียว แต่คนก็แห่กันไปคิดว่าเป็นจริง และมั่นใจได้เลยว่า อีกไม่นานความสัมพันธ์ของสองคนจะถูกนำมาเล่นให้เกิดปมกันอีกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อย่าว่าฮีโร่เป็นตัวถ่วง ? ]

หลังโปรตุเกสโดนสเปนบุกมายัดเยียดความพ่ายแพ้ พร้อมเขี่ยตกรอบยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกอย่างน่าเจ็บใจ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กลายเป็นเป้าโจมตีมากกว่าใครๆ จากฟอร์มที่ไม่ดีเหมือนอย่างเคย ทำโอกาสยิงประตูพลาดหลุดมือ รวมถึงจ่ายบอลเสียหลายครั้ง เพรสซิ่งแดนบนก็ไม่เต็มที่ ล้วนแต่โดนถูกหยิบมาวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนทั้งสิ้น A Bola หนังสือพิมพ์กีฬาเบอร์หนึ่งของประเทศ พาดหัวใหญ่ให้เห็นกันจะๆด้วยประโยคว่า "Less Ronaldo, more Portugal" อันมีความหมายถึง โรนัลโด้ ลงเล่นน้อยเท่าไร โปรตุเกสก็จะได้ประโยชน์มากเท่านั้น เกมที่บราก้าเมื่อคืนวันอังคาร โรนัลโด้ อยู่ในสนามเต็มเหยียด 90 นาทีเต็ม ช่วยไม่ได้เลยจะเกิดข้อครหาสารพัด เพราะน่าจะถูกถอดออกตั้งจบครึ่งแรกด้วยซ้ำ บริเวณซุ้มม้าสำรองของโปรตุเกส มีผู้เล่นตัวรุกชั้นดีหลายราย บางคนเป็นดาวรุ่งพุ่งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ราฟาเอล เลเอา , ชูเอา เฟลิกซ์ , ริคาร์โด้ ฮอร์ต้า หรือ มาธิอัส นูเนซ ซึ่งสภาพร่างกายสดกว่าสมควรจะถูกส่งลงมาแก้ไข เข้าใจว่าเกมดังกล่าวโปรตุเกสยันเสมอได้ก็เพียงพอสำหรับการผ่านเข้ารอบไฟนั่ลหรือ 4 ทีมสุดท้าย แต่เมื่อคุณยังยิงประตูเพื่อสร้างความอุ่นใจไม่ได้ ก็ควรจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะหากโดนโป้งเดียวขึ้นมาเมื่อไร นั่นหมายถึงจะตกรอบทันที แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง เจอทีเด็ดของ อัลบาโร่ โมราต้า ซัดเผาขนเข้าไปในช่วง 2 นาทีสุดท้าย ลำพังยันเสมอได้ โรนัลโด้ ก็น่าจะโดนตำหนิอยู่แล้ว นี่พอแพ้แบบมาโดนช่วงท้าย กระแสถล่มจึงหนักแบบทวีคูณเลยทีเดียว ในยูทูบมีแฟนบอลตัดคลิปทุกจังหวะที่ โรนัลโด้ สัมผัสบอลจากเกมนี้มาให้ดูกัน เพิ่มน้ำหนักความจริงมากยิ่งขึ้น แทบทุกครั้งที่เขาทำพลาด ไม่ว่าจะเป็นจับบอลลั่น ส่งให้เพื่อนไม่ดี โดนฝั่งตรงข้ามชิงเล่นกัน ยิงข้ามคานออกไปไกลหรือเคลื่อนไหวช้าจนทิ้งโอกาสไป ว่ากันตามตรงแล้ว หากจะมีคนคิดสนับสนุนก็คงยากจะหาเหตุผลดีพอมารองรับให้รู้สึกว่า โรนัลโด้ ควรอยู่ในเกมครบ 90 นาที RTP3 สถานีโทรทัศน์ของโปรตุเกส ก็จัดหนักเน้นๆไม่แพ้กันเลย โดนโฟกัสไปยัง แฟร์นานโด ซานโต๊ส กุนซือของทีมว่าใช้เส้นสายเล่นพรรคเล่นพวก เห็นกันอยู่แล้วว่า โรนัลโด้ บาดเจ็บบริเวณที่ตาขวาและจมูกแตกเลือดอาบจากเกมถล่มสาธารณรัฐเช็ก อาการดูน่าเป็นห่วงไม่น้อยเลย ตอนนั้นน่าจะเปลี่ยนตัวออกมาพัก ไม่ควรเสี่ยงด้วยการปล่อยให้เล่นต่อ แต่กลายเป็นว่าเล่นจนจบเกมเลย แล้วยังได้ออกสตาร์ตเจอสเปนในอีก 3 วันถัดมานั่นแหล่ะ ทั้งที่ควรได้พักบ้างหรือไม่ก็รอโอกาสข้างสนาม อย่าลืมว่ากุมภาพันธ์ปีหน้า โรนัลโด้ จะอายุครบ 38 ปีเต็ม ไม่เหมาะเลยที่จะฝืนเล่นติดกันในเกมหนักๆ ด้วยสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ทว่า ซานโต๊ส ไม่แคร์เลยเข็นลงตามคาด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กุนซือขรัวเฒ่าจะโดนจ้องจับผิดว่าให้สิทธิ์กัปตันทีมมากเกินความจริง ราวกับว่าหวั่นบารมีและเกรงใจไม่มีผิด ขณะเดียวกันหลังความปราชัย โรนัลโด้ ยังแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมสักเท่าไร ถอดปลอกแขนกัปตันทีม แล้วโยนทิ้งอย่างไม่ใยดีและไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำอย่างนี้ แฟนบอลที่ไม่ค่อยพอใจนัก จึงวิจารณ์หนักหน่วงยิ่งขึ้น ซึ่งทำเอาความเห็นในโลกโซเชี่ยลดุเดือดทันที เพราะก็มีหลายคนที่ยังหนุนหลังไอดอลของพวกเขาที่มองในมุมต่างออกไป ฝ่ายที่แย้งยกตัวอย่างว่า เกมไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์แล้วพ่าย 0-1 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โรนัลโด้ ได้พักไม่ต้องมีชื่ออยู่ในทีมด้วย พอไม่มีดาวเตะคนสำคัญทีมก็แพ้อย่างที่เห็นกัน ไม่มีใครแบกรับภาระแนวรุกได้ อาจมีผู้เล่นหลายคนสดใหม่ แต่ยังไร้ประสบการณ์ช่วยเติมเต็ม ขณะเดียวกันเกมที่เล่นในบ้านต้อนสวิส 4-0 โรนัลโด้ แผลงฤทธิ์ทำคนเดียว 2 ประตู รวมทั้งช่วยสร้างสรรค์โอกาสอีก นั่นยังไม่นับยูโร 2020 กลางปีก่อนที่จะเบิดคนเดียว 5 ประตูในรอบแบ่งกลุ่ม ฉะนั้นเมื่อมองย้อนหลังสิ่งที่เขาเคยช่วยเหลือชาติบ้านเกิดไว้ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ พอเล่นแย่นัดสองนัดก็จะเล่นงานอย่างเดียวเลย ถึงตรงนี้ โรนัลโด้ รับใช้โปรตุเกส 191 นัด ซัลโว 117 ประตู ตัวเลขนี้การันตีได้ถึงความยอดเยี่ยมและภักดี คงไม่ต้องมาตั้งคำถามให้เสียเวลากันอีก ส่วนสถิติเล่นให้ทีมชาติมากสุดในประวัติศาสตร์ซึ่งถูกทางฟีฟ่าบันทึกเอาไว้ ก็กำลังได้ครอบครองเช่นเดียวกัน ปัจจุบันเป็นของ บาเดอร์ อัล-มูตาว่า ของคูเวตที่จำนวน 196 นัด เหลืออีกเพียงแค่ 5 เกมก็ทาบแล้ว รวมทั้งรอทำลายขึ้นแท่นได้เลย นอกจากนี้ยังต้องมองไปยังความมุ่งมั่นตั้งใจของนักเตะอีก ฟอร์มอาจดร็อปลง แต่แพสชั่นยังเต็มกราฟเหมือนเดิม พอมาเจอประเด็นนี้ กลุ่มไม่เห็นด้วยตอบโต้เลยว่า โรนัลโด้ น่าจะมองเรื่องส่วนตัวมากกว่า อยากพาชื่อตัวเองจารึกสถิติสำคัญๆเอาไว้มากกว่ามองเห็นผลประโยชน์ของทีมเป็นหลัก รวมถึงยกตัวอย่างให้เห็นเลยว่า ในเมื่อนักเตะผลงานแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ระดับสโมสร เพิ่งยิงให้แมนฯยูไนเต็ดแค่ประตูเดียวจากจุดโทษในฤดูกาลนี้ ก็ควรนำมาพิจารณาในทีมชาติเช่นกัน ทำไม เอริก เทนฮาก กุนซือปีศาจแดง ยังกล้าหาญจับนั่งข้างสนามได้เลย เหตุผลสภาพร่างกายไม่ฟิตพอก็ฟังขึ้น เมื่อนักเตะไม่ได้มีเกมปรีซีซั่น เรื่องตรงนี้ ซานโต๊ส ก็ต้องนำมาปรับใช้เช่นเดียวกัน แฟนกลุ่มนี้ยังหวั่นใจว่า ฟุตบอลโลก 2022 ในรอบสุดท้าย โรนัลโด้ จะกลายเป็นตัวถ่วงอีก แถมยังเปิดเผยไว้ไม่นาน จะขอเล่นยันยูโร 2024 ซึ่งเวลานั้นอายุจะปาเข้าไป 40 ปีแล้ว ไม่มีแผนรีไทร์เร็ววันนี้หรอก ก็ยิ่งทำให้หวาดกลัวกว่าเดิม แน่นอนว่าปรากฏการณ์กองเชียร์เสียงแตก เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เมื่อมีรสนิยมความชื่นชอบและมุมมองแตกต่างกันออกไป เห็นด้วยหรือขัดแย้งจำต้องขึ้นอยู่บนพื้นฐานเหตุผลเป็นสำคัญ เคสนี้จึงดุเดือดพอสมควร เพราะคุณงามความดีที่ โรนัลโด้ ทำเอาไว้ในอดีตก็ช่วยเป็นเกราะป้องกัน พวกคิดคนละมุมคิดว่า มันก็ต้องมองความจริงปัจจุบัน ใช้ผลงานเป็นมาตรวัดถึงจะถูกต้องไม่ใช่หรือ อย่างไรก็ดีให้จับตาดูช่วงฟุตบอลโลกที่กาตาร์นี่แหล่ะ อาจเป็นเวทีสำคัญตัดสิน โรนัลโด้ อย่างแท้จริง แม้ต้องเดิมพันด้วยความสำเร็จหรือล้มเหลวของโปรตุเกสก็ตาม ไม่นานหรอกเราคงได้คำตอบที่ชัดเจนกันกว่านี้ ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ใครว่ามาเพราะเงิน ? ]

นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา ราฟาเอล วาราน ลงเป็นตัวจริงให้แมนฯยูไนเต็ด 5 เกมและคว้าชัยได้ทั้งสิ้น แยกเป็นพรีเมียร์ลีก ซึ่งเกิดขึ้นใน 4 นัดหลังสุดอย่างที่รู้ รวมถึงเกมยูฟ่า ยูโรปาลีกที่บุกไปเข้นเชริฟฟ์ถึงมอลโดว่า ในขณะเดียวกัน 5 เกมดังกล่าว แมนฯยูไนเต็ดเสียไปเพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้นเอง แถมมาจากเจอบิ๊กซิกซ์ด้วยกัน นั่นคือลิเวอร์พูลและอาร์เซน่อล วาราน ได้รับเสียงชื่นชมถล่มทลาย เพราะนานมากแล้วที่แนวรับของทีมไม่เหนียวแน่นทนทานขนาดนี้ ส่วนใหญ่โดนเจาะพรุนเป็นประจำ เปอร์เซ็นต์รักษาคลีนชีทน้อยจริงๆ เชื่อกันว่ามีหลายเหตุผลด้วยกัน ช่วยผลักดันให้ วาราน คืนฟอร์มเก่งสมราคาเหมือนตอนเล่นให้เรอัล มาดริด อย่างแรกที่ชัดเจนก็คือได้ดูโอใหม่ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะปรับตัวร่วมงานได้อย่างกลมกลืน ราวกับว่ายืนเคียงข้างกันในสนามมานานแรมปี ด้วยสไตล์ของทั้งคู่ที่แตกต่างกันออกไป มาร์ตีเนซ คล้ายสต๊อปเปอร์ พร้อมพุ่งชนจัดการให้ก่อน จากนั้นเป็นหน้าที่ วาราน ซึ่งยืนแบบสวีปเปอร์คอยเก็บตกจังหวะสองเอา จริงๆแล้ว วาราน จัดอยู่ในโหมดเซ็นเตอร์แบ็กที่ครบเครื่องคนหนึ่งเลย มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเล่นแบบดุดันเข้าหนักก็ทำได้หรือว่าจะเน้นเชิง อ่านจังหวะฝั่งตรงข้าม ก็ไม่ค่อยมีปัญหา ช่วงพีกซึ่งประสานงานกับ เซร์คิโอ รามอส ข้อดีสองคนนี้ ก็คือเล่นได้ครอบคลุมจะเอาบู๊หรือบุ๋นไม่เกี่ยง อีกทั้งเคียงบ่าเคียงไหล่กันนมนาน เรียกว่ามองตาก็รู้ใจ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกไปมากมาย แต่ รามอส มีความดิบโหดอยู่ในดีเอ็นเอ นอกจากชอบการเข้าปะทะดุดันไม่มียั้ง อารมณ์ยังเกรี้ยวกราดเป็นประเภทพร้อมบวกอีกต่างหาก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตรงนี้ช่วยให้ วาราน รู้สึกอุ่นใจขึ้นด้วยหรือเปล่า พอได้มาเล่นกับ มาร์ตีเนซ ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจาก รามอส เท่าไรนัก คือเล่นหนักหน่วงจริงๆ จนได้ฉายาว่า The Butcher อาจปรับอารมณ์ของ วาราน ให้เหมือนได้ย้อนอดีต มันไม่ได้หมายความว่าการมีคู่หูแนวรับเช่นนี้ เขาจะต้องคอยเป็นฝ่ายใช้มันสมอง อ่านเกมแบบทะลุปรุโปร่ง คอยเก็บกวาดฝ่ายเดียว แต่ทำให้สามารถดึงศักยภาพดังกล่าวมาช่วยได้มากขึ้น มีแฟนบอลไม่น้อยสงสัยว่า ทำไมถึงแตกต่างจากตอนยืนกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เยอะเลย เพราะฤดูกาลที่แล้วทั้งคู่ร่วมงานกันบ่อยหน เหตุผลน่ามาจาก แม็กไกวร์ เป็นประเภทสายเชิง ไม่ใช่หนักแน่นตอนปะทะ ไหนจะชอบพาบอลลุยขึ้นไปเอง โดยไม่คำนึงถึงว่าเชื่องช้าแค่ไหน การเล่นที่ดูยากเกินไป มันย่อมทำให้เพื่อนที่อยู่ใกล้พลอยลำบากไปด้วย จะพูดให้ฟังเข้าใจง่ายขึ้นก็คือ วาราน อ่านไม่ออกว่า แม็กไกวร์ กำลังจะทำอะไรในช็อตต่อไป มักเกิดสิ่งที่คาดไม่ถึงบ่อยๆ มักนำมาซึ่งความผิดพลาดอีกต่างหาก ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย วาราน จึงสับสนตามไปด้วย จากนั้นความเชื่อมั่นที่เคยมีก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ ปัญหาอีกอย่างก็คือการสื่อสาร แม้ภาษาอังกฤษของ วาราน ไม่ได้แย่อะไรนัก ตั้งแต่ย้ายมาเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้วก็ขวนขวายตั้งใจเรียนแทบไม่ขาด แต่ปมเรื่องนี้อยู่ที่ แม็กไกวร์ นั่นแหล่ะ เพราะความนิ่งเงียบเกินไป ไม่ค่อยปริปากพูด ทั้งที่นั่นคือหนึ่งในหน้าที่สำคัญของคนเป็นกัปตันทีม ทำให้การทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ยิ่งยากหนักกว่าเดิมอีก ทุกคนเข้าใจว่าในแผงหลัง แม็กไกวร์ ต้องเป็นคนบัญชาการ สั่งเสียงเข้มเน้นการจัดระเบียบเอาแบบกระชับ ไว้รับมือพลังรุกของฝั่งตรงข้าม แต่เรากลับแทบไม่เห็นเลย วาราน คือผู้มาใหม่ ลำพังไม่แตกฉานภาษาอังกฤษ ก็เป็นอุปสรรคอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอดูโอลักษณะนี้อีก ความยากลำบากจึงทวีคูณ เมื่อคนที่เป็นลูกพี่ไม่จัดการทำหน้าที่ของตน วาราน ก็คงจะข้ามหน้าข้ามตาไม่ได้ หลายครั้งนำไปสู่ความผิดพลาดอย่างไม่สมควร ก่อนจะเสียประตูง่ายๆ เห็นกันบ่อยจนชิน ประกอบกับตัวเขาเองโดนอาการบาดเจ็บคุกคามเป็นระยะ เริ่มจากบาดเจ็บโคนขาหนีบ ตามด้วยกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง จึงไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ปีแรกของเขาจึงน่าผิดหวัง ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยเปิดใจไว้ ไม่คิดว่าจะต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อสิทธิ์ในการเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ก็ทำได้ดีสุดแค่อันดับ 6 บนตารางลีกเท่านั้นเอง เขามองว่าแมนฯยูไนเต็ดชุดที่ผ่านมาไร้มาตรฐานชัดเจน บางเกมเล่นดีใน 20 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นมาก็เป๋ ปล่อยให้คู่แข่งไล่ต้อนจนเสียประตู บางเกมก็ออกสตาร์ตได้แย่ โดนไปก่อนอย่างรวดเร็ว ต้องกระเสือกกระสนเพื่อยิงประตูคืน เสี่ยงต่อการโดนสวนกลับต่างหาก ไลน์การยืนที่ดันขึ้นสูง เพราะต้องเน้นเกมรุก กลายเป็นบ่อให้โจมตีด้วย แม็กไกวร์ ช้าอยู่แล้ว เวลาจะพลิกตัวทีต้องเสียเวลา โดนกระชากพรืดเดียวหลุดไปไหนต่อไหน ความไม่สม่ำเสมอกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักฉุดทีมผลงานทรุด นั่นคือมุมมองของ วาราน ในขณะเดียวกันเขายอมรับว่า ตื่นเต้นที่จะได้ เอริก เทนฮาก มาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ อย่างน้อยที่สุดการเคยเจอกันมาก่อนในเกมยุโรปตอนเขาอยู่มาดริดและบอสคุมอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็พอได้เห็นฝีไม้ลายมือกันอยู่บ้าง วาราน เริ่มต้นบนม้าสำรอง เทนฮาก เลือกใช้งาน แม็กไกวร์ กับ มาร์ตีเนซ ไปก่อนพลางๆ เขาถูกเปลี่ยนมาแทน มาร์ตีเนซ ในเกมอัปยศโดนเบรนท์ฟอร์ดถล่มราบ 4-0 ช่วงครึ่งหลัง แล้วจากนั้นก็จองตำแหน่งยาวเลยในเกมสำคัญ ไม่น่าแปลกใจที่ วาราน จะเป็นแคนดิเดตลุ้นแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของสโมสร แม้จะถูกโหวตคว้าอันดับ 3 แต่ไม่มีอะไรน่าเสียดาย เพราะจากสถานการณ์ปัจจุบัน มันเหมือนเขากลับมาแจ้งเกิดใหม่อีกครั้ง หลังจากโดนวิจารณ์ว่าหมดสภาพแล้ว ย้ายมาเพื่อกอบโกยค่าจ้าง 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ต่างหาก อย่างน้อยที่สุด วาราน แสดงให้เห็นว่า เขามาที่นี่เพื่อไขว่คว้าความสำเร็จ ไม่ได้อิ่มมาจากเรอัล มาดริด ความกระหายยังคงมีต่อไป ตอนนี้เขาเปรียบเป็นผู้นำในแนวรับ ได้รับความไว้เนื้อเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมทีม รวมทั้งแรงสนับสนุนจากแฟนบอลมากมาย นั่นเป็นสิ่งที่ดีงามมากๆ สำหรับผู้เล่นคนหนึ่งที่เคยโดนตั้งข้อสงสัย แม้ซีซั่นยังทอดยาวอีกไกล เร็วเกินกว่าพูดว่าเขาจะประสบความสำเร็จ ทว่าเขาไม่อาจร้องขออะไรได้มากไปกว่าตอนนี้แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ยังหลงเหลือคราบไคลของเซ็นเตอร์แบ็กระดับโลกให้เห็นกัน ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117