breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ถ้าอยากได้ก็ต้องขาย ]

เป็นที่รับรู้ทั่วกันว่า บาร์เซโลน่าปรารถนาแรงกล้าจะคว้า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มาครอบครองในซัมเมอร์นี้ให้จงได้ ดาวถล่มประตูโปแลนด์ เหลือสัญญากับบาเยิร์น มิวนิคอีกเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น พร้อมทั้งยืนยันจะไม่ขยายออกไป ฟ้องถึงเจตนาอยากจะย้ายทีม มีหลายเหตุผลที่ดึงดูดให้ เลวี่ ต้องการออกจากบาเยิร์น ไม่ว่าจะอิ่มตัว ต้องการแสวงหาความท้าทายใหม่ในช่วงเวลาที่ยังพีกอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์กับ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ คำถามเรื่องแท็คติกยังไม่ได้รับการคลี่คลาย นอกจากนี้ช่วงหลัง เลวี่ ยังรักษาระยะห่างกับเพื่อนนักเตะบางคนอีกด้วย โดยเฉพาะพวกรุ่นหลัง เข้าไม่ค่อยถึงตัว มักจะสันโดษจนผิดปกติ สัญญาณเตือนเหล่านี้ น่าจะพอบอกได้ว่าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า นั่นคือจังหวะเดียวกับที่บาร์เซโลน่า อยากได้กองหน้ามีคลาส ทั้งฝีเท้า มูลค่าการตลาดและภาพลักษณ์มาร่วมงานพอดี เลวี่ จึงกลายเป็นเป้าใหญ่ อย่างไรก็ตามหลังทำผิดกฎการเงินในรอบ 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา รายจ่ายมากกว่ารายรับมหาศาล ติดตัวเลขแดงน่ากลัว พวกเขาจึงต้องก้มหน้ารับบทลงโทษ โดยจำกัดการใช้เงิน ซึ่งส่งผลประทบอย่างมากสำหรับซื้อผู้เล่นใหม่ รวมทั้งจ่ายค่าจ้างพวกนักเตะ ซึ่งส่วนมากอยู่ในเรตสูง แม้จะได้ โจน ลาปอร์ต้า เข้ามาบริหารแทน โจเซป บาร์โตเมว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฟื้นขึ้นมาทันทีทันใด ยังไงก็ต้องใช้เวลา รวมทั้งวิธีแก้ปัญหา เพื่อผ่านอุปสรรคนี้ให้ได้ ฆาเบียร์ เตบาส ประธานลาลีกา เพิ่งแสดงความเห็นไว้ว่า โอกาสที่บาร์เซโลน่าจะปิดดีลสำเร็จมีไม่เยอะนักหรอก เพราะเขารู้ข้อมูลการเงินอย่างดี ได้รับรายงานมาก่อนแล้ว ประเมินไม่ยากหรอกว่า บาเยิร์นอาจยอมขายก็จริง หากมองว่ารั้งไว้ลำบาก แต่ในเมื่อยังเหลือสัญญาอีกปี ยังไงก็ต้องโก่งค่าตัวพอสมควร เมื่อบวกคอร์สค่าเหนื่อยไปด้วย อาจใช้นับร้อยล้านยูโร หากสถานการณ์เป็นอย่างว่า เปอร์เซนต์สมหวังจึงน้อยลงอีก จากนั้นเมื่อ เตบาส เจอคำถามที่ว่า หากบาร์ซ่ายอมขาย เฟร็งกี้ เดอ ย็อง ซึ่งน่าจะได้เงินเกือบ 100 ล้านยูโรล่ะ จะพอมีลุ้นบ้างหรือเปล่า คำตอบคือมีอยู่แล้ว เมื่อได้เงินมาจากการทำธุรกิจ ทุกอย่างจะง่ายขึ้นในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ต้องถามย้อนกลับด้วยว่า บาร์ซ่ามีแผนจะขาย เฟร็งกี้ ด้วยหรือเปล่า เพราะเท่าที่รู้มา ชาบี เอร์นานเดซ ต้องการเก็บไว้ ประกาศต่อหน้าสื่อชัดถ้อยชัดคำว่าเป็นคนสำคัญ อยู่ในแผนการสร้างทีม ถ้าดึงดันไม่ปล่อยจริง นั่นหมายถึงแผนที่จะคว้า เลวานดอฟสกี้ ก็แทบพังครืนลงมาเลย เหมือนบีบบังคับให้ต้องขายเพื่อนำเงินมาหมุน ผลกระทบเช่นนี้ หมายถึงประตูโอกาสของแมนฯยูไนเต็ดที่จะได้ เฟร็งกี้ ตามแผนที่วางเป้าเอาไว้ ก็ย่อมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แล้วถ้ายอมขายจริง ไม่ใช่ฟันเงินค่าตัวเท่านั้น แต่ค่าจ้างที่ต้องจ่ายให้ เฟร็งกี้ วีกละมากกว่า 250,000 ยูโร ก็จะหายไปด้วย นั่นหมายถึงเพิ่มความคล่องตัวด้านการเงินเข้าไปอีก ลาปอร์ต้า และ ชาบี ต่างเชื่อมั่นว่า เลวี่ จะมาช่วยยกระดับบาร์เซโลน่าอย่างแน่นอน ปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอในการเข้าทำประตู ที่ต้องเจอช่วงท้ายซีซั่น น่าจะลดลงอย่างแน่นอน ในขณะที่แดนกลางหากเสีย เฟร็งกี้ ยังไงก็มีผลกระทบตามมาอยู่แล้ว แต่พอหาสมดุลได้ไม่ยากนัก เมื่อมีกลุ่มดาวรุ่งทั้ง เปดรี , กาบี และ นิโก้ กอนซาเลซ ซึ่งเติบโตมาอย่างแข็งแกร่ง พร้อมทดแทนได้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ ลาปอร์ต้า อานิล มูร์ธี ประธานของบาเลนเซีย มีนัดทานข้าว เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นได้ในการคว้า การ์ลอส โซเลร์ และ โฆเซ่ กาย่า 2 แข้งสำคัญในตลาดซัมเมอร์ บาเลนเซียเองก็มีปัญหาการเงินไม่ต่างกันนัก ขาดทุนสะสมต่อเนื่อง การได้เงินก้อนจากขายนักเตะน่าค้ำจุนพยุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร บาร์ซ่าต้องการ โซเลร์ ตามโปรเจคต์และถ้าได้ กาย่า ติดปลายนวมมาแบบแพ็กคู่ด้วย ก็จะดีงามอย่างมาก แบ็กซ้ายของทีมตอนนี้ต้องพึ่ง จอร์ดี้ อัลบา ซึ่งโรยรามากขึ้นทุกวันเป็นหลัก ไม่มีทางยื้อระยะยาวได้แน่ กาย่า คงเป็นคำตอบที่น่าโอเคเลย ส่วน โซเลร์ นี่คือแข้งเป้าหมายที่จะเข้ามารอเติมความดุดันตรงกลาง พร้อมทั้งอาจรอจ่อคิว เซร์กี้ บุสเก็ตส์ ซึ่งอีกไม่นานคงรีไทร์ มันทำให้คำนวณไม่ยากเลยว่า ถ้าบาร์ซ่าจะรวบหมดทั้ง เลวานดอฟสกี้ , โซเลร์ และ กาย่า ยังไงก็ต้องกลั้นใจขาย เฟร็งกี้ อยู่แล้ว เพราะนี่เป็นนักเตะขายง่าย ได้ราคางาม เพราะแม้ ชาบี มีแผนจะโละกลุ่มผู้เล่นหลายคนที่ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีม แต่ส่วนใหญ่ปล่อยออกยากและอาจต้องทำใจเรื่องค่าตัว ซามูแอล อุมติตี้ , มาร์ติน เบรทเวต , ริกิ ปุช , เกลม็องต์ ลองเล่ต์ และ เซร์จินโญ่ เดสต์ ล้วนแต่มีแววได้ย้ายทั้งหมด นี่คือกลุ่มที่มีค่าตัว เนื่องจากสัญญายังหลงเหลืออยู่ แต่อย่างที่บอก ขายออกว่ายากแล้ว เพราะบางคนแทบไม่ได้ลงเล่นเลย สนิมแทบจะเกาะหน้าแข้งกันหมด ฟอร์มก็ดร็อปลงกันไปมาก ที่ยากลำบากไม่น้อยกว่ากันคือ ขายให้ได้ราคาที่น่าพอใจ ซึ่งต้องเสียเวลาต่อรองเจรจากันอีก เฟร็งกี้ เดอ ย็อง จึงอาจกลายเป็นทางออกของปัญหา แม้มีข่าวในทำนองว่า แมนฯยูไนเต็ดไม่พร้อมจ่ายมากกว่า 70 ล้านปอนด์หรือราว 83 ล้านยูโรก็ตาม แต่ยังพอมีหนทางในการพูดคุย นอกจากนี้ยังต้องกังวลเกี่ยวกับการต่อสัญญา อุสมาน เดมเบเล่ อีกต่างหาก เพราะฉบับปัจจุบันจะหมดลงในซัมเมอร์นี้แล้ว ยังไม่รู้ว่าจะได้บทสรุปอย่างไร บาร์ซ่าพร้อมยืดออกไป ทำใจยากหากจะยอมเสียฟรี ทั้งที่ซื้อมาทะลุ 100 ล้านยูโรจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แถมนักเตะปรับปรุงตัวเองได้น่าพอใจ ทัศนคติดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น ถ้าจะเกลี้ยกล่อมให้ เดมเบเล่ ยอมอยู่กับทีมออกไปอีก คงต้องให้ค่าจ้างสมน้ำสมเนื้อ ในสถานการณ์เช่นนี้ นักเตะเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้แล้ว สามารถเรียกร้องเงินได้เลย บาร์ซ่าอาจต้องหาทางออก จ่ายให้ช่วง 6 เดือนหรือปีแรกน้อยสักหน่อย เพื่อป้องกันละเมิดกฎการเงิน จากนั้นค่อยไปทบเพิ่มให้ในปีต่อไป ไม่แน่ใจว่านักเตะจะโอเคด้วยหรือเปล่า แต่ถ้าคุยไม่สัมฤทธิ์ผล ก็คงต้องทำใจปล่อยไปและนั่นลำบากต้องหาคนมาแทน เพราะที่เล็งไว้คือ ราฟินญ่า ก็ใช่ว่าค่าตัวถูกซะเมื่อไรกัน ว่าไปแล้วน่าเห็นใจ ชาบี เอร์นานเดซ ต้องมาเจอปัญหาในลักษณะนี้เล่นงาน หากบาร์ซ่าไม่โดนลงโทษ คงทำงานง่ายกว่านี้เยอะเลย ตลาดซื้อขายผู้เล่นซัมเมอร์นี้ จึงเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของบาร์ซ่าเลย ว่าจะตัดสินใจเลือกอย่างไร เพื่อสร้างขุมกำลังให้แกร่งที่สุด สำหรับการกลับมาเขย่าบัลลังก์เรอัล มาดริด เพราะต่อให้คู่แข่งตัวเอ้ไม่ได้ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ อย่างที่คาดหวังเอาไว้ ก็ยังแข็งแกร่งอยู่ดีและคงเสริมผู้เล่นใหม่เพิ่มมาอีก ภารกิจของ ชาบี ยังคงหนักหนาสาหัสไม่น้อยไปกว่าเดิมเลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ปฏิบัติการขันนอตแนวรับ ]

เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่แมนฯยูไนเต็ด เดินทางมาถึงลอนดอนเรียบร้อย เพื่อเตรียมเริ่มงานของตัวเอง ตามรายงานข่าวระบุไว้ว่า กุนซือดัตช์จะเข้ามาชมเกมนัดสุดท้ายของปีศาจแดงในฤดูกาลนี้ที่เซลเฮิร์ทส์ พาร์คด้วย ถือเป็นการทำงานไปในตัวสำหรับส่องฟอร์มผู้เล่นบางคน นับตั้งแต่ประกาศรับคุมแมนฯยูไนเต็ด กระแสข่าวมากมายเกิดขึ้นเป็นธรรมดา โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เน้นไปที่ขุมกำลังซึ่งน่าจะมีการผ่าตัดแบบเร่งด่วน ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นจึงตกเป็นข่าวโยงกับผู้เล่นหลายต่อหลายคน ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนๆอยากเห็นนักเตะที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่เหมือนชุดปัจจุบัน ซึ่งเล่นขอไปวันๆแล้วรอรับเงิน คาดกันว่าโปรเจคต์เกี่ยวกับกำลังพล ได้มีการพูดคุยในการประชุมที่อัมสเตอร์ดัมเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ซึ่งเป็นมิตตี้อย่างเรื่องราวครั้งแรกของ เทนฮาก บนเก้าอี้ใหม่ด้วย วันนั้น จอห์น เมอร์เท่อห์ ผู้อำนวยการกีฬาแมนฯยูไนเต็ด ก็ลงทุนบินคุยด้วยตัวเองเลย เพื่อหาบทสรุปบางส่วน อีกทั้งเข้าใจดีว่า เวลาไม่คอยท่าอีกต่อไป ไม่มีใครรู้รายละเอียดบนโต๊ะประชุมหรอก แต่สื่อบางเจ้าระบุว่า พูดถึงเรื่องนักเตะขาเข้า ขีดเส้นไว้ชัดเลยต้องมี 4 คนด้วยกันในเบื้องต้น เซ็นเตอร์แบ็ก 1 , กองกลาง 2 และตัวรุกประเภทเล่นได้ครอบคลุมอีก 1 ราย ซึ่งคล้ายที่คาดกันไว้ แต่ด้วยความที่สโมสรตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในหลายเรื่องการ ไหนจะต้องพยายามควบคุมการเงิน ซึ่งรายได้หดหายต่อเนื่องมาตลอด ตัวเลขแดงเต็มพรืดมานานหลายปี คงต้องรัดเข็มขัดบ้าง นั่นยังต้องรับรวมถึง ความผิดพลาดมหันต์ไม่ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้า พลังดึงดูดพวกนักเตะที่อยากได้ ก็เลยลดน้อยลงเป็นธรรมดา แข้งขาเข้าอาจถูกล็อกเป้าไว้แล้วว่ามีใครบ้าง ประเมินจากกระแสก็เป็นพวกแข้งอาแจ็กซ์ทั้งอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งบางรายที่เชื่อว่ามีโอกาสดึงมาสำเร็จ ชื่อของ ยูเรี่ยน ทิมเบอร์ , อันโตนี่ , ลิซานโดร มาร์ตีเนซ หรือ เฟร้งกี้ เดอ ย็อง จึงยึดพื้นที่สื่อตามที่เราได้รับรู้กัน ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรอยู่ ทั้งหมดคุ้นเคยใกล้ชิด เทนฮาก ร่วมงานผ่านความสำเร็จกันมาอย่างน่าพอใจ จึงอาจได้มาร่วมหัวจมท้ายกันอีกในสีเสื้อใหม่ ส่วนที่เหลือก็อย่าง ดาร์วิน นูนเญซ , เดแคลน ไรซ์ , เปา ตอร์เรส หรือ แฮร์รี่ เคน ล้วนเกี่ยวโยงกัน ตอนนี้เรายังไม่อาจสรุปหรือให้คำตอบได้หรอก นักเตะใหม่จะเดินเรียงแถวเข้าแคร์ริงตันกี่คนกันแน่ จนกว่าตลาดซื้อขายฤดูร้อนจะถึงเดดไลน์ เช่นเดียวกับนักเตะขาออก ซึ่งคาดการณ์กันว่า น่าจะสะพัดฝุ่นตลบหนักกว่าขาเข้าด้วยซ้ำ เพราะมีกลุ่มที่หมดสัญญาและไม่ได้รับการขยายทั้ง ปอล ป็อกบา , เจสซี่ ลินการ์ด , เอดินสัน คาวานี่ , ฆวน มาต้า และ ลี แกรนท์ รวมถึงเคสของ เนมานย่า มาติช ที่ประกาศอำลาด้วยการเห็นชอบฉีกสัญญาจากทั้งสองฝ่าย ที่แน่ๆรวมแล้ว 5 คนด้วยกัน ส่วนที่อยู่ในข่ายยังไม่แน่นอน ก็มีอีกเพียบด้วย ลองมานั่งไล่ชื่อดูพร้อมกันได้เลย ฟิล โจนส์ , เอริก ไบยี่ , อารอน วาน-บิสซาก้า , ดีน เฮนเดอร์สัน , อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล , มาร์คัส แรชฟอร์ด , อเล็กซ์ เตลลีส หรือ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ บางสื่อยังเอา เฟร็ด ไปรวมด้วย เพราะไม่มั่นใจว่าจะเป็นนักเตะที่ตรงสเป็กของ เทนฮาก หรือไม่ ประเด็นสำคัญต้องไม่ลืมว่า กุนซือดัตช์จะได้ทุนรอนก้อนใหญ่ไว้ตั้งต้นที่ 100-120 ล้านปอนด์ ซึ่งว่าไปแล้ว ไม่ได้สูงอะไรนักหรอก ในยุคที่นักเตะค่าตัวแพงมหาโหด ส่วนจะเพิ่มมามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผ่องถ่ายได้มากเท่าไร อย่างเช่นขาออกรวมแล้ว 80 ล้านปอนด์ นั่นหมายถึงจะได้งบไปปะผุโมดิฟายเกือบ 200 ล้าน ซึ่งเป็นตัวเลขที่โอเคอยู่ เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ เทนฮาก ต้องเน้นขายพวกที่มีราคาค่างวดสูงด้วย ซึ่งพิจารณาดูแล้ว มีอยู่ไม่กี่คนที่อยู่ในข่าย ดีน เฮนเดอร์สัน พัวพันกับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดรุนแรงไม่น้อย ท่ามกลางข่าวว่าค่าตัวอาจพุ่งไปถึง 40 ล้านปอนด์ ตามชื่อชั้น ดีกรีที่เคยติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ รวมถึงเพิ่งต่อสัญญาเมื่อปีก่อน มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็คลุมเครือด้วย หากทางบอสใหม่ไม่ชอบใจ กังวลว่ากลับมาเหมือนเดิมไม่ได้อีก ก็คงต้องยอมตัดใจปล่อยไป มูลค่าของ แรชชี่ นาทีนี้อาจลดลงจากเดิมพอสมควร ผลงานในสนามดร็อปอย่างน่าตกใจ แต่ก็ไม่น่าน้อยกว่า 50 ล้านปอนด์ ส่วนอีกคนที่สถานการณ์ทำท่าจะพลิกผัน จากที่มีแนวโน้มอยู่ต่อชัวร์ ก็หวั่นเกรงว่าอาจโดยปล่อยคือ แม็กไกวร์ กัปตันทีม หากจะขาย แม็กไกวร์ จริงๆ ยังไงก็ทำใจได้เลยว่า กระเป๋าฉีกล้านเปอร์เซนต์ ซื้อมาจากเลสเตอร์เมื่อ 3 ปีก่อนเป็นสถิติกองหลังแพงสุดในโลก 80 ล้านปอนด์ ราคาปัจจุบันอาจดิ่งลงมาน้อยกว่ากึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ นั่นคือความเสี่ยงมาก หากคิดจะปล่อยตัวจริง แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับ เทนฮาก ในขณะเดียวกัน วาน-บิสซาก้า ซึ่งแทบจะได้รับการยืนยันว่า ให้ปล่อยออกไป มีสิทธิ์จะเป็นแบบยืมตัวก่อนเบื้องต้น อย่างน้อยหากไม่ใช้งานก็ไม่ควรเก็บไว้ให้เปลืองค่าจ้างและปิดโอกาสนักเตะ ด้วยแนวทางการทำทีมและสไตล์ที่ชัดเจน มีลายเซ็นบ่งบอกแบบ เทนฮาก คงยากที่จะชื่นชอบหรือไว้ใจ วาน-บิสซาก้า อีกต่อไป เขาอาจจะมีสถิติแท็คเกิ้ลยอดเยี่ยม เข้าบอลแม่นยำ แต่นั่นเหมาะกับทีมที่เน้นเกมรับ ไม่ใช่ระบบ เทนฮาก อยู่แล้ว เมื่อเกมรุกคือจุดด้อย ขึ้นมาเติมไม่ต่อเนื่อง กล้าๆกลัวๆ ครอสบอลก็ไม่ดี ขาดความแม่นยำ แถมหลุดตำแหน่งแล้วมักลงไม่ทัน ต่อให้มีค่าตัว 50 ล้านปอนด์ มันก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอก อีกคนที่มีปัญหามาตลอด แต่ไม่ยอมแก้ไขให้เคลียร์เห็นจะเป็น ไบยี่ ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่า ทำไมสโมสรเลือกต่อสัญญาเมื่อเมษายนปีที่แล้ว ทั้งที่รู้ดีว่านักเตะงอแงไม่หยุดหย่อน ไบยี่ เรียกร้องโอกาสลงเล่นและไม่พอใจที่ แม็กไกวร์ ซึ่งผิดพลาดประจำ ยังคงได้รับความไว้วางใจ นั่นแหล่ะที่ทำให้ห้องแต่งตัวเกิดปัญหา ลองนึกภาพนักเตะไม่สามัคคี เกี่ยงงอนกัน ไม่ลงรอยกัน ยังไงก็กระทบต่อผลงานในสนามแน่ บรรยากาศย่ำแย่ เรื่องอย่างนี้ผู้จัดการทีมต้องหาทางจัดการ น่าสนใจมากๆหากมีการล้างบางครั้งใหญ่จริง เพื่อให้ เทนฮาก เดินแบบสะดวก ทำงานแบบโล่งๆ ตามที่ดีไซน์เอาไว้ แม็กไกวร์ , ไบยี่ , วาน-บิสซาก้า และ โจนส์ อาจกลายเป็น 4 กองหลัง ที่หลั่งไหลกันย้ายออกในซัมเมอร์นี้เลย ส่วนใครจะมาใหม่และเด็กคนไหนจากทีมเยาวชน จะได้รับโอกาส รวมทั้งกลุ่มที่ปล่อยยืมตัว ไว้รอดูการตัดสินใจของ เทนฮาก เพราะหากผิดพลาดขึ้นมา ไม่เวิร์คตามเป้าวางไว้ จะได้รู้ว่ามาจากการวางแผนของผู้จัดการทีม ไม่ใช่โทษกันไปมา มั่วจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ซ้ำซากมากหลายปี ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แก้ปัญหาแบบเปแอสเช ]

ซัมเมอร์ 2017 เกิดดีลประวัติศาสตร์ สั่นสะเทือนโลกฟุตบอลรุนแรงที่สุดเมื่อ เนย์มาร์ ย้ายจากบาร์เซโลน่าสู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วยค่าตัว 222 ล้านยูโร นี่คือค่าตัวนักฟุตบอลอาชีพสูงสุด เป็นการจ่ายค่าฉีกสัญญาทำตามเงื่อนไขทุกประการ โดยที่บาร์ซ่าไม่คาดคิดจะมีทีมไหนบ้าเลือดเดือดดาลยอมจ่ายขนาดนี้ ในเมื่อเปแอสเชสยอมจ่ายและ เนย์มาร์ เองก็มีความปรารถนาแรงกล้าจะย้าย ต่อให้ไม่อยากขาย บาร์ซ่าก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่าทำใจ มองตาปริบๆเห็นนักเตะคนสำคัญจากไป พร้อมเสียหน้าอีกต่างหาก พวกเขาอาจจะได้เงินก้อนโตก็จริง แต่ในความรู้สึกแล้วถูกลบเหลี่ยมความเป็นทีมใหญ่ เหมือนตอนเสีย หลุยส์ ฟิโก้ ให้เรอัล มาดริดเมื่อปี 2000 แฟนๆเปแอสเชต้อนรับ เนย์มาร์ อย่างยิ่งใหญ่มาก นับพันคนไปรอบริเวณหน้าโรงแรมหรูรัวยาล มงโซ่ ในเขต 8 ของกรุงปารีส ซึ่งอยู่ใกล้ถนนสายดังช็องส์-เซลีเซ่ส์และประตูชัยอาร์ก เดอ ทริออมฟ์ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองหลวง พวกเขาต่างตื่นเต้นที่ได้เห็นซูเปอร์สตาร์เบอร์ต้นๆของโลกย้ายมาร่วมทีม นี่คือแข้งซึ่งถูกคาดหมายว่าจะก้าวชิงบัลลังก์ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ในอนาคตอันใกล้ ในขณะเดียวกันพวกนักข่าวก็สนุกกับการค้นหารายละเอียดของสัญญา ซึ่งเซ็นกันยาว 5 ปีเต็ม ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง เชื่อว่าหากความจริงปรากฎคงเป็นที่ฮือฮาแน่นอน Corriere dello Sport สื่อจากฝั่งอิตาลี อ้างว่าได้ข้อมูลระดับเอ็กซ์คลูซีฟมา เปิดเผยสิทธิพิเศษเหนือระดับสำหรับ เนย์มาร์ ที่ทางเปแอสเชยินดีมอบให้โดยเฉพาะ 1.เนย์มาร์ มีอิสระในการเล่นเกมรุกตามอำเภอใจ ไม่ต้องสนใจลงมาช่วยเกมรับ เหมือนพวกตัวรุกอื่น 2.ห้ามเพื่อนนักเตะเข้าสกัดหนักใส่ตอนซ้อมอย่างเด็ดขาด รวมทั้งอย่าพยายามสร้างความอึดอัดใจต่อซูเปอร์สตาร์รายนี้ 3.ทางสโมสรจัดนักกายภาพบำบัดส่วนตัวให้ดูแล เนย์มาร์ เป็นพิเศษ 2 คน ก่อนหน้านั้นมีแค่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่เคยได้รับสิทธิเช่นนี้ 4.เนย์มาร์ ยังสามารถใช้ข้าวของเครื่องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่มีโลโก้แบรนด์อื่นติดอยู่ ผิดไปจากแข้งที่เหลือ จะถูกกำหนดเป็นกฎอย่างชัดเจนว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของสโมสรเท่านั้น 5.ฤดูกาลแรก เนย์มาร์ จะแชร์ เอดินสัน คาวานี่ สังหารจุดโทษแบบคนละครึ่ง ไปตกลงกันเอา ส่วนซีซั่นถัดไปจะเหมาคนเดียวเลย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านี่คือข้อมูลจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ครั้งหนึ่ง ซลาตัน เคยเล่าให้ฟังว่า ตอนเซ็นสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมงในปี 2012 รู้สึกตกใจไม่น้อย เพราะได้รับอภิสิทธิ์มากมาย แค่เขียนใส่กระดาษบอกไป ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะได้รับการตอบสนอง เช่นวันหยุดเพิ่มพิเศษ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวไว้ใช้งานหรืออะไรต่อมิอะไรอีกเพียบ ขณะเดียวกันเมื่อกันยายนปีที่แล้ว ยังมีการเปิดเผยเงื่อนไขอภิมหาพิเศษของ เนย์มาร์ เพิ่มมาอีก หากเขามีความประพฤติดีงาม ปฏิบัติตามข้อระเบียบต่างๆที่สโมสรกำหนดไว้ จะได้รับเงินโบนัสมูลค่า 500,000 ยูโรต่อเดือน 1.มีปฏิสัมพันธ์กับแฟนบอล ทั้งก่อนและหลังจบเกม ทักทายยิ้มแย้มแจ่มใส ปรบมือให้เป็นการขอบคุณ 2.หยุดวิจารณ์เรื่องแท็คติกของทีมกับทางสื่อ ให้อยู่นิ่งไว้ ต่อให้ไม่พอใจก็ตาม 3.อย่าพูดให้ร้ายหรือแง่ลบของสโมสร ต่อหน้าสาธารณะ 4.มาซ้อมและรายงานตัว ให้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่า นี่เป็นความจริงหรือเปล่า แต่หากจริงขึ้นมาก็ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไร สำหรับทีมอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมง เพราะคำให้การของ อิบรา เรื่องอภิสิทธิ์ รวมถึงสิ่งที่ โธมัส ทูเคิ่ล อดีตกุนซือเคยให้สัมภาษณ์ผ่านทาง Sport1 มันน่าจะช่วยเพิ่มน้ำหนักในเรื่องนี้ ทูเคิ่ล เคยเปิดใจในทำนองว่า ไม่รู้สึกเหมือนเป็นเทรนเนอร์เลยเมื่อทำงานที่นี่ บทบาทคล้ายเป็นพวกรัฐมนตรีกีฬามากกว่า อาจอยากสื่อสารว่าหลุดไปเล่นเกมการเมือง รวมทั้งต้องเอาอกเอาใจผู้เล่นบางคนมากเกินจำเป็น หลังจากนั้นไม่นาน ทูเคิ่ล ก็โดนเชือดสังเวยพ้นตำแหน่ง โทษฐานวิจารณ์สโมสรในแง่ลบ เมื่อเอาเรื่องราวมาปะติดปะต่อกัน หลายคนอาจเห็นภาพวิธีการบริหารในแบบปารีส แซงต์ แชร์กแมงกันชัดยิ่งขึ้น --------------------- หนึ่งในดีลที่ตกอยู่ท่ามกลางความสนใจของแฟนบอลทั่วโลกในซัมเมอร์นี้คือการตัดสินใจของ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เขาจะตกลงต่อสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมงหรือเปิดหมวกอำลาไปสวมยูนิฟอร์มเรอัล มาดริด แบบฟรีเอจ้นท์ไม่มีค่าตัว เอ็มบั๊ปเป้ แย้มเอาไว้ให้ได้ยินทั่วกันว่า อีกไม่นานคำตอบจะถูกเฉลย หัวใจกองเชียร์ทั้งสองฝั่งน่าจะเต้นตึกตักอย่างระทึก วัดจากกระแสข่าว คล้ายว่ามาดริดจะกุมความได้เปรียบเอาไว้ มั่นใจว่าปิดจ็อบสำเร็จแน่นอน ในขณะที่เปแอสเชไม่ยอมแพ้ แสดงให้เห็นว่าจริงจังจริงใจกับ เอ็มบั๊ปเป้ มากขนาดไหน ถึงขั้นปฏิเสธข้อเสนอ 200 ล้านยูโรเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว แม้นักเตะจะเหลือสัญญาแค่ปีเดียว ไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะขยายออกไป เสี่ยงต่อการเสียฟรีสูงก็ตาม วิธีการมัดใจ เอ็มบั๊ปเป้ ของผู้บริหารคือ การทุ่มทุกอย่างเท่าที่จะให้ได้ เริ่มจากเงินค่าจ้าง 1,000,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ รวมแล้วฟันนิ่ม 4 ล้านต่อเดือน ไหนจะได้โบนัสหรือเงินเซ็นกินเปล่าเอาไปเลย 100 ล้านยูโร แค่จดปากกาสะบัดลายเซ็นเท่านั้นเอง นี่คือตัวเลขที่น่าตกใจมาก แต่สื่อหลายสำนักนำเสนอมา เหมือนว่ากำลังทิ้งไพ่ใบสุดท้าย เพราะมั่นใจเรอัล มาดริดไม่จ่ายงามอย่างนี้แน่นอน ล่าสุดจากเอล เชริงกิโต้ ซึ่งเป็นสื่อที่โปรราชันชุดขาวแบบเต็มๆ อ้างว่าผู้บริหารของปารีสฯ ที่ยังเหลือไพ่ใบสุดท้ายจริงๆอีก เตรียมปล่อยหมัดเด็ด ด้วยข้อเสนอให้ เอ็มบั๊ปเป้ เป็นคนเลือกกุนซือและนักเตะได้เองเลย ใครได้ยินเข้าคงสงสัยว่าจะเป็นจริงหรือ นี่มันบ้าไปแล้วชัดๆ ให้นักเตะเลือกบอสเองและตัดสินใจว่าจะให้ใครอยู่ในทีมบ้าง รับรองเลยว่ารอวันพังครืนลงมา แต่ด้วยความที่เปแอสเช มักจะใช้วิธีการดึงดูดใจในลักษณะนี้ ยื่นข้อเสนออภิสิทธิ์ให้พวกซูเปอร์สตาร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะมีบางคนเชื่อ อย่างที่รู้กันปารีสฯพยายามก้าวเป็นเบอร์หนึ่งของยุโรปให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตามและความพ่ายแพ้เรอัล มาดริดในรอบ 16 ทีมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เหมือนหนามทิ่มแทงใจ นาสเซอร์ เอล เคไลฟี่ บอสใหญ่เหลือเกิน ทว่าแนวทางหรือนโยบายที่เป็นอยู่ มีโอกาสทำให้ทีมพังลงได้เลย ทั้งโครงสร้างการปกครองและการเงิน รวมถึงไม่มีใครอยากเสี่ยงมาเป็นกุนซือหรอก ไม่ว่าจะเป็นเคสของ เนย์มาร์ หรือ เอ็มบั๊ปเป้ ฟ้องชัดแล้วว่า ปารีส แซงต์ แชร์กแมงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล มากกว่ามองภาพรวมของทีม ซึ่งต่างจากหลายสโมสรที่ให้ความสำคัญทัดเทียม มองเห็นค่าของนักเตะประเภทปิดทองหลังพระ แล้วถ้า เอ็มบั๊ปเป้ เลือกไปเรอัล มาดริดจริงขึ้นมา พวกเขาจะได้รับบทเรียนว่า เงินไม่อาจบันดาลทุกอย่างได้เสมอไป --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ขอยืนยิ้มอยู่ข้างหลัง ]

สัญญาของ เจมส์ มิลเนอร์ กับลิเวอร์พูลจะหมดลงในซัมเมอร์นี้ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันขยายเพิ่มออกไป ทว่าดูแนวโน้มแล้วคงจะยืดอีกปีเป็นอย่างน้อย แม้จะอายุปาเข้าไป 36 ปี ดูตามวัยแล้วน่าจะนับถอยหลังเรื่องการเกษียณเต็มทนแล้ว คงเล่นอยู่ในลีกระดับท็อปอีกไม่นาน ไม่มีทางที่จะเอาชนะสังขารได้เลย แต่ในความรู้สึกของ เจอร์เก้น คล็อปป์ และเดอะ ค็อปแทบทั้งโลก ต่างมองว่านี่คือแข้งทรงคุณค่า ไม่ได้จัดอยู่ในโหมดแก่เกินแกง รอวันย้ายแบบฟรีเอเจ้นท์ ต้องการจะเก็บไว้ในทีมต่อไป เชื่อกันว่า มิลเนอร์ น่าจะเซย์เยสในสัญญาฉบับใหม่ เพราะเขาเพิ่งเปิดใจไว้เองว่า หากเจ้านายต้องการให้อยู่ต่อ คงเป็นเรื่องโง่มากหากปฏิเสธออกไป คล็อปป์ เองก็คงรู้สึกเช่นนั้น หากไม่รักษานักเตะคุณสมบัติเช่นนี้ไว้ มันคงไม่ต่างจากมองข้ามเพชรงามล้ำค่าหรอก ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ระหว่างทัพลิเวอร์พูลเก็บตัวอยู่ที่สหรัฐฯช่วงปรีซีซั่น 2019/20 กุนซือเยอรมันบรรยายสรรพคุณของ มิลเนอร์ ไว้อย่างละเอียด จนเราฟังแล้ว มองเห็นภาพตามทันที ช่วงดังกล่าว มิลเนอร์ อยู่ในวัย 33 ปี มีหลายคนมองว่าเริ่มโรยแล้ว ดังนั้นควรจะปล่อยออกจากทีม เพื่อเปิดโอกาสให้พวกดาวรุ่งได้มีพื้นที่โชว์ผลงานกันบ้าง แต่คนที่รู้จักนักเตะคนนี้ดีมากสุด จะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก คล็อปป์ ซึ่งคอยสังเกตแทบจะทุกการเคลื่อนไหว ใส่ใจรายละเอียดมากๆ ก่อนมั่นใจเลยว่าจะค้าแข้งได้อีกนาน ด้วยความที่ผ่านประสบการณ์คุมทีมมาพอสมควร โดยเฉพาะตอนกุมบังเหียนโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงได้ร่วมงานกับผู้เล่นประเภทขยันขันแข็ง ไม่ปริปากบ่น ก้มหน้าก้มตาทำงานตามหน้าที่ เจ้านายสั่งอะไรได้หมด ไม่เคยบิดพริ้วมาบ้างแล้ว "ผมโชคดีมากได้เจอนักเตะลักษณะนี้ 2-3 คน เซบาสเตียน เคห์ล คือตัวอย่างที่ชัดเจน ดอร์ทมุนด์มีนักเตะที่มีประสบการณ์ในทีมมากกว่านักเตะอายุน้อยและ เซบาสเตียน เป็นผู้นำเวลานั้น" "เหมือน มิลลี่ นี่แหล่ะ ผมมองเห็นพัฒนาการน่าสนใจของเขาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มันดีขึ้นจริงๆ" "มิลลี่เป็นนักกีฬา มีทัศนคติอันน่าทึ่ง เป็นนักกีฬายอดเยี่ยมและยังสนุกสนาน ทะลึ่งตึงตังในห้องแต่งตัวด้วย" "ในทีมเรามีผู้นำไม่น้อยเลย แน่นอนว่า เฮนโด้ คือกัปตัน มิลลี่ จินี่ (จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุท) , เวิร์จ (เฟอร์กิล ฟาน ไดค์) ล้วนใช่เลย พวกเขาเป็นผู้นำที่แตกต่างกันไป รู้จักบทบาทของตน" "สำหรับ มิลลี่ ทำให้ผมคิดบ่อยๆว่า เขาเพิ่งอายุ 20 ต้นๆ มันไม่มีอะไรน่าสงสัยอีกแล้ว" ฟังจากประโยคที่ คล็อปป์ เล่าเอาไว้ ช่วยฉายภาพต่างๆของ มิลเนอร์ หรือที่คนใกล้ตัวเรียกว่า "มิลลี่" ชัดกว่าเดิมซะอีก นอกจากมีคุณสมบัติความเป็นผู้นำ คอยช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม ปกป้องสโมสร ปลุกใจด้วยคำพูดต่างๆแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในห้องแต่งตัวไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไป การพูดเล่นหยอกล้อกันแบบทะลึ่งตึงตัง คือส่วนสำคัญช่วยปลดเปลื้องความตึงเครียดเช่นกัน มันผ่อนคลายได้เยอะ โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์เริ่มเขม็งเกลียว ส่วนเรื่องในสนาม มิลเนอร์ ไม่เคยเกี่ยงงอนเลยสักนิด หากต้องนั่งสำรอง ไม่เคยออกมาร้องแรกแหกกระเชอ แม้ตัวเองจะเป็นรองกัปตันทีม พร้อมสนับสนุนได้ทุกรูปแบบ ว่ากันตามตรง เขาไม่ใช่แข้งประเภทเชิงดี มีความคลาสสิก เล่นบอลสวยงามชวนมองเลย ตรงกันข้ามดูแข็งท่อด้วยซ้ำ ทว่าในแง่ของประสิทธิภาพแล้ว ตอบโจทย์สำหรับกุนซือแทบทุกคน ซึ่งเคยร่วมงานด้วยกันมา เพราะรู้ว่าหากเล่นได้ดีทั้ง 2 เท้า จะทำให้ได้เปรียบมากขึ้น มิลเนอร์ เลยฝึกการเล่นด้วยเท้าซ้ายข้างไม่ถนัดควบคู่กันไป อย่างน้อยชดเชยเรื่องของพรสวรรค์ ที่ต้องใช้พรแสวงมาต่อสู้ สมัยโตมากับลีดส์ ยูไนเต็ด สร้างความประทับใจตั้งแต่อายุน้อยๆ เขาเริ่มจากการเป็นปีกก่อน เป็นตัวริมเส้นยุคแรกที่ยืนชิดขอบสนาม ใช้ความเร็วกระชากแล้วจบด้วยการครอส ด้วยคุณสมบัติแข็งแกร่งและรวดเร็วจึงช่วยได้มาก กระทั่งลีดส์ตกชั้นสู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพในปี 2004 เขาจึงโดนขายให้นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แม้ไม่เต็มใจนักก็เถอะ แต่เพื่อพยุงการเงินของทีมรักให้สามารถก้าวต่อได้ อย่างไรก็ตามเมื่อแท็คติกหรือรูปแบบฟุตบอลเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มิลเนอร์ ไม่ใช่ประเภทสกิลเหนือชั้น ทักษะเชิงสูง ลำพังความเร็วกับอึด ไม่น่าจะเหมาะสำหรับปีกเท่าไรแล้ว ประกอบกับตอนเล่นตัวรุก บ่อยหนที่เราได้เห็นความมีวินัย ลงมาช่วยเกมรับบ่อยๆ วิ่งขึ้นลงเป็นม้าศึกคึกคะนอง ฉะนั้นไม่น่าแปลกที่เลยถูกจับมาทดลองยืนแบ็ก ซึ่งก็ทำได้ตามมาตรฐาน พอย้ายมาแมนฯซิตี้ในปี 2010 มานูเอล เปเยกรินี่ น่าจะเป็นเจ้านายคนแรกๆ ที่จับลงตรงกลาง เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์เลย เพราะมองเห็นความพิเศษบางอย่าง ด้วยความที่พลังเหลือล้น บวกด้วยวินัยเคร่งครัด หน้าที่ตัดเกมหรือวิ่งไล่บีบพื้นที่ จึงมักเป็นของเขาไปเลย อีกทั้งแข้งซิตี้เป็นพวกสายเทคนิคส่วนใหญ่ การเล่นด้วยวิธีนี้จึงเหมาะสำหรับ มิลเนอร์ มากที่สุด "เขาไม่ใช่พวกเทคดีจ๋าเลยนะ แต่ทำไมเขาถึงพิเศษนะหรือ? เพราะผมสั่งไปเล่นตรงไหน เขาไม่เคยอิดออดเลย ต่อให้ชอบหรือไม่ก็ตาม" เปเยกรินี่ เคยอธิบายไว้เช่นนี้ นี่แหล่ะที่ทำให้ผู้จัดการทีมทั้งหลาย ต่างชื่นชอบทั้งสิ้น มันหาได้ยากมากๆ เพราะว่าไปแล้วดีกรีของ มิลเนอร์ ไม่ธรรมดา แต่กลับปราศจากอีโก้ เปเยกรินี่ ยังรู้ด้วยว่า มิลเนอร์ ไม่ได้อยากเล่นแบ็กนักหรอก แต่เคร่งครัดเสมอ แทบไม่ก่อความผิดพลาดเลย นักเตะที่เล่นได้ครอบคลุมหมด ไม่ว่าจะปีก มิดฟิลด์ตัวกลาง ฟูลแบ็ก บางครั้ง เปเยกรินี่ ยังเปิดเผยว่าดันไปเล่นเป็นกองหน้า พร้อมรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างน่าประทับใจ ไหนจะใช้งาน 2 เท้าได้อย่างดี จะหาได้ง่ายในยุคนี้จริงหรือ ซัมเมอร์ 2015 ลิเวอร์พูลได้ มิลเนอร์ มาแบบฟรีเอเจ้นท์ เพราะทางซิตี้ไม่ขยายสัญญา มองว่าอายุเริ่มมากและค่าจ้างก็แพงเกินจำเป็น แล้ว มิลเนอร์ พิสูจน์ให้เห็นว่า ยังมีพลังและแพสชั่นเต็มเปี่ยม ไม่ได้ลดน้อยถอยลงจากเดิมเลยสักนิด ยังดูเหมือนว่าพีกกว่าตอนเล่นให้เรือใบสีฟ้าด้วยซ้ำ ยิ่งมองว่าลิเวอร์พูลไม่ต้องเสียค่าตัวเลยสักเพนนีเดียว นั่นขับให้ภาพแห่งความคุ้มค่าฉายเด่นยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก วัดจากเกมล่าสุดที่เฆี่ยนเซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งเขาเป็นเหมือนผู้นำในแดนกลาง เป็นแรงขับเคลื่อนอันทรงพลัง แทบไม่เห็นร่องรอยเลยว่า เขาจะต้องแขวนสตั๊ดในเร็ววัน ในความสำเร็จของลิเวอร์พูล มีนักเตะหลายคนยืนอยู่แถวหน้า ได้รับการยกย่องชื่นชมมากมาย แต่สำหรับ มิลเนอร์ ไม่แคร์เลยว่าจะต้องยืนอยู่ข้างหลัง แถมยังพร้อมฉีกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจด้วย ไม่ผิดนักหรอกหากจะบอกว่านี่คือดีลที่โคตรคุ้มมากๆของลิเวอร์พูล -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #บทเรียนที่ไม่เคยสรุปเลย ]

ต้องยอมรับว่าอาร์เซน่อลคือทีมที่ผลงานสวิงอย่างน่าเหลือเชื่อมากในฤดูกาลนี้ พวกเขาสามารถทำสิ่งที่ไม่คาดคิดได้เสมอ อย่างเช่น 3 เกมลีกแรกของเดือนเมษายน โดนคริสตัล พาเลซเปิดบ้านต้อนนิ่ม 3-0 ตามด้วยไบรท์ตันบุกมายัดเยียดความปราชัย 2-1 ก่อนจะเสียท่าให้เซาธ์แฮมป์ตันที่เซนต์ แมร์รี่ส์ 0-1 ทั้งที่เพิ่งโชว์ฟอร์มเปรี้ยงปร้างสุดๆ ไล่กวาดชัย 6 จาก 7 เกมในลีก ตีกรรเชียงขึ้นมาลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์อย่างเซอร์ไพรส์ หรือย้อนกลับไปตอนออกสตาร์ตฤดูกาลนี้ ก็พ่ายเรียบ 3 เกมแรกแบบหมดสภาพ ยิงไม่ได้เลยสักประตู เสียไปถึง 9 จนเก้าอี้ผู้จัดการทีม มิเกล อาร์เตต้า โยกคลอน จะไปเหล่มิไปเหล่อยู่แล้ว แต่ใครจะไปเชื่อล่ะว่า 8 เกมถัดมา ทัพปืนโตจะฟื้นคืนชีพอย่างรวดเร็ว ชนะ 6 และไม่แพ้เลย เป็นการเสมออีก 2 แล้วก็มักจะวนเวียนอยู่คล้ายๆลักษณะนี้ รักษามาตรฐานไม่ได้เลย สถานการณ์แกว่งไปมาสุดแรง มันยากมากสำหรับการคาดเดาหรือวิเคราะห์อาร์เซน่อลแต่ละเกม เช่นเดียวกับความพ่ายแพ้ 2 เกมล่าสุด เจอท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ล้างแค้น 3-0 ต่อด้วยนิวคาสเซิ่ลถลุง 2-0 ส่งผลให้ความได้เปรียบจนท็อปโฟร์ ที่เคยกำไว้แน่นในมือ หลุดลอยไปดื้อๆ อย่างไม่สมเหตุผลสักเท่าไร ศึกนอร์ธลอนดอน ดาร์บี้เมื่อสัปดาห์ก่อน แสดงความผิดพลาดให้เห็นแบบไม่สมควรเลย ใบแดงของ ร็อบ โฮลดิ้ง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งแรก กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ มันไม่สามารถอธิบายได้เลยว่า ทำไมต้องทำฟาวล์เลินเล่อดังกล่าว ในเกมที่สำคัญเช่นนี้ ผลออกเสมอมาอาร์เซน่อลก็ยังไม่เสียหายด้วยซ้ำ แต่นี่แพ้ยับ พร้อมกับส่งผลเรื่องจำนวนประตูได้เสียแบบไปกลับของสองทีม ส่วนเกมเมื่อคืนวันจันทร์ มันก็สะท้อนเช่นกันถึงร่องรอยความบกพร่องที่ยังหลงเหลืออยู่และนำไปสู่ความพ่ายแพ้อีกครั้ง อาจจะจริงที่ว่าการเผชิญหน้านิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดชั่วโมงนี้ ไม่มีอะไรง่ายเลย นี่คือทีมที่แข็งแกร่งในบ้านมากๆนับตั้งแต่ปฏิทินเปลี่ยนปีเป็นต้นมา แต่อย่างน้อยๆ ผู้เล่นอาร์เซน่อลก็น่าจะโชว์ให้เห็นคลาสมากกว่านั้น รวมถึงสภาพจิตใจที่น่าจะมีปัญหา พอต้องเจอความกดดันแล้วไม่อาจรับมือได้ อย่าลืมว่าอาร์เซน่อลคือสโมสรพรีเมียร์ลีก ที่ใช้งบประมาณเสริมผู้เล่นใหม่มากสุดเมื่อตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเขาลงทุนไปเกือบ 150 ล้านปอนด์ ด้วยความหวังที่ว่าจะยกระดับทีมให้กระเตื้องขึ้นได้ พร้อมทั้งไปสู่เป้าหมายกลับคืนสู่เวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก การที่ไม่ได้เล่นเกมยุโรปเลย นั่นยังน่าจะช่วยให้เพ่งสมาธิไปที่เกมลีกเป็นหลัก ไม่ต้องทำศึกรอบด้าน เสี่ยงอาการบาดเจ็บและกรอบล้า หากว่าจะเลือกมองในแง่บวก อย่างไรก็ตามบรรดาแข้งที่ซื้อมา บางคนยังไม่อาจทำผลงานได้อย่างที่คิดไว้ 2 คนที่สอบตกกราวรูดแน่ๆคือ นูโน่ ตาวาเรส และ แซมบี้ โลก็องก้า ซึ่งยังต้องพยายามพัฒนาและเค้นฟอร์มให้ดีกว่าที่เห็น ส่วน มาร์ติน โอเดการ์ด ที่ซื้อมาแบบขาดตัว 30 ล้านปอนด์ ก็ต้องแบกรับภาระหน้าที่เพลย์เมคเกอร์ได้แบบสม่ำเสมอ บางเกมก็เหมือนถูกลักพาตัวหายไป ทั้งที่ได้ออกสตาร์ต เบน ไวท์ ก็ยังรอบ่มให้สุกเพิ่มอีก การจะดีดตัวเองขึ้นเป็นเสาหลักแนวรับในทีมอาร์เซน่อล มันเป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัสมาก คุณอาจก่อความผิดพลาดได้ แต่ต้องให้น้อยที่สุด ในขณะที่ ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ ผู้โดดเด่นในตำแหน่งแบ็กขวา ทั้งแข็งแกร่ง รวดเร็ว ปรับตัวดีเยี่ยม จิตใจก็ดูกล้าหาญ แต่กลับโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน ร่างกายเผยให้เห็นปัญหาจนน่าเป็นห่วง เมื่อผู้เล่นส่วนใหญ่ในระดับกระดูกสันหลัง ไม่อาจรักษามาตรฐานได้ นั่นแหล่ะกลายเป็นปมสำคัญ ทำให้ฟอร์มขึ้นลงเหวี่ยงไปมา จนทำท่าจะหลุดท็อปโฟร์เข้าไปแล้ว อีกทั้งเรื่องวินัยในสนาม ดูเหมือนว่า อาร์เตต้า จะไม่อาจแก้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด นับตั้งแต่มารับงานเมื่อธันวาคม 2019 ผู้เล่นปืนโตเจอไล่ออกไปแล้ว 13 ครั้งด้วยกัน เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ส่วนใบแดงของ โฮลดิ้ง คือครั้งที่ 4 ในซีซั่นนี้ สูงเป็นอันดับสองรองจากเอฟเวอร์ตัน เวลาที่ทีมเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า มันหมายถึงแข้งคนอื่นๆที่เหลือในสนามจะต้องทำงานหนักขึ้นอีก โอกาสเสียประตูหรือพ่ายแพ้ก็มากเป็นเงาตามตัว ฉะนั้นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่คนเป็นกุนซือต้องย้ำนักย้ำหนาคือ ระวังการทำฟาวล์จนถึงขั้นโดนไล่ออก เพราะมันส่งผลกระทบจริงจังชัดเจน ประเด็นที่น่าสนใจคือ อาร์เตต้า มักจะถูกมองมาด้วยสายตาประมาณว่า ควบคุมผู้เล่นตัวเองไม่ค่อยอยู่ ก่อนหน้านี้มีคดีความกับ ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมย็อง มาพักใหญ่แล้ว กว่าจะเขี่ยพ้นทีมได้ ก็กินเวลามายาวนาน ถ้าจะให้ดีควรเพิ่มความเข้มงวดหรือออกมาตรการมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้โดนใบแดงกันเป็นว่าเล่น นั่นคือวินัยในสนาม ส่วนนอกสนามก็ไม่ต้องไปไหนไกลเลย ยกเอาเคสล่าสุดที่ กรานิต ชาก้า ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมด้วยความผิดหวัง "ถ้าใครไม่พร้อม ก็ขอให้นอนอยู่บ้านเถอะ มันไม่ได้เกี่ยวกับอายุนะ เราต้องการคนที่ใจสู้ หากกลัวก็อยู่บนม้าสำรองก็ได้" ชาก้า อาจจะพูดถูก แต่การคุยผ่านสื่อเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะเช่นนี้ มันไม่ถูกเลย ยังไงก็กระทบต่อทีมสปิริต แกรี่ เนวิลล์ และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ 2 กูรูดังวิเคราะห์เกม ต่างมองคล้ายกันว่า เราสามารถตำหนิเพื่อนร่วมทีมได้ แต่ควรเป็นหลังฉาก ไม่ใช่โจ๋งครึ่มกันอย่างนี้ อีกทั้ง ชาก้า เองก็เคยทำผิดอย่างไม่สมควรมาเยอะ หากจะโทษเพื่อนๆ ก็ควรย้อนมองดูตัวเองก่อนด้วย จะได้ไม่เกิดปัญหาลุกลามบานปลาย แล้วเรื่องเหล่านี้มาเกิดขึ้นหลังจาก อาร์เตต้า เพิ่งขยายสัญญาฉบับใหม่ได้เพียง 10 วันเท่านั้นเอง พร้อมทั้งได้อัพค่าจ้างเป็น 5 ล้านปอนด์ต่อปีด้วย แน่นอนฝ่ายบริหารอาร์เซน่อล ย่อมไว้เนื้อเชื่อใจกุนซือสแปนิช ว่าจะช่วยซ่อมและสร้างให้ทีมกลับมาผงาดอีกครั้งในอีกไม่นาน โดยเริ่มต้นที่กลับสู่เวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก่อน แต่หากนัดสุดท้ายเกมลีกในวันอาทิตย์นี้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ไม่สะดุดขาตัวเองจนหน้าคะมำ นั่นหมายความว่าปืนโตจะยังไม่ได้ร่วมสังฆกรรมยูซีแอล เป็นปีที่ 6 ติดต่อกันเข้าให้แล้ว ครั้งสุดท้ายต้องย้อนกลับไปฤดูกาล 2016/17 โน่นเลย มันนานมากจนกูนเนอร์สบางคน หลงลืมบรรยากาศไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อาร์เต้ต้า จะต้องปะทะกับความกดดันหนักข้อกว่าเดิมอีก ฤดูกาลหน้าถ้าไม่กระเตื้อง สัญญาระยะยาวก็คงช่วยเป็นเกราะกำบังลำบาก ไม่ว่าอย่างไร เขาต้องพยายามค้นหาแนวทางหรือมาตรฐานที่ชัดเจน ก่อนที่จะไม่ได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ครบสัญญา ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เราย้อนเวลาไม่ได้ ]

ซัมเมอร์ 2021 หรือย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ลิเวอร์พูลต้องสูญเสียผู้เล่นคนสำคัญคือ จินี่ ไวจ์นัลดุม แบบฟรีเอเจนท์ ไม่ได้ค่าตัวแม้แต่เพนนีเดียว ตัวนักเตะเลือกย้ายไปปารีส แซงต์ แชร์กแมง ท่ามกลางความเชื่อว่าเรื่องเงินคือตัวแปรสำคัญ ทางนั้นจ่ายค่าจ้างให้มหาศาลกว่า หากเทียบกับสัญญาฉบับใหม่ที่หงส์แดงยื่นมาให้ ในขณะเดียวกัน จินี่ ที่ทำท่าจะเลือกบาร์เซโลน่า เพราะเป็นความฝันส่วนตัวว่าอยากเล่นให้สโมสรแห่งนี้ ตามรสนิยมของนักเตะดัตช์ส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มา ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวคนดังเกี่ยวกับตลาดซื้อขาย ระบุเอาไว้ว่า ทางเปแอสเชจ่ายค่าจ้างแบบดับเบิ้ล จนทำให้บาร์ซ่าล่าถอยยอมแพ้ สู้เงินไม่ไหว ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Capology เปิดเผยไว้ว่า ไวจ์นัลดุม ฟันค่าเหนื่อยปีละ 17.27 ล้านยูโรหรือคิดเป็นสัปดาห์คือ 332,115 ยูโร สูงเป็นอันดับ 7 ของทีมชุดปัจจุบัน ซึ่งอัดแน่นไปด้วยซูเปอร์สตาร์ ในขณะที่ข้อมูลจาก salary sport อ้างว่า ไวจ์นังดุม รับค่าจ้างมากเป็นอันดับ 9 ของเปแอสเช ใกล้เคียง 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แน่นอนว่าเรื่องเงินค่าจ้างไม่เป็นที่ยืนยันชัดเจนหรอก ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้เป็นความลับ แต่เราพอจะบอกได้ว่า ไวจ์นัลดุม ได้ในเรตสูงจริงๆ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย หากใครต่อใครจะเชื่อว่า เงินคือปัจจัยสำคัญทำให้เกิดดีลนี้ ตอนตัดสินใจว่าจะไม่ต่อสัญญากับลิเวอร์พูล เขาได้แจกแจงถึงเหตุผลไว้อย่างน่าสนใจ โดยส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกผิดหวังที่ตัวเองมักตกเป็นเหยื่อยประจำ ในยามทีมผลงานไม่ดี แฟนบอลบางส่วนคิดเอาเองว่า เขาเล่นแบบไม่ทุ่มเทจริงจัง รอวันที่จะย้ายทีม นี่แหล่ะที่ทำให้คาใจและตัดสินว่าควรไปดีกว่า "ทั้งตอนลงแข่งและซ้อมผมจะทำงานอย่างเต็มที่ ลิเวอร์พูลมีความสำคัญกับผม ทุกคนต่างรู้ดี" "แต่มีบางครั้ง ทำให้รู้สึกว่าไม่มีใครรักผมเลย เหมือนไม่ต้องการให้ผมอยู่ ไม่ใช่เป็นเพื่อนร่วมทีมหรอกนะ ไม่ใช่ทุกคนจากเมลวู้ดเลย พวกเขาให้ความรักกับผม ผมก็รักพวกเขา แต่เกิดจากคนอีกด้านมากกว่า" "แฟนในสนามและแฟนในโซเชี่ยล คือความแตกต่างกัน แฟนในสนามนี่ ผมไม่อาจนึกถึงอะไรแย่ๆจากพวกเขาได้เลย พวกเขาต่างสนับสนุนผมเสมอมา" "แต่ถ้าเป็นในโชเซียล ถ้าเราแพ้ขึ้นมา ผมมักจะโดนตำหนิ ด้วยเหตุผลอยากย้ายทีม มันจึงทำให้ผมคิดว่า พวกเขาคงคิดเองว่าผมฟิตและพร้อมเล่นทุกเกม แต่ถ้าเล่นไม่ดีจริงๆ ผมก็พร้อมนำกลับไปปรับปรุง" "มีบางช่วงที่ผมรับรู้ว่าไม่ได้รับความรัก มันเกิดขึ้นใน 2 ฤดูกาลสุดท้าย พวกสื่อก็ทำให้สถานการณ์แย่ลง มักบอกว่า ผมไม่รับข้อเสนอลิเวอร์พูล เพราะต้องการเงินมากกว่าเดิม" "แฟนก็เลยเชื่อไปว่า เมื่อไม่ได้ตามที่เรียกร้อง ก็เลยไม่ตั้งใจเล่น ไม่ต้องการชนะ ผมเลยได้แต่รู้สึกว่า อะไรวะ ผมอีกแล้วหรือเนี่ย?" นี่คือบางส่วนของบทสัมภาษณ์ ไวจ์นัลดุม ซึ่งบางคนได้ยินแล้วก็เห็นใจ แต่ก็มีบ้างที่ยังฝังแน่นในความรู้สึก ยังไงต้องเป็นเรื่องเงินแน่นอน เจมี่ คาร์ราเกอร์ คือหนึ่งในคนที่ไม่เชื่อ โดยแสดงความเห็นว่า ไวจ์นัลดุม ไม่ควรเอาคอนเมนต์ในโซเชี่ยลมาเป็นข้ออ้างหรือทำให้รบกวนจิตใจหรอก ในโลกโซเชี่ยลมันเหมือนละครสัตว์ ทุกสโมสรต่างก็มีตัวตลกด้วยกันทั้งนั้นแหล่ะ เราต่างก็น่าจะเข้าใจดีอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งมาเกิดขึ้น "เขาแค่อยากได้เงินมากกว่าเดิมและสโมสรบอกว่าไม่ได้ นั่นแหล่ะคือฟุตบอล!" ประโยคนี้คือบทสรุปของ คาร์ร่า ซึ่งกระชับชัดเจนดี ไม่จำเป็นต้องยกนั่นนี่มาอ้างให้เสียเวลาเลย ทุกคนต่างเห็นและรับรู้ดีอยู่แล้วว่า ไวจ์นัลดุม เป็นที่ยอมรับ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีที่ลิเวอร์พูล ยกระดับเป็นแกนหลักในทีม จนประสบความสำเร็จฟาดมาหมดทั้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกและพรีเมียร์ลีก เจอร์เก้น คล็อปป์ พยายามโน้มน้าวทุกวิถีทางแล้ว กระทั่งเข้าใจว่าคงยาก ในเมื่อข้อเสนอมีเพดานที่วางไว้อยู่ คงไม่อาจปล่อยให้ทะลุเกินลิมิต ซึ่งมันอาจส่งผลกระทบถึงโครงสร้างในอนาคต ดังนั้น ไวจ์นังดุม จึงเก็บสัมภาระ โยกไปปารีสฯ พร้อมเสียงบ่นเสียดายจากเดอะ ค็อปมากมาย ไม่แน่ใจเหมือนกัน ความรู้สึกเสียดายดังกล่าว จะยังหลงเหลือมากน้อยแค่ไหนในเวลานี้ ---------------------- นอกจากต้องปรับตัวกับปารีส แซงต์ แชร์กแมงแล้ว อุปสรรคหลักใหญ่ของ ไวจ์นัลดุม คือการแย่งตำแหน่งตัวจริง ในทีมชุดปัจจุบันมีมิดฟิลด์ตัวกลางหรือที่เล่นตำแหน่งคล้ายกัน เป็นคู่แข่งพอสมควรเลย ไม่ว่าจะเป็น เลอันโดร ปาเรเดส , อดริสซ่า กานา เกย์ , มาร์โก แวร์รัตติ , อันเดร เอร์เรร่า และ ดานิโล่ เปเรยร่า ไม่ง่ายเลยที่จะแทรกตัวเป็นตัวเลือกต้นๆหรือกระทั่งลงตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ จึงต้องเริ่มด้วยการเป็นตัวสำรอง ผลงานเมื่อนับถึงปัจจุบัน ดูเผินๆแล้วไม่ได้แย่อะไรนัก ลงในลีกเอิงถึง 30 เกม แต่เมื่อแยกย่อยลงรายละเอียด มันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย เขาเป็นตัวจริง 18 นัด สำรอง 12 นัด และเล่นครบ 90 นาทีแค่ 7 นัดเท่านั้นเอง พอจะฟ้องได้ว่า นี่คือนักเตะที่อยู่ในโหมดอะไหล่มากกว่า ส่วนยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซึ่งเป็นความหวังใหญ่ ได้เล่นแค่รอบแบ่งกลุ่มเท่านั้นและออกสตาร์ตแค่ 2 เกมอีกต่างหาก ที่เหลือคือนั่งรอโอกาสต่อไป มันชัดเจนแล้วว่า ในเกมสำคัญหรือมีความหมาย ไวจ์นัลดุม เป็นได้เพียงแค่ตัวสแตนบายด์เท่านั้นเอง ส่วนช่วงหลังที่ได้ลงมากขึ้น มีสาเหตุมาจากอาการบาดเจ็บของ อันเดร เอร์เรร่า ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์และเพิ่งเรียกฟิตลงได้ในเกมล่าสุด ในขณะเดียวกัน บางนัดทาง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็ถอยเอา ดานิโล่ เปเรยร่า ไปเป็นเซ็นเตอร์แบ็ก ทำให้โควต้ากองกลางพอมีที่ว่างอยู่บ้าง เมื่อได้ลงเล่นแบบกระปริดประปรอย แถมผลงานยังดร็อปลงไป ไม่โดดเด่นเหมือนตอนเล่นลิเวอร์พูล มันจึงกระทบชิ่งมายังสถานะในทีมชาติฮอลแลนด์ด้วย หลุยส์ ฟานกัล กุนซือดัตช์ ประกาศรายชื่อผู้เล่นทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เดือนหน้าเจอทั้งเบลเยี่ยม , เวลส์และโปแลนด์ โดยที่ไร้ชื่อ ไวจ์นัลดุม ด้วยเหตุผลที่เข้าใจกัน นั่นคือผลงานจากสโมสร "โชคร้ายที่สถานการณ์ของ จินี่ ที่สโมสรเปลี่ยนแปลงน้อยไป ผมจึงต้องหาคนอื่นมาทดแทน เสียใจด้วยจริงๆ" ฟานกัล ว่าไว้อย่างชัดเจน แล้วเมื่อหันมามองลิเวอร์พูลในเวลานี้ ซึ่งกวาดไปแล้ว 2 แชมป์ลีกคัพและเอฟเอคัพ รวมทั้งลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ 4 แชมป์ ไม่รู้เหมือนกันว่า ไวจ์นัลดุม จะคิดอย่างไร เขากำลังจากลิเวอร์พูลมาครบ 1 ปีและคงไม่คิดว่า มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายเช่นนี้หรอก เปล่าประโยช์ที่จะไปถามว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ ยังจะตัดสินใจอย่างเดิมหรือเปล่า เพราะเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้นั่นเอง --------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เมื่อกองหน้าคือปัญหา ]

ตอนเห็นไลน์อัพเชลซีก่อนทำศึกนัดชิงเอฟเอคัพกับลิเวอร์พูล มีหลายคนข้องใจ โรเมลู ลูกากู ซึ่งช่วงหลังผูกขาดตัวสำรอง กลับได้ออกสตาร์ต ในขณะที่ ติโม แวร์เนอร์ เป็นอะไหล่ที่ข้างสนามและ ไค ฮาแวร์ทซ์ ชื่อหายจ้อย ทั้งที่ก่อนหน้าไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน นอกจากนี้ช่วงเปลี่ยนผู้เล่น ซึ่งสามารถใช้โควต้าได้ถึง 6 คน เพราะมีการต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที เล่นกันแบบมาราธอน แวร์เนอร์ ยังคงนั่งหน้าเครียดอยู่ข้างสนาม ไม่ได้ถูกส่งลงไป แม้จะเห็นกันอยู่ว่าแนวรุกมีปัญหา แถม โธมัส ทูเคิ่ล ยังเปลี่ยนตัวแปลกๆอีก รูเบน ลอฟตัส ชีค ได้รับโอกาสในนาทีที่ 105 ก่อนจะถูกดึงออกในนาทีที่ 119 เพื่อเปิดทางให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ลงมาเพื่อเป็นหนึ่งในมือปืนยิงจุดโทษตัดสิน พอเกมจบลงพร้อมความผิดหวังซ้ำรอยเดิมของเชลซี ราวกับฉายหนังม้วนเดิมจากเกมนัดชิงคาราบาวคัพ นักข่าวที่กังขาจึงได้โอกาสสอบถาม ทูเคิ่ล ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแผงรุกกันแน่ ทูเคิ่ล แจกแจงไปว่า ฮาแวร์ทซ์ โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบริเวณเอ็นร้อยหวายและเกิดจากตัวเอง ไม่ได้ปะทะกับใคร จนลงซ้อมไม่ไหวและรอกระทั่งเช้าวันเสาร์ ก็ยังไม่กระเตื้องอีก เลยต้องจัดการถอดชื่อออกซะ ส่วน แวร์เนอร์ เจ็บที่เดียวกันเป๊ะ รู้สึกไม่ค่อยโอเคตอนอบอุ่นร่างกาย เลยมาเดินมาแจ้ง สุดท้ายก็บอกว่าไม่ไหวจริงๆ จึงไม่มีส่วนร่วมในเกมนี้อย่างน่าเสียดาย จริงๆ ทูเคิ่ล ก็อธิบายได้ชัดเจนในระดับหนึ่ง ไม่น่าจะมีอะไรเคลือบแคลงน่าสงสัยหรือเหมือนซ่อนอะไรไว้ อย่างไรก็ดี พวกสื่อแม้กระทั่งแฟนบอลบางคนก็ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับพวกผู้เล่น เกิดรอยร้าวหรือมีบางอย่างขัดแย้งกันหรือเปล่า หากย้อนดูปูมหลังเราพอจะรับรู้กันว่า กุนซือเยอรมันเคยให้สัมภาษณ์ออกสื่อในแง่ไม่ค่อยดีสักเท่าไรนัก โดยเฉพาะช่วงคุมปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก่อนจะโดนปลด เขาคุยกับทาง Sport1 สื่อกีฬายักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ แล้วท่อนหนึ่งเปรียบเทียบตัวเองมีบทบาทเหมือนรัฐมนตรีกีฬามากกว่าเทรนเนอร์สโมสรฟุตบอล แทนที่จะได้ทำหน้าที่คุมลูกทีมซ้อม คิดค้นแท็คติกตามปกติ แต่นี่ต้องมาเกี่ยวข้องแทบทุกเรื่อง บางอย่างหยุมหยิมมากและไม่น่าดึงคนเป็นกุนซือไปยุ่งด้วยเลย ว่ากันว่าบทสัมภาษณ์นั้น เป็นเหมือนยาพิษที่เขากลืนลงคอไปเอง ก่อนจะโดนเชือดพ้นตำแหน่ง บอร์ดบริหารไม่แคร์ด้วยว่า ซีซั่นที่แล้วกวาดแชมป์ในประเทศครบ 4 รายการหรือพาทีมผ่านเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ทูเคิ่ล มักจะเริ่มคุยกับสื่อมากขึ้น บางทีก็พูดจากไม่ค่อยรื่นหูเท่าไรนัก ช่วงย้ายคุมทีมแทน แฟร้งค์ แลมพาร์ด เมื่อต้นปีที่แล้ว เขาค่อนข้างเงียบเชียบ เจียมเนื้อเจียมตัวดีเลย อาจจะเพิ่งผ่านบทเรียนอันเลวร้ายมาจากเปเอสเชก็เป็นได้ เลยคิดว่าไม่ควรออกมาพูดอะไรที่เยอะเกินไป ปรากฏว่าผลงานของเชลซีเปลี่ยนแปลงดูผิดหูผิดตาแค่ไม่กี่สัปดาห์ นอกจากผ่านภารกิจพาทีมจบท็อปโฟร์ได้ตามเป้าแล้ว ยังผ่านไปถึงนัดชิงเอฟเอคัพอีก ก่อนพ่ายเลสเตอร์อย่างน่าเจ็บใจ ไฮไลต์อยู่ที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงต้องดวลแมนฯซิตี้ ซึ่งเป็นรองพอสมควร แต่กับโชว์การแก้หมากกำหนดแท็คติกอย่างน่าทึ่ง โค่นลงได้อย่างใสสะอาด ผงาดครองเจ้ายุโรปอย่างสมเกียรติ ทูเคิ่ล ใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น สำหรับการผ่าตัดแปลงโฉมเชลซีให้เปลี่ยนไปจากหลังมือเป็นหน้ามือ ไม่น่าแปลกใจที่ใครต่อใคร อันหมายถึงพวกสื่ออีกมาก จะยกรางวัลกุนซือยอดเยี่ยมแห่งซีซั่นให้ไปเลย รางวัลสำคัญส่วนตัวอย่าง กุนซือเยอรมันยอดเยี่ยมแห่งปี , กุนซือยอดเยี่ยมยูฟ่า , กุนซือดีสุดของฟีฟ่าและซิวยอดโค้ชของ IFFHS อีกต่างหาก ดังนั้นแฟนบอลเชลซีจึงคาดหวังไว้มากว่า พอฤดูกาลนี้เปิดฉากขึ้นเชลซีจะต้องก้าวขึ้นมาท้าทายแมนฯซิตี้บนบัลลังก์พรีเมียร์ลีกแน่ เชลซีเริ่มต้นได้ดีมากๆ บดบี้ไล่ขยี้มากับแมนฯซิตี้และลิเวอร์พูล ก่อนจะมาแผ่วปลายหลุดโค้งเอง ไม่ได้เป็นแคนดิเดตลุ้นแชมป์ ทั้งที่เคยเป็น 1 ในม้า 3 ตัว ถูกคาดหมายว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยก่อน พอหลุดจากสารบบพรีเมียร์ลีกแล้ว พวกเขายังมีโอกาสสำหรับบอลถ้วยทั้งสองรายการ ยังคงผ่านเข้ามาชิงสำเร็จ ทูเคิ่ล หวังจะแก้ตัวให้ได้ด้วยจากเอฟเอคัพที่พลาดน่าเสียดายเมื่อปีที่แล้ว ทว่าตกม้าตายเองทั้งเอฟเอคัพและลีกคัพ แถมยังเจ็บปวดตรงที่พ่ายลิเวอร์พูลจากจุดโทษทั้งสองนัด มันเลยเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมเชลซีจึงไม่เปล่งประกายเหมือนซีซั่นที่แล้ว ปัญหาอยู่ตรงไหนและมันเกิดจากอะไร ประเด็นที่ทำให้ ทูเคิ่ล หนักอกหนักใจมากๆคงจะเป็นเรื่องของกองหน้า ตอนที่รู้ว่าจะมารับงานกู้วิกฤตเชลซี หลายต่อหลายคนคาดว่า ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งกลายเป็นสิงห์ปืนฝืด จะถูกขัดเกลาให้กลับมาคมกริบอีกครั้ง เพราะคราวนี้ได้กุนซือบ้านเดียวกันมาเป็นบอสเลย ดูแล้ว ทูเคิ่ล น่าจะมีคู่มือหรือหาวิธีรีดเค้นศักยภาพของ แวร์เนอร์ ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ กระนั้นการย้ายมาอย่างคาดไม่ถึงของ โรเมลู ลูกากู ก็ก่อให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน แพลนเดิมที่ ทูเคิ่ล วางเอาไว้คือให้บอร์ดไปกระชาก เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ มาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์เลย มีโอกาสจะปิดดีลได้แล้ว แต่สุดท้ายสู้ราคาไม่ไหว เพราะคอร์สสูงทั้งค่าตัวและค่าจ้าง ค่าตัวทะลุ 150 ล้านปอนด์แน่ๆ ค่าจ้างก็ไม่น้อยกว่า 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เลยต้องเหยียบเบรกไว้ก่อน ก่อนจะเป็น ลูกากู ที่โยกมาแทน เป็นการรีเทิร์นถิ่นเก่าอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นแค่อะไหล่หรือเพื่ออนาคต แต่เขามาเป็นเสาหลักในปัจจุบันเลย เดาไม่ยากหรอกว่า ทูเคิ่ล ไม่ใช่คนที่ต้องการ ลูกากู น่าจะเป็นฝ่ายบริหารจัดการดึงมาให้ใช้และผลลัพธ์ก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนั่นแหล่ะ ลูกากู ไม่ใช่กองหน้าในแบบฉบับของ ทูเคิ่ล เลยสักนิด เพรสแดนบนไม่แน่น แถมไม่ใช่พวกเทคนิคดีอะไรนัก เล่นหน้าเดียวคือบังบอล เก็บไว้แล้วคอยไถไป ไหวพริบก็ไม่ค่อยมี นั่นเลยล้มเหลว จากที่ต้องเป็นตัวจริง ก็เลยหลุดไปนั่งสำรองส่วนใหญ่ในช่วงหลัง แวร์เนอร์ เลยได้เบียดขึ้นมาบ้าง แต่หลักๆแล้วต้องฝากความหวังไว้ที่ ฮาแวร์ทซ์ ทั้งที่ไม่ใช่ประเภทหน้าเป้าเบอร์ 9 เลย เป็นสองฤดูกาลติดต่อกันที่เชลซีไม่อาจแก้ไขปัญหาเรื่องกองหน้าได้ แม้กระทั่ง ทูเคิ่ล ก็ยังไม่อาจเคลียร์ให้สะเด็ดน้ำเลย อีกทั้งยังต้องระวังเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับทั้ง ลูกากู และ แวร์เนอร์ หวั่นใจว่ามีโอกาสเกิดแรงกระเพื่อมใต้น้ำได้ เชื่อกันว่าเขายังน่าจะได้คุมทีมต่ออย่างน้อยก็อีกฤดูกาล แต่บนความแน่นอนนั้น มันก็สั่นคลอนด้วยเช่นกัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเชลซี ทูเคิ่ล จะผ่านสภาวะแบบนี้ไปได้อย่างไร น่าสนใจเลยจริงๆ ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ประตูสู่ซูเปอร์สตาร์ ]

ย้อนกลับไปยังตุลาคม 2020 หลังจบเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มซึ่งเรอัล มาดริดบุกไปเสมอโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 2-2 มีกล้องวงจรปิดจับภาพและเสียงบางอย่างไว้ได้ ก่อนแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและกลายเป็นดราม่ายึดพื้นที่สื่อกีฬา ดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้อย่างมากมาย จุดเริ่มมาจากระหว่างพักครึ่ง ก่อนผู้เล่นทั้งสองทีมลงมาดวลกันอีก 45 นาที ตอนออกมาจากห้องแต่งตัวแล้วยืนรอเวลากันอยู่นั้น คาริม เบนเซม่า พูดอะไรบางอย่างกับ แฟร์กล็อง เมนดี้ เพื่อนร่วมทีม ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสเหมือนกัน "อย่าไปส่งบอลให้มันนะเว้ย สาบานด้วยชีวิตแม่ฉันเลยว่า เขาจะทำให้พวกเละเทะกันหมด" แรกทีเดียวไม่รู้เหมือนกันว่า เบนเซม่า หมายถึงใครกันแน่ แต่พอลองสุ่มคำตอบไม่น่ายากเลย วินิซิอุส จูเนียร์ ซึ่งเล่นตัวรุกฝั่งซ้าย อยู่ข้างหน้า เมนดี้ ที่ประจำการแบ็กนั่นแหล่ะ เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า เพราะเหตุใด เบนเซม่า ถึงหงุดหงิดรุ่นน้องที่ต้องประสานงานกันในแนวรุก วินิซิอุส ติดนิสัยชอบเลี้ยงบอลพาขึ้นไปข้างหน้าด้วยตัวเอง บางจังหวะควรจะส่งให้เพื่อน ซึ่งอยู่ในตำแหน่งดีกว่าก็ไม่สนใจ มุทะลุจะทำอย่างตั้งใจ สุดท้ายก็เสียบอล ปล่อยโอกาสได้ประตูหลุดลอย นานๆมาทีไม่เท่าไร แต่นี่บ่อยหนจนมันชักน่ารำคาญ บางจังหวะสปีดมาเต็มที่ ก็กลายเป็นว่าวิ่งมาเสียแรงฟรีอีก แล้วภาพจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นกันอยู่ว่า วินิซิอุส เดินออกมาจากห้องแต่งตัว ยืนอยู่ไม่ห่างเท่าไร น่าจะพอสังเกตุหรือจับสถานการณ์ได้เหมือนกัน ตอนนั้นสื่อหลายสำนัก ต่างพุ่งเป้ามายัง เบนเซม่า ทำอย่างนี้ดูไม่เหมาะสมนัก เป็นรุ่นใหญ่ ใจต้องนิ่งสักหน่อย ไม่ใช่คอยว่ารุ่นน้องลับหลัง ที่สำคัญมีปัญหาอะไร ควรทำความเข้าใจกับ วินิซิอุส เองเลย อย่างไรก็ตามนี่อาจจะเป็นอารมณ์ตามปกติของพวกแข้งอาชีพก็เป็นได้ แบบว่าบางทีมีพูดในลักษณะนี้กัน "ไม่ต้องไปส่งให้มันนะ โคตรขี้เลี้ยงเลย" แต่บังเอิญพอพลาดมาออกสื่อ หลักฐานชัดมัดจนดิ้นไม่หลุด เลยกลายเป็นเหตุบานปลาย ภายหลังมีข่าวว่า เบนเซม่า ได้มาขอโทษรุ่นน้องเรียบร้อย ซึ่งทุกอย่างราบรื่นดี มีการปรับความเข้าใจกัน อย่างน้อย วินิซิอุส ก็มักให้สัมภาษณ์ในแง่บวกเสมอ ไม่เคยคิดจะปีนเกลียวเลย บ่อยครั้งที่เขากล่าวถึง เบนเซม่า ในเชิงยกย่อง ร่วมงานกันถือเป็นโอกาสดีสำหรับเรียนรู้เพื่อพัฒนาต่อไป อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ย้ายมาเรอัล มาดริดด้วยค่าตัวเหยียบ 50 ล้านยูโรในปี 2018 ก็ยังไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก อาจเพราะอายุยังน้อย แบกความหวังระดับสูงคงลำบาก ลองนึกภาพเด็กหนุ่มที่อายุเพิ่งครบ 18 ปี ต้องจากบ้านเกิดที่บราซิล มาอาศัยในประเทศที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งอากาศ อาหาร วัฒนธรรมมากมาย ไหนจะภาษาที่ไม่เหมือนกันอีก ต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควร แม้จะเป็นคนมีนิสัยเชื่อมั่นตัวเองสูง แต่เมื่อเจออุปสรรคอย่างนี้เข้า ยังไงก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยเลย ช่วงแรกเป็นตัวสำรองส่วนใหญ่ แต่ด้วยความที่ซ้อมดีมาก จนสร้างความประทับใจให้กับกุนซือและสต๊าฟฟ์ เขาจึงมีชื่ออยู่เสมอ ต่อให้เป็นแค่สำรองก็ตาม อีกทั้งอายุยังน้อยมากจริงๆ ยังมีลู่ทางสำหรับพัฒนาปรับปรุงฝีเท้าได้อีกมาก เพราะพื้นฐานอื่นพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเร็วที่อยู่ในเลเวลนักวิ่งระยะสั้นหรือสปรินเตอร์ รวมถึงสกิลอันยอดเยี่ยม เหมือนเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมา 3 ฤดูกาลแรกยิงรวมกัน 15 ประตูทุกรายการ ส่วนแอสซิสต์ทั้ง 22 ซึ่งจะว่าไปก็ยังน้อยอยู่ดี เมื่อดูจากจำนวนนัดและนาทีที่อยู่ในสนาม กระทั่งการมาของ คาร์โล อันเชล็อตติ เทรนเนอร์คนใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดหักเหสำคัญ จากตัวรุกริมเส้นที่ชอบเลี้ยง ชอบลุยดุ่ยๆไปข้างหน้า เหมือนไม่ค่อยมีจุดหมายหรือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เขาเปลี่ยนวิธีการอย่างน่าทึ่ง เมื่อรู้ว่ามีจุดแข็งคือความเร็วที่เหนือกว่าพวกกองหลังฝั่งตรงข้าม จึงใช้จุดนี้โจมตี ขณะเดียวกันก็พยายามสอดสายตามองหาเพื่อนร่วมทีม หากจังหวะไหนมองแล้วว่าตันแน่ๆ มีโอกาสเสียบอลสูง ก็ไม่ดึงดัน พร้อมส่งคืนหลังมาตั้งใหม่ ในขณะเดียวกัน วินิซิอุส เปิดเผยว่า อันเช่ นี่แหล่ะช่วยเสริมสร้างความมั่นให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความสงบ เยือกเย็น อันเป็นประโยชน์สำหรับการตัดสินใจในช่วงเวลาสำคัญ "ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้เลย ที่ความเร็วของผมจะสามารถผสานกับความเยือกเย็นได้ด้วย" นั่นหมายความว่าสมัยก่อน เวลาที่ใช้ความเร็วหรือกำลังสปีด วินิซิอุส มักไม่ได้คิดตามไปด้วย บางครั้งไม่ได้ตัดสินใจด้วยซ้ำ ช็อตต่อไปควรทำอะไร แต่ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เขามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นด้วย หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้มา 3 ปีเต็ม การเปิดใจรับฟังคำแนะนำ บวกด้วยพลังเชื่อมั่นที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ไหนจะได้อยู่เคียงข้างพวกแข้งมากประสบการณ์ เต็มไปด้วยความเป็นมืออาชีพ แทบทุกอย่างจึงดูลงตัวเหลือเกินสำหรับ วินิซิอุส จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผลงานในซีซั่นนี้ ดูดีผิดหูผิดตาไปจาก 3 ฤดูกาลก่อน ----------------- กรกฏาคมนี้ วินิซิอุส จูเนียร์ จะได้เป่าเทียนบนเค้กหน้าวันเกิด ฉลองครบรอบ 22 ปีของเขา ว่าไปแล้วอายุยังน้อยมากๆ แต่ชั่วโมงบินในสีเสื้อของเรอัล มาดริด เข้าสู่ฤดูกาลที่ 4 แล้ว มันทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้นอีก ฤดูกาลนี้ วินิซิอุส ก้าวขึ้นเป็นแกนหลักเต็มตัว ลงเล่นแทบจะครบ 90 นาทีในแต่ละเกม ไม่ค่อยโดนเปลี่ยนออก ด้วยผลงานอันมหัศจรรย์ นับถึงปัจจุบัน 21 ประตู 20 แอสซิสต์ จากทั้งหมด 50 นัด เกมล่าสุดที่เปิดซานติอาโก้ เบร์นาเบวถล่มเลบันเต้ 6-0 วินิซิอุส รับบทพระเอก ตะบันแฮตทริก ขโมยซีนจาก คาริม เบนเซม่า ที่ยิงทาบสถิติ ราอูล กอนซาเลซ ขึ้นแท่นเบอร์สองตลอดกาลและ ลูก้า โมดริช ซึ่งโชว์แอสซิสต์แฮตทริก มันเป็นการย้ำน้ำหนักความน่าเชื่อถือให้เด็กหนุ่มจากบราซิลเข้าไปอีก ไม่มีอะไรต้องกังขาน่าสงสัยอีกต่อไป ผลงานรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยองค์ประกอบอย่างที่ว่าเอาไว้ไม่มีผิด ส่วนรอยร้าวกับ เบนเซม่า ไม่หลงเหลืออีกต่อไป ความสัมพันธ์แนบแน่นกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ จากการทำงานร่วมกันอย่างลงตัว ยกระดับเป็นคู่แนวรุกที่อันตรายเบอร์ท็อปยุโรปในเวลานี้ มูลค่าของ วินิซิอุส ถูกประเมินไว้ว่าอยู่ที่ระหว่าง 100-120 ล้านยูโร มากกว่าเดิมตอนที่ซื้อมาจากฟลาเมงโก้เกินเท่าตัวเมื่อปี 2018 ส่วนสัญญาฉบับปัจจุบันที่เหลือถึงปี 2024 หรืออีกแค่ 2 ปีเท่านั้น ก็ได้รับการคาดหมายว่าจะเกิดการเจรจาเพื่อขยายออกไปในไม่ช้าและอาจมีเรตถึง 400,000 ยูโรต่อสัปดาห์เลยทีเดียว ทั้งหมดมาจากผลงานที่ยอดเยี่ยมนั่นแหล่ะ เหล่านี้คือรางวัลที่เหมาะสมสำหรับการตอบแทน ที่สำคัญประตูสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์คนใหม่ กำลังเปิดอ้าให้เดินผ่านเข้าไปแล้ว ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สายลมเปลี่ยนทิศ ]

เป็นไปอย่างที่หลายคนคาดไว้ไม่มีผิด หลังจากแมนฯยูไนเต็ดยืนยันว่า เอริก เทนฮาก จะมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ในฤดูกาลหน้า ตลาดซื้อขายผู้เล่นก็เปลี่ยนทิศไปตามกระแส ย้อนกลับไปไม่กี่เดือนก่อน ราล์ฟ รังนิก เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม นั่งรักษาการณ์จนจบซีซั่น เราได้เสพข่าวในเชิงแมนฯยูไนเต็ดสนใจผู้เล่นของแอร์เบ ไลป์ซิกหรือนักเตะที่เคยร่วมงานกับกุนซือเยอรมันมากมาย ทั้ง อมาดู ไอดาร่า , ไทเลอร์ อดัมส์ , คริสตอฟ เอ็นคุนคู , คอนราด ไลเมอร์ , ดาเนี่ยล โอลโม่ หรือ นอร์ดี มูกิเอเล่ แต่สักพักก็ค่อยๆเงียบหายไป เหลืออยู่ในเฟรมแค่ไม่กี่คนเท่านั้นเอง คือพวกที่ยังทำผลงานน่าประทับใจอย่าง เอ็นคุนคู หรือ ไลเมอร์ เหตุผลคงไม่มีอะไรมากไปกว่า นักเตะเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับ รังนิก และรู้จักกันมาอย่างดี การจับโยงกันนั้นไม่ยากเลย พอถึงช่วงตลาดมกราคมเปิดทำการ เชื่อกันว่าต้องมีนักเตะของ รังนิก ถูกดึงมาเสริมทัพอย่างน้อยสักคน ปรากฏว่าไม่ได้ปิดดีลใครเลย ก็อย่างที่เคยแฉเอาไว้ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหาร แล้วเมื่อ รังนิก จะถอยลงไปเป็นที่ปรึกษา ตามเงื่อนไขสัญญาที่ระบุเอาไว้ เหลือข่าวแค่ว่าแนะนำให้ดึง ไลเมอร์ ซึ่งชื่นชอบเป็นการส่วนตัว แต่ทาง เทนฮาก ไม่ได้สนใจเท่าไรนัก โอกาสที่จะจบแค่ตรงนี้มีสูงเลย ตอนนี้ทิศทางลมเปลี่ยนจากจากไลป์ซิก มุ่งหน้าไปยังอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมแทนเรียบร้อย เพราะคือทีมเก่าของ เทนฮาก ยังไงก็ต้องมีโอกาสหนีบผู้เล่นที่ไว้ใจได้มาร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน รวมทั้งผู้เล่นที่คุ้นเคยกันอย่างดี ก็ย่อมได้รับความสนใจจากสื่อด้วยเสมอ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เฟร็งกี้ เดอ ย็อง ขึ้นแท่นเป็นแข้งมาแรงกว่าใคร แม้จะไม่ใช่ผู้เล่นอาแจ็กซ์ปัจจุบัน แต่คืออดีตอันชื่นมื่นและยังเป็นตำแหน่งที่จำเป็นของแมนฯยูไนเต็ดอย่างมาก พวกนักข่าวกำลังเกาะติด วิ่งตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังผ่านการประชุมครั้งแรกของ เทน ฮาก ในฐานะผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทุกคนอยากรู้ว่าเนื้อหาสาระในการประชุมมีอะไรบ้าง เพราะทั้ง จอห์น เมอร์เทอห์ ผู้อำนวยการกีฬา , มิทเชลล์ ฟาน เดอร์ ค้าค ผู้ช่วยอาแจ็กซ์ที่จะตามมาร่วมงานด้วยและ สตีฟ แม็คคลาเรน ต่างก็อยู่ในห้องทั้งสิ้น เมื่อมี เมอร์เทอห์ ซึ่งทำหน้าที่จัดสรรผู้เล่นโดยตรง เลยเดาได้ไม่ยากว่า คงต้องมีประเด็นเรื่องผู้เล่นใหม่อยู่ด้วยอย่างแน่นอน ลำดับต่อไปคือการหาจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิด ก่อนแมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ ซึ่งถือเป็นสื่อท้องถิ่น คลุกวงในมาอย่างต่อเนื่อง ได้ข้อมูลระดับซีเคร็ทมากกว่าเจ้าไหน จะมาเปิดเผย เฟร็งกี้ คือนักเตะที่ เทนฮาก ต้องการจริงๆและอยากจะเร่งปิดดีลให้เร็วสุดเท่าที่เป็นไปได้ ไม่มีเวลาสำหรับมาเจรจาฟุ่มเฟือยได้อีก ด้วยสถานการณ์เวลานี้ เฟร็งกี้ เองคงไม่มั่นใจอนาคตกับบาร์เซโลน่าเท่าไรนัก เขาอาจไม่ได้เป็นผู้นำในแดนกลางยุคของ ชาบี เอร์นานเดซ เป็นกุนซือ ซึ่งมีแววจะเลือกสองดาวรุ่งอย่าง เปดรี และ กาบี มากกว่า ในขณะเดียวกันบาร์ซ่าก็ต้องการเงินมาหมุนเวียนใช้จ่ายเกี่ยวกับผู้เล่นใหม่ สภาพความคล่องยังคงมีน้อย โดยจำกัดการใช้เงินตามกฎ หลังขาดทุนทะลุเพดานและใช้จ่ายบ้าคลั่งเกินจริงมาตลอดหลายปี ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากจะปล่อย เฟร็งกี้ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นเดียวกันที่เขาจะเลือกย้ายมาแมนฯยูไนเต็ด เพื่อรีเทิร์นร่วมงานเจ้านายที่ไว้ใจเชื่อมือกันมา อย่างไรก็ดี หากปฏิเสธก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเลย ในเมื่อแมนฯยูไนเต็ดไม่ได้ร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซีซั่นหน้า นักเตะระดับท็อปต่างก็ต้องการโชว์ฝีเท้าในถ้วยใหญ่ทั้งสิ้น ส่วนอีกตัวแปรที่อาจผลักดันให้สมหวังในดีลนี้คือ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ซึ่งเป็นเพื่อนที่ เฟร็งกี้ สนิทมากคนหนึ่ง ทั้งคู่วัยไล่เลี่ยกัน เติบโตมาจากโรงเรียนลูกหนังของอาแจ็กซ์พร้อมๆกัน ขึ้นชุดใหญ่เวลาใกล้เคียง ก่อนจะมาฉายประกายเป็นตัวท็อปช่วงเดียวกันอีกต่างหาก นอกจากนี้ยังมีเอเจ้นท์คนเดียวกันอีกคือ อาลี ดูร์ซุน ช่างคล้ายกันแทบทุกจุด นี่อาจเป็นแรงกระตุ้นอย่างหนึ่ง สำหรับเลือกย้ายมาแมนฯยูไนเต็ด ยังมีข่าวเพิ่มอีกว่า แข้งใหม่ที่กุนซือดัตช์ต้องการคือผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ 2 คน ทดแทนการจากไปของ ปอล ป็อกบา และ เนมานย่า มาติช รวมถึงเซ็นเตอร์แบ็กระดับคุณภาพ อายุไม่เยอะมาก เหลือเวลาใช้งานอีกพอสมควร 1 คน ปิดท้ายด้วยตัวรุกที่เล่นได้ครอบคลุม ทั้งริมเส้นและด้านใน ทั้งหมดคือ 4 ตำแหน่ง ซึ่งน่าจะโดนใจแฟนๆไม่น้อยเลย มันตรงจุดมาก ยิ่งในแดนกลางซึ่งหลวมมาตลอดด้วยแล้ว ควรหาทางอุดรอยรั่วให้แน่นหนา ด้วยผู้เล่นที่เจ๋งจริง ไม่ใช่แค่ทำเหมือนอีกต่อไป นั่นหมายความว่า เฟร็งกี้ คนเดียวไม่พอแน่ เมื่อบวกกับที่เหลืออยู่อย่าง เฟร็ด และ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าไม่อาจแบกรับได้เลย นอกจากคอยอิงหลังคนอื่น เจมส์ การ์เนอร์ ที่โดดเด่นกับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ หลังโยกไปช่วยแบบยืมตัว มีโอกาสสูงจะถูกดึงกลับมา แต่อาจเป็นได้แค่อะไหล่ ยังไงก็อย่าไปคาดหวังมากเกินไป ดังนั้นนอกเหนือจาก เฟร็งกี้ และ ดอนนี่ ที่จะกลับมาจากเอฟเวอร์ตัน ยังต้องมีกองกลางเสริมอุ่นใจอีกสักคน ตอนนี้มีหลายชื่อที่อยู่ในลิสต์ แต่พวกนักข่าวโยงไปยัง คัลวิน ฟิลลิปส์ หลังกระแสแรงเหลือเกินว่า ต้องการย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ด โดยไม่สนว่าจะตกชั้นหรืออยู่รอด แต่หากไม่ใช่ ฟิลลิปส์ ก็มีตัวเลือกอีกพอสมควร มิดฟิลด์เบอร์ 6 หรือ 8 รวมทั้งที่เล่นได้ครบจบในคนเดียว มีไม่น้อยเลยในลีกยุโรปที่ฝีเท้าโอเค อาจไม่ต้องจ่ายในราคาที่แพงนัก ส่วนตัวรุกใหม่ก็มีชอยส์พอสมควร แต่เมื่อลมเปลี่ยนทิศพัดไปยังอาแจ็กซ์ ยังไงก็ต้องเป็น อันโตนี่ ซึ่งฟอร์มเปรี้ยงมาก จนหลายทีมใหญ่ในยุโรปจับตาใกล้ชิด อันโตนี่ มาประสบปัญหาอาการบาดเจ็บท้ายซีซั่น เลยไม่ได้เล่น แต่น่าจะฟิตทันเมื่อฤดูกาลใหม่เปิดม่านลุย สำหรับเซ็นเตอร์แบ็ก โฟกัสยังคงเป็น ยูเรี่ยน ทิมเบอร์ ดาวรุ่งซึ่งเป็นเหมือนผู้นำในแนวรับของอาแจ็กซ์ช่วงที่ผ่านมา อายุน้อยมาก แต่ฝีเท้าก้าวไกล ไปข้างหน้าเกินตัว จุดอ่อนอาจจะตรงประสบการณ์ ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้อีกพอสมควร แต่ก็มีจุดแข็งตรงที่เล่นแบ็กขวาก็ได้ ซึ่งตรงนี้แหล่ะที่น่าสนใจ อย่างที่บอกไว้จากนักเตะไลป์ซิก ซึ่งเป็นที่นิยมของสื่อตอน รังนิก เป็นกุนซือ พอปัจจุบันเปลี่ยนมายังอาแจ็กซ์แทน อีกไม่นานคงจะได้รู้กันว่า ชื่อที่สื่อคาดไว้ จะออกมาตรงสักกี่คนกันแน่ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117