breadcrumb symbol ข่าว

[ #วิธีการไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ ]

อัพเดตเมื่อ : May 04, 2021 1:22am โดย : admin

อันโตนิโอ คอนเต้ จัดอยู่ในกระบวนกุนซือจอมแท็คติกคนหนึ่ง
เขามีการปรับเปลี่ยนสูตรการเล่นที่หลากหลาย ฟอร์เมชั่นแทบไม่ซ้ำกันนัก บางเกมเปลี่ยนถึง 3 ครั้งด้วยกัน
ในมุมของนักเตะแล้วย่อมเกิดความสับสน แต่ในความคิดของ คอนเต้ มันมีเพียงแค่เปลี่ยนเพื่อทำให้ทีมดีขึ้น นำชัยชนะมาให้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย
แต่ความที่เป็นคนเฮี้ยบจริงจังทุกอย่าง เคร่งเครียดซีเรียสเสมอ รอยยิ้มเป็นสิ่งหาได้ยากบนใบหน้า ทำให้การทำงานบางครั้งไม่ได้ราบรื่นนัก ใช่ว่าทุกคนจะตอบสนองสไตล์ของ คอนเต้
หลังรีไทร์จากการเป็นนักเตะ คอนเต้ เดินสายโค้ชทันที เริ่มจากเป็นผู้ช่วย ลุยจิ เด คานิโอ ทำงานให้เซียน่าก่อน จากนั้นก็อัพเลเวลขึ้นไปคุมอเรซโซ่ในเซเรีย บี ก่อนล้มเหลวไม่เป็นท่า
12 นัดบนเก้าอี้นายใหญ่ชนะเพียงแค่ 1 เท่านั้น จึงถูกเชือดพ้นตำแหน่งด้วยเหตุผลที่ชอบธรรมพอ
ประสบการณ์เลวร้ายในคราวนั้นบั่นท่อนความเชื่อมั่นของ คอนเต้ ไม่น้อย ทำให้นึกถึงคำพูดของกุนซือชั้นนำมากมายที่เคยร่วมงานด้วยสมัยเป็นนักเตะ ใครอยากประสบความสำเร็จต้องทำงานหนักให้มากที่สุด ยอมอดหลับอดนอน หาหนทางทุกอย่างเพื่อนำชัยชนะมาสู่ทีม
ตอนเป็นนักเตะคุณอาจเหนื่อยกาย ปวดเมื่อยอ่อนล้า รวมทั้งเสี่ยงบาดเจ็บ แต่เมื่อผันมาเป็นโค้ชจะรู้เลยว่าหากเหนื่อยใจแล้วหนักยิ่งกว่า เพราะไม่รู้เลยว่าจะหายเมื่อไร
นั่นคือบทเรียนครั้งสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่องไว้ขึ้นใจเลยก็คือจะต้องหยัดยืนให้ได้ ไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆเด็ดขาด
โชคชะตาเป็นใจหลังโดนไล่ออกได้ไม่ถึงครึ่งปี อเรซโซ่ทาบทามมาอีกครั้งให้คุมแทน เมาริซิโอ ซาร์รี่ คราวนี้ผลงานต่างกันสิ้นเชิงกับเที่ยวแรก ทำไปได้ถึง 19 แต้มจาก 7 เกม  แต่ถึงขนาดนั้นก็ไม่อาจช่วยทีมอยู่รอดปลอดภัย
อย่างไรก็ดีผลงานครั้งนั้นคือใบเบิกทางสำคัญ ช่วยให้ได้งานกุนซือบารี่ ก่อนสร้างชื่อด้วยการพาผงาดแชมป์เซเรีย บีเลื่อนมาร่วมโม่ในลีกสูงสุดสำเร็จ
คอนเต้ ไต่ระดับคุมสโมสรใหญ่ตามสเต็ป ไม่ได้ก้าวพรวดแบบขึ้นลิฟต์ทางลัด นั่นทำให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาตลอดเวลา
พอทำเซียน่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ กลับมาเล่นในเซเรีย อาได้สำเร็จ งานที่ต้องการมากๆก็ถูกยื่นตรงหน้า
ตลอดการค้าแข้งกับยูเวนตุส 13 ฤดูกาล ลงรับใช้ไปทั้งสิ้นกว่า 400 เกม กวาดแชมป์มากมายเซเรียอา 5 สมัย , ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็เคยได้สัมผัส เช่นเดียวกับยูฟ่า คัพหรือยูโรปา ลีกในปัจจุบัน
ไม่ผิดนักหากจะบอกว่า คอนเต้ คือหนึ่งในตำนานนักเตะยุคเฟื่องฟู เช่นเดียวกับ ซีเนดีน ซีดาน , ฟิลิปโป้ อินซากี้ , จานลุยจิ บุฟฟ่อน หรือ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่
ดังนั้นการได้คุมยูเวนตุสคืองานในฝันอย่างแท้จริงและไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอได้เลย
เขาเข้ามาทำงานให้ยูเว่ในฤดูกาล 2011/12 แล้วสร้างปรากฏการณ์ ไม่ใช่พาครองเซเรีย อาเท่านั้น แต่ยังสง่างามมากขึ้นด้วยสถิติไม่แพ้เลยตลอด 38 เกม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ลีกสูงสุดเปลี่ยนระบบมี 20 ทีม
จากนั้นอีก 2 ฤดูกาลถัดมาก็เข้าป้ายผงาดแชมป์อย่างไม่ยาก สะท้อนถึงความเหนือชั้นและมาตรฐานที่มีช่องว่างห่างจากสโมสรอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกทั้งการได้เห็นสภาพเละเทะของอินเตอร์ มิลานคู่ปรับสำคัญ ยิ่งสร้างความสะใจให้กองเชียร์มากไปอีก เพราะก่อนหน้านั้นทีมงูใหญ่เกรียงไกรไร้เทียมทานจากทริปเปิ้ลแชมป์ด้วยฝีมือของ โชเซ่ มูรินโญ่
หนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของ คอนเต้ คือโค้ชชิ่ง วิธีการฝึกซ่อมที่หนักหน่วงเข้มข้น จนบางครั้งลูกทีมถึงกับโอดครวญ แต่เมื่อคิดว่าแลกมาด้วยความสำเร็จมันก็คุ้มค่า
นอกจากนี้แท็คติกยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญทำให้ผลงานของ คอนเต้ ก้าวกระโดดในบทบาทกุนซืออีกด้วย
แล้วสูตรเซ็นเตอร์แบ็ก 3 คนหรือที่เรารู้จักว่า "หลังสาม" คือสิ่งที่หมายถึงนั่นแหล่ะ
เราเริ่มรู้จัก 3 คีย์แมนในแนวรับคือ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ , เลโอนาร์โด โบนุชชี่ และ อันเดรีย บาซายี่ เมื่อทั้งหมดยืนผนึกกันมันเหมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็กดีๆนี่เอง ยากนักที่จะเจาะทะลวงเข้าไป
ในยุคที่กุนซือชั้นนำมากมายมองข้ามฟอร์มชั่นแบบนี้ แต่สำหรับ คอนเต้ แล้วเชื่อในสิ่งที่แตกต่างออกไป เขามั่นใจกับแนวทางตัวเองมากๆ ที่สำคัญชัดเจนแล้วว่าได้รับการตอบสนองอย่างดี
เมื่อคุณทำทีมประสบความสำเร็จ จะไม่มีคำถามหรอกว่ามาจากวิธีไหน นอกจากคำถามที่ว่าจะรักษาความสำเร็จไว้ได้อย่างไรต่างหาก
--------------
อันโตนิโอ คอนเต้ นั่งเก้าอี้กุนซือทีมชาติอิตาลีได้ 2 ปีก็ตัดสินใจลุกออกมา
แม้ผลงานจะไม่เลวร้ายอะไร แต่ในแง่ความตื่นเต้นเร้าใจ รวมถึงได้ทำงานอย่างต่อเนื่องไม่ตอบโจทย์ความต้องการ
หากคุมสโมสรได้ทำงานสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ไม่ต้องเว้นวรรค ต่างไปจากทีมชาติที่ทิ้งช่วงนานเกิน
เพราะ คอนเต้ ไม่ต้องการงานสบาย ทำไม่ต้องมาก ได้ค่าตอบแทนคุ้มค่า แต่อยากจะทำงานมากกว่าเลยวนกลับมาคุมในระดับสโมสรอีกครั้ง
เชลซีคือตัวเลือกลำดับต่อมา แล้วก็สร้างปรากฏการณ์อีกในฤดูกาลแรกของการทำหน้าที่ เข้าป้ายด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก
อย่างไรก็ดีกว่าจะประสบความสำเร็จ คอนเต้ ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาพอสมควร
เขาเข้าใจว่าสโมสรในพรีเมียร์ลีก รวมทั้งนักเตะแทบทุกคนคุ้นเคยกับการเล่นแผงแบ็กโฟร์ ดังนั้นมาใหม่ๆเลยใช้หมากนี้ก่อน เพื่อไม่ต้องการให้เกิดความสับสน
สูตร 4-3-3 คล้ายในยุค โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทีมถูกนำมาใช้ก่อน แต่ปล่อยไปสักพักแล้วไม่ค่อยเวิร์คนัก
เข้าสู่นัดที่ 6 ของพรีเมียร์ลีกต้องไปเยือนอาร์เซน่อลทีมในระดับเดียวกัน ผลคือโดนยิงหนีห่างถึง 3-0 ในครึ่งแรก
จึงตัดสินใจเปลี่ยนหมากกลางคันทันที ครึ่งหลังหันมาเล่น 4-3-3 ซึ่งรูปทรงดีขึ้น แม้จะแพ้ก็ตาม
จากนั้นมา คอนเต้ ก็มาในระบบเซ็นเตอร์แบ็ก 3 คนตลอด ไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น เมินเสียงวิจารณ์ที่พูดกันว่ามันตกขอบสมัยไปแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วระบบไหนไม่สำคัญเท่ากับทำได้ตามเป้าหมายหรือเปล่า
แม้ในซีซั่นที่สองกับเชลซีจะเกิดปัญหาขึ้นมากมาย ทั้งในสนามที่คู่แข่งเริ่มรู้ทางและความสัมพันธ์สั่นคลอนกับผู้เล่นบางคน จนส่งผลให้ทรุดอย่างรวดเร็วหลุดจากท็อปโฟร์ จนต้องแยกทาง
แต่เมื่อมากุมบังเหียนอินเตอร์ มิลาน ก็ยังเชื่อมั่นตามแนวทางของตนเองไม่แปรเปลี่ยน
เขาต้องใช้เวลาตั้งหลักไม่น้อย เพื่อโค่นมหาอำนาจอย่างยูเวนตุสให้ได้ ตอนแรกยอมรับเลยว่าศักยภาพหลายอย่างยังเป็นรอง
พอทุกอย่างเริ่มปรับจูนลงตัว อินเตอร์ มิลานจึงแปลงร่างเป็นพญางูใหญ่สมฉายา เกมรับอันเหนียวแน่นเสียไปแค่ 29 ประตู บวกกับเกมรุกที่จัดจ้านเฉียบคม สคูเด็ดโต้ครั้งแรกในรอบ 11 ปีจึงไม่หนีไปไหน
เป็นอีกครั้งที่ คอนเต้ พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบของเขาใช้ได้ผลดี จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่วงหลังหลายสโมสรหันมาเล่นหลังสาม แม้กระทั่งทีมในพรีเมียร์ลีกก็ตาม
ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นคนวางรากฐานให้สูตรการเล่นแบบนี้กลับมาเป็นที่นิยมหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ มันไม่ได้ตกยุคอย่างที่ถูกวิจารณ์กันหรอก
สคูเด็ตโต้ 4 สมัยจากการคุม 2 สโมสรและพรีเมียร์ลีกอีก 1 สมัย ย่อมรับประกันได้เป็นอย่างดี
และใครกำลังหาเว็บไซด์ที่รับประกันได้เลยว่า รวดเร็ว ทันใจ บริการระดับ 99 ดาวต้องนี่เลย MYSBOBET ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
---------------------------------------------
เห็นก่อน อ่านก่อน !!
กด "ติดตาม" และเลือก "เห็นโพสต์ก่อน (See First) "
https://www.facebook.com/cheerball/
บทความดีๆ เรื่องราวกีฬาฟุตบอล
เรานำเสนอให้คุณได้อ่านทุกวัน
---------------------------------------------
Facebook Comment