breadcrumb symbol ข่าว

[ #ให้ความเงียบนำทาง ]

อัพเดตเมื่อ : December 01, 2021 3:03am โดย : admin

ถึงตอนนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเกมพรีเมียร์ลีกดวลอาร์เซน่อลวันพฤหัสบดีที่จะถึง ไมเคิ่ล คาร์ริค จะสวมบทผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ดต่อไป
เหตุผลคือ ราล์ฟ รังนิก บอสคนใหม่ยังติดขัดเรื่องใบอนุญาตประกอบอาชีพในอังกฤษ รวมทั้งวีซ่าด้วย จึงต้องดีเลย์ไปทำหน้าที่เป็นวันอาทิตย์แทน
คาร์ริค จะทำหน้าที่เป็นเกมที่ 3 ติดต่อกัน โดยที่ผลงานใน 2 เกมที่ผ่านมา ต้องยอมรับเลยว่าน่าพอใจหรือดีกว่าที่คาดกันไว้
การบุกไปเข่นบียาร์เรอัล 2-0 คว้าตั๋วรอบน็อกเอาท์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไม่พอ ยังรักษาคลีนชีตไว้ได้อีกต่างหาก ต่างจากในยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่โดนเจาะตาข่ายแทบทุกเกม
ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ยังพิชิต 1 คะแนนในศึกพรีเมียร์ลีกที่เดอะ บริดจ์ไว้ได้ แม้เปอร์เซนต์ครองบอลและโอกาสลุ้นจะเป็นรองเยอะ แต่สุดท้ายวัดกันที่ผลัพธ์ 90 นาทีเท่านั้น
คาร์ริค มารับงานรักษาการณ์ระยะสั้นในแบบจับพลัดจับผลูอย่างแท้จริง ทันทีที่บอร์ดบริหารมีมติสั่งปลด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาได้รับแจ้งในเช้าวันอาทิตย์ให้ทำหน้าที่แทนไปพลางๆ ไม่อาจหากุนซือใหม่ได้ในเวลาประชิดอย่างนี้
จากนั้นวันจันทร์ต้องรวมพลบินไปสเปนทำศึกยูซีแอลนัดสำคัญที่โปรแกรมคือวันอังคาร แทบไม่มีเวลาตั้งหลักตั้งลำอะไรทั้งสิ้น
หลายคนอาจบอกว่า คาร์ริค คุ้นเคยดีอยู่แล้ว เป็นสต๊าฟฟ์มาตั้งแต่ยุค โชเซ่ มูรินโญ่ นั่งแท่นผู้จัดการทีม ไม่วุ่นวายอะไรนักหรอก แต่อย่าลืมว่าการแบกรับภาระในตำแหน่งใหญ่ของสโมสรอย่างแมนฯยูไนเต็ดมันไม่มีอะไรง่ายเลย
สองนัดที่ผ่านพ้นไป น่าจะช่วยคลายความตึงเครียดได้พอสมควร ทั้งในส่วนของฝ่ายบริหารกับผลงานตามเป้าหมาย ด้านแฟนบอลที่หวั่นใจว่าจะทรุดหนักกว่าเดิม ก็ยิ้มออกเช่นเดียวกัน
คาดว่าเมื่อเสร็จสิ้นเกมรับปืนโตแล้ว เขาจะกลับลงไปอยู่ในตำแหน่งเดิม รับบทหนึ่งในสต๊าฟฟ์ของ รังนิก และน่าจะมีบทบาทสำคัญในยุคเริ่มต้นสู่การแปลงโฉมครั้งใหญ่
ช่วงแรก รังนิก จะมาแบบตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่มีทีมงานของตนมาด้วย เหมือนเหล่ากุนซือชั้นนำอีกมากมาย ที่พอเซ็นสัญญาแต่ละทีก็ต้องกระเตงคนของตัวเองมาด้วยเสมอ
ผู้ช่วยหรือคนทำงานรอบข้างที่รายล้อม เปรียบเสมือนแขนขาดีๆนี่เอง นับว่ามีความจำเป็นอย่างมาก ในรูปแบบฟุตบอลโลกใหม่ ที่การต่อสู้แข่งขันมันเข้มข้นเหลือเกิน
ขณะเดียวกัน คาร์ริค รวมทั้ง คีแรน แม็คเคนน่า และ ไมค์ ฟีแลน ยังได้ไฟเขียวทำงานต่อ ทั้งหมดคือแขนขาในระยะแรกของ รังนิก แม้จะไม่คุ้นเคยกันเลย ต้องมาทำความรู้จักกันก็ตาม
ย้อนกลับไปตอน คาร์ริค รู้แล้วว่าได้รับมอบหมายเป็นกุนซือแบบ interim เขาร้องขอจากบอร์ดว่า ฟีแลน กับ แม็เคนน่า ต้องอยู่ในทีมเหมือนเดิม เพราะจะช่วยงานได้เยอะทีเดียว แม้ช่วงที่ผ่านมาจะโดนเสียงวิจารณ์ถล่มอย่างหนักก็ตาม
เมื่อถึงเวลาเหมาะสมเขาจำต้องแสดงถึงความเป็นผู้นำ ต่อให้เป็นคนเงียบขรึม สงวนท่าทีและคำพูดอย่างมาก แต่นั่นคือบุคลิกภายนอก แต่เมื่อต้องทำงานใหญ่ มันก็จำเป็นต้องเทคแอ็กชั่น
สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ ในจุดที่ยืนอยู่ คาร์ริค จำต้องสลัดหนีความเป็นเงาของ โซลชา ที่ถูกยัดเยียดมาให้ได้
ด้วยความที่เป็นคนเงียบสุดๆ ยามทำหน้าที่ข้างสนามก็มักจะนั่งนิ่ง ไม่เคลื่อนไหวมาสั่งการในเขตเทคนิคเลย บอสเบอร์หนึ่งเป็นอย่างไร ก็ถอดแบบมาอย่างนั้น
จึงไม่น่าแปลกใจที่กองเชียร์จะกลัวรับเชื้อจาก โซลชา ฝันร้ายตามมาหลอกหลอนอีก โดยเฉพาะเรื่องรูปทรงในสนาม
เมื่อผ่านไป 2 นัด เราต่างได้เห็นภาพชัดขึ้น คาร์ริค ปะผุในจุดที่รั่วได้น่าพอใจระดับหนึ่ง แม้จะไม่ใช่เพอร์เฟ็คต์เลยก็ตาม เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้เลย
นักเตะเพรสมากกว่าเดิม กระชับพื้นที่ช่วยกันคุมเพื่อกดดันฝั่งตรงข้ามได้ดี ยึดเอาเป้าหมายคือสิ่งสำคัญสุด เมื่อคุณต้องการไปถึงจุดนั้นจะต้องทำอย่างไร ต่างร่วมกันตอบสนองดีเยี่ยม
อย่างเกมที่เดอะ บริดจ์ เขารู้สถานการณ์ดี พอจะประเมินขาดว่าจะออกมาลักษณะไหน เมื่อคุณอ่านคู่ต่อสู้ออก นั่นก็ต้องอ่านทีมตัวเองให้ทะลุปรุโปร่งเช่นเดียวกัน
มันจึงเป็นที่มาของแผนรถบัสสองชั้น อัดกลางให้แน่นหนา แนวรับก็ต้องมั่นคงเพื่อป้องกันการโจมตี ยื้อให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
บรรดาผู้เล่นแนวรุกก็ต้องขยับลงต่ำมาช่วยแบ่งเบาด้วย ไม่มีแล้วประเภทยืนรอโอกาสเป็นส่วนใหญ่หรือหากช่วยเกมรับก็ประเภทเหยาะแหยะ ดูไม่จริงจังเท่าไรนัก ท่าทางเหมือนขอไปที รอดจากการโดนตำหนิมากกว่า
ผิดไปจากเมื่อ โซลชา ยังรั้งบังเหียน พยายามเหลือเกินที่จะเปิดเกมรุกแลกหมัดด้วย ทั้งที่แท็คติกไม่ตอบโจทย์ ขณะเดียวกันผู้เล่นบางตำแหน่งก็ศักยภาพไม่ถึงหากต้องทำอย่างนั้น
เมื่อต้องมาเห็นภาพผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดตั้งรับการ์ดแน่นกันสุดชีวิต เราไม่ควรโทษ คาร์ริค เลยสักนิดเดียว ในทางตรงกันข้ามต้องชื่นชมถึงจะถูก
ชั่วโมงบินในบทบาทกุนซือใหญ่ก็ไม่เคยมีมาก่อน ไหนจะมวลความกดดันที่ถมทับเข้ามาอีก ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เห็น จะมานั่งเรียกร้องอะไรกันอีกล่ะ
มองแบบแฟร์ๆ คาร์ริค ควรได้รับการยกย่อง เสียงสดุดีต้องดังกว่านี้ด้วยซ้ำ
อีกด้านยังต้องเจอการโขกสับจาก รอย คีน ที่เห็นต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไลน์อัพที่ คาร์ริค จัดอย่างเซอร์ไพรส์เกมชนเชลซีหรือบทสัมภาษณ์ที่บอกถึงความภาคภูมิใจลูกทีม
คาร์ริค กับ คีน ไม่ทันเล่นด้วยกัน ตอนย้ายจากท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์มาร่วมงานในปี 2006 เหมือนเป็นตัวแทนกองกลางไอริชที่โดนขับไสไล่ส่ง จนต้องไปลงเอยกับกลาสโกว์ เซลติกด้วยซ้ำ
แม้จะเป็นการจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบตามแบบฉบับ คีน แต่ดูเหมือนไม่อาจไปกระตุกอารมณ์ คาร์ริค เพื่อตอบโต้เอาคืนแม้แต่น้อย
การเลือกที่จะปล่อยผ่าน แล้วรอให้เรื่องเงียบไปเอง กระแสหมดลง คือสิ่งที่ถูกต้องในสถานการณ์ดังกล่าว
คาร์ริค โชว์ให้เห็นถึงการกล้าดร็อป คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในเกมใหญ่ ด้วยเหตุผลต้องการความสดของผู้เล่นแนวรุก ซึ่งการกดดันของ เจดอน ซานโช่ และ มาร์คัส แรชฟอร์ด นี่เองนำไปสู่ความผิดพลาดของ จอร์จินโญ่ กระทั่งได้ประตูขึ้นนำ
ส่วนหนึ่งที่กล้าทำอย่างนั้น นอกเหนือจะรู้ถึงบทบาทของตน คาร์ริค ยังเคยเป็นเพื่อนร่วมทีม โรนัลโด้ มาก่อนด้วย ร่วมหัวจมท้ายถึง 3 ปีเต็ม จึงพอจะคุยกันได้ง่ายขึ้น
แต่อย่างน้อยที่สุดเขาเคารพความเชื่อตัวเอง ไม่รีรอจะตัดสินใจ แม้จะต้องตอบคำถามหรือข้อสงสัยกับแฟนผีจำนวนมาก ซึ่งเห็นแย้งก็ตามที
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งเป็นเจ้านาย คาร์ริค มาถึง 7 ปีเต็ม นิยามลูกทีมรายนี้ไว้ว่า เงียบขรึมมาก เชื่อมั่นในบุคลิกของตัวเองอย่างไม่วอกแวก อยู่ท่ามกลางพวกผู้เล่นที่ชอบนำเสนอหรือพรีเซนต์ โดยไม่มีผลกระทบอะไร
รวมทั้งชื่นชมว่าเป็นกองกลางอังกฤษดีสุดคนหนึ่งในรอบหลายปี ไม่ใช่เป็นการเยินยอเกินเลย เพราะบรรดานักเตะหลายคนก็ยกนิ้วเช่นกัน
แล้วเมื่อต้องมารับบทกุนซือ คาร์ริค ก็ฉายแววเช่นเดียวกัน ด้วยคุณสมบัติคงความเงียบไว้เช่นเคย
บางทีความเงียบที่เรียบง่ายนี่เอง อาจเป็นอาวุธสำคัญผลักดันให้ คาร์ริค ประสบความสำเร็จบนเส้นทางใหม่ก็ได้
-------------
เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

 

Facebook Comment