breadcrumb symbol ข่าว

[ #รอจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ]

อัพเดตเมื่อ : December 24, 2021 10:20am โดย : admin

ลาลีกาปิดฉากครึ่งทางซีซั่นนี้ไปเรียบร้อย เรอัล มาดริดนำโด่งยึดหัวหาดด้วยสถิติอันยอดเยี่ยมจริงๆ
พวกเขาจบ 19 นัดด้วยตัวเลขชนะ 14 เสมอ 4 และแพ้เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น กวาดไปได้ถึง 41 คะแนนเต็ม ทิ้งห่างเซบีย่าอันดับสอง 8 คะแนน ถือว่าเยอะมากเลยทีเดียว
แต่บนตารางอันดับมีสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ มาดริดทิ้งห่างจากบาร์เซโลน่าถึง 18 คะแนน ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง
ปกติแล้วสองยักษ์ใหญ่จะขับเคี่ยวฟาดฟันกันมาตลอด ผลัดกันนำผลัดกันตาม ช่องว่างระหว่างคะแนนไม่หนีกันสักเท่าไร ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องไม่ปกติ
ส่วนหนึ่งมาจากยุคถดถอยของบาร์เซโลน่า เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย ทั้งในแบบคาดไว้ล่วงหน้าและไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น ตั้งการ์ดป้องกันแทบไม่ทัน
ไล่ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงประธานสโมสรจาก โจเซป บาร์โตเมว มาเป็น โจน ลาปอร์ต้า คนคุ้นเคยที่กลับมาอีกครั้ง
การเสีย ลิโอเนล เมสซี่ ชนิดที่ช็อกบาร์เซโลนิสต้ากันทุกคน เพราะเชื่อว่าการขยายสัญญาน่าจะเรียบร้อย ตามที่ฝ่ายบริหารให้คำมั่นเอาไว้
ตามด้วยปลด โรนัลด์ คูมัน จากตำแหน่งเทรนเนอร์ แล้วแต่งตั้ง ชาบี เอร์นานเดซ มาแทน พร้อมความหวังอันเจิดจ้าว่านี่จะเป็นการกลับมาอีกครั้งของฮีโร่
แต่โลกแห่งความจริงมันแตกต่างจากจินตนาการอันสวยงาม ภารกิจกอบกู้บาร์ซ่าให้หวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่ยากมาก
จากสถานะสองม้าเต็งที่โกยแต้มเป็นกอบเป็นกำ ก็เลยต้องลดเลเวลมาเหมือนเป็นทีมเกรด B+ อยู่ในระนาบเดียวกับเรอัล โซเซียดาด , บาเลนเซีย , บียาร์เรอัลหรือแอธเลติก บิลเบา
18 เกมล่าสุดในลีก บาร์ซ่าชนะเพียงแค่ 7 ยังไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ อีกทั้งยังแพ้ไปถึง 4 เกม ผลต่างประตูบวกอยู่ 7 เท่านั้น ตัวเลขพวกนี้สะท้อนถึงความตกต่ำที่กำลังมาเยือนอย่างชัดเจน
ด้านมาดริดเองกลับพีกอย่างน่าสนใจ แรงดีกว่าซีซั่นที่ได้เพียงแค่รองแชมป์ ทั้งที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงขุมกำลังสักเท่าไรเลย
พวกเขาต้องเสียคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟหลัก ราฟาแอล วาราน และ เซร์คิโอ รามอส ไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกระทบหนักแนวรับ ต่อให้ไปฉก ดาบิด อลาบา มาแบบฟรีไม่เสียค่าตัวก็ตาม


 
นอกจากนี้ยังขาย มาร์ติน โอเดการ์ด ให้อาร์เซน่อลแบบขาดตัว ปล่อยผู้เล่นบางรายที่ไม่ใช่งานยืมตัวไปพลางๆ
ขาเข้าที่เป็นเสาหลัก นอกเหนือไปจาก อลาบา ก็มีเพียงแค่ เอดูอาร์โด กามาวินก้า ซึ่งยอมจ่าย 40 ล้านยูโร แลกกับอนาคตสดใสของแข้ง 19 ปี ซึ่งเอาเข้าจริงยังต้องเรียนรู้และพัฒนาอีกไม่ใช่น้อย
ขณะเดียวกันกลุ่มที่หมดสัญญายืมตัวแล้วกลับมาช่วยอย่าง แกเร็ธ เบล หรือ ลูก้า โยวิช ก็เป็นเพียงแค่อะไหล่ซะมากกว่า
เทียบกันระหว่างดีลซื้อกับขายออกไปแล้ว ชั่งน้ำหนักดูมาดริดอาจจะเสียเปรียบด้วยซ้ำ โดยเฉพาะปัญหาตรงเกมรับ ซึ่งน่าจะเป็นปมใหญ่เลยทีเดียว
แต่การรีเทิร์นของ คาร์โล อันเชล็อตติ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญผลักดันให้ราชันชุดขาวประกาศศักดาอย่างเหลือเชื่อ
ด้วยกำลังพลที่ดูลดคุณภาพจากเดิม บรรดาเสาหลักที่อายุมากขึ้น อยู่ในวัยโรยราและมีโอกาสอิ่มตัวสูง
อันเช่ ทำอย่างไรให้มาดริดเปรี้ยงปร้างขนาดนี้?
---------------------
คาร์โล อันเชล็อตติ เคยคุมเรอัล มาดริดมาก่อนแล้วช่วงปี 2013-15 รวม 2 ฤดูกาลด้วยกัน
เขาฟาดมาเกือบทุกแชมป์ไม่ว่าจะเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก , โกปา เดล เรย์ , ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพและฟีฟ่า คลับเวิลด์คัพ


 
ยกเว้นแค่ลาลีการายการเดียว เต็มที่ได้เพียงแค่ท่านรอง แม้จะยิงได้ทะลุ 118 ประตูและทำไปถึง 92 แต้มก็ตาม
ด้วยจำนวนประตูที่ยิงและคะแนนที่กวาดไปได้นั้น มันสมควรต้องขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 เพียงแต่ยังไม่เพียงพอ เมื่อต้องมาเจอบาร์เซโลน่าช่วงพีกสกัดเอาไว้
หลังจบฤดูกาล 2014/15 ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานมาดริดยอมรับว่าหนักใจมากๆกับการตัดสินใจแยกทาง อันเช่ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเชือด ด้วยเหตุผลดีแล้วแต่ยังไม่พอ
แน่นอนว่า อันเช่ เองผิดหวังมากๆ หลังจากนั้นเขาไปกุมบังเหียนบาเยิร์น มิวนิค เพิ่มโปรไฟล์หรูด้วยแชมป์บุนเดสลีกา แล้วเปลี่ยนบรรยากาศรับงานนาโปลีและเอฟเวอร์ตันตามลำดับ
ในฐานะนายใหญ่ทอฟฟี่สีน้ำเงิน ผ่านซีซั่นแรกไปยังไม่ถึงขั้นน่าประทับใจนัก ทว่าไม่มีอะไรเสียหาย ยังไงก็ต้องให้เวลาปรับแต่งทีมอยู่ดี เป็นโจทย์ยากมากสำหรับภารกิจนำกลับมายิ่งใหญ่เหมือนกลางทศวรรษ 80 อย่างที่หวังกันไว้
อย่างไรก็ดีซัมเมอร์ที่ผ่านมา ข้อเสนอจากมาดริดทำให้ อันเช่ ปฏิเสธไม่ลงเลยทีเดียว รีบตีปีกรีเทิร์น
เชื่อกันว่าเขายังค้างคาใจจากการทำงานรอบแรก การพลาดแชมป์ลาลีกาอย่างน่าเจ็บใจ คือส่วนสำคัญต้องหวนมาแก้ไขให้สำเร็จ
ก่อนหน้านี้ อันเช่ รวบแชมป์ลีกใหญ่ยุโรปมาหมดแล้วในฐานะกุนซือ ไม่ว่าจะเป็นเซเรีย อา , พรีเมียร์ลีก , ลีกเอิงหรือบุนเดสลีกา ขาดเพียงแค่ลาลีกาเท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย สำหรับการถูกบันทึกชื่อเป็นกุนซือแห่งประวัติศาสตร์
แม้บาร์เซโลน่าจะอยู่ในช่วงขาลง ทว่าไม่ง่ายเลยหากจะพาทีมครองแชมป์ลีกสูงสุดแดนกระทิงดุ เพราะสภาพทีมมาดริดก็ไม่ได้ดีเท่าไรนัก


 
นอกเหนือจากเสียสองปราการหลังสำคัญ อย่าลืมว่าทั้ง คาริม เบนเซม่า , ลูก้า โมดริช , โทนี่ โครส หรือ ดานี่ กาบาร์ฆาล ก็เริ่มโรยลง ไหนจะถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความกระหาย หลังประสบความสำเร็จมาหมดแล้ว
แต่ อันเช่ มีชื่อเรียกหรือรู้จักกันในนามอีกอย่างคือ "The Diva Whisperer"
ในความหมายนี้ซ่อนเอาไว้คือ สามารถปกครองลูกทีมได้อย่างดี เป็นที่เคารพรับถือ อีกทั้งยังรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับผู้บริหารหรือเจ้าของสโมสรได้อีกต่างหาก
คล้ายว่าแค่กระซิบข้างหูก็มีพลังมากพอทำให้แข้งซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายหรือกระทั่งผู้บริหารสโมสรคล้อยตามได้
เบนเซม่า ในวัยที่เพิ่งครบ 34 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ร้อนแรงกว่าเดิม 23 นัดทุกรายการ 20 ประตู 8 แอสซิสต์ ยังคงฝากความหวังให้เป็นคีย์แมนในแนวรุกไม้แปรเปลี่ยน
ในขณะเดียวกัน วินิซิอุส จูเนียร์ ซึ่งเคยถูกสงสัยเรื่องพัฒนาการหรือทัศนคติยามอยู่ในสนามก็เปรี้ยงปร้างผิดหูผิดตา
ฤดูกาลที่แล้วยิงไปแค่ 6 ประตูกับอีก 7 แอสซิสต์ ในจำนวน 49 เกมที่ลงโม่แข้ง ถือว่าผลงานไม่น่าประทับใจเลย เมื่อคุณเป็นผู้เล่นแนวรุก


 
แต่ซีซั่นนี้ 25 นัด จัดไปแล้ว 12 ประตู 9 แอสซิสต์ ฟอร์มดีผิดหูผิดตา เหมือนไม่ใช่คนเดิมเลย
มาร์โก อเซนซิโอ ก็ได้ลงต่อเนื่องและเป็นอีกคนที่มีส่วนช่วยในการพังประตู ไม่ค่อยเจ็บออดแอดเหมือนในหลายซีซั่นที่ผ่านมา
เมื่อบวกกับตัวเก๋าที่ยังคงความเขี้ยวทั้ง กาเซมีโร่ , โมดริช , โครส หรือ กูร์กตัวส์ นั่นคือปัจจัยในการผลักดันมาดริดให้ครองบัลลังก์อย่างสง่างาม
มันยากที่คุณจะเค้นศักยภาพนักเตะเหล่านี้ได้ พวกเขามีความสามารถอยู่แล้ว แต่การหาวิธีให้ทำตามคำสั่งนั่นแหล่ะที่ลำบาก
ดูเหมือนว่า อันเช่ ไม่ต้องพูดอะไรมากด้วยซ้ำ แต่ผู้เล่นส่วนใหญ่ตอบสนองออกมาอย่างดีเยี่ยมเหลือเกิน
เหลืออีกครึ่งทางเท่านั้น ประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งโลกลูกหนังจะเกิดขึ้นแล้ว



เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment