breadcrumb symbol ข่าว

[ #ภาษากายเป็นพิษ ]

อัพเดตเมื่อ : January 14, 2022 3:06am โดย : admin

"เขาชอบยกมือขึ้นในอากาศ แล้วชอบโทษคนอื่น นี่คือคนที่ดาวรุ่งอย่าง เมสัน กรีนวู้ด มองมาแล้วคิดว่าคงจะช่วยผลักดันให้พวกเขาไปข้างหน้าจริงๆหรือ"
อลัน ฮัตตัน อดีตกองหลังท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์และทีมชาติสก็อตแลนด์ แสดงความเห็นผ่าน Football Insider ไว้อย่างน่าคิด
ไม่ใช่ ฮัตตัน คนเดียวที่คอนเมนต์ในลักษณะนี้ พวกกูรูพันดิต รวมถึงแฟนบอลอีกพอสมควรต่างก็คล้อยตามไปด้วย
Body Language หรือภาษากายที่ บรูโน่ มักแสดงออกมา โดนวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งสีหน้าท่าทาง มันโอเวอร์เกินไปและช่วยฉุดให้สถานการณ์ อีกทั้งบรรยากาศแย่หนักลงอีก
ใครที่เคยเล่นฟุตบอลมาก่อนพอจะเข้าใจว่า โค้ชส่วนใหญ่มักจะสอนให้นักเตะทุกคนมีความสามัคคีกัน ร่วมแรงร่วมใจทำเพื่อทีม ถ้ามีใครสักคนก่อความผิดพลาดขึ้นมา เช่นจ่ายไม่ดีหรือมีส่วนทำเสียประตู ห้ามโทษกันต่อหน้าเด็ดขาด
ดีสุดคือเดินไปปลอบประโลม ให้กำลังใจกัน หากมัวโบ้ยความผิดให้กันอย่างนี้ มีหวังทีมพังกันพอดี
แม้จะไม่พอใจผลงานของเพื่อนแค่ไหน อย่างแย่ก็คือเก็บอารมณ์ไว้ ปกปิดสีหน้าที่ผิดหวังหรือการแสดงถึงความไม่พอใจ
เรื่องนี้ในทีมฟุตบอลจะถูกปลูกฝังกันตลอดและก็เป็นสิ่งที่นักเตะทุกคนเข้าใจกันดีแบบอัตโนมัติ
หลายครั้งที่เราเห็นผู้เล่นบางคนพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เพื่อนร่วมทีมไม่แสดงท่าทีหัวเสีย บางทียกหัวแม่โป้งให้ด้วยซ้ำ ทั้งๆที่รู้ว่าช็อตนั้นไม่เอาไหนเลย
แต่กำลังใจในช่วงเวลาอย่างนี้แหล่ะ ถือว่าสำคัญมาก
บรูโน่ เองผ่านประสบการณ์มาไม่ใช่น้อยๆ ทั้งในลีกโปรตุเกสบ้านเกิดและเซเรีย อาของอิตาลี จึงไม่น่าจะต้องมีกำชับเรื่องอย่างนี้อีก
อย่างไรก็ดีดูเหมือนการแสดงออกที่บั่นทอนความรู้สึกเพื่อนร่วมทีม มักจะออกมาแบบอัตโนมัติเลยทีเดียว โดยเฉพาะสีหน้าซึ่งสะท้อนเลยว่าแย่มาก
เหตุการณ์ที่หลายคนพอจำได้ ต้องย้อนกลับไปในศึกยูฟ่า ยูโรปาลีกรอบรองชนะเลิศกับเซบีย่าในฤดูกาล 2019/20 ซึ่งชี้ขาดกันแค่นัดเดียวที่สนามกลาง เนื่องจากปัญหาโควิด-19 ระบาดหนัก
บรูโน่ สังหารจุดโทษพาแมนฯยูไนเต็ดขึ้นนำก่อน 1-0 แต่โดน ซูโซ่ มาทวงคืนสำเร็จ จบครึ่งแรกเลยเสมอกัน 1-1
ครึ่งหลังผู้เล่นหลายคนเริ่มตึงเครียดกดดันตามลำดับ สถานการณ์เขม็งเกลียวมากขึ้น สวนทางเวลาที่น้อยลงเรื่อยๆ
เข้าสู่ 10 นาทีสุดท้าย เซบีย่าโต้กลับ เป็นจังหวะแนวรับปีศาจแดงหลุดจากตำแหน่งเพียบจึงโดน ลุค เดอย็อง ลงโทษไม่เหลือ
มาโดนอย่างนี้เข้าใครก็หงุดหงิดทั้งนั้น กระนั้นยังไงก็ต้องซ่อนอารมณ์ให้มิดชิด เวลายังพอเหลือให้รวมพลังกันเอาประตูที่สองคืนกลับมา
แต่แล้ว บรูโน่ หันไปทาง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ พร้อมทำมือทำไม้ พูดอะไรบางอย่างเหมือนต้องการชี้ว่าไม่ยอมรักษาตำแหน่ง
เป็นการจุดชนวนให้กองหลังสวีดิชระเบิดอารมณ์ออกมา เดินเข้ามาหาสบถคำหยาบใส่กลับไปด้วยความไม่พอใจเช่นกัน
เมื่อทีมคุณเป็นฝ่ายตามหลังแล้วต้องมาแตกความสามัคคีกันอย่างนี้อีก โอกาสที่จะตีเสมอก็ริบหรี่ลงอย่างไม่ต้องสงสัย
ลินเดอเลิฟ อาจจะมีส่วนพลาดต้องรับผิดชอบประตูที่เสียไป คนที่ต้องเตือนต่อหน้าสื่อต้องเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีมดูจะเหมาะกว่า
อีกทั้งการตักเตือนที่ผ่านสายตาผู้ชมทางจอทีวีมากมายหลายสิบล้าน ไม่ใช่เอะอะโวยวายให้อารมณ์เป็นตัวนำ จะต้องเข้าไปพูดในเชิงอธิบายด้วยเหตุผล นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง
เคสดังกล่าวมีแฟนบอลมาคอนเมนต์ทางโซเชี่ยลมากมาย บ้างโทษ ลินเดอเลิฟ เลินเล่อจนทำให้ทีมเสียประตู แต่ก็มีที่ตำหนิอาการของ บรูโน่ ซึ่งไม่ควรเปิดเผยให้เห็น
อีกกรณีหนึ่งคือในเกมลีกคัพรอบควอเตอร์ไฟนั่ลเมื่อธันวาคม 2020 แมนฯยูไนเต็ดเจอกับเอฟเวอร์ตัน ซึ่งช่วงต้นเกมทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน
แต่แล้วยังไม่ทันครบครึ่งชั่วโมงดี เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้หลายคนงงงวย เนมานย่า มาติช กองกลางจอมเก๋าเดินมาหา บรูโน่ แล้วใช้มือผลักที่หน้าอก
จากนั้นตะโกนไปที่ข้างสนามตรง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมนั่งอยู่กับสต๊าฟฟ์ เหมือนบอกอะไรบางอย่าง
แม้คู่นี้จะสนิทแนบแน่นกันก็จริง แต่เมื่อเพื่อนคนอื่นเห็นเข้า ยังไงก็ต้องกระทบต่อบรรยากาศในทีม หากไม่รีบเคลียร์ปรับความเข้าใจกัน
โซลชา แจกแจงว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอ หากมองในอีกด้านแสดงถึงแพสชั่น ความมุ่งมั่นตั้งใจ ซึ่งอาจมีมากเกินไปจนเก็บไว้ไม่อยู่
มันก็อาจจะจริงอย่างนั้นแหล่ะ แต่หากมากเกินไปหรือมีบ่อยหนขึ้นมา มันคงไม่ใช่เรื่องดีอะไรนักหรอก
-------------------
ในฤดูกาลนี้มีการพูดถึง Body Language ของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กันมากขึ้นกว่าเดิมอีก
หลายครั้งเราได้เห็นสีหน้าในทำนองหมดอาลัยตายอยาก เซ็งชีวิตสุดขีดที่เขาแสดงออกมา ช่วงสถานการณ์ทีมตกเป็นรอง เล่นไม่ดีหรือเสียประตู
เข้าใจไม่ยากหรอกว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนได้จากความมุ่งมั่น ต้องการให้ทีมคว้าชัยชนะ มันเป็นบุคลิกที่ติดตัวของ บรูโน่ มานานแล้ว
บางคนตั้งข้อสังเกตว่านับตั้งแต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายมาร่วมก๊วน ดูเหมือนอาการ บรูโน่ จะหนักมากกว่าเดิมเข้าไปอีก
ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งใหญ่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ถูกปลดพ้นตำแหน่ง ราล์ฟ รังนิก เข้ามารับบทผู้จัดการทีมแทน ก็ส่งผลกระทบกระแทกเข้ากลางลำ บรูโน่ อย่างไม่มีทางเลี่ยง
ฟอร์มของเขาดร็อปลงอย่างชัดเจน 18 นัดในพรีเมียร์ลีก ทำไปเพียงแค่ 5 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์เท่านั้นเอง
หากเทียบซีซั่นที่แล้ว 37 นัดที่ลงโม่แข้ง 18 ประตู 13 แอสซิสต์คือผลงานอันยอดเยี่ยมกว่ามิดฟิลด์คนไหน ในพรีเมียร์ลีกด้วยกัน
ตามที่บอกเอาไว้ รังนิก เข้ามาพร้อมกับระบบการเล่นใหม่ 4-2-2-2 ซึ่งทำให้ บรูโน่ ต้องถ่างออกไปเล่นริมเส้นมากขึ้นกว่าเดิม เหมือนเป็นการลดทอนประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
สมัย โซลชา เป็นนายใหญ่ เขามีบทบาทเพลย์เมคเกอร์แต่งสรรปั้นไอเดียได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นคืองานถนัดอยู่แล้ว มีอิสระเกมรุก ไม่ถูกจำกัดพื้นที่เลย
พอสูตรเปลี่ยน ฟอร์มก็เปลี่ยน ส่งผลให้บางเกมหลุดไปนั่งสำรองก็มีอย่างนัดพ่ายวูล์ฟแฮมป์ตัน นั่นยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดให้ บรูโน่ เพิ่มหนักเข้าไปอีกแน่
แม้เกมล่าสุดที่เฆี่ยนแอสตัน วิลล่า จนผ่านเข้ารอบ 4 เอฟเอคัพสำเร็จ รังนิก จะหันมาใช้หมาก 4-2-3-1 เหมือนอย่างเคย อาจเอื้อประโยชน์ให้ บรูโน่ เป็นพิเศษ แต่ไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะไม่เปลี่ยนอีก
เมื่ออะไรต่อมิอะไรมันดูแย่ไปหมด ไม่ใช่เรื่องแปลกนักหรอกที่เขาจะหัวเสียมากกว่าเดิม การแสดงภาษากายบางอย่างที่มันทำลายความรู้สึกเพื่อนร่วมทีม จึงมีให้เห็นบ่อยขึ้น
เสียงวิจารณ์ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ บรูโน่ เองก็คงได้ยินเช่นเดียวกัน ถ้าจะให้ดีก็ควรฟังแล้วนำไปปรับให้ดีขึ้น อย่างน้อยน่าจะช่วยลดบรรยากาศอันตึงเครียดบ้าง
ในขณะเดียวกันอารมณ์ที่ไม่พุ่งพล่านมากเกินไป อาจช่วยให้มีสมาธิ โฟกัสกับเกมมากยิ่งขึ้นด้วย
ไม่มีใครปฏิเสธความสามารถของ บรูโน่ ซึ่งชัดเจนว่าเมื่อเข้ามาแล้วช่วยยกระดับแมนฯยูไนเต็ดได้ดีกว่าเดิมจริง
แต่ฝีเท้าอันยอดเยี่ยม อาจถูกกลบจากสีหน้าอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้
--------------
เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment