breadcrumb symbol ข่าว

[ #เพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญ ]

อัพเดตเมื่อ : March 06, 2022 3:36am โดย : admin

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยแสดงความเห็นถึงแมนฯซิตี้ ช่วงเปลี่ยนเจ้าของสโมสรมาเป็นนายทุนใหญ่จากอาบูดาบีไว้อย่างน่าคิด
"ประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อยู่กับเราเสมอ ซิตี้คงต้องใช้เวลาเป็นร้อยปีกว่าจะทำได้ใกล้เคียง"
ประโยคดังกล่าว เฟอร์กี้ พูดไว้เมื่อปี 2011 ผ่านมา 11 ปี แมนฯซิตี้เปลี่ยนโฉมตัวเอง จากทีมดาดๆกลายมาเป็นสโมสรแถวหน้าของพรีเมียร์ลีก ยกระดับอย่างรวดเร็ว
แม้เกียรติยศและความสำเร็จยังห่างไกลจากแมนฯยูไนเต็ด แต่หากว่ากันตามสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ถ้าจะตามทันอาจไม่ต้องรอเป็น 100 ปีก็ได้ บางที 20 ปีข้างหน้า ซิตี้อาจแซงหน้าไปแล้ว
เอาเข้าจริง เฟอร์กี้ คงไม่คาดคิดหรอกว่า เรือใบสีฟ้าจะยืนหยัดยาวนานขนาดนี้
รวมทั้งคงไม่มีความเชื่ออยู่ในหัวว่า แมนฯยูไนเต็ดจะค่อยๆตกต่ำ ได้โทรฟี่เพียงแค่ 3 ใบเท่านั้น นับตั้งแต่ตัวเขาเองรีไทร์ในซัมเมอร์ปี 2013
จนถึงตอนนี้ปาเข้าไปเกือบทศวรรษหรือ 10 ปี ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้น เรียกความยิ่งใหญ่กลับคืนมาในเร็ววันนี้
นับตั้งแต่ เฟอร์กี้ ล้างมือในอ่างทองคำ แมนฯซิตี้ผงาดพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 4 ครั้ง โดยเป็นรองแชมป์อีก 2 ครั้ง
พวกเขายังกวาดลีกคัพมาครองถึง 6 ครั้ง แทบจะผูกขาดเลยทีเดียว มีคว้าเอฟเอคัพได้อีก 1 ครั้งด้วย
นอกจากนี้เข้าใกล้ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแบบสุดๆเมื่อฤดูกาลที่ผ่าน แต่ไปพลาดท่าให้เชลซีอย่างน่าเสียดายในเกมนัดชิง
ส่วนปัจจุบันยังเป็นเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีก , ถูกยกให้มีโอกาสคว้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมากสุดและเต็งเอฟเอคัพที่ฝ่าไปถึงรอบควอเตอร์ไฟนั่ลแล้วเช่นกัน
เทียบกับแมนฯยูไนเต็ด ในช่วงเวลาเดียวกัน ต้องบอกเลยว่าคนละเรื่อง ห่างกันลิบลับแบบไม่เห็นฝุ่นเลย
ปีศาจแดงได้แค่แชมป์เอฟเอคัพ 2015/16 รวมลีกคัพกับยูฟ่า ยูโรปา ลีกอย่างละสมัย ในยุค โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามากุมบังเหียนและได้อันดับ 2 พรีเมียร์ลีกแค่ 2 ครั้งเท่านั้นเอง
จริงๆถ้าย้อนกลับไปในปี 1986 เฟอร์กี้ เพิ่งเข้ามารับงานผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ด ทางฝั่งซิตี้เองก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก แถมยังดูแย่กว่าอย่างเห็นได้ชัด
เรือใบสีฟ้าตกชั้นไปเล่นในดิวิชั่น 2 เดิมหรือปัจจุบันคือเดอะ แชมเปี้ยนชิพในฤดูกาล 1986/87 ต้องใช้เวลา 2 ปีกว่าจะกลับขึ้นมาได้สำเร็จ
พวกเขาทำได้ดีขึ้นในต้นทศวรรษ 90 แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็ทรุดหนักน่าเป็นห่วง ซึ่งเป็นช่วงจุดเริ่มต้นสู่ความยิ่งใหญ่ของแมนฯยูไนเต็ด
ฤดูกาล 1992/93 แมนฯยูไนเต็ดได้แชมป์พรีเมียร์ลีก , แมนฯซิตี้จบอันดับ 9
ฤดูกาล 1993/94 แมนฯยูไนเต็ดฟาดทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ , แมนฯซิตี้จบอันดับ 16
ฤดูกาล 1994/95 แมนฯยูไนเต็ดได้รองแชมป์ทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ , แมนฯซิตี้จบอันดับ 17 รอดตกชั้นแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
ฤดูกาล 1995/96 แมนฯยูไนเต็ดกลับมาทวงบัลลังก์คว้าทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ เป็นสมัยที่ 2 ในรอบ 3 ปี , แมนฯซิตี้เศร้าสลดได้อันดับ 18 หล่นไปเล่นในดิวิชั่น 1 ในเวลานั้น
ฤดูกาล 1996/97 แมนฯยูไนเต็ดยังแข็งแกร่งรักษาแชมป์พรีเมียร์ลีกไว้ได้ เป็นสมัยที่ 4 ใน 5 ปี ยึดครองผูกขาดอย่างชัดเจน , แมนฯซิตี้จบอันดับ 14 ในดิวิชั่น
ฤดูกาล 1997/98 แมนฯยูไนเต็ดได้แค่อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก , แมนฯซิตี้สาหัสกว่ามาก จบอันดับ 22 ดิวิชั่น 1 ซึ่งหมายถึงต้องตกไปดิวิชั่น 2 ซึ่งก็คือลีกวันในตอนนี้
ฤดูกาล 1998/99 แมนฯยูไนเต็ดบันทึกประวัติศาสตร์ ฟาดเรียบ 3 แชมป์พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก , แมนฯซิตี้จบอันดับ 3 ดิวิชั่น 2 ก่อนชนะเพลย์ออฟ ได้กลับมาเล่นในดิวิชั่น 1
ลองจินตนาการเอาแล้วกัน ตอนนั้นแมนฯยูไนเต็ดฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เมืองแมนเชสเตอร์ถูกย้อมด้วยสีแดง  บรรดาเร้ด อาร์มี่ทั้งหลายเริงร่า ยิ้มแย้มแจ่มใส
ในขณะที่พวกซิตี้ได้แต่เดินตัวลีบ แม้จะเลื่อนชั้นมาเล่นในดิวิชั่น 1 ได้ แต่เทียบกันแล้วห่างกันหลายช่วงตัวจริง พูดง่ายๆคือมันคนละชั้น
หลังทริปเปิ้ลแชมป์แล้ว แมนฯยูไนเต็ดยังยืนหยัดอยู่บนจุดสุดยอดเรื่อยมา ส่วนซิตี้กลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2000/01 แต่ผลงานร่อแร่เหลือเกิน ได้อันดับ 18 กลับลงไปดิวิชั่น 1 อีกรอบ
ยังดีที่ว่าคว้าแชมป์ลีกรองได้ภายในเพียงปีเดียว กลับสู่พรีเมียร์ลีกสำเร็จ แต่ก็ยังต้องกินน้ำใต้ศอกต่อไป เพราะยังทาบปีศาจแดงไม่ได้อยู่ดี
จากช่องว่างที่ชัดเจนเรื่อยมา ไม่น่าแปลกใจหรอกทำไม เฟอร์กี้ ถึงมองข้ามแมนฯซิตี้ ไม่เคยเห็นเป็นคู่แข่งด้วยซ้ำไป แค่อยู่ในเมืองเดียวกันก็เท่านั้นเอง
"บางครั้งคุณก็ต้องเจอเพื่อนบ้านที่น่ารำคาญบ้าง คุณไม่อาจทำอะไรได้หรอก คุณจะรู้สึกรำคาญอยู่เรื่อยๆ แต่ต้องใช้ชีวิตต่อไปและแก้ปัญหาด้วยการเปิดทีวีให้ดังกว่าเดิมเพื่อกลบเสียงดังกล่าว"
นี่คืออีกประโยคที่ เฟอร์กี้ เคยเปรียบเปรยว่า แมนฯซิตี้ได้แค่สร้างความรำคาญกับแมนฯยูไนเต็ดเท่านั้น นานๆชนะสักทีก็จะเสียงดังหรือไม่ก็พยายามทำตัวขึ้นมาทาบรัศมี ทั้งที่ความจริงคนละเลเวล
ซิตี้เป็นได้แค่ก้อนกรวดน่าอยู่ในรองเท้า สร้างความรำคาญให้อยู่เรื่อย แต่มันไม่อาจก่อผลกระทบอะไรได้หรอก
แต่อย่างที่บอก ต่อให้มีนายทุนใหญ่เข้ามาเทคโอเวอร์ ก็ไม่เชื่อหรอกว่าเรือใบสีฟ้าจะก้าวขึ้นมาอยู่ตรงจุดท็อปได้อย่างสม่ำเสมอ น่าจะแค่สร้างกระแสได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว
ตัดภาพกลับมาในเวลานี้ ราวกับว่ามีการเขียนสคริปต์หรือบทไว้ล่วงหน้าไม่มีผิด
แมนฯซิตี้แทบผูกปีครองพรีเมียร์ลีก 4 ฤดูกาลล่าสุดฟันไปถึง 3 อีกครั้งที่พลาดไปคือจบอันดับ 2
แล้วปัจจุบันก็ยังนั่งแท่นจ่าฝูง มีโอกาสจะป้องกันแชมป์ได้สูงอีกด้วย
เมื่อหันมามองแมนฯยูไนเต็ดใน 4 ฤดูกาลล่าสุด ได้อันดับ 2 ไป 2 ครั้ง อีก 2 ครั้งคืออันดับ 3 และ 6
แล้วตอนนี้อยู่อันดับ 4 ต้องพยายามอย่างหนักไม่ให้จบต่ำกว่านี้ ไม่อย่างนั้นฤดูกาลหน้าจะหลุดจากสารบบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกทันที
การทำงานแบบมืออาชีพ เฟ้นหาบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นโค้ช , สต๊าฟฟ์หรือนักเตะคือสิ่งสำคัญทำให้แมนฯซิตี้ไม่ใช่เพื่อนบ้านที่น่ารำคาญอีกต่อไป
รวมถึงแรงสนับสนุนจากผู้บริหาร พร้อมอุ้มชูดูแลอย่างเต็มที่ ไม่มาก้าวก่ายวุ่นวายในเรื่องที่ไม่มีความรู้ ปล่อยให้คนเก่งมีความสามารถจัดการกันไป
ทุกวันนี้เมืองแมนเชสเตอร์ถูกย้อมด้วยสีฟ้าแทน สีแดงแทบเลือนราง เหลือเพียงเรื่องราวในอดีตเท่านั้น ที่ยังคงหล่อเลี้ยงจิตใจบรรดาเร้ด อาร์มี่
บางครั้งการพูดขุดคุ้ยถึงแต่เรื่องในอดีตมากเกินไป อาจทำให้แมนฯซิตี้ศอกกลับมาว่า แมนฯยูไนเต็ดต่างหากที่เป็นเพื่อนบ้านน่ารำคาญ
คนที่รู้สึกแย่ไม่น้อยไปกว่าใครเลย คงจะเป็น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่นเอง
บางครั้งความมั่นใจที่มีมากเกินไป มันย้อนมาทำร้ายได้อย่างไม่รู้ตัวเลย
---------------
เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment