breadcrumb symbol ข่าว

[ #ใครมาก็ค่าเท่ากันถ้า... ]

อัพเดตเมื่อ : April 05, 2022 2:53am โดย : admin

ราล์ฟ รังนิก เพิ่งให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผู้จัดการทีมคนใหม่แมนฯยูไนเต็ดเอาไว้ ถึงแนวทางการทำงาน หากต้องการกลับมาประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด
จำแนกแยกแยะเอาแบบให้ชัดเจน เราแบ่งได้เป็น 4 หัวข้อหลักๆด้วยกัน
1.ให้กุนซือคนใหม่ เป็นคนวางแผนเรื่องแท็คติกเองทั้งหมด แล้วเฟ้นหานักเตะที่เหมาะสม เพื่อให้เข้ากับแนวทาง
2.เน้นการซ้อมหนักเข้มข้นกว่าที่เป็นอยู่ สภาพร่างกายนักเตะต้องแข็งแกร่งสุด ชุดปัจจุบันยังไม่ดีพอ
3.หากจะเลือกผู้เล่น ขอให้ดูเรื่องพื้นฐานหรือปูมหลังด้วย ว่ามีความเป็นนักสู้มากแค่ไหนกัน ไม่ใช่ประเภทลีลาดี แต่เล่นแล้วเหยาะแหยะ ซอฟท์เกินไป อย่างนี้ก็ไม่ไหว
4.ต้องใช้เวลาอีก 3 ตลาดหรืออีกราว 18 เดือนด้วยกัน สำหรับปรับจูนขุมกำลังให้กลับมาดีพอสำหรับไล่ล่าความสำเร็จ โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เชื่อว่าแฟนผีหลายคนที่ได้ฟัง 4 ข้อของ รังนิก คงต้องพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแน่นอน ปัญหาเราต่างรู้กันอยู่ว่าเกิดจากอะไรบ้าง แต่ไม่อาจแก้ไขให้สิ้นซากได้สักที มันถึงวนลูปไปมาน่ารำคาญ
จะว่าไปแล้วการวิเคราะห์แนวนี้ คืองานที่ถนัดของ รังนิก มากกว่าไปคุมทีมในฐานะกุนซืออีก เพราะคุ้นเคยกับบทบาทผู้อำนวยการกีฬาหรือหัวหน้าฝ่ายพัฒนานักเตะ
เขายังเสริมอีกว่า ได้อธิบายให้บอร์ดบริหารฟังแล้ว พร้อมยกตัวอย่างเป็นเคสให้เห็น ทีมที่ประสบความสำเร็จในตอนนี้ทั้งแมนฯซิตี้หรือลิเวอร์พูล ล้วนเกิดมาจากการวางแผนงาน ไม่ใช่ปุบปับทำเลยแล้วจะสำเร็จ
สองทีมนี้ใช้เวลา 5-6 ปี ทำงานหนักอย่างจริงจัง เพื่อให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องไม่สะดุด เป็นการลงทุนสร้างเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง แล้วจะยืนหยัดในจุดท็อปไปอีกนาน
น่าสังเกตุว่า รังนิก เริ่มบทบาทที่ปรึกษาบ้างแล้ว เหมือนส่งสัญญาณไปยังผู้จัดการทีมคนใหม่ หากเข้ามาแล้วต้องสะสางอะไรกันบ้างในเบื้องต้น แล้วค่อยไปลงลึกรายละเอียดกันต่อ
ท่ามกลางกระแสข่าว เอริก เทนฮาก ใกล้โอเคเซย์เยส พร้อมมารับตำแหน่งในฤดูกาลหน้า ซึ่งวัดได้จากบริษัทรับพนันถูกกฎหมาย ที่หั่นราคากันกระจุย พอจะบอกได้ถึงโอกาสสูงลิบ
ในมุมของสาวกแมนฯยูไนเต็ดส่วนใหญ่ ยินดีที่จะได้เห็น เทนฮาก มากุมบังเหียน ซึ่งผลโพลสำรวจหลายครั้งก็ยืนยันได้อย่างดีว่า นำโด่งขาดลอยชนิดไร้คู่แข่ง
แต่ล่าสุดเมื่อน้ำหนักความเป็นไปได้เทไปยังกุนซือดัตช์มากยิ่งขึ้น บรรยากาศในห้องแต่งตัวกลับเกิดความขัดแย้งมากกว่าเดิม
ซามูเอล ลัคเฮิร์ทส์ นักข่าวระดับคลุกวงในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทวิตข้อความว่ามีผู้เล่นบางคน ไม่ต้องการได้ เทนฮาก มาเป็นเจ้านายคนใหม่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
ดูเหมือนว่าชื่อของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ มีพลังดึงดูดมากกว่า อาจเพราะรู้จักมักคุ้นกันดี เคยคุมทั้งเซาธ์แฮมป์ตันและท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มผู้เล่นอังกฤษ
ไม่ใช่เรื่องแปลกหากมีผู้เล่นสักคนในทีมแมนฯยูไนเต็ดขบวนนี้ ไม่ชื่นชอบ เทนฮาก และอยากได้ พอช มาเป็นเจ้านายคนใหม่
ทว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้เล่นที่จะออกมาร้องแรกแหกกระเชอ ไม่พอใจก็เก็บเอาไว้ ผู้จัดการทีมคนไหนเข้ามาทำงาน คุณก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด อย่ามาต่อต้านเด็ดขาด
เท่าที่ผ่านมาเรามักได้ยินเสมอ แข้งปีศาจแดงบางคน แสดงปฏิกิริยาไม่พอใจผู้จัดการทีม อยากได้เจ้านายในอุดมคติ ซึ่งก็คือประเภทตามใจนักเตะ ไม่เข้มงวด ไม่ลงโทษบ่อย ไม่ตำหนิออกสื่อ ปล่อยสบายชิลล์ๆ
รอย คีน เคยแสดงความเห็นไว้อย่างเผ็ดร้อนว่า ถ้านักเตะพวกนี้เคยโยน โชเซ่ มูรินโญ่ เข้าใต้ท้องรถบัสแล้ว ทำไมจะทำอย่างนั้นกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บ้างไม่ได้ล่ะ
แล้วสองคนก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน หากจะผิดแผกกันไปบ้างก็ตรงที่ โซลชา มาแบบซอฟท์ หวังจะใช้ความดีซื้อใจ
ในขณะที่ มูรินโญ่ ยืนยันในอำนาจสิทธิ์ของความเป็นผู้จัดการทีมอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหาร
แล้วพอย้อนกลับมายัง ราล์ฟ รังนิก ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ตกลงแล้วไม่กล้าใช้มาตรการเด็ดขาดกับนักเตะที่พยศเลยหรือ
พวกนักข่าววงในยังระบุเพิ่มเติม เวลานี้ผู้เล่นหลายคนเริ่มไม่ฟังคำพูดของกุนซือเยอรมัน เลือกที่จะเพิกเฉย
เอาแบบไม่ต้องอ้อมค้อม แฟนบอลมากมายก็พอจะตั้งคำถามหรือข้อสังเกตได้
ย้อนไปยังเกมประเดิมของ รังนิก ดวลคริสตัล พาเลซ แม้จะเฉือนชัยวาบหวิว 1-0 แต่รูปเกมดีขึ้นผิดหูผิดตา การเล่นในแบบฉบับเคาน์เตอร์เพรสซิ่ง บีบพื้นที่แย่งบอลกลับมาครอบครองอย่างรวดเร็ว กลายเป็นจุดเด่นขึ้นมา
ทั้งที่ก่อนหน้าเราแทบไม่เคยได้เห็นภาพเช่นนี้กันเลย ไม่แปลกที่แฟนผีจะหวังว่า เกมต่อๆไปจะได้เห็นพัฒนาการกว่าเดิมอีก คิดแล้วได้แต่ตื่นเต้น อดรนทนรอแทบไม่ไหว
แต่แล้วความฝันก็พังทลาย นัดถัดมาเล่นกับนอริช กว่าจะเข่นทีมท้ายตารางลงได้ก็ลุ้นน้ำลายเหนียวคอ หากไม่ได้จุดโทษจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และฟอร์มโคตรเซฟของ ดาบิด เด เคอา รับรองเลยว่า 3 แต้มหลุดลอย
ถ้าไม่นับเกมเปิดตัว ในยุคของ รังนิก เป็นกุนซือ แทบไม่มีเกมไหนจะสร้างความประทับใจได้เลย สัญญาณที่บอกว่านักเตะพร้อมทำงานหนัก เปลี่ยนแปลงตัวเอง เพรสซิ่งมากยิ่งขึ้น กลับเป็นแค่มายา
รังนิก ไม่สามารถเคี่ยวเข็ญให้ลูกทีมเล่นตามแท็คติกของตนได้ เหมือนไม่มีใครต้องการทำงานหนักกว่าที่เคย เพราะการเล่นเพรสซิ่ง ต้องใช้พลังเยอะมาก นักเตะย่อมต้องมีพื้นฐานความเสียสละ ไม่เอาเปรียบเพื่อน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก รังนิก เลยต้องเปลี่ยนกลยุทธ์บ่อยๆ พยายามแก้ปัญหาแบบนัดต่อนัด ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นมันช่างน่าอึดอัดจริงๆ
ทฤษฎีและความรู้ที่มีมากมาย ไม่อาจนำมาใช้กับผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดได้ ทั้งที่นี่คือสโมสรได้รับการยกย่องว่าเป็นระดับท็อปของยุโรป
จากคำแนะนำ 4 ข้อของ รังนิก พอจะบอกได้ว่า เขาเองก็เห็นปัญหาแบบทะลุปรุโปร่ง รวมทั้งรู้ด้วยว่าควรแก้ไขกันอย่างไร
แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร จะสนับสนุนมากน้อยแค่ไหนกัน หากยังจัดการลักษณะเดิม ลงมาล้วงลูก ซื้อขายนักเตะด้วยตัวเอง ไม่ปล่อยให้ผู้จัดการทีมตัดสินใจ
หรือให้ท้ายบรรดาผู้เล่น ประเคนสัญญาใหม่ให้ พร้อมด้วยค่าจ้างมหาศาล ด้วยความเชื่อว่าพวกนี้คือแข้งคุณภาพและจะรับใช้ทีมอย่างเต็มที่
หากยังเป็นอย่างนั้น ต่อให้ไปหากุนซือยอดฝีมือยันดาวอังคารมาทำทีม ก็คงยากจะประสบความสำเร็จ
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเท่านั้น แต่ในเชิงโครงสร้างก็เห็นชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ
ไม่ว่าจะเป็น เอริก เทนฮาก หรือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ใครมาก็คงต้องปวดหัวเหมือนอย่างที่ รังนิก , โซลชา หรือ มูรินโญ่ ประสบมาแล้ว
หากยังแก้ปัญหาแบบผิดวิธีเช่นเดิม
----------
เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment