breadcrumb symbol ข่าว

[ THE OUTLANDER : เฮนรี่ อานิเยร์ ]

อัพเดตเมื่อ : April 08, 2022 8:46am โดย : บุญคำ

HENRI ANIER
เฮนรี่ อานิเยร์
สัญชาติ : เอสโตเนีย
อายุ : 31
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : เมืองทอง ยูไนเต็ด
หมายเลข : 9
เล่น ไทยลีก ตั้งแต่ : 2022
___________________
   เขาคนนี้คือ 'หนึ่งเดียว' ของนักเตะ ไทยลีก ที่ยังติดทีมชาติในยุโรป แบบสม่ำเสมอ
   ล่าสุดเจ้าตัวก็เพิ่งกลับไปรับใช้ชาติในเกม เนชั่นส์ ลีก และก็ลงสนามให้เอสโตเนีย ทั้ง 2 นัด ในการเผชิญหน้ากับไซปรัส
   เฮนรี่ อานิเยร์ คือนักเตะที่เรากำลังจะเอาข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ของเขามาเล่าสู่กันฟัง
   หมอนี่เกิดและโตที่กรุงทัลลินน์ เมืองหลวงแห่งเอสโตเนีย เขาและน้องชาย ฮันส์ อานิเยร์ มักจะเล่นฟุตบอลที่สวนหลังบ้านเป็นประจำ และด้วยความที่ฝึกฝนบ่อย มันจึงทำให้ทั้งคู่ได้เข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ของ โฟลร่า สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ
   เฮนรี่ ถูกดึงตัวเข้าไปอยู่ในสถาบันเยาวชนของ ฟลอร่า ตั้งแต่อายุแค่  7 ขวบ ก่อนที่น้องชายจะเจริญรอยตามในอีก 2 ปี ถัดมา
   การได้เรียนรู้ศาสตร์ลูกหนังแบบจริงจัง อานิเยร์ ผู้พี่จึงพัฒนาฝีเท้าอย่างรวดเร็ว กระทั่งถูกเรียกไปติดทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และก็เป็นขาประจำของทุกชุด ไม่ว่าจะเป็น ยู-19, ยู-21 และยู-23 ในเวลาต่อมา
   ก้าวย่างที่น่าสนใจของ อานิเยร์ เกิดขึ้นในซีซั่น 2007 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุเพียง 17 ปี และถูก โฟลร่า ปล่อยไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับ วาร์ริเออร์ สโมสรในระดับ เอซิลีก้า (ดิวิชั่น 2) ก่อนจะยิงไปถึง 13 ประตู จาก 24 เกม ที่ลงสนาม
   ผลงานแบบนี้ยิ่งทำให้เขาถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น ปีถัดมา (2008) เด็กหนุ่ม เฮนรี่ ก็ได้เลื่อนชั้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรทันที


 
   พอได้เล่นให้ โฟลร่า ชุดใหญ่ เขาก็ไม่ทำให้แฟนๆ และโค้ชผู้ให้โอกาสต้องผิดหวัง เมื่อสร้างสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ยิงประตูได้ใน เมสตรีลีกา (ดิวิชั่น 1) ด้วยตัวเลข 17 ปี กับอีก 103 วัน
   การมีชื่อบนสกอร์บอร์ดกับทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอสโตเนีย ทั้งๆ ที่อายุยังไม่ถึง 18 เลยด้วยซ้ำ ทำให้สปอตไลต์เริ่มสาดส่องจ้องมองมาที่ อานิเยร์ แบบไวว่อง
   ปี 2009 เขาจึงถูกส่งตัวไปอยู่กับ ซามพ์โดเรีย หนึ่งในสโมสรที่โด่งดังด้านการสร้างนักเตะเยาวชนของอิตาลี
   อย่างไรก็ตาม ชีวิตของ อานิเยร์ ในอิตาลี ไม่เป็นไปดั่งหวัง เขาไม่สามารถงัดฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาได้สำเร็จ ว่าแล้วจึงต้องกลับมาที่ โฟลร่า อีกครั้งในฤดูกาล 2010
   ในวัย 20 ปี กลายเป็นศูนย์หน้าตัวหลักของ โฟลร่า ชุดแชมป์ลีกสูงสุดของเอสโตเนีย 2 สมัยซ้อน (2011 กับ 2012) ด้วยผลงาน 13 ประตูจาก 16 เกม (2010) และ 21 ประตู ใน 32 นัด (2011)
   ดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการฟุตบอลเอสโตเนีย ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี 2011 แม้ว่าจะประเดิมสนามด้วยความพ่ายแพ้ต่อชิลี ถึง 0-4 แต่มันก็ถือเป็นความทรงจับของ อานิเยร์ และนับเป็นหมุดหมายที่หนึ่งของตนเองในฐานะขุนพลทัพ ซินิซาร์กิด (ฉายาเอสโตเนีย)
   การที่ถูกยกให้เป็นอนาคตของทีมชาติ อานิเยร์ จึงย้ายออกไปเล่นในลีกนอกประเทศ ซึ่งมีมาตรฐานสูงกว่า เพราะนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา เขาก็ไม่ได้ย้อนหวนคืนสู่เอสโตเนีย อีกเลย
   2012 เขาเซ็นสัญญา 3 ปี กับ ไวกิ้ง สตาวานเกอร์ สโมสรใหญ่ของนอร์เวย์ โดยในปีเดียวกันนี้เอง อานิเยร์ ก็พังประตูแรกในนามทีมชาติได้สำเร็จในเกมกระชับมิตรที่ชนะโอมาน 2-1
   จาก ไวกิ้ง - หมอนี่ย้ายไปเล่นในลีกสกอตแลนด์ต่อ ในปี 2013 โดยตอนแรกมาในฐานะนักเตะยืมตัว ก่อนจะได้รับสัญญาถาวรจากฟอร์มที่ยอดเยี่ยมด้วยการทำไป 7 ประตู จาก 19 นัด จนทีมคนเหล็กต้องเซ็นยาว 3 ปี
   อย่างไรก็ตาม ปัญหาบาดเจ็บทำให้ฟอร์มการเล่นของ อาร์นิเยร์ ถดถอย และต้องย้ายไป แอร์ซเกบีร์ก เอา ทีมใน บุนเดสลีกา 2 ของเยอรมัน ในปี 2014 แต่ก็ไม่สามารถเบียดแย่งตำแหน่งได้
   2015 เขาจึงย้ายกลับมาสกอตแลนด์ อีกครั้ง โดยคราวนี้เป็น ดันดี ยูไนเต็ด ที่จรดปากกา 2 ปีครึ่ง ทว่าจบซีซั่น 2015-16 ต้นสังกัดของหมอนี่ตกชั้น ทั้งสองฝ่ายจึงตัดสินใจยกเลิกสัญญา
   พอกลายเป็นนักเตะอิสระ คราวนี้เขาโยกไปค้าแข้งในลีกสวีเดน โดยเป็น คัลมาร์ ด้วยสัญญาระยะสั้น 6 เดือน (2016)
   การเล่นที่สวีเดน นั้น อาร์นิเยร์ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากยิงไปแค่ 1 ลูก จาก 9 นัด ที่ลงสนาม แต่ในปีเดียวกันนี้กลับมีเรื่องที่น่าจดจำ เพราะในทีมชาติ เขาส่งบอลผ่านมือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ หนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของโลก ชาวเบลเยียม
   เส้นทางของเขากับสกอตแลนด์ เหมือนจะตัดกันไม่ขาดสักที เพราะในฤดูกาล 2016-17 เจ้าตัวก็กลับมาเป็นหนที่ 3 โดยคราวนี้เล่นให้ อินเวอร์เนสส์ ทว่ารอบนี้นั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะกลายเป็นศูนย์หน้าเป้าสะอาด ยิงไม่ได้สักประตูจาก 15 เกม ที่ลงสนาม
   ชีวิตพเนจรของ อานิเยร์ ยังดำเนินต่อไป ซีซั่น 2017 เขาย้ายไปเล่นให้ ลาห์ติ สโมสรในฟินแลนด์ ซึ่งที่นี่เหมือนจะกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง เพราะเขาเป็นกำลังหลักที่นำทีมคว้าโควตาถ้วย ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ
   2019 ครานี้เจ้าตัวได้เผชิญความท้าทายใหม่ในทวีปเอเชีย เพราะย้ายมา ซูวอน เอฟซี ซึ่งเวลานั้นอยู่ใน ดิวิชั่น 2 ของเกาหลีใต้ แต่ก็ไม่มีผลงานอะไรน่าจดจำสักเท่าไหร่
   อานิเยร์ ย้อนคืนยุโรป อีกครั้งในปี 2020 ซึ่งหนนี้เจ้าตัวไปเล่นที่ลีกรองของเนเธอร์แลนด์ส กับ โก อะเฮด อีเกิ้ลส์ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
   หลังจากห่างจากบ้านเกิดไปนานเกือบ 10 ปี ในที่สุด ปลายปี 2020 เขาก็กลับมาเอสโตเนีย อีกครั้ง โดยเป็น ไพรด์ ลินนามีส์คอนด์ สโมสรที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานที่ได้ อานิเยร์ ไปล่าตาข่าย
   ในฤดูกาล 2021 ฟอร์มของเขากลับมากระฉูดอีกครั้งด้วยการซัดไป 26 ประตู คว้ารางวัล 'ดาวซัลโว' ลีกสูงสุดเอสโตเนีย พร้อมช่วยให้ ไพรด์ ลินนามีส์คอนด์ จบอันดับ 3 ของตาราง


 
   ความท้าทายใหม่ของ อานิเยร์ เริ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนมกราคม 2022 เมื่อได้ย้ายสู่เมืองไทย กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด
   แม้ว่าช่วงแรกที่เขาเข้ามาสยามประเทศจะถูกต้อนรับด้วยไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดไปทั้งแคมป์กิเลนผยอง ทว่าหลังจากเริ่มปรับตัวได้ อานิเยร์ ก็เริ่มสำแดงฤทธิ์เดชให้เห็น
   4 ประตู จาก 9 นัด ที่ลงสนามเป็นตัวเลขที่พอใช้ทีเดียวกับผู้เล่นที่อยู่ในเมืองหนาว แล้วย้ายมาอยู่แดนอบอ้าวแบบกะทันหันเช่นนี้
   การเลือกเบอร์ 9 ในสีเสื้อ เมืองทอง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ท้าทายเขาสุดๆ เพราะก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรในปี 2007 นี่เป็นหมายเลขอาถรรพ์ที่นักเตะคนใดสวมใส่มักจะมีผลงานที่ย่ำแย่เสมอ
   ทว่า อานิเยร์ ขันอาสามาเป็นผู้ทำลายอาถรรพ์นั้นเอง
   เขาจะทำได้หรือไม่ คำตอบทุกอย่างอยู่ผลงานในสนามนั่นแหละ

เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment