breadcrumb symbol ข่าว

[ #ความพ่ายแพ้ของคุณลุง ]

อัพเดตเมื่อ : April 23, 2022 10:40pm โดย : admin

ย้อนไปธันวาคมปีที่แล้ว ราล์ฟ รังนิก เพิ่งเข้ามารับงานผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ด ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรก
เขาแสดงถึงความเชื่อมั่น จะสามารถผลักดันนักเตะชุดนี้ให้เดินหน้าต่อไปยังเป้าหมาย ด้วยแผนงานใหม่ได้ไม่ยาก
"ผมแน่ใจว่าเราจะดำเนินการขั้นต่อไปได้ จากผู้เล่นชุดปัจจุบันที่เรามีอยู่"
รังนิก ดูจะเชื่อในขุมกำลังชุดนี้ แม้จะมีข่าวในแง่ลบว่า นักเตะบางคนสร้างปัญหาปั่นป่วนทีม จนทำให้กุนซือคนก่อนๆต้องมีอันโดนเชือดพ้นตำแหน่งไป
รอย คีน เคยแสดงความเห็นไว้ว่า นักเตะบางคนคือตัวการสำคัญ หากว่าพวกเขาสามารถจับ โชเซ่ มูรินโญ่ โยนเข้าใต้ท้องรถบัสได้ ทำไมจะทำอย่างนั้นกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บ้างไม่ได้ล่ะ
คีน ไม่ได้บอกหรอกว่า รังนิก เองก็น่าจะมีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว
โชคดีที่ รังนิก เพลย์เซฟมากกับตำแหน่ง เพราะตามเงื่อนไขระบุไว้ว่าจะทำหน้าที่ครบเทอมแค่จบฤดูกาล จากนั้นจะลงไปเป็นที่ปรึกษา ซึ่งดูแล้วว่าจะเหมาะสมกว่า หากมองตามความเชี่ยวชาญและถนัด
น่าคิดไม่น้อยเหมือนกันถ้า รังนิก ได้รับการแต่งตั้งให้คุมแบบถาวร 2-3 ปี แล้ววันนี้สถานการณ์จะลงเอยอย่างไหน
 รังนิก เป็นที่รู้จักกันว่าคือ "Godfather of German Football" หมายถึงผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของวงการฟุตบอลเยอรมัน แค่ฟังดูก็น่าจะรู้สึกได้ถึงบารมี ฝีมือ ความน่าเกรงขามแล้ว
เขาได้รับการยกย่องในเรื่องผู้นำการเล่นเพรสซิ่งสมัยใหม่ จนกลายเป็นต้นแบบให้กุนซือหลายคนเอาไปปรับใช้ได้ผลอย่างน่าพอใจ
เกเก้น เพรสซิ่งของ รังนิก เป็นที่ยอมรับและพูดถึงวงกว้าง ฉีกโฉมหน้าแท็คติกเดิมๆ กลายเป็นสูตรได้รับความนิยมแพร่หลาย
ขณะเดียวกันในบทบาทผู้อำนวยการหรือ DOF ก็สร้างชื่อไม่น้อยเลย โดยเฉพาะช่วงทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนานักเตะในอาณาจักรฟุตบอลเร้ดบูล จนปลุกปั้นแข้งชั้นนำมากมาย
เขามีส่วนสำคัญในการวางรากฐานของแอร์เบ ไลป์ซิกและเร้ดบูล ซัลซ์บวร์ก จนเป็นสโมสรแถวหน้าในลีกตัวเอง
ไม่ใช่แค่สร้างนักเตะมาใช้งานเท่านั้น แต่ในแง่ของธุรกิจก็ขายทำกำไรเข้าสโมสรรวมแล้วหลายร้อยล้านยูโร ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบแดงเลยทีเดียว
พูดให้กระชับก็คือ หากมองความสำเร็จและคุณสมบัติต่างๆแล้ว รังนิก แทบจะมีครบถ้วนเลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อมารับงานกุนซือแมนฯยูไนเต็ด ย่อมปลุกความตื่นเต้นให้แฟนบอลอย่างมาก กระแสดีอย่างน่าปลื้ม
แล้วพอผ่านเกมประเดิมเจอคริสตัล พาเลซ ด้วยระบบการเล่นที่แฟนๆอยากเห็น นั่นคือนักเตะวิ่งพล่านทำงานหนัก บีบพื้นที่เร็ว แย่งบอลกลับมาได้เยี่ยม ความตื่นเต้นยิ่งทวีคูณ
การจะทำให้วิธีเพรสซิ่งได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นักเตะทุกคนต้องให้ความร่วมมือ นั่นคือซ้อมหนักขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่งและอึดของร่างกาย รวมทำงานแบบเข้มข้นกว่าที่เคย
หากว่าถือแค่ทฤษฎีมาอย่างเดียว แต่นักเตะไม่เอาด้วย มันก็เป็นแค่แผ่นกระดาษไร้ค่าเท่านั้นเอง
อย่างที่บอกนัดแรกผ่านไป พร้อมสัญญาณเตือนที่ดีอย่างมาก แฟนแมนฯยูไนเต็ดแทบอดรนทนไม่ไหว อยากเห็นเกมต่อไปเร็วๆ โดยเฉพาะได้เจอนอริชทีมท้ายตาราง มีโอกาสจะถล่มโชว์ได้เลย
แต่กว่าจะคว้าชัยได้สำเร็จ กองเชียร์ก็ต้องลุ้นกันระทึก หวิดจะโดนเจาะตาข่าย ถ้าไม่ได้ซูเปอร์เซฟ 2 ครั้งจังๆจาก ดาบิด เด เคอา คงยากที่จะรอด
นอกจากนี้ยังโชคดีมีจุดโทษจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มากู้หน้าเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงยิงไม่ได้และคงไม่ได้ 3 แต้มแน่ๆ
จากนั้นมาเราแทบไม่ได้เห็นเพรสซิ่งจากแข้งแมนฯยูไนเต็ดอีกเลย บางครั้ง รังนิก ต้องเปลี่ยนสูตรกลางคัน จนสร้างความสับสนให้ไม่น้อย
เชื่อว่าไม่ใช่ผู้เล่นหรือแฟนบอลที่สับสน แต่ตัวเขาเองก็คงสับสนด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดการแก้ไขอย่างที่เห็น
เราพอจะมั่นใจได้ว่า รังนิก ผลักดันรูปแบบเพรสซิ่งมาใช้ในทีม เพราะผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผลจริง
แต่น่าสงสัยว่า คงไม่ได้รับความร่วมมือจากพวกนักเตะเท่าไรนัก เมื่อคุณต้องเรียนรู้มากขึ้น ใช้สมองกว่าเดิม ทำงานหนักเข้าไปอีก
รังนิก ไม่อาจใช้อำนาจหน้าที่ บังคับหรือขอร้องให้ลูกทีมทำตามได้ เพรสซิ่งก็เลยเป็นแค่คำพูดหรูๆเท่านั้นเอง แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย
เสียงวิจารณ์ไม่น้อยโยนความผิดมาที่พวกผู้เล่น ซึ่งถูกตั้งคำถามว่า ไม่ทุ่มมากพอ เป็นพวกกบเลือกนาย อยากสบายๆพร้อมรับเงินก้อนโต
แฟนบอลไม่ค่อยจะโทษกุนซือกันแล้ว หลายคนที่ผ่านมาเหมือนกลายเป็นเหยื่อ
เอาแบบดุดันเด็ดขาดเฮี้ยบสุดๆแบบ มูรินโญ่ ก็ยังไม่รอด จนภายหลังมารู้ว่าโดนลูกทีมวางยา โดยเฉพาะ ปอล ป็อกบา ซึ่งถูกด่าว่าคือไวรัส
หรือจะเป็นแบบยิ้มแย้มแจ่มใสใจดี เหมือนพี่กับน้องอย่าง โซลชา ซึ่งพอจะซื้อใจได้ในบางเวลา แต่สุดท้ายก็โดนเล่นงานจนได้
วิธีการประนีประนอมยอมตามใจดังกล่าว ก็ไม่อาจช่วยได้ในระยะยาว เพราะนักเตะเหมือนสบายกันไปแล้ว ตอกย้ำทัศนคติให้แย่หนักลงไปกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากที่มันก็ไม่ดีเป็นทุนเดิม
คำถามที่เกิดขึ้นย้อนกลับมาที่ รังนิก อีกครั้งว่า เพราะอะไรกันถึงใช้อำนาจของตัวเองลงโทษหรือเคี่ยวเข็ญลูกทีมไม่ได้ จนมันต้องกลายมาเป็นอย่างนี้
รังนิก ไม่เด็ดขาดมากพอจะทำอย่างนั้นหรือ? นี่คืออีกหนึ่งคำถามที่หลายคนอยากได้คำตอบ
การให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง ล้วนแต่สอดคล้องกับความเชื่อของแฟนบอล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพละกำลัง ความแข็งแกร่งของร่างกายหรือคุณภาพผู้เล่น ยังตามหลังทีมอื่นๆทั้งสิ้น
แล้วทำไมไม่แก้ไขให้มันดีขึ้น ซ้อมมากขึ้น หาทางละลายพฤติกรรม ปรับทัศนคติให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ล่ะ
แล้วเมื่อหมุนเวลาไปยังครั้งแรกที่แถลงข่าว รังนิก เชื่อมั่นกับผู้เล่นชุดปัจจุบัน แต่เวลานี้กลายเป็นคนละขั้วกันเลย
กุนซือเยอรมันเพิ่งว่าไว้ แมนฯยูไนเต็ดตามหลังลิเวอร์พูลถึง 6 ปี เรียกว่าห่างไกลสุดกู่กว่าจะไล่กันทัน
ผู้เล่นที่มีอยู่ก็ต้องโละออกอาจมากถึง 10 คน มีเพียงพื้นที่เดียวเท่านั้นคือผู้รักษาประตูที่ไม่ต้องเปลี่ยน
ฟังดูแล้วเหมือน รังนิก ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ความเชื่อมั่นที่เคยมีตอนมาใหม่ๆ แทบไม่หลงเหลืออีกต่อไป
การให้สัมภาษณ์ช่วงหลัง สะท้อนถึงอาการท้อแท้ ยอมแพ้ราบคาบ ไม่อาจไปต่อได้อีกแล้ว รอจบฤดูกาลอย่างเดียวเท่านั้นเอง คงภาวนายิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี
ชื่อเสียงที่เคยสั่งสมมา ก็แทบสูญภายในแค่ครึ่งปีที่นั่งเก้าอี้ตัวนี้ ก็อดฟาเธอร์แห่งวงการลูกหนังเมืองเบียร์ ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์เลยกับผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ด
มันเป็นความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของเขา ที่ไม่อาจจัดการภารกิจนี้ได้ดีพอสำหรับส่งต่อให้ผู้จัดการทีมคนใหม่ทำงานง่ายขึ้น
รังนิก จึงไม่ได้ดีไปกว่า มูรินโญ่ หรือ โซลชา เลยสักนิดเดียว
----------------------
เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment