breadcrumb symbol ข่าว

[ #ที่ไหนเห็นคุณค่าค่อยไป ]

อัพเดตเมื่อ : May 01, 2022 2:48am โดย : admin

กลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา เนมานย่า มาติช เปิดเผยผ่านเว็บไซต์แมนฯยูไนเต็ด เรื่องอนาคตของตนอย่างชัดเจนไม่มีอ้อมค้อมแทงกั๊กเลย
นั่นคือตัดสินใจลาทีมหลังฤดูกาลนี้ปิดฉากเรียบร้อย ทั้งที่ยังเหลือสัญญาจนถึงปี 2023 แต่พร้อมยุติเพียงเท่านี้ เป็นการทำความเข้าใจกับสโมสร ซึ่งทุกอย่างราบรื่นดี
"หลังจากใช้เวลาทบทวนสักพัก ผมก็ได้ตัดสินใจแล้วว่านี่จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของผมกับแมนฯยูไนเต็ด ผมได้แจ้งฝ่ายบริหาร ผู้จัดการทีม รวมทั้งเพื่อนๆแล้ว"
"นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้เล่นให้สโมสรยิ่งใหญ่เช่นนี้ ขอบคุณแฟนบอลทุกคนกับการสนับสนุนเสมอมา"
"ผมขอทุ่มเทให้สุดๆก่อนจบซีซั่น เพื่อช่วยให้เพื่อนร่วมทีม ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมฤดูกาลนี้"
มันเหมือนเป็นการกล่าวคำอำลาล่วงหน้าของ มาติช โดยไม่ต้องรอให้ฤดูกาลจบ หลังจากนั้นสามารถเก็บสัมภาระส่วนตัว ยัดใส่กระเป๋ากลับบ้านอย่างเงียบๆ
ข่าวนี้ของ มาติช มีสื่อน้อยใหญ่นำไปเสนอพอสมควร แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไรนัก โดยเฉพาะแฟนแมนฯยูไนเต็ดที่อยากให้ซีซั่นปิดฉากลงเร็วที่สุด เห็นสภาพทีมแล้วได้แต่หมดหวัง
เชื่อว่า มาติช คงใช้เวลาตัดสินใจพอสมควร อย่างที่เขาบอกไว้นั่นแหล่ะ เพราะมันไม่ง่ายเลย สัญญาเหลืออีก 1 ปีด้วยกัน
แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา โดนปลดเปิดทางให้ ราล์ฟ รังนิก มารักษาการณ์ ตามด้วยซีซั่นหน้าบอสคนใหม่ชื่อ เอริก เทนฮาก จะสานงานต่อ
มาติช ย่อมมองทะลุอนาคตเห็นบทบาทของตนได้ไม่ยากเลย แมนฯยูไนเต็ดกำลัง ทำลายความผิดพลาดในปัจจุบัน เพื่อถอยไปนับหนึ่งใหม่ เป็นการเริ่มต้นสร้างอีกครั้ง ซึ่งคงไม่เหมาะสมกับตนแน่ๆ
ด้วยวัยที่ปริ่ม 34 ปี ใครๆต่างก็เห็นว่าเขาเชื่องช้าลงไปมาก พละกำลังก็ถดถอย ไม่แข็งแกร่งอย่างที่เคย แม้จะไม่ค่อยได้ลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม
หลายคนพูดถึงประโยชน์จากประสบการณ์ของเขาที่คร่ำหวอดมานาน จัดเป็นมิดฟิลด์เชิงสวย ที่มีการเอาตัวรอดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดี ตรงนี้จะช่วยให้น้องๆศึกษาเรียนรู้
นอกจากนี้ความอาวุโสของเขาก็ดูน่านับถือเคารพ พูดน้อย ไม่ชอบโซเชี่ยล แต่ถึงเวลาทำงานเต็มที่ ไม่มีอิดออด
อย่างไรก็ดี คุณสมบัติที่ว่ามาเหล่านี้ เหมือนไม่ได้ซึมซับเข้าไปในตัวพวกเด็กรุ่นหลังเลย แทบจะถูกมองข้าม
ไม่นานมานี้ มาติช เคยให้สัมภาษณ์ไว้เกี่ยวกับบรรยากาศในห้องแต่งตัว นักข่าวอยากรู้ว่ามันอย่างไรกัน ผลงานของแมนฯยูไนเต็ดถึงสะเปะสะปะอย่างที่เห็น
เขาเลยตอบไปว่า บรรยากาศห้องแต่งตัวเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผลของเกมดังกล่าว หากว่าเล่นกันดีมีชัย ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส หยอกล้อกันตามประสา
แต่วันไหนไม่ได้เรื่อง ก็แน่นอนมันต้องเงียบมาก ยิ่งในทีมที่ไม่ค่อยมีการตักเตือนหรือให้กำลังใจ ปลุกเร้ากระตุ้นกัน คงมาคุเป็นสองเท่าเลยทีเดียว
มันเป็นการตอบคำถามแบบไม่ต้องการเอาเรื่องภายใน มาฉายให้คนภายนอกรู้ แต่พูดมาแค่ตรงนี้ เราก็พอจะเข้าใจได้เลยว่ามันแย่ขนาดไหน
เพราะส่วนใหญ่ฟอร์มของปีศาจแดงมันไม่ได้ดีเลย สามวันดี สี่วันป่วย หาความแน่นอนอะไรไม่ได้
แม้นักเตะแต่ละคนจะพยายามบอกผ่านสื่อว่า ทีมไม่ได้มีปัญหาอะไร ความเป็นยูนิตี้ยังอยู่ นักเตะสามัคคีกันดี บางคราวยังเห็นยกกลุ่มไปกินข้าวด้วยกัน
กระนั้นเมื่อสะท้อนจากผลงานในสนาม ต้องยอมรับว่า มันน่าจะมีอะไรบางอย่างผิดพลาด ซึ่งจะบอกว่าบรรยากาศของทีมดีอยู่ คงเป็นไปไม่ได้หรอก
หากสังเกตให้ดี หลายต่อหลายเกมที่นักเตะอายุน้อย ทำงานน้อยตามวัย ปล่อยให้พวกแข้งอาวุโสวิ่งพล่านกันมากกว่า
ไม่ต้องอะไรมากหรอก เกมล่าสุดเสมอเชลซี กลายเป็นพวกอายุทะลุ 30 ที่คอยแบกทีมทั้งนั้น วิ่งเยอะกว่า กระตือรือร้นกว่า แต่น่าเสียดายพวกน้องๆไม่ได้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วนำไปใช้เลย
มาติช ซึ่งควรมีเด็กๆคอยช่วยสนับสนุน เพื่อให้ตนทำงานง่ายขึ้น ไม่ต้องเข้าปะทะแล้วคอยเพรสซิ่งบีบพื้นที่มากเกิน ก็เป็นว่าต้องทำเองทั้งหมด
กระทั่งจังหวะแอสซิสต์ให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัลโวตามเจ๊า ก็มาจากไอเดียที่ใช้การงัดบอลข้ามแนวรับไปให้
มาติช , โรนัลโด้ และ ดาบิด เด เคอา ซึ่งล้วนแต่เป็นเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่ในทีม เมื่อเทียบจากอายุ ต้องจัดการเองเกือบทั้งหมด เพื่อช่วยทีมเก็บแต้ม ไม่ต้องอับอายพ่ายคาบ้านกันให้ช้ำใจอีก
แน่นอนความสำคัญในลำดับต้นๆ มาติช อาจเทียบ โรนัลโด้ กับ เด เคอา ไม่ได้หรอก เพราะเขาเป็นเพียงแค่อะไหล่เท่านั้น หากตัวผู้เล่นอยู่กันครบ ก็คงต้องนั่งรอโอกาสข้างสนาม
อย่างไรก็ดีพอรู้ว่า มาติช กำลังจะเปิดหมวกลาอีกไม่นาน แฟนแมนฯยูไนเต็ดก็รู้สึกใจหายบ้าง
มันอาจเป็นข่าวเงียบๆอย่างที่บอกไว้ แต่เมื่อวัดจากผลงานเกมล่าสุดแล้ว อาการเสียดายย่อมตกตะกอนในความรู้สึกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
--------------------
แม้ โชเซ่ มูรินโญ่ จะไม่เคยป่าวประกาศว่า ใครคือนักเตะในดวงใจหรือประเภทคู่บุญที่ต้องพยายามลากจูงกันไป
แต่เชื่อว่าน่าจะมีชื่อ เนมานย่า มาติช อยู่ในสารบบอย่างแน่นอน
ปี 2009 ซึ่ง มาติช ย้ายจากโคซิเซ่สโมสรเล็กๆในลีกสโลวะเกียมายังเชลซี ยังแทบไม่ได้รับความสนใจสักเท่าไร
เขาเหมือนดาวรุ่งอีกหลายคนๆ หากมีแววและเข้าตาแมวมองเชลซี จะถูกดึงมาสะสมไว้เลย เผื่อว่าอนาคตอาจจะกลายเป็นดาวเด่น
อย่างไรก็ตามมันยากมากสำหรับการเบียดแทรกขึ้นชุดใหญ่อย่างถาวร จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในดีล ดาวิด ลุยซ์ ย้ายมาเชลซีในอีก 2 ปีถัดมา พูดง่ายๆก็คือตัวแถมนั่นแหล่ะ
เขาจากเชลซีไปชนิดที่ไม่มีใครจำหรอก เหมือนตอนย้ายมาไม่มีผิด ข่าวคราวเงียบมาก แฟนบอลสิงห์น้ำเงิน ยังจำหน้าไม่ได้ด้วยซ้ำ
ไม่มีใครคิดว่าในปีต้นปี 2014 เขาจะได้รีเทิร์นมายังสแตมฟอร์ด บริดจ์หรอก แต่เพราะ มูรินโญ่ เล็งเห็นคุณภาพเลยดึงมา ก่อนจะยกระดับกลายเป็นแกนหลักอย่างน่าประทับใจ
แล้วไม่มีใครคาดคิดอีกเช่นกัน เมื่อกุนซือโปรตุกีสโยกมากุมบังเหียนแมนฯยูไนเต็ด จะทำทุกวิถีทางเพื่อนำ มาติช มาเป็นขุนพลคู่กายอีกครั้งในปี 2017
"เขาเป็นกองกลางที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง พวกคุณก็เห็นกันอยู่แล้ว" มูรินโญ่ ตอบสื่อไว้แบบนี้ ตอนยอมจ่าย 40 ล้านปอนด์เมื่อ 5 ปีก่อน
เส้นทางจากนี้ของ มาติช เมื่อแยกกับปีศาจแดงแล้วน่าสนใจอย่างมาก มันมาพร้อมๆกระแสข่าวว่า มูรินโญ่ ปรารถนาจะคว้าไปร่วมงานด้วยกันอีกครั้งที่โรม่า
ถ้าเป็นจริงตามที่ข่าวโหมกัน นั่นหมายความว่าจะเป็นการร่วมงานกันครั้งที่ 3 ใน 3 สโมสร ซึ่งมีไม่บ่อยนักในโลกฟุตบอล
บางที มาติช ก็คงเข้าใจดีว่า การได้ไปอยู่ในสโมสรหรือในที่ ซึ่งเห็นคุณค่าของเรานั้น มันน่าจะดีกว่าหากต้องกลายเป็นเพียงแค่ทางเลือกของอีกทีม
เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว การตัดสินใจอาจไม่ใช่เรื่องยากเลย
-----------------
เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment