breadcrumb symbol ข่าว

[ #ผิดหวังไม่ต่างกัน ]

อัพเดตเมื่อ : May 11, 2022 2:32am โดย : admin

กฎเหล็กอย่างหนึ่งของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือห้ามลูกทีมเอาเรื่องภายในไปเปิดเผยภายนอก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเก็บให้มิดชิดเป็นความลับ อย่าเผลอแพร่งพรายเด็ดขาด
เพราะมันจะส่งผลกระทบอย่างหนัก ไม่ว่าจะสปิริตภายในทีม โดยเฉพาะคนที่เอาไปพูดต่อหน้าสาธารณะ คงยากที่จะเข้าหน้าเพื่อนๆติด พอทีมเกิดรอยร้าว ความสัมพันธ์ไม่ดี ผลงานในสนามก็จะโดนหางเลขเข้าไปด้วย
ไหนจะภาพลักษณ์ของสโมสรที่ติดลบ สื่อก็จะจับตาทุกความเคลื่อนไหวมากขึ้น การตกอยู่ในโฟกัสของพวกนักข่าวและช่างภาพไม่ใช่เรื่องสนุกเลย
ดังนั้นทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม ห้ามพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดต่อหน้าสื่อ พยายามคิดให้รอบคอบก่อนตอบอะไรออกไป
เฟอร์กี้ ให้ความสำคัญเรื่องอย่างนี้เป็นลำดับต้นๆ อีกทั้งในยุคก่อนจะห้ามนักเตะให้สัมภาษณ์พวกนักข่าวแบบสุ่มสี่สุ่มห้า บางครั้งต้องมีการขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษก่อนและต้องรู้ว่าคำถามแบบไหนที่ควรเลี่ยง
ยกตัวอย่างเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1990 แมนฯยูไนเต็ดบุกไปถล่มอาร์เซน่อลถึงไฮบิวรี่ 6-2 ในศึกลีกคัพ ลี ชาร์ป ดาวรุ่งในเวลานั้นร้อนแรงสุดๆ ระเบิดแฮตทริกอย่างน่าปลาบปลื้มใจ
วันรุ่งขึ้น เฟอร์กี้ เรียกไปที่ออฟฟิศ ชาร์ป นึกกระหยิ่มว่าเจ้านายคงอยากเอ่ยปากชื่นชมเป็นการส่วนตัวแน่หรือไม่ก็คงมีข้อเสนออะไรสักอย่าง
พอถึงห้องแล้ว กลับตรงกันข้าม เจ้านายขว้างหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ พร้อมตะโกนถามว่า นี่มันหมายถึงอะไรกันแน่
สิ่งที่ทำให้ เฟอร์กี้ ฉุนเฉียวมากก็คือ ชาร์ป ให้สัมภาษณ์นักข่าว หลังจากทำแฮตทริกสำเร็จ ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้พูดอะไรที่เกินลิมิตหรอก แค่เปิดใจเรื่องอนาคต ตั้งเป้าอยากประสบความสำเร็จกับแมนฯยูไนเต็ด รวมทั้งดีใจสุดๆกับผลงานที่ไฮบิวรี่
แต่ เฟอร์กี้ โมโหที่ไม่มาขอก่อนหรือจะให้ดีต้องปฏิเสธไปเลย เขารู้ฤทธิ์นักข่าวบางคนว่ามีวิธีตะล่อมหลอกถาม เพื่อให้หลงติดกับดัก ฉะนั้นนักเตะที่อ่อนประสบการณ์อย่าง ชาร์ป ต้องระวังตัวให้ดี ไม่งั้นตกเป็นเหยื่อเอาง่ายๆ
หรือถัดมาหน่อยก็เป็น ยาป สตัม ซึ่งเอาเรื่องในห้องแต่งตัว ไปเผยแพร่ผ่านหนังสืออัตชีวประวัติตัวเอง แม้จะรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรืออยากเรียกร้องความสนใจ เพื่อยอดขายหนังสือ ก็ต้องหักห้ามให้ได้ ไม่งั้นก็อย่าอยู่ด้วยกันเลย
ไม่น่าแปลกใจที่ สตัม จะถูกเฉดหัวส่งในปี 2001 ชนิดที่หลายคนงงไปตามๆกัน ก่อนจะมาเฉลยรู้กันภายหลัง
อย่างไรก็ตามเมื่อหมดยุคของ เฟอร์กี้ ที่วางมือไปแล้ว อะไรต่อมิอะไรก็ถึงคราวผลัดเปลี่ยนไปตามเวลา แมนฯยูไนเต็ดไม่ใช่ทีมเดิมอีกแล้ว นั่นรวมถึงผลงานที่เป็นอยู่ในเวลานี้
แต่ที่น่าตกใจก็คือ พฤติกรรมของ ราล์ฟ รังนิก ผู้จัดการทีมปัจจุบัน ซึ่งทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือนำเรื่องภายในออกมาแฉมากมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักเตะ ซึ่งไม่เหมาะสมเลย
ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่เคยผ่านการร่วมงานกับ เฟอร์กี้ มายาวนานนับสิบปี แสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนว่า การสาวไส้เช่นนี้ ไม่ใช่วิสัยของคนเป็นบอสเลย
นอกจากนี้ รังนิก เองก็ยังคงอยู่ในตำแหน่ง บทบาทหน้าที่ยังไม่จบสิ้น ต้องรอจนซีซั่นปิดฉากซะก่อน ฉะนั้นควรเลือกที่จะรักษาสถานการณ์ให้นิ่งเข้าไว้ แต่นี่กลับไปจุดให้มันลุกโชนกว่าเดิม
ทั้งตำหนินักเตะว่าไม่มีความฟิต สภาพร่างกายไม่แข็งแกร่งพอ ต่อว่าฝ่ายบริหาร ที่ไม่สนับสนุนมากพอในการเสริมทัพเมื่อเดือนมกราคม จนส่งผลกระทบอย่างที่เห็น
ก่อนหน้านั้นการพูดเรื่องแนวทางหรือนโยบายต่างๆ ยังพอรับได้ แฟนบอลไม่น้อยต้องการรู้ว่า เบื้องหลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ควรเอาแค่พอเหมาะมากกว่า ยิ่งพูดมากเท่าไร ก็จะทำร้ายทั้งตัวเองและสโมสรมากเข้าไปอีก
อย่างน้อยที่สุด รังนิก ก็ยังรับเงินเดือนก้อนโตจากแมนฯยูไนเต็ดอยู่ แล้วสิ่งที่ทุกคนต้องการจากเขาคือ เข้ามาแล้วควรแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่มาสร้างให้หนักไปกว่าเดิมอีก
หลายคนจึงมองว่า รังนิก อาจอยากจะโยนความผิดให้คนอื่นหรือสภาพแวดล้อม แทนที่จะแสดงความรับผิดชอบเองในฐานะผู้จัดการทีม
แล้วพอ รังนิก พูดเยอะเข้า สิ่งที่ตามมาคือ ผลงานในสนามทรุดหนักอย่างน่าใจหาย ล่าสุดแพ้ไบรท์ตันราบคาบแบบสู้ไม่ได้เลยสักนิด ซึ่งเชื่อกันว่าการให้สัมภาษณ์ก่อนเกมมีส่วนเช่นเดียวกัน
ลูกทีมคนไหน ลองถ้ามาเจอบอสแบบนี้ ก็คงยากที่จะทำใจยอมรับ ทั้งที่ความจริงควรปกป้องกันและเก็บไว้คุยกันหลังฉากมากกว่าไม่ใช่หรือ
ช่วยไม่ได้เลยที่ต้องนึกคำพูดของ นิโกไล นาอูมอฟ อดีตประธานโลโคโมทีฟ มอสโก ที่ออกมาโจมตี รังนิก จนหลายคนเอามือทาบอกตกใจไม่อยากเชื่อ
ก่อนมารับงานแมนฯยูไนเต็ด เป็นที่รู้กันว่า รังนิก นั่งเก้าอี้หัวหน้าฝ่ายพัฒนาของโลโคโมทีฟ มาตั้งแต่กรกฎาคมปีก่อน โดยเซ็นยาวกัน 3 ปี ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอเจองานใหญ่ น่าสนใจเงินดีกว่า ก็ตีปีกโกยแน่บ
นั่นทำให้ นาอูมอฟ หัวเสียสุดๆ จัดหนักใส่เลยว่า รังนิก เห็นแก่เงินมากกว่า ไม่ได้มีความตั้งใจมาทำงานแบบจริงจัง เป้าหมายเป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ
"เขาแทบไม่สนใจโลโคโมทีฟเลย ไม่ได้มีแววจะพัฒนาทีม แต่มาเพื่อหาเงินและตอนนี้เขากำลังจากไปรับเงินของยูไนเต็ด"
"ผมอยากคิดว่ายูไนเต็ดจะปล่อยให้เขามีบทบาทมากเกินนัก ผมยังสงสัยเรื่องนี้อยู่จริงๆ เดี๋ยวเรามาดูกันในอีก 6 เดือนข้างหน้า"
6 เดือนผ่านไป ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร แมนฯยูไนเต็ดแย่หนักกว่าเก่า ไม่มีคำว่าพัฒนาหรือยกระดับ รวมทั้งเผยให้เห็นว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นเลย
แย่กว่ายุคที่มี โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นผู้จัดการทีมด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ไม่มีทีมไหนเกรงกลัวอีกแล้ว เหลือแต่ชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ในอดีตเท่านั้นเอง
ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ ตามแพลนที่วางเอาไว้ เมื่อหมดวาระผู้จัดการทีมแล้ว รังนิก จะลงไปเป็นที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำช่วยงาน เอริก เทนฮาก ในเรื่องที่ถนัดและมีความรู้
แต่เขากลับไปเซ็นสัญญา รับงานคุมทีมชาติออสเตรียด้วย แล้วควบสองเก้าอี้ คือเป็นที่ปรึกษาแมนฯยูไนเต็ดพร้อมๆกัน
เคสนี้ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลมากเข้าไปอีก ท่ามกลางกระแสข่าวว่า รังนิก จะทำงานเพียงแค่ 6 วันต่อเดือนเท่านั้นในตำแหน่งที่ปรึกษา โดยกินค่าจ้างในเรตที่สูงเลยทีเดียว
มันเป็นเรื่องปกติจะเกิดคำถามในทำนองว่า รังนิก จริงจังกับงานมากแค่ไหนกัน เพราะไม่เห็นอะไรกระเตื้องขึ้น อีกทั้งยังเอาแต่เรื่องภายในมาโพทะนาให้น่าอับอายหนักกว่าเดิมอีก
ทว่าจะโทษเขาอย่างเดียวก็คงไม่ได้ บอร์ดบริหารเองต่างหากที่เป็นฝ่ายตัดสินใจเลือกมา อาจไม่เช็คหรือศึกษาให้มากพอ เห็นแค่ชื่อเสียงหรือกระแสแง่บวกจากสื่อ ก็รีบปรี่หาเลย
นักเตะแมนฯยูไนเต็ดที่ว่าน่าผิดหวังแล้ว กุนซือเองก็แทบไม่แตกต่างกันไปหนักหรอก
-----------------
เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment