breadcrumb symbol ข่าว

[ #ฟานกัลไม่เคยเปลี่ยน ]

อัพเดตเมื่อ : June 21, 2022 3:03am โดย : admin

บุคลิกอย่างหนึ่งที่ติดตัว หลุยส์ ฟานกัล มาตลอดก็คือ เป็นคนที่มีความมั่นใจสูงอย่างมาก
อาจเพราะประสบความสำเร็จบนเส้นทางโค้ชฟุตบอล ตั้งแต่อายุแค่ 40 ปี ก็สามารถพาอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมครองแชมป์ยูฟ่า คัพหรือยูฟ่า ยูโรปา ลีกในปัจจุบัน พอ 42 ปีก็ผงาดเอเรดิวิซี่ลีก
จากนั้นอายุ 43 ปี ก็สร้างตัวตนและความเป็นตำนานขึ้นด้วยการครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาล 1994/95 ก่อนจะพาทะยานถึงนัดชิงอีกครั้งในปีถัดมา แต่ไปพ่ายยูเวนตุสอย่างน่าเสียดาย ชนิดต้องตัดสินกันด้วยลูกจุดโทษ
ฟานกัล กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของอาแจ็กซ์ตอนอายุยังน้อยมาก ได้รับความนิยมจากแฟนบอล รวมถึงเป็นที่ยอมรับในวงการ ด้วยแนวทางการทำทีมแบบมีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน
กระทั่งปี 1997 อายุยังไม่เต็ม 46 ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้คุมบาร์เซโลน่า ซึ่งรู้กันอยู่ว่าเป็นสโมสรระดับท็อปของยุโรป
ในวันแถลงข่าวนั้น ฟานกัล นั่งอยู่พร้อมกับ บ็อบบี้ ร็อบสัน กุนซือคนเดิมที่จะส่งมอบงานให้ แล้วตัวเองจะขึ้นไปรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป พร้อมกับเปล่งประโยคชัดเจนว่า "นี่คือทีมบาร์เซโลน่าของผม"
คล้ายจะเตือน บ็อบบี้ ร็อบสัน เลยว่าห้ามมายุ่มย่ามเด็ดขาด อำนาจในการจัดทีมและเลือกนักเตะต้องเป็นของเขาเท่านั้น
นั่นทำให้หลายคนที่ได้ยินรู้สึกไม่ค่อยดีกับ ฟานกัล เท่าไรนัก ต้องไม่ลืมว่า ร็อบสัน ถูกเทิดทูนให้เป็นปูชนียบุคคลของวงการ รวมถึงมีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องสุภาพบุรุษ ดังนั้นควรจะให้เกียรติและเคารพกันสักหน่อย
เข้าใจไม่ยากว่า ฟานกัล พกความมั่นใจมาแน่นเอี้ยด ตั้งเป้านำบาร์เซโลน่ากวาดโทรฟี่ได้เป็นกอบเป็นกำ ตามที่ได้คุยกับฝ่ายบริหาร รวมทั้งหวังจะกำราบพวกแข้งซูเปอร์ทั้งหลายให้อยู่ในกรอบด้วย
ฟานกัล พาบาร์เซโลน่าครองแชมป์ลาลีกา 2 ซีซั่นติดต่อกัน รวมทั้งได้โกปา เดล เรย์ มาอีกสมัยด้วย เพียงแต่ในฟุตบอลสโมสรยุโรปไม่เฟื่องอย่างที่แฟนบอลคาดหวังเอาไว้
อย่างไรก็ตามเขากลับตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกสื่อ ที่วิจารณ์เผ็ดร้อนถึงปรัชญาการเล่น อันซับซ้อนเข้าใจยากเกินไป เพราะที่อาแจ็กซ์กับบาร์เซโลน่า มีข้อแตกต่างกันมากมาย ต้องประนีประนอมยอมบ้างในบางเรื่อง ไม่ใช่ตึงเป๊ะตามที่ตัวเองต้องการอย่างเดียว
นั่นหมายความว่าแม้จะมีโทรฟี่มาประดับตู้โชว์ แต่เขากลับไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่ในมุมของนักข่าวกับแฟนบอลเท่านั้น แต่พวกนักเตะไม่น้อยก็ดูแอนตี้ ฟานกัล ด้วย
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ ริวัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ของทีม ซึ่งกุนซือดัตช์พยายามจับถ่างไปเล่นทางซ้าย เพราะเชื่อว่าจะได้ประโยชน์จากเท้าซ้ายที่ถนัดและวางบอลได้อย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตามตัวนักเตะไม่พอใจ เขาคือกองหน้าต้องเล่นด้านในต่างหาก หน้าที่หลักคือการทำประตูและสร้างโอกาสในเขตอันตราย ไม่ใช่ให้ไปยืนเป็นปีกอย่างนั้น จึงขัดแย้งกันหนักหน่วงเลย
ในขณะเดียวกัน โจวานนี่ อีกหนึ่งแข้งบราซิเลี่ยนในทัพบาร์ซ่า ก็เปิดใจตามตรงว่าไม่ชอบเจ้านายคนนี้เลยสักนิด แถมเปรียบเป็นฮิตเลอร์อีกต่างหาก -- "ฟานกัล คือฮิตเลอร์ของนักเตะบราซิเลี่ยน"
หลายครั้งที่เขาโดนตัดชื่อทิ้งไม่มีส่วนร่วมกับทีม ทั้งที่ฟอร์มกำลังดี แต่พอข้องใจเดินเข้าไปถามกับไม่มีคำอธิบายอะไรเลย
หรือตอนที่ ฟานกัล กลับมากุมบังเหียนบาร์เซโลน่าช่วงที่สองในปี 2002 เป็นช่วงเดียวกับ ริวัลโด้ ที่ปล่อยออกไป แล้วดึงเอา ฮวน โรมัน ริเกลเม่ มาทดแทน
นั่นคือความต้องการของ โจน กาสปาร์ต ประธานของเจ้าบุญทุ่มเองเลย นั่นทำให้ ริเกลเม่ ได้สัมผัสกับนรกอย่างแท้จริง
เขาไม่อาจร่วมงานกับเจ้านายคนใหม่ได้เลย แค่เจอกันวันแรก นอกจากไม่มีการกล่าวคำต้อนรับใดๆตามมารยาทแล้ว ยังหารอยยิ้มบนใบหน้าไม่เจอ
อีกทั้งยังโดนจับไปเล่นริมเส้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่ถนัดเลย รู้กันอยู่แล้วว่าศักยภาพสูงสุดของ ริเกลเม่ ควรหุบมาปั้นเกมข้างใน
เมื่อรวมกับเคสของ ราฟาเอล ดา ซิลวา ที่เคยโดนดีมาเช่นกันเมื่อครั้ง ฟานกัล เข้ามาคุมแมนฯยูไนเต็ด มันก็ยิ่งฉายภาพบางอย่างให้ชัดขึ้นไปกว่าเดิมอีก
"ผมรู้ว่า ฟานกัล ไม่ชอบขี้หน้าผม ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะเป็นคนบราซิลหรือเปล่า แต่พอ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่อยู่แล้ว ทุกอย่างดูแย่ไปหมด"
จากประสบการณ์ตรงของนักเตะละติน ซึ่งเคยทำงานภายใต้คำสั่งของ ฟานกัล ส่วนใหญ่ต้องโดนเล่นงานอย่างไม่ค่อยมีเหตุผล จนตั้งข้อสังเกตกันว่าน่าจะมาจากความรู้สึกข้างในที่เหยียดพวกตน
แต่ในอีกด้านก็ต้องยอมรับว่า ฟานกัล เป็นคนที่มีความคิดแบบซับซ้อน ตามที่เรามักเรียกว่าจอมปรัชญานั่นแหล่ะ
อีกทั้งเป็นคนพูดตรงโผงผาง ไม่แคร์ใครทั้งสิ้น หากไม่พอใจขึ้นมาก็โพล่งใส่ได้ทุกเมื่อเลย
-----------------
ซัมเมอร์ 2016 หลุยส์ ฟานกัล แทบช็อกเมื่อทราบข่าวว่า จะโดนบอร์ดบริหารแมนฯยูไนเต็ดปลดจากทีม ทั้งที่เพิ่งพาครองแชมป์เอฟเอคัพมาหมาดๆ
หนักกว่านั้นก็คือ รู้เรื่องนี้จากนักข่าวก่อน แทนที่จะได้รับแจ้งจากเบื้องบนโดยตรง จึงทำให้ความโกรธทวีคูณอีก
หลังจาก ฟานกัล แบกความเจ็บช้ำออกมา ก็มีความเจ็บแค้นที่ฝังแน่นมาด้วยเช่นกัน ทุกครั้งที่มีโอกาสจะสัมภาษณ์เล่นงานฝ่ายบริหารแมนฯยูไนเต็ดเสมอ เรียกว่าอย่าญาติดีกันอีกเลย
นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า ที่ประวัติเสียจนต้องประกาศรีไทร์เพราะไม่มีข้อเสนอที่ดียื่นมาให้ ก็มาจากการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมจากแมนฯยูไนเต็ดนี่แหล่ะ
หลังร้างเวทีไป 5 ปีเต็ม ฟานกัล กลับมาอีกครั้งในฐานะกุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ พร้อมผลงานที่น่าประทับใจ 13 นัดชนะ 9 ยังไม่แพ้เลย
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า เขาสบโอกาสเอาคืนแมนฯยูไนเต็ดแล้ว โดยเฉพาะเมื่อแข้งดัตช์ขบวนนี้มีผู้เล่นอย่าง เฟร็งกี้ เดอ ย็อง และ ยูเรี่ยน ทิมเบอร์ ซึ่งเป็นเป้าหมายปีศาจแดงในซัมเมอร์นี้
จนถึงปัจจุบันทั้งคู่ซึ่งตกเป็นข่าวว่าจะย้ายมาอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่อาจปิดดีลได้สักที โดยเฉพาะเคสของ ทิมเบอร์ ซึ่งมีนักข่าวที่ชื่อว่า มาร์เซล ฟาน เดอร์ คราน มาโหมเชื้อไฟให้ลุกหนักกว่าอีก
มีการอ้างว่า ฟานกัล แจ้งกับ ทิมเบอร์ ไว้อย่างชัดเจน หากย้ายไปแมนฯยูไนเต็ด แล้วไม่ได้ลงเล่นทุกวีก มีโอกาสหลุดจากทีมชาติชุดลุยบอลโลกปลายปีนี้ได้
อีกทั้งก่อนหน้านั้นก็ให้สัมภาษณ์ไว้ในเชิงว่า คงไม่เป็นเรื่องฉลาดเท่าไรนัก หากจะเลือกเซ็นแมนฯยูไนเต็ด
แน่นอนว่าแฟนผีมากมายไม่พอใจ มีการโพสต์โจมตีทางโซเชี่ยล ต่างเชื่อว่า ฟานกัล ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง จนทำให้พวกนักเตะเกิดความสับสน
มันมีเหตุผลทำให้เราคิดได้ว่า ฟานกัล เกลียดแมนฯยูไนเต็ด รวมทั้งยังเคียดแค้นชิงชังจากเหตุการณ์ในอดีต
แต่ถึงอย่างไรก็ดี ต่อให้เจอเสียงวิจารณ์ ฟานกัล ก็คงไม่สะทกสะท้านอะไรหรอก นี่คือคนที่ยึดมั่นในจุดที่ตัวเองยืนอยู่สูงมากๆ
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เขาก็ยังเป็นคนเดิมเสมอ
-------------------
เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่  https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117
Facebook Comment